เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 65

บทเรียน

นักเขียนรับเชิญคนพิเศษ – คุณ สรินยา วิทยาอารีย์กุล (ครูยา)

เรียนภาษาอิตาลี

เรียนภาษาอิตาลี วันที่ 65

สวัสดีค่ะ ในวิดีโอที่ 44 นี้ ครูเวโรนิค่าจะสอนเรื่องการใช้คำสรรพนามโดยตรง หรือการใช้คำว่า lo แทนคน สัตว์ หรือสิ่งของค่ะ
กดที่ลิ้งค์นี้แล้วไปดูวิดีโอกันเลยค่ะ ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ค่อยกลับมาดูคำแปลทีหลังค่ะ

สวัสดีค่ะ ในวิดีโอที่ 44 นี้ ครูเวโรนิค่าจะสอนเรื่องการใช้คำสรรพนามโดยตรง หรือการใช้คำว่า lo แทนคน สัตว์ หรือสิ่งของค่ะ
กดที่ลิ้งค์นี้แล้วไปดูวิดีโอกันเลยค่ะ ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ค่อยกลับมาดูคำแปลทีหลังค่ะ

Lezione 44
บทที่ 44
– Ciao a tutti!!!
สวัสดีค่ะทุกๆ คน!!!
– Come state?
พวกเธอเป็นอย่างไรกันบ้างคะ
– Io male, anzi malissimo.
ฉันแย่ค่ะ แย่มากๆ เลยค่ะ
– Sì, voi lo sapete.
ค่ะ พวกเธอรู้เกี่ยวกับมันกันค่ะ
– Voi sapete perché.
พวกเธอรู้ว่าทำไมค่ะ
– Allora, io in realtà fisicamente sto bene, lo sapete mi curo abbastanza, ve l’ho detto l’altra volta.
เอาหล่ะค่ะ ฉันนะคะ ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายฉันสบายดีค่ะ พวกเธอก็รู้กันว่า ฉันดูแลรักษาตัวฉันเองพอสมควรค่ะ ฉันได้บอกมันกับพวกเธอไปเมื่อครั้งก่อน
– Però, in realtà sto male.
แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ฉันกำลังแย่ค่ะ
– Sì, sì, sì, voi lo sapete, avete indovinato.
ใช่ค่ะ พวกเธอรู้กันค่ะ พวกเธอทายถูกกันแล้วค่ะ
– Esatto, oggi ho perso l’aereo. Nooooo!
แน่นอนค่ะ วันนี้ฉันตกเครื่องค่ะ ไม่จริงใช่ไหม!
– Vi ricordate l’altra volta?
พวกเธอจำครั้งก่อนกันได้ไหมคะ
– La lezione numero 43?
บทเรียนที่ 43 เหรอคะ
– Ok, questa invece è la lezione 44.
โอเค บทเรียนนี้คือบทเรียนที่ 44 ค่ะ
– L’altra volta io ero così contenta di partire, di andare a trovare i miei parenti, ero pronta per il viaggio, avevo la borsa e la valigia pronta.
ครั้งก่อน ตอนนั้นฉันดีใจมากที่จะได้ออกเดินทาง เพื่อไปพบกับญาติพี่น้องของฉัน ตอนนั้นฉันพร้อมสำหรับการเดินทาง ตอนนั้นฉันมีกระเป๋าถือและก็กระเป๋าเดินทางพร้อมเลยค่ะ
– Eh… adesso invece sono appena tornata dall’aeroporto.
เออ… ส่วนตอนนี้ ฉันเพิ่งกลับมาจากสนามบินค่ะ
– Eh sì, e ho perso il volo. Noooo!
ใช่ค่ะ และฉันได้พลาดเที่ยวบินนี้แล้วค่ะ ไม่นะ!
– Accidenti!
ให้ตายเถอะ!
– Sono sempre la solita!
ฉันก็เป็นฉันเหมือนเคยอ่ะค่ะ!
– 44 lezione e Veronica non è cambiata.
