เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 62

บทเรียน

นักเขียนรับเชิญคนพิเศษ – คุณ สรินยา วิทยาอารีย์กุล (ครูยา)

เรียนภาษาอิตาลี

เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 62

สวัสดีค่ะ ในวิดีโอที่ 41 นี้ ครูเวโรนิค่ะจะอธิบายว่า เมื่อไหร่เราควรใช้ passato prossimo และเมื่อไหร่เราควรจะใช้ imperfetto ค่ะ แล้วก็อธิบายความแตกต่างของคำว่า ne และ nè ให้พวกเราทราบกันอีกค่ะ
กดที่ลิ้งค์นี้ แล้วไปดูวิดีโอกันเลยค่ะ ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ค่อยกลับมาดูคำแปลทีหลังค่ะ

Lezione 41
บทที่ 41
– Ciao a tutti!
สวัสดีค่ะทุกคน!
– Come state?
พวกเธอเป็นอย่างไรกันบ้างคะ
– Io oggi diciamo benino.
สำหรับฉันวันนี้ ก็เรียกได้ว่า ดีทีเดียวเลยค่ะ
– Perché? Adesso vi racconto.
ทำไมเหรอคะ ตอนนี้ฉันจะเล่าให้พวกเธอฟังนะคะ
– Sono a casa mia, come vedete sono appena tornata da una serata tra amici.
ฉันอยู่ที่บ้านของฉันค่ะ ก็อย่างที่พวกเธอเห็น ฉันเพิ่งจะกลับมาจากการสังสรรค์ตอนเย็นกับพวกเพื่อนๆ ค่ะ
– E sinceramente non è stata il massimo.
ถ้าจะให้พูดจริงๆ แล้ว มันก็ไม่ใช่แบบที่สุดของที่สุดค่ะ
– Io adoro i miei amici ma… adesso vi racconto.
ฉันรักพวกเพื่อนๆ ของฉันมาก แต่ว่า… ตอนนี้ฉันจะเล่าให้พวกเธอฟังกันนะคะ
– Adesso vi racconto.
ตอนนี้ฉันจะเล่าให้พวกเธอฟังกันนะคะ
– In realtà noi volevamo uscire ma alla fine siamo dovuti restare a casa.
ในความเป็นจริงแล้ว ตอนนั้นพวกเราก็อยากจะออกไปข้างนอกกันค่ะแต่ว่าสุดท้ายแล้วพวกเราก็ต้องอยู่กันที่บ้านค่ะ
– E questa è la 41esima lezione del corso One World Italiano video.
และนี่คือบทเรียนที่ 41 ของหลักสูตร One World Italiano video ค่ะ
– Sì, sono un pochino delusa.
ใช่ค่ะ ฉันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยค่ะ
– Che cosa impariamo oggi?
วันนี้พวกเราจะมาเรียนรู้อะไรกันคะ
– Allora, anche questa volta impariamo a spettegolare.
เอาหล่ะ พวกเราก็จะมาเรียนรู้เกี่ยวกับการชุบชิบนินทากันอีกค่ะ
– Sì, noi italiani siamo dei grandi pettegoli.
ใช่ค่ะ พวกเราชาวอิตาลีนั้นเป็นคนขี้นินทากันจริงๆ เลยค่ะ
– E poi siamo anche dei grandi mangioni, perché continuiamo a parlare di cibo, di mangiare.
แล้วพวกเราก็ชอบทานกันมากๆ ด้วยค่ะ ก็เพราะว่าพวกเราพูดกันแต่เรื่องอาหาร และเรื่องการกินตลอดเวลาเลยไงค่ะ
– Ma questa volta parliamo anche di intolleranze alimentari.
แต่ว่าครั้งนี้ พวกเรามาพูดถึงการแพ้อาหารกันด้วยค่ะ
– Per esempio lattosio, glutine, carne, pesce, uova. Ok.
ตัวอย่างเช่น แล็กโตส กลูเตน เนื้อสัตว์ เนื้อปลา และไข่ โอเคค่ะ
– Allora, adesso vi spiego un po’ la situazione.
เอาหล่ะค่ะ ตอนนี้ฉันจะอธิบายเหตุการณ์ให้พวกเธอฟังกันสักนิดค่ะ
– E vi chiedo anche un piccolissimo favore.
และฉันก็จะขอความช่วยเหลือกับพวกเธออีกนิดนะคะ
– Sì, anche questa volta, dai su, accontentatemi già la serata non è stata bellissima.
ใช่ค่ะ ครั้งนี้ก็ด้วยค่ะ เอานะ พวกเธอทำให้ฉันพอใจหน่อยนะคะ ไหนๆ ตอนเย็นมันก็จบไม่สวยไปแล้วค่ะ
– Vi ricordate la mia amica Laura di cui… a cui ho telefonato nella lezione 39?
พวกเธอจำเล่าร่ะ เพื่อนของฉัน ซึ่ง… ฉันได้โทรศัพท์หาเขาในบทเรียนที่ 39 กันได้ไหมคะ
– Ok, questa volta si è ammalata lei.
โอเค ครั้งนี้หล่อนป่วยค่ะ
– L’altra volta ero malata io, vi ricordate?
ครั้งก่อนฉันป่วย พวกเธอจำกันได้ไหมคะ
– Si è ammalata lei.
หล่อนป่วยแล้วค่ะ
– Ma lei, nella sfortuna è stata più fortunata di me.
แต่ว่าหล่อน ในความโชคร้าย หล่อนก็มีความโชคดีมากกว่าฉันค่ะ
– Nel senso che io ho perso una bellissima festa, lei ha perso una normale serata tra amici, a casa.
หมายความว่า ฉันได้พลาดงานเลี้ยงฉลองที่สนุกสนาน ส่วนหล่อนได้พลาดการพูดคุยช่วงเย็นกับพวกเพื่อนๆ ที่บ้านเท่านั้นค่ะ
– E quindi lei, allora, adesso mi sta mandando tanti messaggi perché è curiosa, come ero io l’altra volta di sapere che cos’è successo, chi c’era, chi non c’era e cosa abbiamo fatto.
และดังนั้นหล่อน เอาหล่ะค่ะ ตอนนี้หล่อนกำลังส่งข้อความมาหาฉันมากมาย เพราะหล่อนอยากรู้ เหมือนฉันคราวก่อน ก็อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนนั้นมีใครไปบ้าง ตอนนั้นใครไม่ได้ไปบ้าง และพวกเราได้ทำอะไรกันไปบ้างค่ะ
– Quindi vi chiedo il piccolo favore di poterla chiamare un attimo.
ดังนั้น ฉันจึงอยากขอความกรุณากับพวกเธอนิดนึงนะคะ เพื่อที่จะได้โทรหาหล่อนแป๊บนึงค่ะ
– Giusto per raccontarle in breve la serata.
ก็เพื่อเล่าให้หล่อนฟังสั้นๆ เกี่ยวกับช่วงเย็นวันนี้ค่ะ
– Grazie, grazie siete molto gentili lo sapevo.
ขอบคุณนะคะ พวกเธอใจดีกันมากๆ ซึ่งฉันก็รู้อยู่แล้วค่ะ
– Sì sì, ci veniamo incontro.
ใช่ค่ะ ใช่ แล้วพวกเรามาหาข้อตกลงกันค่ะ

