ประสบการณ์ และคำแนะนำสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในแคนาดา

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศแคนาดา เธอคือคุณ Emmy Nadeau และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศแคนาดา

ผมอยากจะแนะนำคุณกับคุณ Emmy Nadeau จากเพจ Emmy’s Life in Canada

ย้ายมาอยู่ประเทศแคนาดา

เมือง: ควิเบก (Quebec) ประเทศแคนาดา (Canada)

รูปถ่ายทั้งหมดนี้คือผลงานตัวอย่างส่วนหนึ่งของคุณ Emmy Nadeau

Youtube: Emmy’s Life in Canada

คุณมาอยู่ประเทศเทศแคนาดาเพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศแคนาดาครับ

ที่เอ็มมี่มาอยู่ในประเทศแคนาดาเพราะสามีเป็นชาวแคนาดาค่ะ มี่ได้รู้จักกับสามีผ่านทางเว็บไซต์หาคู่ หลังจากนั้นสามีได้บินมาหาที่ประเทศไทย คบหากันประมาณครึ่งปี เราได้ตกลงแต่งงานกัน และได้ย้ายมาใช้ชีวิตคู่อยู่กับสามีที่แคนาดาตั้งแต่ปี 2009ค่ะ

เมืองที่มี่อาศัยอยู่ชื่อ เมืองควิเบก (Quebec) หรือภาษาฝรั่งเศส จะอ่านว่า เกแบ็ค ซึ่งเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดาอยู่ทางตะวันออกของประเทศ และเป็นรัฐเดียวที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส เป็นภาษาหลักค่ะ

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

มี่เกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสักค่ะ ตั้งแต่จำความได้ คิดว่าตัวเองเกิดมามีครอบครัวที่สมบูรณ์เพรียบพร้อม พ่อเปิดอู่ทำประตูเหล็ก แม่เป็นแม่บ้าน เป็นมือขวาให้พ่อได้ดีมากค่ะ จะมีรับงานเย็บผ้าบ้างเล็กน้อย มีพี่น้อง7 คน มี่เป็นคนเล็กสุด มี่จะเห็นบรรยากาศ คือมีคนงานทำงานอยู่เต็มบ้าน แม่คอยเป็นแม่ครัวทำอาหารให้คนงาน มีคนช่วยงานในครัว คอยดูแลเราเมื่อไปโรงเรียน ดูเหมือนชีวิตจะมีความสุขดีค่ะ ตอนนั้นเราเด็กมาก เลยไม่ได้รู้ถึงปัญหาของผู้ใหญ่ มารู้อีกที พ่อกับแม่หย่าร้างกัน พ่อไม่ได้ให้อะไรแม่ติดตัวไป แม่ต้องออกไปเช่าบ้านเล็กๆรับเย็บผ้า ส่วนพี่ๆเขาก็โตกันหมดแล้วและได้แยกย้ายกันไปทำงาน จะเหลือแค่มี่กับพี่ชายที่ยังเล็กกันทั้งคู่ มี่และพี่ชายอาศัยอยู่กับพ่อ ซึ่งในตอนนั้นตึกที่พ่อทำอู่ได้หมดสัญญาลง พ่อจึงไปซื้อที่นอกเมืองทำอู่ พ่อไม่เคยสนใจดูแลลูก เวลาเมาก็เอามี่กับพี่ชายพร้อมเสื้อผ้าใส่กะบะหลังรถ ฝนตกหนักๆก็เอาเราไปทิ้งไว้หน้าบ้านแม่ แม่ก็ต้องพาเรากลับมาส่งหาพ่อเพราะเลี้ยงเรา2คนไม่ไหว มี่คิดว่าพ่อไม่ชอบลูกสาว รักแต่ลูกชาย เพราะเวลาไปโรงเรียนพ่อจะขับรถกะบะไปส่งพี่ชายที่โรงเรียนแต่มี่ต้องนั่งรถสองแถวไปโรงเรียนเอง สถานการณ์ตอนนั้นถือว่าเป็นขาลงของครอบครัวมี่ พ่อหันไปดื่มเหล้าติดการพนัน คบเพื่อนไม่ดี โดนลูกน้องโกงและขโมยของในอู่จนกิจการเจ๊งไม่เป็นท่า จนวันหนึ่งพ่อเสีย ทุกอย่างก็ขายทิ้งขายขว้าง แม่ได้รับเอามี่กับพี่ชายกลับมาเลี้ยง เพราะแม่เริ่มตั้งตัวได้ พอมี่กลับมาอยู่กับแม่ มี่ก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย มี่มีแม่เป็นไอดอลคือแม่เป็นคนเก่ง ขยัน ทำได้ทุกอย่าง พอมี่โตมาจึงเห็นโอกาสและมองอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด พอเรียนจบได้ทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง มี่ได้เช่าห้องเล็กๆอยู่ หยิบจับอะไรก็เห็นเป็นธุระกิจ ขายแซนวิสหน้าบ้าน เริ่มขายมิสทีน ซื้อมือถือมาให้บริการตั้งโต๊ะโทรนาทีละ4บาทซึ่งมี่จะทำหลังเลิกงาน เปิดร้านขายเสื้อผ้า เปิดร้านเช่าหนังสือ เปิดร้านเสริมสวย จนกระทั่งมาเจอสามีค่ะ

คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรมาบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ประเทศแคนาดาครับ / คุณพูดภาษาอังกฤษ หรือฝรั่งเศสได้ไหม คุณคิดว่าภาษาอังกฤษ / ฝรั่งเศสยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาอังกฤษ / ฝรั่งเศสเข้าใจและสื่อสารได้ และคุณพูดภาษาอื่นได้อีกไหม

ปัจจุบันมี่ทำงานเป็นพนักงานเช็คสต็อคที่ฟาร์มาซีค่ะ ทำมาปีนี้เข้าปีที่4 ค่ะ ก่อนที่จะมาทำแผนกนี้ก็ทำแผนกอื่นๆมาก่อนค่ะ

ก่อนจะเล่าถึงงานที่ทำ มี่ขอพูดถึงรัฐควิเบกที่มี่อาศัยอยู่ก่อนนะคะ รัฐนี้ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก ซึ่งตัวมี่เองตอนมาที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก ภาษาฝรั่งเศสเป็นศูนย์เลยค่ะ ทำให้ต้องปรับตัวเองหลายอย่างและค่อนข้างหนักเลยทีเดียว เริ่มลงเรียนภาษาฝรั่งเศส level 1 ใช้เวลาเป็นปีๆ เพราะเป็นการเริ่มต้นจากศูนย์จริงๆ งมอยู่นานมาก ตัวเองภาษาฝรั่งเศสยังไม่ได้ ก็อยากหางานพาทไทม์ทำ แต่พูดยังไม่ได้เลย พอดีครูที่โรงเรียนสอนภาษา เขาจะสอนภาษาไปด้วย แต่เมื่อเห็นว่าแต่ละคนต้องการหางาน หรือบางคนเรียนใกล้จบเขาจะช่วยดูงานให้ด้วยค่ะ (นอกเรื่องนิดค่ะ เวลาไปโรงเรียนมี่ชอบทำอาหาร ทำขนมไทยไปให้เพื่อนๆกินตลอดค่ะ) ดังนั้นครูเห็นว่ามี่ชอบทำอาหาร จึงพาไปสมัครร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งตัวเราไม่เคยทำมาก่อนและเจ้าของเป็นคนเวียดนามพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศส แต่ตัวเราฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่อยากทำงานก็ลองทำ เขาวางตัวเราเป็นเชฟตั้งแต่วันแรก เขาบอกว่าภายใน1 อาทิตย์ต้องจำให้ได้ทุกเมนู ตัวมี่เองออกตัวก่อนว่า เป็นคน สู้งานหนัก อดทน ไม่ท้อกับทุกสิ่งอย่าง บรรยากาศการทำงานในร้านอาหาร จะเป็นอะไรที่รวดเร็ว ช้าไม่ได้ มีวันหนึ่งลูกค้าสั่งอาหาร แล้วเจ้าของร้านสั่งงานบางอย่างเป็นภาษาอังกฤษแต่มี่ไม่เข้าใจ เขาขว้างของต่อหน้าเรา ตะคอก โวยวายใส่เรา เราได้แต่เก็บความรู้สึกไปในแต่ละวัน เพราะเราไม่เก่งภาษา เวลาผ่านไปแต่ละวัน งานเริ่มจับฉ่ายบ้าง กระแทกกระทั้นบ้าง พอทำงานครบ1 เดือนมี่จึงขอลาออก ไม่ใช่เพราะทนงานหนักไม่ได้ แต่เพราะทนการกระแทกกระทั้น เหมือนเราไม่มีตัวตนไม่ได้ค่ะ