ผ่านมา 44 บทเรียนแล้ว และเวโรนิค่ะก็ไม่เคยเปลี่ยนค่ะ
– Eh va beh, c’est la vie!
เออ… ช่างเถอะ นี่แหละชีวิต!
-Questa è una frase che abbiamo rubato dagli amici francesi.
ประโยคนี้เป็นประโยคที่พวกเราขโมยมาจากเพื่อนๆ ชาวฝรั่งเศสค่ะ
– Eh ragazzi, voi avete rubato la Gioconda! (Scherzo)
ค่ะ… เพื่อนๆ คะ ก็พวกเธอเคยขโมยรูปภาพโมนาลิซ่าไปนะคะ! (ฉันล้อเล่นค่ะ)
– Sì sì sì, lo so, lo so.
ใช่ค่ะ ฉันรู้ค่ะ
– Non devo fare queste battute.
ฉันไม่ควรล้อเล่นแบบนี้ค่ะ
– Eh va bene, va bene.
โอเคค่ะ โอเคค่ะ
– Quindi questa è la lezione 44.
ดังนั้น นี่คือบทเรียนที่ 44 ค่ะ
– È andata così.
มันก็เป็นไปแบบนี้ค่ะ
– Ho perso l’aereo, accidenti!
ฉันตกเครื่องบินค่ะ ให้ตายเถอะ!
– Che cosa impariamo oggi?
วันนี้พวกเราจะมาเรียนเรื่องอะไรกันคะ
– Eh…non lo so!
เออ… ฉันไม่รู้ค่ะ!
– Non lo so.
ฉันไม่รู้ค่ะ
– Sinceramente ragazzi non lo so.
จริงๆ เลยนะคะเพื่อนๆ ฉันไม่รู้ค่ะ
– Perché oggi sono troppo delusa per fare lezione.
เพราะว่า วันนี้ฉันผิดหวังมากๆ จนไม่สามารถทำการสอนได้ค่ะ
– Allora, va beh, impariamo come sempre a non seguire il mio esempio.
เอาหล่ะค่ะ เอาหน่ะ พวกเราก็มาเรียนเพื่อที่จะไม่ทำอย่างที่ฉันทำละกันค่ะ
– Eh così, a non seguire il mio esempio, e poi impariamo a raccontare dei fatti che avevamo pianificato, eh… ma che non sono andati a buon fine purtroppo.
ก็แบบนี้อ่ะค่ะ อย่าทำตามฉันค่ะ และพวกเราก็มาเรียนการเล่าเรื่อง ที่พวกเราได้วางแผนเอาไว้ตอนนั้น ค่ะ แต่ว่ามันจบไม่สวยอ่ะค่ะ
– Non posso sempre raccontare cose positive.
จะให้ฉันเล่าแต่เรื่องดีๆ ตลอด มันก็ไม่ได้นะคะ
– Quindi continuiamo a raccontare.
ดังนั้น พวกเรามาเล่าเรื่องต่อกันค่ะ
– Questa volta vi racconto la mia avventura all’aeroporto.
ในครั้งนี้ ฉันจะเล่าให้พวกเธอฟังเกี่ยวกับการผจญภัยของฉันที่สนามบินค่ะ
– Allora, ricordate l’altra volta?
เอาหล่ะค่ะ พวกเธอจำเรื่องครั้งก่อนกันได้ไหมคะ
– Andate a vedere la lezione 43.
พวกเธอไปดูบทเรียนที่ 43 กันนะคะ
– Nella lezione 43 io ero pronta per partire.
ในบทเรียนที่ 43 ตอนนั้นฉันพร้อมสำหรับการออกเดินทางค่ะ
– Tutti i preparativi, i regali, le medicine, la borsa, la valigia, la giacca e tutto quanto.
การเตรียมการต่างๆ ของขวัญต่างๆ ยาต่างๆ กระเป๋าถือ กระเป๋าเดินทาง แจ็คเก็ตและทั้งหมดทั้งมวลค่ะ
– E mi sono dilungata tra mille, mille e mille spiegazioni.
และฉันก็อธิบายโน้นนี่เยอะแยะไปหมดเลยค่ะ