– Bene grazie.
ดีค่ะ ขอบคุณค่ะ
– Adesso la chiamo, grazie mille.
ตอนนี้ฉันจะโทรหาหล่อนนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ
– Pronto? Ciao Lau!!!
ฮัลโหล สวัสดีเลา!!!
– Bene grazie e tu?
ดี ขอบคุณและเธอหล่ะ
– Ah stai meglio!
อ้า เธอดีขึ้นแล้ว!
– Sono conteta!
ฉันดีใจด้วยนะ!
– Dai, ti racconto tutto velocemente perché sto facendo lezione.
เอาหล่ะ ฉันจะเล่าให้เธอฟังทั้งหมดอย่างรวดเร็วนะ เพราะว่าฉันกำลังสอนอยู่จ้า
– Eh va bene.
เอ่ โอเค
– Quindi allora, iniziamo.
ดังนั้น เอาหล่ะค่ะ พวกเรามาเริ่มกันเลยนะ
– Iniziamo allora, sì sì sì, sì eravamo a casa di Marco.
พวกเรามาเริ่มกันนะ เอาหล่ะ ใช่ๆ ตอนนั้นพวกเราอยู่ที่บ้านของมาร์โคะจ้า
– Sì, era anche stavolta con quella.
ใช่ ตอนนั้นเขาก็อยู่กับผู้หญิงคนนั้นอ่ะ
– Dai, non ricordarmelo, ti prego.
อย่านะ อย่ามาเตือนให้ฉันฟังมันเลย ขอร้องเลยค่ะ
– Io non so che cosa ci troverà ma va bene comunque.
ฉันไม่รู้ว่าเขาจะพบกับอะไร แต่ว่าอย่างไรก็ได้ค่ะ
– Allora come ti ho detto noi volevamo uscire, aspetta aspetta aspetta, adesso ti racconto.
เอาหล่ะ ก็อย่างที่ฉันได้บอกเธอไปแล้วนะคะ ว่าตอนนั้นพวกเราต้องการออกไปข้างนอกค่ะ รอเดี๋ยวค่ะ ตอนนี้ฉันจะเล่าให้เธอฟังนะ
– Volevamo, inizialmente volevamo andare in pizzeria, però sai che noi tutti abbiamo delle intolleranze alimentari.
ตอนนั้นพวกเราต้องการ ในตอนแรกเลย พวกเราอยากจะไปร้านพิซซ่า แต่ก็อย่างที่เธอรู้ ว่าพวกเราทุกคนมีอาการแพ้อาหารกัน
– Alcuni come me sono intolleranti al lattosio.
บางคนก็แพ้แล็กโตสแบบฉันค่ะ
– Altri al glutine, altri lo sai, sono vegani.
คนอื่นๆ ก็แพ้กลูติน บางคน เธอก็รู้ว่าพวกเขาเป็นมังสวิรัติ
– E quindi la pizza alla fine non andava bene per nessuno.
และดังนั้นในตอนท้าย พิซซ่ามันก็ไม่เหมาะสำหรับทุกคนค่ะ
– Poi abbiamo proposto diciamo altri ristoranti, per esempio volevamo andare a mangiare un po’ di cibo etnico, arabo, cinese ma ad alcuni non piaceva.
แล้วพวกเราก็ได้เสนอ พวกเราก็พูดถึงร้านอาหารอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ตอนนั้นพวกเราก็อยากไปทานอาหารประจำชาติเช่น อาหารของคนแขก หรืออาหารจีนสักหน่อย แต่มีบางคนไม่ชอบค่ะ
– E quindi non ci siamo andati.
และดังนั้นพวกเราก็ไม่ได้ไปกันค่ะ
– Poi volevamo, io proposto, per esempio, il ristorante argentino.
แล้วพวกเราก็อยาก ฉันได้เสนอ ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารของชาวอาร์เจนตินา
– Volevamo mangiare un po’ di carne ma lo sai che gli argentini cucinano molta carne, molta carne e non va bene per i vegani.