หลังจากเราออกจากร้านอาหารนั้นได้ เย็นวันนั้นมี่ไปสมัครงานใหม่เลยค่ะ สามีก็บอกพักก่อนไหม เพราะเห็นเราเสียใจ แต่ตัวมี่เป็นคนไม่ท้อ ต้องมีสักงานที่เหมาะกับเราสิ มี่ไปยื่นใบสมัครที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่หนึ่ง ไปแบบพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ผ่านไป3วัน เขาโทรมานัดไปสัมภาษณ์ ผู้จัดการที่นั่นพูดภาษาอังกฤษได้ มี่รู้ว่าตัวมี่ไม่มีอะไรสู้คนอื่นๆที่ยื่นใบสมัครพร้อมๆกับมี่ มี่จึงพูดว่า มี่อาจจะไม่เก่งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส แต่ถ้าคุณรับฉัน ฉันจะทำงานให้คุ้ม2เท่าของที่คุณจ้าง และคุณจะไม่ผิดหวังถ้ารับฉัน วันต่อมาเขาเรียกเขาไปทำงานเลยค่ะ

งานปีแรกในห้างนี้มี่ทำแผนกเสื้อผ้า ไม่รู้แม้ว่า เข็มขัด กระเป๋า หมวก ชุดนอนเขาเรียกว่าอะไร แต่เราทำไปด้วยเรียนรู้ไปด้วย

เวลาผ่านไป2 ปี มี่ขอเปลี่ยนแผนกย้ายไปทำแผนกของใช้ ก็ต้องเรียนรู้กันใหม่ว่าเขาเรียกว่าอะไร งานค่อนข้างหนัก เพราะช่วงซัมเมอร์เป็นโต๊ะเก้าอี้ ซึ่งเราต้องเป็นคนยกเองค่ะ แต่ไม่มีปัญหาอะไร

ทำแผนกของใช้ได้2 ปี มีผู้จัดการจากฟาร์มาซีมาทาบทามให้ไปทำงานด้วย ซึ่งตัวมี่เองแอบดีใจ ตรงที่ว่า การทำงานที่ห้างมี่ต้องทำงาน จ อ พ พฤ 9.00-17.00 4 วัน วันศุกร์ทำ12.00-21.00 และอีก 1 วัน ทำเสาร์หรืออาทิตย์ 9-17.00 ด้วย แต่สามีเราทำงานกลางคืน เสาร์อาทิตย์ไม่ได้ทำ ดังนั้นทำงานที่นี่มา4 ปี เราแทบไม่เคยเจอกันเลย จึงทำให้มี่อยากไปทำงานที่ฟาร์มาซี

มี่ตัดสินใจไปสัมภาษณ์ตามนัด ปรากฏว่าเขาไม่ได้เลือกเราเพราะเราทำแคขเชียร์ไม่ได้ แอบเสียใจ ร้องไห้หนักมาก แต่ร้องไม่นานค่ะ ก็ยังคงทำงานที่เก่า แต่ตัวมี่กลับมามองตัวเอง จุดไหนที่เขาไม่รับ เราต้องแก้ไข ขอผู้จัดการห้าง ไปทำลองทำงานแคชเชียร์ เป็นงานที่เรากลัวที่สุด เพราะกลัวนับตังค์ผิด แต่ ณ เวลานี้ มันต้องทำได้ ไปลองได้ 1 วันขอย้ายมาทำแคชเชียร์จริงจัง พูดกับตัวเองว่า ถ้าผู้จัดการฟาร์มาซีมาเห็น เขาต้องเลือกเรา ขอเวลา3 เดือน เวลาผ่านไป2 เป็นไปตามนั้น เขามาซื้อของและเห็นเรา สอบถามเรานิดหน่อย วันรุ่งขึ้นส่งข้อความเรียกเรากลับไปสัมภาษณ์ ข้อเสนอคือ ทำกลางคืนแต่1 วันต่อวีค เข้าวันเสาร์ ครั้งเดียวต่อเดือน ในที่สุดเราได้มาทำงานที่ฟาร์มาซี แผนกแคชเชียร์ ทำแคชเชียร์ได้ 2 ปี

แต่ตัวเราเป็นคนชอบความก้าวหน้า ท้าทาย มีพนักงานเช็คสต็อค รีไทด์ เขากำลังหาคนมาแทน แต่มาทำได้1อาทิตย์และออก หัวหน้าเครียดมาก และพูดลอยๆ เอ็มมี่เธอทำไหมแผนกนี้ เราก็ตอบว่า เอาสิ ตอนนั้นไม่คิดอะไร แต่พอผู้ใหญ่หลายคนพูด เอ็มมี่เธอไม่ต้องเข้ากลางคืนไม่ต้องเข้าวันเสาร์ เงินเดือนเยอะกว่ามาก ฮอลิเดย์เยอะกว่า สวัสดิการเพียบ รองเท้า แบบฟอร์มฟรี เราก็คิดตาม ท้ายที่สุดมี่ตัดสินใจย้ายมาทำแผนกเช็คสต็อค ตอนนี้ทำครบ2 ปี รวมทำงานทั้งหมดที่ฟาร์มาซี 4 ปีค่ะ และในระหว่างที่ทำงานประจำมี่ก็ได้พยายามหางานอื่นเพิ่มโดยมี่ได้ขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ในเพจ shoppingwithemmy มี่เห็นว่าการค้าขายน่าจะเป็นอาชีพเสริมที่ไปได้ดีมี่จึงศึกษาการนำเข้าสินค้าไทยและได้ยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าอย่างถูกต้องและยื่นใบเสียภาษีอย่างถูกต้องก่อนนำเข้าสินค้าไทยมาขายในแคนาดาและมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง shoppingwithemmy