– Eh… sì sì sì, lo so, non è colpa vostra, non è colpa vostra.
ค่ะ… ใช่ค่ะ ฉันรู้ค่ะ มันไม่ใช่ความผิดของพวกเธอค่ะ
– Io mi sono dilungata come sempre, em… ma lo so, mi dovevo sbrigare e lo sapevo.
ฉันต่อความยาวสาวความยืดเป็นประจำค่ะ แต่ฉันก็รู้ค่ะว่า ฉันต้องรีบทำให้เร็วขึ้น และตอนนั้นฉันก็รู้ค่ะ
– Quindi non è colpa vostra.
ดังนั้นมันไม่ใช่ความผิดของพวกเธอค่ะ
– Poi mi l’ha chiamata mia madre.
แล้วแม่ของฉันก็โทรมาหาฉันอีกค่ะ
– Sì, mamma non è colpa tua.
ค่ะ แม่คะ มันไม่ใช่ความผิดของแม่นะคะ
– Lo so, lo so, lo so, lo so, non è colpa della mamma.
ฉันรู้ค่ะ มันไม่ใช่ความผิดของแม่ค่ะ
– E però intanto ho passato tempo anche al telefono, e così, poi alla fine era tardi e sono uscita di casa in fretta e furia.
แต่ว่าฉันก็ได้ใช้เวลากับการคุยโทรศัพท์ด้วยค่ะ ก็แบบนี้หล่ะค่ะ แล้วตอนสุดท้าย มันก็สายไปแล้วค่ะ และฉันก็ออกจากบ้านแบบเร่งรีบและร้อนรนมากค่ะ
– Perché dovevo andare di corsa all’aeroporto.
เพราะว่าตอนนั้นฉันต้องไปที่สนามบินอย่างรวดเร็วค่ะ
– Eh… niente, ho chiamato un taxi.
ค่ะ… ก็ไม่มีอะไร ฉันได้โทรเรียกรถแท็กซี่มาค่ะ
– Sono scesa dal taxi, sono arrivata all’aeroporto.
ฉันได้ลงจากรถแท็กซี่ ฉันได้มาถึงที่สนามบินค่ะ
– Allora ragazzi, lo so, non dovete seguire il mio esempio.
เอาหล่ะค่ะ เพื่อนๆ ฉันรู้ค่ะ พวกเธอไม่ความทำตามตัวอย่างของฉันกันนะคะ
– Eh… l’aeroporto di Cagliari è piccolo.
ค่ะ… สนามบินของคาลยิอาริมันเล็กค่ะ
– Non siamo a New York, ma mi sono persa all’aeroporto di Cagliari.
พวกเราไม่ได้อยู่ที่นิวยอร์กกันนะคะ แต่ว่าฉันได้เดินหลงที่สนามบินของเมืองคาลยิอาริค่ะ
– Ebbene sì. Ebbene sì.
อืมแบบนี้หล่ะค่ะ
– Mi sono persa all’aeroporto di Cagliari.
ฉันได้หลงทางที่สนามบินของคาลยิอาริค่ะ
– Ho sbagliato direzione, sono andata in un gate invece che andare in un altro,
ฉันไปผิดทางค่ะ ฉันไปเกทนึง แทนที่จะไปอีกเกทนึงค่ะ
ho perso tempo e mi hanno anche chiamato al megafono perché non arrivavo, ma io non lo sapevo e l’ho saputo dopo.
ฉันก็เสียเวลาไปเยอะ และพวกเขาก็ได้ประกาศเรียกฉันผ่านไมโครโฟนด้วย เพราะว่าตอนนั้นฉันยังไปไม่ถึง แต่ว่าตอนนั้นฉันไม่ได้ยินเลยค่ะ ฉันเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาประกาศเรียกค่ะ
– Accidenti, accidenti.
ให้ตายเถอะ ให้ตายเถอะค่ะ
– L’ho saputo quando era troppo tardi.
ฉันรู้เรื่องตอนที่มันสายไปแล้วค่ะ
– È troppo tardi, è troppo tardi, ho perso il volo.
คือมันสายไปแล้ว คือมันสายไปแล้วค่ะ ฉันได้พลาดเที่ยวบินไปแล้วค่ะ
– Accidenti!
ให้ตายเถอะค่ะ!
– E quindi niente, ho provato.
และดังนั้นก็ไม่มีอะไรค่ะ ฉันก็ได้ลองแล้ว
– Era colpa mia, è ovvio.