ตอนนั้นพวกเราก็อยากจะกินเนื้อสัตว์กันสักหน่อย แต่เธอก็รู้ว่า พวกชาวอาร์เจนตินานั้นทำอาหารด้วยเนื้อสัตว์เยอะมาก แล้วเนื้อสัตว์เยอะขนาดนั้น มันก็ไม่เหมาะสำหรับพวกมังสวิรัติค่ะ
– Poi abbiamo proposto degli altri, degli altri ristoranti ma erano troppo cari.
แล้วพวกเราก็ได้เสนอแบบอื่นๆ ร้านอาหารที่อื่นๆ แต่ว่าตอนนั้นพวกมันก็แพงเกินไปค่ะ
– E alla fine siamo dovuti rimanere a casa.
และสุดท้าย พวกเราก็ต้องอยู่กันที่บ้านค่ะ
– Perché era tardi, nessun ristorante andava bene, non c’eravamo organizzati bene e abbiamo cucinato a casa.
เพราะว่าตอนนั้นมันก็ดึกแล้วค่ะ ไม่มีร้านอาหาร ร้านไหนเหมาะสักร้านเลยค่ะ ตอนนั้นพวกเราไม่ได้คิดกันให้ดีก่อน และพวกเราก็ได้ทำอาหารที่บ้านกันค่ะ
– Ma anche lì è stato un po’ un problema.
แต่ว่าตรงจุดนั้น มันก็ยังมีปัญหานิดนึงค่ะ
– Perché?
ทำไมเหรอคะ
– Sì, perché non potevamo cucinare nè carne, nè pesce, nè ravioli, nè pasta.
ค่ะ เพราะว่าตอนนั้นพวกเราไม่สามารถทำอาหารด้วยเนื้อสัตว์ ปลา เกี๊ยว และพาสต้าได้ค่ะ
– Ee… sì sì sì sì, però alla fine abbiamo trovato un compromesso.
เฮ้อ… ใช่ค่ะ แต่สุดท้ายแล้วพวกเราก็ตกลงกันได้ค่ะ
– Sì, abbiamo trovato un compromesso e abbiamo cucinato del riso con delle verdure che non contiene nè glutine, nè lattosio, nè carne, nè pesce.
ค่ะ พวกเราก็ตกลงกันได้ และพวกเราก็ทำข้าวกับผัก เพราะมันไม่มีกลูติน แล็กโตส เนื้อสัตว์ และปลาค่ะ
– E quindi alla fine siamo stati contenti tutti.
และดังนั้นตอนท้าย พวกเราก็มีความสุขกันทุกคนค่ะ
– Sì, ecco, hai capito perché volevo, volevo andare a mangiare fuori?
ใช่ค่ะ นี่ไงคะ เธอเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไมตอนนั้นฉันถึงอยากออกไปทานอาหารข้างนอกอ่ะค่ะ
– Perché abbiamo dovuto lavare i piatti e pulire la cucina.
เพราะว่าพวกเราต้องล้างจานและทำความสะอาดห้องครัวกันค่ะ
– Lo sai che non amo le faccende domestiche tanto meno stasera.
เธอก็รู้ว่าฉันไม่ได้รักการทำงานบ้านเย็นนี้ก็ไม่ชอบค่ะ
– Lau ascolta, io ho impiegato così tanto tempo per…
เลา ฟังนะ ฉันได้ใช้เวลานานมากเพื่อ…
– Sì, lo so, ci sono problemi peggiori, però ho impiegato tanto tempo per sistemarmi i capelli, per truccarmi, ho messo il mio vestito preferito.
ใช่ ฉันรู้ มันยังมีปัญหาอื่นที่แย่กว่านี้ แต่ว่าฉันได้ใช้เวลานานมากเพื่อทำผม แต่งหน้า ฉันได้ใส่ชุดโปรดของฉันด้วย
– Per pulire la cucina?!
เพื่อทำความสะอาดห้องครัวเหรอคะ
– Eh… va bene, è così.
เฮ้อ… ไม่เป็นไร มันก็แบบนี้อ่ะค่ะ

