การศึกษาคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศอเมริกา เธอคือคุณ Em สะใภ้ฟลอริด้า และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศอเมริกา

ผมอยากจะแนะนำคุณกับคุณ Em สะใภ้ฟลอริด้า

ย้ายมาอยู่ประเทศอเมริกา

ฟลอริด้า, ประเทศอเมริกา

รูปถ่ายทั้งหมดนี้คือผลงานตัวอย่างส่วนหนึ่งของคุณ Em สะใภ้ฟลอริด้า

Youtube: สะใภ้ฟลอริด้า Saphaiflorida

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศเทศอเมริกาเพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศเทศอเมริกาครับ

เริ่มแรกเลยคือเบื่องาน หมดไฟ ทำอะไรรู้สึกติดขัดไปหมด พอเพื่อนชวนมาทำงาน เขาบอกจะให้มาช่วยบริหารโรงแรมที่ยังไม่ได้ซื้อแต่มีโครงการว่าจะซื้อเลยเดินทางมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อท่องเที่ยวก่อนกำหนดเดินทาง แต่ก็กะว่าจะลองหาประสบการณ์ที่ไม่เคยทำงานด้วย จึงติดต่อร้านอาหารด้วย เพราะทำอาหารไม่เป็น อยากหัดทำ ก็ไปหัดทำอาหารที่ร้านอาหารในเมืองวอลลิงฟอร์ท รัฐคอนเน็คติกัท และไปหาเพื่อนตามช่วงเวลาวันหยุดต่างๆ เพื่อนๆพาเที่ยว
พอใกล้กำหนดเพื่อนเดินทาง เพื่อนแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างรุนแรง และโครงการคงไม่ได้ทำเพราะหมอให้รักษาตัว เลยหัดทำอาหารต่อและมีปัญหากับเจ้าของร้าน โดนเจ้าของร้านแกล้ง เพื่อนในนิวยอร์คจึงบอกจะให้ห้องพักฟรีให้ย้ายมาหางานทำในนิวยอร์ค หลังจากนั้นก็มาทำงานในนิวยอร์คค่ะ

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

เกิดและเติบโตที่จังหวัดอุบลราชธานี

#วัยเด็ก

เป็นคนบ้านนอก บ้านอยู่ในหุบเขา โลกทั้งใบมีเพียงพ่อ แม่ พี่ น้อง ชีวิตตอนเด็กๆคือวิ่งตามพ่อ แม่ ไปทำนา ทำสวน ไปวัดกับคนคุณตาคุณยาย

ในหมู่บ้านบ้าง ท่านจะเรียกไปช่วยแบกขนน้ำดื่ม-อาหารแห้งขึ้นวัดภูเวลาโยมจากตัวเมืองขนอาหารมาตุนให้พระอาจารย์ หรือไปวัดถวายอาหารตอนเช้าทางอีสานเรียกไปจังหัน

ว่างๆจากวิ่งเล่นกับเพื่อนๆคุณยายก็เรียกไปอ่านหนังสือธรรมมะให้ฟัง

ที่บ้านยากจนมากค่ะ จะได้ของบริจาคบ่อยๆ และเสื้อผ้าจะได้ใส่ต่อจากพี่ๆ ตัวที่พี่ๆที่ใส่ไม่ได้แล้วเพราะโตกันหมด แต่โชคดีที่โรงเรียนอยู่ในถิ่นธุรกันดาร ก็จะได้ชุดนักเรียนและสมุดหนังสือพระราชทานมาใช้สำหรับเรียน

สุขภาพไม่ค่อยดี เป็นไข้บ่อย โดยเฉพาะไข้มาลาเรีย เพราะยุงกัด ด้วยความที่แม่มีลูกหลายคน และฐานนะยากจนไม่มีเงินซื้อมุ้งจึงมักโดนยุงกัดและป่วยอยู่เสมอๆ

อาศัยอยู่กับพ่อ
-แม่ พี่น้องจนอายุราว 7ขวบ พ่อ-แม่ก็เริ่มจากพวกเราไปทำงานหาเงินต่างเมือง หลังจากนั้นก็มีพี่สาวคนโตทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง

เวลาไปโรงเรียนก็จะเดินไปโรงเรียนกับเพื่อนๆ ซึ่งห่างจากบ้านราว2 กิโลเมตร (ผู้ใหญ่บอกมาแต่คิดว่าไกลกว่านั้น) ในห้องเรียนมีเด็ก 36 คน ผลการสอบจะได้ที่1-3 สลับกับเพื่อนๆ