ตอนนั้นมันเป็นความผิดของฉันค่ะ มันแน่นอนอยู่แล้วค่ะ
– Ho provato a convincere il personale, a chiedere se ci fosse una soluzione, eh… loro ovviamente mi hanno detto “all’aeroporto si arriva almeno due ore prima”.
ฉันได้ลองพยายามโน้มน้าวเจ้าหน้าที่แล้ว โดยการถามเขาว่ามันพอจะมีทางแก้ไขไหม… ก็แน่นอนค่ะ พวกเขาบอกกับฉันว่า “ต้องมาที่สนามบินล่วงหน้าอย่างน้อยสองชั่วโมงค่ะ”
– Io ho detto che non lo sapevo.
ตอนนั้นฉันก็บอกไปว่า ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนเลยค่ะ
– Ovviamente sì, lo sapevo ma ho fatto la finta tonta.
แน่นอนค่ะว่าฉันรู้ แต่ว่าตอนนั้นฉันก็ทำแกล้งโง่ไปค่ะ
– Sì, sono un po’ tonta, ma non a questo punto.
ใช่ค่ะ ฉันก็เป็นคนมึนนิดๆ แต่ก็ไม่ได้มึนขนาดนั้นนะคะ
– Ci ho provato.
ฉันก็ได้ลองมันแล้วค่ะ
– Ci ho provato, em… e così, ma non è andata a buon fine.
ฉันได้พยายามแล้วค่ะ ก็แบบนี้หล่ะค่ะ มันจบไม่สวยค่ะ
– Eh va bene.
ค่ะ… ช่างมันเถอะค่ะ
– Allora, io sono ritornata a casa e come vedete adesso sono qui.
เอาหล่ะค่ะ ฉันก็กลับมาที่บ้านอีกครั้ง และอย่างที่พวกเธอเห็น ตอนนี้ฉันอยู่ตรงนี้ค่ะ
– Sono appena tornata dall’aeroporto.
ฉันเพิ่งกลับมาจากที่สนามบินค่ะ
– E non ho preso l’aereo.
และฉันก็ไม่ได้ขึ้นเครื่องบินค่ะ
– Eh niente, vediamo cos’abbiamo imparato oggi.
ค่ะ… ไม่มีอะไรค่ะ พวกเรามาดูกันค่ะ ว่าวันนี้พวกเราได้เรียนรู้อะไรกันไปแล้วบ้าง
– Almeno qualcosina, abbiamo imparato almeno qualcosa, speriamo.
อย่างน้อยก็มีบางอย่าง ที่เราได้เรียนไปแล้วค่ะ ก็หวังว่าเช่นนั้นค่ะ
– Bene. Allora, prima di tutto, per vedere cosa abbiamo imparato oggi,
ดีค่ะ เอาหล่ะค่ะ ก่อนอื่นเลย มาดูสิ่งที่พวกเราได้เรียนกันไปแล้วในวันนี้ค่ะ
rivedete la lezione numero 26 in cui spiego i pronomi (qua ho la valigia) i pronomi diretti. Ok?
พวกเธอกลับไปดูบทเรียนที่ 26 ซึ่งฉันได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องคำสรรพนาม (ตรงนี้ฉันมีกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ) คำสรรพนามโดยตรง ตกลงไหมคะ
– Quindi andate a vedere la lezione 26.
ดังนั้นพวกเธอไปดูบทเรียนที่ 26 กันนะคะ
– Il pronome diretto lo, abbiamo detto che si riferisce a un oggetto o una persona. Ok?
คำสรรพนามโดยตรงคำว่า lo (มัน) พวกเราได้พูดกันไปแล้ว ว่ามันใช้แทนที่สิ่งของหรือว่าบุคคลค่ะ โอเคไหมคะ
– Maschile singolare.
เพศชายเอกพจน์ค่ะ
– Per esempio, nella lezione 26, facciamo l’esempio sì, del vino.
ตัวอย่างเช่น ในบทเรียนที่ 26 พวกเราได้ยกตัวอย่างไว้ ใช่ค่ะ เกี่ยวกับไวน์ค่ะ
– Vi ricordate?
พวกเธอจำกันได้ไหมคะ
– Chi porta il vino?
ใครนำไวน์มาเหรอคะ
– Lo porto io!
ฉันนำมันมาค่ะ!