– Eh… niente, alla fine abbiamo mangiato, abbiamo pulito la cucina, abbiamo lavato i piatti.
ค่ะ… ไม่มีอะไรค่ะ ตอนสุดท้ายพวกเราก็ได้ทานอาหารกัน พวกเราได้ทำความสะอาดห้องครัวกัน พวกเราได้ล้างจานกันค่ะ
– Era tardi, ma potevamo ancora andare a ballare.
ตอนนั้นมันก็ดึกแล้ว แต่ว่าพวกเราก็ยังสามารถไปเต้นรำกันได้ค่ะ
– Ee… io stasera avevo tanta voglia di ballare, ero proprio iperattiva.
ค่ะ… ตอนเย็นวันนั้นฉันอยากเต้นรำมากๆ ตอนนั้นฉันอยู่ไม่นิ่ง พลังเยอะจริงๆ ค่ะ
– Ma, allora, era tardi e alcuni erano stanchi e non volevano andare a ballare.
แต่ว่า เอาหล่ะ ตอนนั้นคือมันดึกแล้ว และพวกเขาบางคนก็เหนื่อยกันแล้ว และพวกเขาก็ไม่อยากจะไปเต้นรำกันค่ะ
– Altri, gli conosci, non amano le discoteche.
คนอื่นๆ เธอก็รู้จักพวกเขาค่ะ พวกเขาไม่ชอบไปดิสโก้เทคกันค่ะ
– Eh… sì, alla fine siamo dovuti rimanere a casa.
ค่ะ… ใช่ค่ะ ในตอนสุดท้ายพวกเราก็เลยต้องอยู่กันที่บ้านค่ะ
– Non siamo potuti andare a ballare e abbiamo giocato a carte.
พวกเราไม่สามารถไปเต้นรำกันได้และพวกเราก็ได้เล่นไพ่กันค่ะ
– Dai siamo rimasti a casa alla fine a giocare a carte.
เอาหน่ะในตอนสุดท้ายพวกเราก็ได้เล่นไพ่อยู่กันที่บ้านค่ะ
– E io mi sono tutta vestita, truccata e pettinata per restare a casa a lavare i piatti e a giocare a carte.
และตอนนั้นฉันก็ได้แต่งตัวจัดเต็มเลยนะคะ แต่งหน้าทำผมพร้อม เพื่อที่จะล้างจานและเล่นไพ่อยู่ที่บ้านค่ะ
– Eh va bene dai, ci sono problemi peggiori però io immaginavo una serata più iperattiva con piu gente.
ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ เอาหล่ะ มันยังมีปัญหาอื่นๆ ที่แย่กว่านี้อีกค่ะ แต่ว่าตอนนั้นฉันได้จิตนาการไว้ว่า มันน่าจะเป็นค่ำคืนที่คึกคัก มีกิจกรรมเยอะแยะกับผู้คนมากมายอ่ะค่ะ
– Eh va bene.
ค่ะ โอเคค่ะ
– Quindi dai, anche se hai perso questa serata, domani starai sicuramente meglio e organizziamo qualcos’altro.
ดังนั้น เอาหล่ะ ถึงแม้ว่าเธอจะพลาดเย็นนั้น พรุ่งนี้เธอจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน และพวกเราค่อยมาวางแผนอื่นกันอีกค่ะ
– Allora Lau, benissimo dai, ti ho raccontato tutto.
เอาหล่ะ เลา ดีมากค่ะ เอาหล่ะ ฉันได้เล่าให้เธอฟังหมดแล้วนะคะ
– Quindi io ti lascio e ci sentiamo presto dai.
ดังนั้น ฉันขอวางสายนะคะ และพวกเราค่อยคุยกันเร็วๆ นี้ โอเคนะ
– Un bacione.
จุ๊บๆ
– Ciao a presto, ciao!
สวัสดีแล้วพบกันเร็วๆ นี้ บ๊ายบาย!
– Ok grazie ragazzi, siete stati molto gentili.
โอเค ขอบคุณค่ะเพื่อนๆ พวกเธอใจดีกันมากๆ เลยค่ะ
– Così Laura sa già tutto.
แบบนี้ เลาร่ะก็รู้ทุกอย่างแล้ว
– Sì, siamo abbastanza pettegole e vogliamo sempre sapere tutto quanto.
ใช่ค่ะ พวกเราเป็นคนชอบซุบซิบกันพอสมควร และพวกเราก็อยากรู้ทุกอย่างเลยค่ะ
– Com’è andata la serata, cos’abbiamo fatto.
ว่างานสังสรรค์ตอนเย็นนั้นเป็นอย่างไร พวกเราได้ทำอะไรกันไปแล้วบ้างค่ะ
– Quindi come avete visto, la mia serata è stata come sempre, tra lavare i piatti in cucina, giocare a carte con gli amici.
ดังนั้น ก็อย่างที่พวกเธอเห็นนะคะ ช่วงเย็นของฉันนั้นก็เป็นอย่างเช่นเคยค่ะ ระหว่างการล้างจานในห้องครัว เล่นไพ่กับพวกเพื่อนๆ ของฉันค่ะ
– Mi aspettavo di meglio ma va bene così.
ตอนนั้นฉันคาดหวังสิ่งที่ดีกว่านี้ แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ
– E abbiamo anche imparato delle belle cose, tante cose nuove.
แล้วพวกเราก็ได้เรียนรู้สิ่งดีๆ และสิ่งใหม่ๆ อีกด้วยค่ะ
– Allora, i verbi modali al passato.
เอาหล่ะค่ะ พวกคำกริยาช่วยในรูปอดีตค่ะ
– Veronica ancora questi verbi modali.
เวโรนิค่ะ พวกคำกริยาช่วยพวกนี้อีกแล้วเหรอคะ
– Aspettate!
พวกเธอรอก่อนค่ะ!
– Questa regola è utile.
กฎนี้มันเป็นประโยชน์ค่ะ
– Perché?
ทำไมเหรอคะ
– Ora vediamo.
ตอนนี้พวกเรามาดูกันค่ะ
– Rivedete prima di tutto la lezione 16 in cui introduco i verbi modali al presente indicativo.
ก่อนอื่นเลย พวกเธอไปดูบทเรียนที่ 16 ซึ่งฉันได้สอนเกี่ยวกับพวกคำกริยาช่วยในรูป presente indicativo ซ้ำกันนะคะ
– La lezione 31 in cui usiamo i verbi modali insieme ai pronomi.
บทเรียนที่ 31 พวกเราใช้พวกคำกริยาช่วยร่วมกับพวกคำสรรพนามค่ะ
– E la lezione 32, i verbi modali al passato prossimo.
และบทเรียนที่ 32 เกี่ยวกับพวกคำกริยาช่วยในรูป passato prossimo ค่ะ
– Rivedete bene la lezione 32, perché è importante perché la scelta dell’ausiliare dipende tutto del verbo che segue, all’infinito.
พวกเธอไปดูบทเรียนที่ 32 ซ้ำกันให้ดีนะคะ เพราะว่ามันสำคัญค่ะ เพราะว่าการเลือกใช้คำกริยาช่วยทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับคำกริยาที่ตามมาที่ลงท้ายด้วย -are, -ere, -ire ค่ะ
– E ci sono diverse regole da rispettare quindi dovete rivedere queste tre lezioni.
และพวกมันก็มีพวกกฎที่แตกต่างกันหลายข้อ ที่ต้องปฎิบัติตามด้วยค่ะ ดังนั้น พวกเธอต้องไปดูสามบทเรียนนี้ซ้ำกันนะคะ
– Io vi spiego questo perché voi stranieri a volte sbagliate tempo verbale.
ฉันอธิบายสิ่งนี้ให้พวกเธอฟัง เพราะว่าพวกเธอชาวต่างชาติ บางครั้งพวกเธอก็ใช้ช่วงเวลาของคำกริยาผิดกันค่ะ