ในส่วนของคำถามที่ว่าภาษาอังกฤษกับภาษาฝรั่งเศสอันไหนยากกว่ากัน ถ้าถามตอนมาอยู่ใหม่ๆมี่จะตอบว่าภาษาฝรั่งเศสค่ะ แต่ ณ วันนี้ มี่ขอตอบว่าภาษาฝรั่งเศสง่ายกว่า เพราะมี่ได้ใช้ภาษาฝรั่งเศสในที่ทำงานทุกวัน คลุกคลีอยู่กับคนที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสตลอด สามีหักดิบตั้งแต่เดือนแรกที่มาอยู่คือสามีไม่ใช้ภาษาอังกฤษเลย ภาษาที่ใช้ในบ้านคือภาษาฝรั่งเศส ดังนั้นมี่จึงไปได้เร็ว การเรียนภาษาที่โรงเรียนถามว่าดีไหม ดีค่ะ เพราะทำให้เรารู้หลักการเขียนอ่านให้ถูกต้อง แต่มี่คิดว่า เรียนในห้องจะพูดได้ช้ากว่าเพราะอาย มี่คิดว่าการได้ไปทำงาน พบปะคนรอบนอกจะทำให้พูดได้คล่องและเข้าใจเร็วขึ้นค่ะ มี่ใช้เวลาในการพูดและฟังได้คล่องจริงๆประมาณ 4 ปีค่ะ ทุกอย่างจะเดินไปได้เร็วมาก เมื่อภาษาฝรั่งเศสมี่ไปได้ดี ภาษาอังกฤษที่มี่ได้น้อยนิดกลับน้อยไปกว่าเดิมอีกเพราะไม่ได้พูดไม่ได้ใช้ที่นี่เลยค่ะ แต่มี่ก็ยังสามารถอ่านออก เขียนได้ ฟังได้ แต่ไม่เก่งค่ะถ้าเปรียบเทียบกับภาษาฝรั่งเศส

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนแคนาดา แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

การที่มี่เมื่อรู้ว่าต้องย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่แคนาดา สำหรับมี่ มันใหม่มาก และมองภาพจริงๆไม่ออกว่ามาอยู่ที่นี่เราต้องปรับตัวอย่างไร พอถึงเวลาจริงๆมีหลายอย่างมากที่ต้องปรับตัว

ข้อที่1 คือ อากาศที่หนาวเหน็บ รู้ก่อนเดินทางมาว่ามันหนาวมาๆนะในช่วงหน้าหิมะ แต่ไม่คิดว่ามันจะหนาวเยือกเย็นขนาดนี้ เห็นคนที่เขาต้องใช้ชีวิตเดินไปไหนมาไหนโดยไม่มีรถ เสื้อผ้านี่ต้องใส่ ต้องกันความหนาวได้จริงๆถึงจะเดินอยู่ข้างนอกได้ แต่ก็มาทำความเข้าใจอีกว่า อ่อเราก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกตลอดนี่นะ ชีวิตชีวิตจริงก็อยู่ในบ้าน ที่ทำงาน ซึ่งเขาใช้ฮีทเตอร์กัน และเข้าใจแล้วว่า ทำไมฝรั่งเขาถึง ตั้งหน้าตั้งตารอช่วงซัมเมอร์ หรือหลายๆคนเลือกที่จะอยู่ไทย6 เดือนช่วงหน้าหนาว หน้าร้อนกลับมาอยู่แคนาดา

ข้อที่2 พูดถึงเรื่องอาหารแคนาเดี้ยน ก่อนที่เราได้ย้ายมาที่นี่ มี่คิดเอาเองว่า คิดว่ามาอยู่แคนาดาจริงๆเราก็จะปรับตัวเองให้กินอาหารแคนาเดี้ยนได้เหมือนคนอื่น ถึงเวลาจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มาชอบกินอาหารที่ไม่ใช่อาหารที่เรากินมาตั้งแต่เกิด ทุกวันนี้ 12 ปีที่อยู่แคนาดา มี่ก็ไม่เคยกินอาหารแคนาเดี้ยน อาจจะซื้อเบอเกอร์บ้าง พิซซ่าบ้าง แต่ได้ไม่เกินเดือนละครั้ง เพราะไม่ใช่อาหารที่เราต้องกิน ดังนั้นตัวมี่จะมีปัญหาตรงที่ สามีกินอาหารไทยได้นิดหน่อย ลูกไม่ชอบอาหารไทย มี่ไม่กินอาหารแคยาเดี้ยนเลยดังนั้น 3 คนก็จะ3เมนู เป็นอะไรที่ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควรคะ

ข้อ3 ต้องปรับตัวกับคนแคนาเดี้ยนในที่ทำงาน เราเคยทำงานที่เมืองไทย ใครอายุเยอะกว่า หรือทำงานมานานกว่า เราจะให้เกียรติเขาเสมอ เมืองไทย เรียกพี่ป้าน้าอา เดินก้มหัวผ่านผู้ใหญ่ และเมื่อต้องทำงานร่วมกับฝรั่ง ไม่ว่าจะอายุน้อยกว่าเรา หรือทำงานที่หลังเรา ไม่มีความให้เกียรติกัน ไม่มีคำว่าพี่ว่าน้อง เอาเปรียบได้เอาเปรียบ ทำให้เราต้องกลายเป็นคนชัดเจนขึ้น และต้องปฎิเสธให้เป็นบ้าง เพราะคนไทยใจดีชอบเหลือ

ข้อสุดท้ายคือข้อ 4 พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับภาษาฝรั่งเศสเป็นสิ่งเดียวที่มี่คิดว่ายากที่สุดในการปรับตัวในทุกๆเรื่อง การที่พูดภาษาถิ่นไม่ได้ ทำให้เราหางานทำยาก ไม่สามารถไปสอบใบขับขี่ได้เพราไม่เข้าใจคำถาม ไม่สามารถไปไหนมาไหนเองได้ เหมือนเด็กที่สามีต้องจูงมือไปไหนมาไหน ความรู้สึกแบบนี้ จะทำให้คนที่คิดว่าอยู่เมืองไทย เราสามารถทำอะไรเองได้หมด แต่ณ ที่มาอยู่ที่นี่จะเหมือนเป็นตัวถ่วงให้สามี ยิ่งถ้าไปเรียนภาษาในห้องเรียน แล้วแต่ละคนเขาไปได้เร็วเพราะเขาได้ภาษาอังกฤษหรือสเปนมา เขาจะไปเร็วมาก จะเหลือเราเป็นเดียวที่ยังต้องเรียนที่ห้องนี้ ทำให้ท้อแท้อยากกลับไปอยู่เมืองไทยคะ

ลักษณะนิสัยคืออะไรของคนแคนาดาโดยทั่วไปแล้วคนในแคนาดาชอบทำอะไร และคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายแคนาดาเป็นอย่างไร(บุคลิกลักษณะ) ผู้หญิงแคนาดาป็นอย่างไรและครอบครัวของคนแคนาดาเป็นอย่างไร
อาจจะยากคุณ มี่ และง่ายกว่าที่จะพูดถึงคนใน Quebec แล้วแต่คุณครับ

ก่อนจะมาพูดถึงนิสัยของฝรั่งฝั่งควิเบก มี่ขอพูดโดยรวมของคนฝั่งนี้นะคะ
ควิเบกเป็นดินแดนที่มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ของทวีปอเมริกาเหนือ หรือแม้แต่มณฑลอื่นๆ ของแคนาดา ความต่างนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ภาษาพูด แต่ยังรวมไปถึงสภาพบ้านเมือง วัฒนธรรม และความคิด ส่วนหนึ่งคิดถึงการทำทุกอย่าง เพื่อแยกตัวออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของแคนาดา
ทีนี่มาพูดถึงนิสัยของฝรั่งฝั่ง Quebec กันบ้างนะคะ คนทางนี้ นิสัยที่เห็นได้ชัด คืออุดมการณ์ ความเป็นควิเบก ต้องรักษาภาษาฝรั่งเศสเอาไว้ ไม่ค่อยเปิดรับหรือเปิดใจยอมเรียนภาษาอื่นๆ (แต่สมัยนี้เด็กรุ่นใหม่ก็เริ่มเรียนภาษาอื่นๆบ้างแล้ว ) เขาจะมีความรักชาติรักเมืองไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงคะ
นิสัยของผู้ชายที่นี่คือความเป็นผู้ดี เหมือนคนประเทศฝรั่งเศส
ผู้หญิงชาวควิเบก มี่มองว่าเขาเป็นคนกล้าตัดสินใจ คบกับใคร ถ้าไม่โอเคคุยกันเลิกกันเป็นเพื่อนกัน หาแฟนใหม่ คือชัดเจนคะ