ใกล้ จบ ป. 6 มีคณะมิชชันนารีมาที่โรงเรียนและเลือกนักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจนเพื่อให้ทุนการศึกษาในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย แต่นักเรียนที่จะสามารถได้ทุนเรียนระดับมหาวิทยาลัยจะต้องนับถือศาสนาคริสต์และพอเรียนจบต้องมาทำงานกับมูลนิธิเพื่อใช้ทุน แม่ให้รับทุนถึงจบ ม.6 เพราะกลัวว่าลูกจะโดนฝรั่งหลอกเอาไปขายตัว

ตอนเด็กไม่ได้ช่วยงานอะไรแม่มาก เพราะแม่มีลูกสาว4 คน งานบ้านพี่ๆ กับน้องทำกันหมด ส่วนดิฉันตักน้ำ และเลี้ยงน้อง

เป็นลูกชาวนาแต่ไม่ค่อยได้ทำนาเช่นกัน เพราะป่วยบ่อยพ่อ-แม่จึงไม่เคยบังคับให้ทำงาน พี่ๆก็จะให้เลี้ยงน้องแทน

ช่วงเรียนมัธยมก็เดินไปเรียนค่ะ ป้ายเขียนระยะทางไว้ 5กิโลเมตร เดินไป-กลับ กับเพื่อนๆในหมู่บ้าน

โรงเรียนเป็นเหมือนศาลา หลังคาสังกะสีเก่า ทำฝาด้วยไม่อัดกั้นระดับสายตาไม่ให้นักเรียนมองออกนอกห้อง แต่ลอดไม่อักเข้าห้องได้ทุกมุม ประตูไม่มี โต๊ะเก้าอี้เก่าๆ บ้างก็ใช้ไม้กระดานที่ชาวบ้านไม่ใช้ทำบ้านมาทำโต๊ะกับเก้าอี้ตัวยาวๆพอได้นั่งและเขียนหนังสือได้ แบบเดียวกับที่ชาวเผ่าใช้กัน

ตอนเช้าจะทานข้าวจากบ้าน และห่อข้าวเหนียวไปเพื่อเป็นอาหารกลางวัน กับข้าวเป็นหน่อไม้ต้ม กับ น้ำพริกปลาร้า เอาไปแลกกับเพื่อนๆที่อาศัยใยหมู่บ้านที่มีถนนลาดยางผ่าน พวกเขาจะมีไก่ย่าง เนื้อย่าง หมูย่างห่อมา

ช่วงเรียน ม. ปลาย เดินเข้า-ออกหมู่บ้าน 5กิโลเมตรกับเพื่อนๆในหมู่บ้าน เพือไปนั่งรถโดยสารประจำทางไปโรงเรียน โรงเรียนอยู่ห่างจากหมู่บ้านราว 30 กิโลเมตร บางวันกลับบ้านค่ำก็ไปนอนบ้านญาติจะได้ปลอดภัย

คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรมาบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ประเทศอเมริกาครับ / คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม คุณคิดว่าภาษาอังกฤษยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาอังกฤษเข้าใจและสื่อสารได้ และคุณพูดภาษาอื่นได้อีกไหม

ดิฉันไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ จึงเพิ่มทักษะการพูดและฟังได้ดีขึ้น เรียนภาษาอังกฤษที่ The British council ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯโดยการเรียนเป็นคอร์สทั้งหมด 3 คอร์ส คอร์สละ 40 ชั่วโมง เป็นภาษาอังกฤษสำหรับการสนทนา พอเรียนจบ 3 คอร์สก็ฟังและพูดได้ดี

ภาษาอังกฤษไม่ยากเลยค่ะ เพียงแค่หัดพูดและฟังบ่อยๆก็สามารถพัฒนาไปได้ไวมาก เพราะคนไทยส่วนใหญ่เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา ท่องศัพท์ประจำ เขียนและแปลตามที่ครูสอนมาเยอะมาก แต่ขาดทักษะการพูดและฟังเท่านั้นเอง

ภาษาอื่นๆทักทายได้บ้าง มีหัดเรียนภาษาสเปน แต่ไม่เก่ง หากไปในประเทศที่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษากลางก็สามารถถามทาง ซื้ออาหารได้ นอกจากนั้นก็พยายามเรียนภาษาสวีดิช กับ ภาษาฝรั่งเศส รู้ศัพท์เป็นคำๆบ้าง แต่ไม่ได้ไปเรียนจริงจัง