– Quindi lo si riferisce a il vino. Va bene?
ดังนั้นคำว่า lo (มัน) ใช้แทนคำว่าไวน์ โอเคไหมคะ
– Oppure un altro esempio.
หรือว่าอีกตัวอย่างนึง
– Vabbè, non l’ho fatto nella lezione 26 però è un esempio di una persona.
อืม ฉันไม่ได้ยกตัวอย่างนี้ไว้ในบทเรียนที่ 26 แต่ว่ามันคือตัวอย่างนึงที่เกี่ยวกับบุคคลค่ะ
– Conosci Giovanni?
เธอรู้จักจิโอวานนีไหมคะ
– Beh sì, è mio fratello e lo saluto.
ค่ะ รู้จักค่ะ เขาคือพี่ชายของฉัน และฉันก็ขอทักทายเขาค่ะ
– Eh sì, lo conosco.
ค่ะ ฉันรู้จักเขาค่ะ
– Oppure potete rispondere no, non lo conosco.
หรือพวกเธอจะตอบว่า ไม่นะ ฉันไม่รู้จักเขาก็ได้ค่ะ
– Questo lo si riferisce a chi? A Giovanni.
คำว่า (lo) เขาผู้ชายคนเดียว ใช้อ้างถึงใครคะ ถึงจิโอวานนิค่ะ
– Quindi a chi?
ดังนั้นถึงใครคะ
– Quindi chi conosci?
ดังนั้นเธอรู้จักใครคะ
– Giovanni, una persona.
จิโอวานนิ เป็นคนๆ นึงค่ะ
– Che cosa porti?
เธอนำอะไรมาคะ
– Il vino, una cosa.
ไวน์ เป็นสิ่งของค่ะ
– Oggi però ho fatto degli altri esempi con questo pronome diretto lo.
แต่ว่าวันนี้ฉันได้ทำตัวอย่างแบบอื่น กับคำสรรพนาม lo นี้ค่ะ
– Io ho detto.
ฉันได้บอกว่า
– Lo so. Non lo so.
ฉันรู้มัน ฉันไม่รู้มัน
– Ho detto lo sapevo/non lo sapevo.
ฉันได้บอกไว้ว่า ตอนนั้นฉันรู้มันนะ/ตอนนั้นฉันไม่รู้มันค่ะ
– Ho detto l’ho saputo/non l’ho saputo. Ok?
ฉันได้บอกว่า ฉันรู้มันแล้ว/ฉันยังไม่รู้มันเลย โอเคไหมคะ
– Eh… sapete perché?
อืม… พวกเธอรู้ไหมว่าทำไมคะ
– Lo saprete se mi dedicate ancora qualche minuto.
พวกเธอจะได้รู้มัน ถ้าพวกเธอให้เวลากับฉันอีกสักสองสามนาทีค่ะ
– Bene, facciamo un altro esempio.
ดีค่ะ พวกเรามาดูอีกตัวอย่างนึงกันคะ
– Dov’è Giovanni?
จิโอวานนิอยู่ที่ไหนคะ
– Se mi chiedete “conosci Giovanni?”
ถ้าพวกเธอถามฉันว่า “เธอรู้จักจิโอวานนิไหม”
– Io vi dico “sì lo conosco, conosco lui”.
ฉันจะบอกกับพวกเธอว่า “ค่ะ ฉันรู้จักเขา ฉันรู้จักเขาค่ะ”
– Ma se mi chiedete “dov’è Giovanni?”
ถ้าพวกเธอถามฉันว่า “จิโอวานนิอยู่ที่ไหนเหรอ”
– Io non lo so.
ฉันไม่รู้เลยค่ะ
– Ok, siamo fratello e sorella, ma non stiamo sempre insieme.
โอเค พวกเราเป็นพี่น้องกัน แต่ว่าพวกเราไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาค่ะ
– Forse è a casa con la sua famiglia, con sua moglie e suo figlio.
บางทีเขาอาจจะอยู่ที่บ้านกับครอบครัวของเขา กับภรรยา และลูกชายของเขาค่ะ
– Questo lo a cosa si riferisce?
คำว่า lo นี้ มันอ้างถึงอะไรคะ
– A Giovanni?
อ้างถึง จิโอวานนิ ใช่ไหมคะ