– Quindi magari volete usare, volete dare un messaggio che dovrebbe essere dato col passato prossimo ma usate l’imperfetto.
ดังนั้น บางทีพวกเธออยากจะใช้ พวกเธออยากให้ข้อความที่มันควรจะเป็น il passato prossimo แต่ว่าพวกเธอกลับใช้ l’imperfetto กันค่ะ
– Adesso vi spiego la differenza.
ตอนนี้ฉันจะอธิบายความแตกต่างให้พวกเธอฟังกันค่ะ
– Se voi dite, qua ci sono degli esempi con i verbi modali del mio, del mio dialogo, del mio discorso.
ถ้าพวกเธอบอกว่า ตรงนี้มีพวกตัวอย่างต่างๆ ที่เกี่ยวกับพวกคำกริยาช่วย ในบทสนทนาของฉัน เกี่ยวกับคำพูดของฉัน
– Diciamo della mia telefonata con Laura.
พวกเราก็พูดได้ว่า มันเกี่ยวกับการคุยโทรศัพท์ของฉันกับเลาร่ะค่ะ
– Se voi dite “dovevamo andare in pizzeria” un italiano rimane così e aspetta il continuo della frase.
ถ้าพวกเธอบอกว่า “ตอนนั้นเป็นช่วงเวลานึงพวกเราต้องไปร้านพิซซ่า” คนอิตาลีเขาก็จะรอฟังว่า ประโยคต่อไปจะเป็นอย่างไรค่ะ
– Giusto per spiegarvelo bene.
ก็เป็นการถูกต้อง ที่จะอธิบายให้พวกเธอเข้าใจได้ดีขึ้นค่ะ
– “Dovevamo andare in pizzeria”, questa frase non è completa.
“ตอนนั้นพักนึง พวกเราต้องไปร้านพิซซ่า” ประโยคนี้มันไม่สมบูรณ์ค่ะ
– E… il messaggio non è completo, dovete per forza continuare il messaggio.
และ… ข้อความมันไม่สมบูรณ์ แน่นอนค่ะว่า พวกเธอต้องพูดต่อค่ะ
– Può continuare in vari modi.
มันก็สามารถพูดต่อได้หลายรูปแบบ ค่ะ
– “Dovevamo andare in pizzeria, ma alla fine siamo andati al ristorante argentino”.
“ตอนนั้นพวกเราต้องไปร้านพิซซ่า แต่ว่าตอนสุดท้ายพวกเราก็ไปร้านอาหารอาร์เจนตินาค่ะ”
– Per esempio, ok?
นั่นคือตัวอย่างค่ะ โอเคไหมคะ
– Oppure “dovevamo andare in pizzeria, (magari fossimo andati al ristorante argentino) ma siamo dovuti rimanere a casa.
หรือว่า “ตอนนั้นพวกเราต้องไปร้านพิซซ่า (ถ้าตอนนั้นพวกเราได้ไปที่ร้านอาหารอาร์เจนตินา) แต่ว่าพวกเราก็ต้องอยู่ที่บ้านกันค่ะ
– Quindi può continuare in positivo, in negativo.
ดังนั้น มันก็สามารถต่อด้วยประโยคบอกเล่า หรือประโยคปฏิเสธก็ได้ค่ะ
– Infatti qua ho messo… .
นี่ไงคะ ตรงนี้ค่ะฉันได้ใส่จุดไข่ปลา (…) เอาไว้ค่ะ
– In quest’altra frase con il passato prossimo, alla fine siamo dovuti rimanere a casa, io ragazzi, questa frase è più che completa, posso anche mettere punto.
แล้วในอีกประโยคนึง ใช้กับ il passato prossimo ในตอนท้ายพวกเราก็ต้องอยู่ที่บ้านกัน ฉัน เพื่อนๆ คะ ประโยคนี้มันสมบูรณ์มากเลยค่ะ ฉันสามารถใส่จุดจบประโยคได้เลยค่ะ
– Sì, perché è completa.
ใช่ค่ะ เพราะว่ามันสมบูรณ์แบบแล้วค่ะ
– In teoria posso anche attaccare queste frasi, unirle.
ในทางทฤษฎีแล้ว ฉันก็สามารถรวมประโยคเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ค่ะ
– Dovevamo andare in pizzeria, aggiungere un ma, per esempio, ma alla fine siamo dovuti rimanere a casa.
ตอนนั้นพวกเราต้องไปที่ร้านพิซซ่า เพิ่มคำว่า แต่ว่า เข้าไปค่ะ ตัวอย่างเช่น แต่ว่าสุดท้ายแล้วพวกเราก็ต้องอยู่ที่บ้านกันค่ะ
– Posso unire queste due frasi. Ok?
ฉันสามารถรวมสองประโยคนี้เข้าด้วยกันได้ค่ะ เข้าใจไหมคะ
– Però questo “dovevamo andare in pizzeria” può continuare in modo diverso.
แต่ว่าประโยคนี้ “ตอนนั้นพวกเราต้องไปที่ร้านพิซซ่า” มันสามารถเขียนต่อในรูปแบบอื่นๆ ได้ค่ะ
– Proprio perché l’imperfetto esprimere incertezze in questo caso, in passato prossimo invece esprimere un certezza.
เพียงเพราะว่า l’imperfetto แสดงถึงความไม่ชัดเจนแน่นอนในกรณีนี้ค่ะ ส่วนใน passato prossimo แสดงถึงความชัดเจนแน่นอนค่ะ
– “Siamo dovuti rimanere a casa” significa che noi siamo rimasti a casa.
“พวกเราต้องอยู่ที่บ้านกัน” หมายถึงว่า พวกเราอยู่ที่บ้านกันค่ะ
– Questo invece, dovevamo, era un’intenzione.
ส่วนอันนี้ ตอนนั้นพวกเราต้อง มันคือความตั้งใจค่ะ
– Poi il verbo volere, preciso specialmente agli studenti di lingua tedesca, per esempio in tedesco, sì, non tutti parlate in tedesco ma il verbo mussen è un obbligo, esprime un obbligo.
แล้วก็คำกริยา อยาก/ต้องการ เน้นชัดเจนเป็นพิเศษกับพวกนักเรียนที่พูดภาษาเยอรมันค่ะ ตัวอย่างเช่นในภาษาเยอรมัน ใช่ค่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่พูดภาษาเยอรมัน แต่ว่าคำกริยา ต้อง มันเป็นการบังคับ แสดงถึงการบังคับค่ะ
– Il verbo dovere in italiano può esprimere un obbligo ma anche un qualcosa che per esempio abbiamo deciso, che abbiamo pianificato.
คำกริยา ต้อง ในภาษาอิตาลีมันสามารถแสดงถึงการบังคับ แต่ก็หมายถึงสิ่งที่พวกเราได้ตัดสินใจไปแล้วก็ได้ด้วยค่ะ ที่พวกเราได้วางแผนกันเอาไว้แล้วค่ะ