ค่าครองชีพที่แคนาดา (Quebec) เป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพที่ควิเบก ถ้าให้พูดเปรียบเทียบกับฝั่งแวนคูเวอร์ มี่ถือว่าค่าครองชีพทางควิเบกถูกกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถูกกว่าทุกๆรัฐนะคะ

ถ้าพูดถึง 3 สิ่งที่คิดว่าแพงเกินไปคือ

ข้อที่1 คือ ค่าจ้างทนาย ตัวมี่ไม่เคยจ้างจริงๆจังๆ แต่จากที่ได้ยิน ไม่ว่าจะ ฟ้องร้อง ฟ้องหย่า หรือเพียงเพื่อกันการโอนบ้าน หรือเพียงแค่ติดต่อสอบถาม ทุกอย่างเป็นจริงจริงๆคะ

ข้อที่2 คือ เรื่องค่าทำฟัน ที่ควิเบกค่าทำฟันค่อนข้างสูง แต่ตรวจเช็คเฉยๆ ก็หลายร้อยเหรียญคะ ไม่ต้องพูดถึง การรักษาอย่างอื่น ถ้าเห็นได้ชัดณ ตอนนี้คือ ลูกสาวมี่ฟันซ้อนกัน จำเป็นต้องจัดฟันแบบ invisalign ซึ่งเป็นเงินก้อนโตทีเดียวสำหรับการจัดฟันครั้งหนึ่งคะ

ข้อที่3 คือ เรื่องค่าตรวจสายตา และราคาแว่นสายตาที่สูงลิ่ว แค่เช็คสายตาเฉยๆค่าบริการสูงมาก เป็นการบังคับซื้อแว่นกับร้านไปในตัว อันเดียว 850$ 2อัน 999$ บวกค่าบริการค่าตัดและค่าภาษี คิดว่าแพงเกิไปคะ ยิ่งสำหรับคนไม่มีประกันด้วยแล้ว แพงไปคะ

ข้อดีข้อเสนอ 3 ข้อในการใช้ชีวิตอยู่ในแคนาดา ( Quebec )ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อเสนอของการใช้ชีวิตอยู่ในแคนาดา ( Quebec ) ครับ

ข้อดีที่ใช้ชีวิตในควิเบก จริงๆมีดีหลายข้อมากคะ

ข้อที่ 1 เรื่องเกี่ยวกับ Benefit ของทางควิเบกดีมากคะ ทางนี้เมื่อเราได้ Benefit จากแคนาดาแล้ว ทางควิกเบก ด้วยคะ ยิ่งสำหรับแม่ๆที่มีลูกเยอะ ไม่ได้ทำงาน ก็จะมีเงินพอที่จะดูแลลูก ในช่วงลูกยังเล็ก บางคนได้เงิน2 ที่ ได้มากกว่าเงินเดือนที่ไปทำงานอีกคะ รวมไปจนถึงเงินสวัสดิการณ์สำหรับคนแก่ คนป่วยหรือเกษียณ มี่คิดว่าเขาดูแลใส่ใจ ชัดเจน ทำเป็นระบบระเบียบ เราสามารถแพลนอนาคตไว้ได้เลยว่าเราจะบริหารยังไงคะ

ข้อที่2 เรื่องการใช้ภาษาฝรั่งเศสในรัฐควิเบก ตัวมี่เองตอนมาใหม่ๆ รู้สึกเกลียดไม่ชอบเลยที่ต้องมาใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่พอเราอยู่นานไป ทำให้เรามีความคิดเปลี่ยนไป ตรงที่ว่า เหมือนเรารู้สึกถึงความเป็นคนควิเบกเท่าๆกับที่นี่ มีการพูดหรือสนทนาออกมาจากความรู้สึกชอบภาษาของเขาจริงๆ และที่สำคัญทำให้เรารู้สึกว่าเราได้เรียนรู้พูดได้ถึง3 ภาษาคะ

ข้อที่3 เรื่องการทำงานที่ควิเบก มี่คิดว่าเขาให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากันหมด ไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อย ทำงานก่อนหรือหลัง และที่ชอบที่สุดเลยคือ คนสมัครงานเขาไม่ดูรูปถ่าย ไม่ดูอายุ อยู่ที่ความสามารถของเราล้วนๆ คนอายุ70 ปี ถ้ายังอยากทำงาน เขาก็รับทำ อยู่ที่ตัวเราสามารถทำได้ไหม ซึ่งมี่ว่าดีคะ

ข้อเสียของการใช้ชีวิตที่ควิเบก
ข้อที่1 คือพูดถึงหน้าหนาวที่ควิเบก หนาวจริงๆจังๆคะ จนถึง -50 องศา และถ้าช่วงฤดูใบไม้ร่วง ก็ยังหนาวอยู่ดี ด้วยลมและฝน ทำให้ชีวิตหน้าร้อนของเรามันสั้นเกินไปคะ