– No! Si riferisce ad un fatto.
ไม่ใช่ค่ะ! มันอ้างถึงสิ่งนึงค่ะ
– Al fatto di conosco Giovanni.
คือสิ่งที่บอกว่า ฉันรู้จักจิโอวานนิค่ะ
– Allora, io prima ho detto sempre sì sì sì, lo so, voi avete capito qual è il mio problema.
เอาหล่ะค่ะ ตอนแรกฉันได้บอกว่า ค่ะๆๆ ฉันรู้มันค่ะ มันในที่นี้คือ พวกเธอเข้าใจว่า อะไรมันคือปัญหาของฉันอ่ะค่ะ
– So che cosa?
ฉันรู้อะไรคะ
– So questo.
ฉันรู้สิ่งนี้ค่ะ
– So questo fatto.
ฉันรู้เรื่องนี้ค่ะ
– Poi quando ho detto che cosa facciamo oggi?
แล้วตอนที่ฉันพูดว่า วันนี้พวกเราจะมาทำอะไรกันดีคะ
– Non lo so!
ฉันไม่รู้มันเลยค่ะ!
– Ero così, sono così demoralizzata.
ตอนนั้นฉันแบบว่า ฉันหมดอะไรตายอยากอ่ะค่ะ
– Che non lo so, non so che cosa fare.
ฉันไม่รู้มันเลย ฉันไม่รู้ว่าจะทำอะไรคะ
– Non so questo, questo fatto.
ฉันไม่รู้สิ่งนี้ เรื่องนี้ค่ะ
– Mi hanno chiamata al megafono ma non lo sapevo.
พวกเขาได้เรียกฉันผ่านไมโครโฟน แต่ว่าตอนนั้นฉันไม่รู้เรื่องเลยค่ะ
– Io sapevo che all’aeroporto si arriva presto, quindi io lo sapevo.
ตอนนั้นฉันก็รู้ค่ะ ว่าจะต้องไปสนามบินก่อนเวลา ดังนั้นตอนนั้นฉันรู้มันค่ะ
– Eh… però, mi hanno chiamata al megafono ma l’ho saputo troppo tardi.
อืม… ก็นะ พวกเขาได้ประกาศเรียกฉันผ่านไมโครโฟน แต่ว่าฉันรู้มันตอนที่มันสายไปแล้วค่ะ
– Ho saputo che mi hanno chiamata al megafono.
ฉันรู้ว่าตอนนั้นพวกเขาได้ประกาศเรียกฉันผ่านไมโครโฟน
– Ovviamente questo lo, oggi accidenti non ho la bacchetta magica,
แน่นอนค่ะว่า คำว่า lo นี้ ให้ตายเถอะ วันนี้ฉันไม่มีไม้กายสิทธิ์ค่ะ
eh beh ero all’aeroporto, sarebbe lo ho saputo la o va via (l’ho) come sempre.
ช่างมันค่ะ ตอนนั้นฉันอยู่ที่สนามบิน มันควรจะเป็น lo ฉันได้รู้แล้ว ตัดตัว o ออกกลายเป็น (l’ho) เหมือนกันเลยค่ะ
– Ho saputo questo troppo tardi, perché ormai non potevo più partire.
ฉันได้รู้เรื่องนี้ตอนที่มันสายไปแล้วค่ะ คือว่า ฉันไม่สามารถออกเดินทางได้แล้วค่ะ
– Eh… ok. Poi prima ho detto che cosa em… come funziona questa regola?
ค่ะ… โอเค แล้วตอนแรกฉันก็พูดไปว่า อะไรนะ อืม…. กฎนี้มันเป็นอย่างไรคะ
– Lo saprete tra qualche minuto.
พวกเธอจะรู้มันอีกไม่กี่นาทีนี้ค่ะ
– Quindi io ho utilizzato questi tutti i tempi verbali.
ดังนั้น ฉันได้แต่งประโยคโดยผันคำกริยากับทุกช่วงเวลาเลยค่ะ
– Quasi tutti i tempi verbali, che abbiamo studiato fino adesso.
ก็เกือบจะทั้งหมด ทุกช่วงเวลาของคำกริยา ที่พวกเราได้เรียนกันมาจนถึงตอนนี้ค่ะ