– Quindi ovviamente non è obbligatorio andare in pizzeria come dal dottore ma è qualche cosa che avevamo pianificato.
ดังนั้นเห็นได้ชัดค่ะว่า มันไม่ได้เป็นการบังคับที่จะไปร้านพิซซ่าเหมือนกับการไปหาหมอค่ะ แต่ว่ามันเป็นสิ่งนึงที่ตอนนั้นพวกเราได้วางแผนกันไว้แล้วค่ะ
– Bene, ho fatto anche degli altri esempi con i verbi modali.
ดีค่ะ ฉันได้ทำตัวอย่างอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพวกคำกริยาช่วยไว้อีกค่ะ
– Potevamo andare a ballare.
ตอนนั้นพวกเราสามารถไปเต้นรำกันได้
– In italiano se voi dite “potevamo andare a ballare” resta così e attende il seguito della frase.
ในภาษาอิตาลี ถ้าพวกเธอบอกว่า “ตอนนั้นพวกเราสามารถไปเต้นรำกันได้” เขาก็จะรอฟังส่วนที่เหลือของประโยคต่อค่ะ
– Potevamo andare a ballare ma siamo dovuti restare a casa perché agli amici non piace la discoteca. Ok?
ตอนนั้นพวกเราสามารถไปเต้นรำกันได้ แต่ว่าพวกเราก็ต้องอยู่ที่บ้านกันค่ะ เพราะว่าพวกเพื่อนๆ เขา ไม่ชอบไปดิสโก้เทคกันค่ะ เข้าใจไหมคะ
– Quindi qualche modo.
หรืออีกแบบนึง
– Oppure potevamo andare a ballare e alla fine siamo andati in discoteca.
หรือว่า ตอนนั้นพวกเราสามารถไปเต้นรำกันได้ และในตอนท้ายพวกเราก็ได้ไปในดิสโก้เทคกันค่ะ
– Comunque io ho messo puntini puntini perché questa frase con l’imperfetto non è completa e deve continuare in qualche modo.
อย่างไรก็ตาม ฉันก็ได้ใส่จุดๆๆ (…) เอาไว้แล้วค่ะ เพราะว่าประโยคนี้กับ l’imperfetto มันไม่สมบูรณ์ค่ะ และมันก็ต้องเขียนต่อในแบบใดแบบนึงค่ะ
– Non così con il passato prossimo.
มันไม่ใช่แบบนี้กับ il passato prossimo ค่ะ
– Non siamo potuti andare a ballare.
พวกเราไม่สามารถไปเต้นรำกันได้ค่ะ
– Anche qui metto il punto.
ตรงนี้ฉันก็ใส่จุดจบประโยคค่ะ
– Punto, questa frase è più che completa, perché il messaggio è chiaro.
ใส่จุดจบประโยคค่ะ ประโยคนี้มันสมบูรณ์มากๆ ค่ะ เพราะว่าข้อความมันชัดเจนแล้วค่ะ
– Purtroppo alla fine, io ero già tutta felice di andare a ballare, però niente, abbiamo giocato a carte e non siamo potuti andare a ballare.
น่าเสียดายในตอนท้าย ตอนนั้นฉันมีความสุขมากที่จะได้ไปเต้นรำ แต่ก็ไม่ได้ไปค่ะ พวกเราได้เล่นไพ่กันและพวกเราก็ไม่สามารถไปเต้นรำกันได้ค่ะ
– Idem con il verbo modale volere.
เหมือนกันค่ะ กับคำกริยาช่วย อยาก/ต้องการ
– Con l’imperfetto, “volevamo andare a mangiare cibo argentino…”.
กับ l’imperfetto “ตอนนั้นพวกเราอยากไปทานอาหารอาร์เจนตินา…”
– Ma con questa frase, abbiamo mangiato questo cibo argentino?
แต่ว่าประโยคนี้ พวกเราได้ทานอาหารอาเจร์ตินานี้ไหมคะ
– La risposta è non lo so.
คำตอบคือ ฉันไม่รู้ค่ะ
– Se io lascio così la frase, il seguito non è chiaro perché può continuare.
ถ้าฉันปล่อยประโยคไว้แบบนี้ มันก็จะเป็นประโยคที่ไม่ชัดเจน เพราะว่ามันสามารถพูดต่อได้อีกค่ะ
– Volevamo mangiare cibo argentino e l’abbiamo mangiato.
ตอนนั้นพวกเราอยากทานอาหารอาร์เจนตินา และพวกเราก็ได้กินมันไปแล้วค่ะ
– Era anche molto buono.
แล้วตอนนั้นมันก็ยังอร่อยมากด้วยค่ะ
– Oppure può continuare come ho detto io, “ma non l’abbiamo mangiato perché i nostri amici sono vegani”. Ok?
หรือมันสามารถพูดต่อ อย่างที่ฉันได้บอกไปแล้วก็ได้ค่ะว่า “แต่ว่าพวกเราไม่ได้ทานมัน เพราะว่าพวกเพื่อนๆ ของพวกเราเป็นมังสวิรัติกันค่ะ” เข้าใจไหมคะ
– I miei amici alla fine non sono voluti, sempre con il verbo volere ma al passato prossimo, guardate la differenza.
พวกเพื่อนๆ ของฉัน ในตอนท้ายพวกเขาไม่อยากค่ะ ก็ใช้คำกริยา อยาก/ต้องการ ตลอดค่ะ แต่ว่าใช้ในรูป passato prossimo พวกเธอดูความแตกต่างกันนะคะ
– “I miei amici alla fine non sono voluti andare nè al ristorante nè a ballare ” punto.
“พวกเพื่อนๆ ของฉัน ในตอนท้ายพวกเขาก็ไม่อยากไปทั้งที่ร้านอาหารและไม่อยากไปเต้นรำด้วยค่ะ” ใส่จุดจบประโยคค่ะ
– Purtroppo io metto punto perché alla fine siamo dovuti rimanere a casa, perché non siamo andati nè al ristorante nè a ballare.
น่าเสียดายค่ะ ฉันใส่จุดจบประโยค เพราะว่าในตอนท้ายพวกเราก็ต้องอยู่ที่บ้านกันค่ะ เพราะว่าพวกเราไม่ได้ไปทั้งที่ร้านอาหาร และไม่ได้ไปเต้นรำด้วยค่ะ