ข้อที่ 2 พูดถึงงานที่เรียนตรงมาจากไทยไม่สามารถใช้ได้ที่นี่ ต้องเริ่มต้นใหม่ จากภาษาฝรั่งเศสซึ่งแต่ละคนหัวเร็วช้าต่างกัน ดังนั้นกว่าจบภาษา และไปลงเรียนสาขาที่คุณต้องการ มันใช้เวลานานพอสมควร กว่าเราจะได้ทำงานจริง มี่ว่าข้อนี้เป็นข้อเสียที่สุดคะ

ข้อ3 ที่แคนาดา เสียภาษา13% แต่ควิเบกภาษี 15% ซึ่งแพงกว่ารัฐอื่นๆคะ ดังนั้นการใช้จ่าย ซื้อของ ก็จะแพงกว่ามากคะ

ในความคิดของคุณ อะไรคือปัญหาที่มีขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักชาวไทยกับชาวแคนาดา

ปัญหาในความสัมพันธุระหว่างคู่รักชาวไทยและชาวควิเบก สำหรับมี่คิดว่ามีเยอะมากคะ แต่หลักๆคือ

ข้อที่1 ว่าด้วยเรื่องภาษาก่อนเลยคะ อย่างบอกไปว่า ที่ควิเบกใช้ภาษาฝรั่งเศส ดังนั้น ในเริ่มต้นความสัมพันธ์นั้นยากมากกว่าจะ เริ่มต้นพูดคุย สานสัมพันธ์ บางทีสื่อสารผิด อาจจะทำให้ไม่ได้ไปต่อ หรือบางทีเข้าใจกันผิด เลิกลากันไปเลยคะ

ข้อที่2 ว่าด้วย วัฒนธรรมของเมืองไทย ไม่ว่าจะเรื่อง เงินสินสอด ที่กว่าจะอธิบายให้เข้าใจ นั้นแสนยาก ถ้าฝรั่งบางคนเข้าใจก็เข้าใจบางคนไม่เข้าใจก็ คิดว่า พ่อแม่ขายลูกกิน หรือว่าด้วย ส่งเงินกับไปให้พ่อแม่พี่น้องของเรา มันอะไรที่อธิบายให้เข้าใจยาก เพราะวัฒนธรรมต่างกัน

ข้อที่3 ฝรั่งเขาเป็นคนตรงๆ ชอบไม่ชอบ ดีไม่ดี พูดตรงๆ แต่คนไทย ไม่กล้าพูด อ้อมไปมา บางทีทำให้ทะเลาะกันเพราะคนไทยรับไม่ได้กับคำตรงๆ

ข้อที่4 ฝรั่งกินอาหารแคนาเดี้ยน คนไทย กินอาหารไทย อาหารบางประเภทคนไทยก็รับไม่ได้ หรืออาหารไทยบางประเภทฝรั่งก็รับไม่ได้เช่นกันคะ

ตั้งแต่ที่คุณย้ายจากประเทศไทยมาอยู่ที่ประเทศแคนาดาครั้งแรกมีวัฒนธรรมหรือการปฏิบัติอย่างใดของชาวแคนาดาบ้างครับที่คุณรู้สึกประหลาดใจ ( cultural shock ) ช่วยบอกผมมาอย่างน้อยสัก3 ข้อ

Cultural Shock ที่มี่เห็นที่นี่เป็นเรื่องที่ไม่ได้ดูช็อคจริงๆ แต่ดูเหมือนการใช้ชีวิตที่แตกต่าง แรกๆก็ขัดตา หลังก็ต้องเรียนรู้ไปคะ มาลองฟังข้อแรกคะ

ข้อที่1 ว่าด้วยที่ควิเบก ไม่ใช้สายชำระในห้องน้ำ (จริงๆหลายๆประเทศก็เป็นแบบนี้) มันเป็นความไม่ชินเป็นความไม่เข้าใจว่าเข้าใช้ชีวิตยังไง แต่พอเวลาผ่านไปก็ต้องยอมรับไปคะ

ข้อที่2 วัฒนธรรมไทย ใช้ช้อนส้อมคู่กันเวลากินข้าว ที่ควิเบก มีช้อนให้ตักซุป แต่ถ้าไปร้านอาหารไม่สั่งซุปก็ไม่มีช้อนให้ รำบากในการกินอาหารไทยมากคะ