– Ho usato lo so/non lo so, il presente indicativo.
ฉันได้ใช้ ฉันรู้มัน/ฉันไม่รู้มัน ในช่วงเวลาปัจจุบัน ในรูป indicativo คือการรายงานในสิ่งที่เป็นเรื่องจริงค่ะ
– Ho usato l’imperfetto, lo sapevo/non lo sapevo.
ฉันได้ใช้รูปแบบอดีตที่กินเวลานานช่วงนึง l’imperfetto ตอนนั้นฉันรู้มัน/ตอนนั้นฉันไม่รู้มันค่ะ
– L’ho saputo, il passato prossimo.
ฉันได้รู้มันแล้ว ในรูปอดีตอันใกล้
– E anche al futuro, io ho detto lo saprete. Ok?
และก็ในรูปอนาคตด้วยค่ะ ฉันได้บอกไปแล้วว่า พวกเธอจะรู้มันนะคะ เข้าใจไหมคะ
– Quindi ricordate che questo lo si riferisce ad un fatto che sapete o non sapete, o che avete saputo o che non avete saputo, o che sapevate o che non sapevate.
ดังนั้นพวกเธอจำคำว่า lo นี้กันไว้นะคะว่า มันใช้แทนที่การกระทำที่พวกเธอรู้ หรือว่าไม่รู้ในปัจจุบัน หรือว่าที่พวกเธอได้รู้กันไปแล้ว หรือว่าพวกเธอยังไม่รู้กันเลยในอดีต หรือว่าตอนนั้นพวกเธอรู้แล้ว หรือว่าตอนนั้นพวกเธอยังไม่รู้กัน ในช่วงเวลาอดีตที่กินเวลาอยู่พักนึงค่ะ
– Una cosa: non fate questo errore.
อีกหนึ่งอย่างนะคะ พวกเธอห้ามทำข้อผิดพลาดนี้กันนะคะ
– Molte volte, io quando vi dico qualcosa di nuovo, em… voi mi dite “non l’ho saputo” ok? Non ho saputo questo.
หลายครั้งหลายคา ตอนที่ฉันบอกกับพวกเธอเกี่ยวกับอะไรใหม่ๆ อืม… พวกเธอก็บอกกับฉันว่า “ฉันไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยค่ะ” โอเคไหมคะ ตอนนั้นฉันไม่รู้สิ่งนี้ค่ะ
– No, non lo sapevo. Ok?
ไม่ซิ ตอนนั้นฉันไม่รู้มันอยู่พักนึง โอเคนะคะ
– Perché adesso lo sai, e prima non lo sapevi. Ok?
เพราะว่าตอนนี้เธอรู้แล้ว และตอนนั้นเธอยังไม่รู้มันอยู่พักนึง เข้าใจไหมคะ
– Quindi con il passato prossimo per esempio ho saputo.
ดังนั้น กับอดีตอันใกล้ ตัวอย่างเช่น ฉันได้รู้แล้วค่ะ
– Vi ricordate tutta la regola del passato prossimo?
พวกเธอจำกฎทั้งหมดของอดีตอันใกล้กันได้ไหมคะ
– Andate a rivedere le lezioni passate.
พวกเธอกลับไปดูบทเรียนเก่าๆ ซ้ำนะคะ
– Ho saputo questo, quindi in un preciso momento, quando ormai era troppo tardi.
ฉันได้รู้สิ่งนี้แล้ว ดังนั้น มันอยู่ในช่วงเวลาที่เจาะจง ตอนที่มันสายไปแล้วค่ะ
– Ebbene sì, ebbene sì, ebbene sì.
อืม ก็แบบนี้หล่ะค่ะ
– Quindi più o meno vi ho spiegato tutto quello che c’era da spiegare.
ดังนั้น ฉันก็ได้อธิบายให้พวกเธอฟังทั้งหมด เท่าที่จะต้องอธิบายแล้วนะคะ โดยประมาณค่ะ
– vabè la prossima volta farò un po’ più di attenzione.
เอาหล่ะ ครั้งหน้าฉันจะทำด้วยความระมัดระวังมากขึ้นนะคะ
– Mi raccomando non seguite il mio esempio.
ฉันขอแนะนำว่าพวกเธออย่าทำแบบฉันนะคะ
– Va bene, che cosa faremo la prossimo volta?
โอเคค่ะ ครั้งหน้าพวกเราจะทำอะไรกันดีคะ
– La saprete se continuerete a seguirmi su oneworlditaliano.com
พวกเธอก็จะได้รู้กัน ถ้าพวกเธอติดตามฉันอย่างต่อเนื่องที่ oneworlditaliano.com ค่ะ
– Ciao a tutti e alla prossima con oneworlditaliano.
สวัสดีค่ะทุกคนและพบกันใหม่คราวหน้ากับ oneworlditaliano ค่ะ
– Ciao!
บ๊ายบายค่ะ!