– Posso mettere il punto anche nella mia spiegazione perché penso di aver spiegato più o meno tutto ma manca una cosa.
ฉันก็สามารถใส่จุดจบประโยคในการอธิบายของฉันได้ด้วยค่ะ เพราะว่าฉันคิดว่า ฉันได้อธิบายไว้หมดแล้ว แต่ว่ามันขาดไปอย่างนึงค่ะ
– Quindi ok “volevamo mangiare cibo argentino” incertezza.
ดังนั้น โอเค “ตอนนั้นพวกเราอยากทานอาหารอาร์เจนตินา” ไม่ชี้ชัดไม่แน่นอน ยังไม่ได้กินจริงๆ ค่ะ
– “Non sono voluti andare nè al ristorante nè a ballare, il messaggio fatto finito e chiaro.
“พวกเขาไม่อยากไปทั้งที่ร้านอาหารและไม่อยากไปเต้นรำด้วย ข้อความนั้นทำเสร็จและสิ้นสุดไปแล้ว และก็ชัดเจนค่ะ
– C’è un’altra piccola cosa che vi voglio spiegare poi vado a dormire.
มีสิ่งเล็กๆ อีกอย่างนึง ที่ฉันต้องการจะอธิบายให้พวกเธอฟัง แล้วฉันก็จะไปนอนละค่ะ
– Perché anche se sono iperattiva e voglia di ballare ho bisogno di riposo.
เพราะว่า ถึงแม้ว่าฉันจะอยู่นิ่งไม่เป็นและฉันก็อยากไปเต้นรำก็ตาม แต่ฉันก็อยากพักผ่อนด้วยเหมือนกันค่ะ
– Allora nè, cos’è questo nè?
เอาหล่ะค่ะ คำว่า nè มันคืออะไรคะ
– Per favore non confondetelo con il pronome ne che abbiamo visto qualche lezione fa e che indica una qualità.
ขอร้องพวกเธอนะคะว่า ห้ามสับสนกับคำสรรพนาม ne ที่พวกเราได้เห็นกันไปแล้วในบางบทเรียนที่ผ่านมา ที่มันหมายถึงจำนวนนึง หรือส่วนนึงจากจำนวนเต็มอ่ะค่ะ
– Vi ricordate il signor Ugo?
พวกเธอจำคุณอูโก้ ได้ไหมคะ
– Quanto ne vuole?
คุณต้องการมันเท่าไหร่คะ
– Però quel ne non è accentato.
แต่ว่าคำว่า ne ตัวนั้น มันไม่มีขีดข้างบนค่ะ
– Va bene?
เข้าใจไหมคะ
– Questo invece sì e va usato minimo due volte.
ส่วนอันนี้ มันมีค่ะ และมันต้องใช้อย่างน้อยสองครั้งค่ะ
– È una doppia negazione.
มันคือการปฏิเสธ 2 ครั้งค่ะ
– Significa che alla fine non siamo voluti andare, non sono voluti andare nè al ristorante e non sono voluti andare a ballare.
มันหมายความว่า ในตอนท้ายพวกเราไม่อยากไป พวกเขาไม่อยากไปทั้งที่ร้านอาหาร และพวกเขาก็ไม่อยากไปเต้นรำด้วยค่ะ
– Nè al ristorante nè a ballare.
ไม่ไปทั้งที่ร้านอาหารและไม่ไปเต้นรำค่ะ
– Ho detto anche “alla fine abbiamo cucinato il riso con le verdure”.
ฉันได้บอกว่า “ตอนท้ายพวกเราได้ทำข้าวและผักต่างๆ ทานกันค่ะ”
– Il riso con le verdure contiene nè carne nè pesce nè lattosio nè glutine.
ข้าวกับพวกผักต่างๆ มันไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีปลา ไม่มีแล็กโตส ไม่มีกลูตินค่ะ
– E quindi andava bene per tutti.
และดังนั้นก็ทานได้ทุกคนค่ะ
– Quindi è una doppia, tripla, quadruplo negazione.
ดังนั้น มันคือการปฏิเสธ สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้งค่ะ
– Per non ripetere sempre non contiene glutine non contiene lattosio non contiene carne.
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพูดคำว่า มันไม่มี non contiene กลูติน non contiene แล็กโตส non contiene เนื้อสัตว์
– Nè carne, nè glutine, nè pesce, nè uova, ok? Benissimo.
ไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีกลูติน ไม่มีปลา ไม่มีไข่ ซ้ำทุกครั้งไปค่ะ ตามนี้นะคะ เก่งมากค่ะ
– Quindi abbiamo spiegato tutto quanto.
ดังนั้น พวกเราได้อธิบายกันไปทั้งหมดแล้วค่ะ
– Vi rigrazio ancora perché io ogni volta devo fare le mie telefonate agli amici, alla mamma, al mio direttore ecc.
ฉันขอขอบคุณพวกเธออีกครั้งนะคะ เพราะว่าทุกครั้งเลย ที่ฉันโทรศัพท์หาพวกเพื่อนๆ หาแม่ หาผู้จัดการ ของฉันอ่ะค่ะ
– Adesso sono un po’ stanca, vado a dormire.
ตอนนี้ฉันเหนื่อยนิดหน่อยค่ะ ฉันขอไปนอนก่อนนะคะ
– Spero che voi abbiate passato una bella serata.
ฉันหวังว่าพวกเธอจะผ่านช่วงเย็นนี้กันอย่างสนุกสนานและมีความสุขนะคะ
– Ci vediamo alla prossima volta su One World Italiano video.
แล้วพวกเรามาพบกับใหม่ในครั้งหน้ากับ One World Italiano video ค่ะ
– Continuate a seguirmi.
พวกเธอติดตามฉันกันต่อนะคะ
– oneworlditaliano.com
– Ciao a tutti e alla prossima!!!
สวัสดีค่ะทุกแล้วพบกันใหม่ค่ะ!!!