ข้อที่3 เวลาคนไทยล้างจานด้วยมือ จะแบ่งน้ำยาล้างจานไว้1 อ่าง ล้างเสร็จก็ล้างด้วยน้ำปล่าว แต่ที่นี่ ถ้าไม่พูดเรื่องใช้เครื่องล้างจานนะคะ เขาล้างด้วยน้ำร้อนผสมน้ำยาล้างจาน แต่ไม่ล้างฟองออกเขาเช็ดใส่ตู้เลยคะ ไม่เข้าใจว่าไม่กลัวสารตกค้างหรอคะ

ข้อที่ 4 คนที่นี่ตื่นเช้ามา กินอาหารก่อนแปรงฟัน และกินเสร็จก็ไปแปรงฟัน ซึ่งคนไทย ถูกสั่งสอนว่าตื่นมาต้องแปรงฟันล้างหน้าก่อน แต่ฝรั่งให้เหตุผลว่าแปรงก่อนทำไม เพราะกินเสร็จก็ต้องแปรงใหม่..

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ในต่างประเทศ /ประเทศแคนาดาจะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

การที่เราจะย้ายมาอยู่แคนาดาไม่ว่าจะมาด้วยกรณีใดก็ตาม มี่ว่าเป็นการต้องต้องสินใจให้ดี เพราะคิดว่าคงอ่านและดูข่าวมาบ้าง แต่การใช้ชีวิตในแคนาดาจริงๆนั้น ภาพในหัวในการชีวิตที่นี่มันไม่เหมือนในภาพที่เราเลือกดูแต่สิ่งสวยงาน

การใช้ชีวิตที่นี่ถ้ามาด้วยไม่ได้ภาษาเลยค่อนข้างรำบากที่สุด ในเรื่องต้องช่วยเหลือตัวเอง ในการหางาน เพราะทุกคนต้องเริ่มจากศูนย์กันทั้งหมด แนะนำว่ามาถึงต้องตั้งใจเรียนภาษาให้ได้มากที่สุด ขีวิตจะสบายคะ อย่าหวังพึ่งแต่สามีคะ เพราะวันนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือกับเรา เราจะไปต่อไม่ได้ ให้ทำให้นยืนได้ด้วยขาของตัวเองคะ

แนะนำว่าก่อนจะเดินทาง ถ้ามีเวลาอยู่ที่ไทย ในช่วงรอวีซ่า หรือพีอาร์ อยากให้ ลงเรียนภาษา ลงเรียนทำอาหาร ตัดผม ตัดผ้าฯ ลงเรียนเกี่ยวกับการฝึกอาชีพ ขวนขวายความรู้ให้ได้มากที่สุด แม้ว่าเดินทางมาแล้ว ถ้าจะมาทำเป็นอาชีพต้องลงเรียนใหม่ก็ตาม อย่างน้อยก็ร่นระยะเวลาให้เรียนที่นี่น้อยลง ความรู้ต่างๆสามารถ ช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่ต้องไปจ่ายค่าจ้าง เพราะที่นี่ทุกอย่างแพงมาก

การที่เราคิดว่าได้สามีฝรั่งแคนาดาแล้ว ชีวิตจะสุขสบาย ซึ่งจริงๆมีคนที่สุขสบายจริงๆ เพราะเจอคนที่สามารถดูแลเราจนไปถึงครอบครัวได้ แต่ไม่ทุกคน ส่วนมาก สาวไทยในแคนาดา ขวนขวาย ทำงานหนัก ทำได้ทุกอย่าง เพราะไม่มีทางให้เลือก เพราะ คนด้านหลังเราอยู่เมืองไทยรอเราอยู่

การใช้ชีวิตที่แคนาดา ทุกอย่างคือการเรียนรู้ คือการปรับตัว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ครอบครัวของเราคะ อย่ามั่วโฟกัสผิดจุดนะคะ

คุณ Emmy Nadeau

มี่เป็นยูทูปเบอร์ ช่องของมี่จะเป็นการแชร์ประสบการณ์ตรงในเรื่องการใช้ชีวิต ให้ความรู้ในเรื่องที่สำคัญๆ ทั้งหมดอยู่ช่องยูทูปของมี่ ชื่อช่อง Emmy’s Life in Canada

YouTube: Emmy’s Life in Canada

Facebook: Emmy’s Life in Canada

และตัวมี่เองได้ทำธุรกิจส่วนตัวโดยนำของจากเมืองไทยมาขายที่แคนาดา มี่มีเวปไซส์เป็นของตัวเอง ชื่อเวป

Website: shoppingwithemmy

Facebook: shoppingwithemmy

Instagram: shoppingwithemmy

 

เพิ่มเติม

ชีวิตความเป็นอยู่ในประเทศแคนาดา บทสัมภาษณ์น่าอ่านจากคนไทย

 

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

One thought on “ประสบการณ์ และคำแนะนำสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในแคนาดา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s