เราเรียนอยู่ในระดับ A2 แล้วนะคะ แสดงว่า เราต้องพูดได้ ฟังออกบ้างแล้วนะคะ เพราะฉะนั้น
1.ไปที่ยูทูป แล้วเขียนหัวข้อที่เรียนวันนี้ลงไป แล้วก็ไปฟังครูคนอื่นเขาสอนเรื่องนี้ด้วยอีกหลายๆ รอบค่ะ แล้วอย่าลืมเขียนทุกอย่างที่เราเรียนไปแล้วลงสมุดด้วยนะคะ
2.พูดตามเขาให้ทันทุกคำนะคะ ถ้ายังไม่ทันก็ดูวิดีโอซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะพูดตามได้ทันค่ะ
3.ถ้าเริ่มงง และรู้สึกว่าการเรียนเริ่มยากไปแล้ว ให้กลับไปเรียนซ้ำทุกอย่างที่เราเคยเรียนไปแล้วในวันก่อนๆ ค่ะ
จำสุภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ได้ไหมคะ เราไม่ควรรีบร้อนเรียนค่ะ เพราะว่าการเรียนแบบเร็วๆ มันจะทำให้เราจำได้ไม่หมด ตกหล่นหลายสิ่งหลายอย่าง แล้วก็จะทำให้เราหงุดหงิดและปวดหัวเปล่าๆ ค่ะ

ท้ายสุดนี้ ก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณน้องมาย ที่ตั้งใจเรียน และตั้งใจแปลวิดีโอนี้มาให้พวกเราได้เรียนกันแบบสะดวกสบายมากขึ้นค่ะ ถ้าสนใจอยากรู้ว่าน้องมายเรียนอะไรไปบ้างแล้ว เชิญไปดูที่เพจของเธอได้เลยค่ะ

อะไรไปบ้างแล้ว เชิญไปดูที่เพจของเธอได้เลยค่ะ

เรียนภาษาอิตาเลียนด้วยตัวเอง (สมุดส่งการบ้าน)

เพิ่มเติม

เรียนภาษาอิตาลี

 

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s