เราเรียนอยู่ในระดับ A2 แล้วนะคะ แสดงว่า เราต้องพูดได้ ฟังออกบ้างแล้วนะคะ เพราะฉะนั้น
1.ไปที่ยูทูป แล้วเขียนหัวข้อที่เรียนวันนี้ลงไป แล้วก็ไปฟังครูคนอื่นเขาสอนเรื่องนี้ด้วยอีกหลายๆ รอบค่ะ แล้วอย่าลืมเขียนทุกอย่างที่เราเรียนไปแล้วลงสมุดด้วยนะคะ
2.พูดตามเขาให้ทันทุกคำนะคะ ถ้ายังไม่ทันก็ดูวิดีโอซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะพูดตามได้ทันค่ะ
3.ถ้าเริ่มงง และรู้สึกว่าการเรียนเริ่มยากไปแล้ว ให้กลับไปเรียนซ้ำทุกอย่างที่เราเคยเรียนไปแล้วในวันก่อนๆ ค่ะ
จำสุภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ได้ไหมคะ เราไม่ควรรีบร้อนเรียนค่ะ เพราะว่าการเรียนแบบเร็วๆ มันจะทำให้เราจำได้ไม่หมด ตกหล่นหลายสิ่งหลายอย่าง แล้วก็จะทำให้เราหงุดหงิดและปวดหัวเปล่าๆ ค่ะ

ท้ายสุดนี้ ก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณน้องมาย ที่ตั้งใจเรียน และตั้งใจแปลวิดีโอนี้มาให้พวกเราได้เรียนกันแบบสะดวกสบายมากขึ้นค่ะ ถ้าสนใจอยากรู้ว่าน้องมายเรียนอะไรไปบ้างแล้ว เชิญไปดูที่เพจของเธอได้เลยค่ะ

เรียนภาษาอิตาเลียนด้วยตัวเอง (สมุดส่งการบ้าน)

เพิ่มเติม

เรียนภาษาอิตาลี

 

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s