อยู่ที่ไทยทำมาหลายอาชีพค่ะ เรียนจบ ม. ปลาย พ่อก็ให้แต่งงาน แต่ไปกันไม่รอดเพราะความคิดการมองโลกต่างกัน แฟนอยากมีชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำอยู่ ดิฉันอยากรวย อยากเข้าเมืองหางานทำ เพราะโตมาไม่เคยทำนา พอมีแฟนก็ต้องทำนา ปวดหลัง ร้อนอบอ้าว แดดไหม้ ชีวิตไม่แบบที่เรามองไว้ ทำนาก็ไม่เป็นก็มาทำงานกรุงเทพบ้าง ตามพ่อ-แม่ไปทำงานที่ ภาคใต้บ้าง

ไปทำงานบ่อยๆแฟนก็เขียนจดหมายบอกเลิก ก็เลยเลิกกัน แล้วก็ตั้งใจทำงาน หาเงิน ไม่กลับไปที่บ้านอีกเลย งานที่ทำก็มีพนักงานขายของตามห้าง งานโรงงาน งานแม่บ้าน

ตอนทำงานแม่บ้านที่บริษัทไอทีของชาวเยอรมัน มีคนมาถามให้ไปทำงานที่บ้านเยอะหลายคนทำให้เกิดคำถาม เลยถามผู้จัดการฝ่ายบุคคลว่าพี่ๆที่นั่งโต๊ะทำงานอะไรกัน ทำไมเขามีเงินมากมายเหลือเก็บจนได้มาถามเราไปทำงานบ้านที่บ้านเขาได้ พี่ผู้จัดการบอกว่า พวกเขาทำหลายอย่าง บางคนก็ทำบัญชี บางคนก็เป็นวิศวกร จึงถามต่อว่า ถ้าอยากเป็นแบบนี้บ้าง ต้องทำอย่างไร พี่ผู้จัดการตอบว่า ไปเรียนหนังสือให้จบระดับปริญญาตรีแล้วจะได้งานดีดี เดือนสูงๆ
ดิฉันเริ่มเอาไปคิดและฝัน และทุกวันที่ไปทำงานบ้านแม่บ้านจะนั่งรถเมล์ผ่าน มหาวิทยาลัยกรุงเทพสาขารังสิต ดิฉันอยากไปเรียนที่นั่น
วันนึงดิฉันได้รู้จักกับชาวต่างชาติคนหนึ่ง เขามาเที่ยวแล้วมาเจอ เขาขอเป็นเพื่อน ทุกครั้งที่เขามาเมืองไทยดิฉันกับพี่สาวและลูกชายพี่สาวจะไปเที่ยวกับเขา ไปในที่ที่เราไม่เคยไปเพราะคิดเอาเองว่าเขาคงไม่เคยไปเช่นกัน ก็จะไปตามสวนสัตว์ต่างๆ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทุกครั้งที่เขามาเขาให้เงินไว้ใช้ บอกว่า ค่าพาเที่ยว ได้เงินมาก็เอาไปให้แม่หมด ตัวเองก็กลับไปทำงานต่อตามปกติ จนวันนึงต่างชาติคนนี้ถามเปิดร้านขายเสื้อให้ ดิฉันตอบไปว่า ไม่เอาเพราะกลัวขาดทุน เขาจึงถามต่อว่าอยากทำอะไร ดิฉันตอบไปว่า อยากเรียนหนังสือระดับปริญญาตรี เขาพาดิฉันไปสมัครเรียน มหาวิทยาลัยกรุงเทพค่ะ หมาวิทยาลัยที่ดิฉันนั่งมองทุกเช้า ฝันว่าอยากไปเรียนที่นั่น เขาส่งเสียในช่วง 2 ปีแรก แล้วก็ส่งไม่สม่ำเสมอ ดิฉันจึงไปหางานทำ ได้งานบริษัทของชาวอเมริกัน ปีที่3 ดิฉันย้ายจากรังสิตมาเรียนที่กล้วยน้ำไทย และทำงานที่ตึก CMIC บนถนนอโศกมนตรี เริ่มจากการทำสต็อคต่างหู เงินเดือน 8,000บาท ทำงานไปมีต่างชาติมาซื้อของ ไม่ทีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลย ดิฉันจึงไปคุยกับลูกค้าและขายของได้ นายจ้างจึงเปลี่ยนให้มาอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เพื่อคุยกับลูกค้าต่างชาติ ประสานงานกับพนักงานขาย และพนักงานส่งของ เงินเดือนก็ปรับขึ้นจาก 8,000 บาท เป็น 16,000 บาท ทันที ดิฉันมีเงินพอสำหรับจ่ายค่าเทอม กับค่าห้องแล้ว ทำงานไปเรื่อยๆก็มีปัญหาในการออกของกับด่าน นายจ้างจ้างบริษัทเอกชนข้างนอกดูแลเรื่องการออกของแต่หลายเดือนก็ไม่สามารถออกของได้ นายจ้างจึงเดินมาหาดิฉันแล้วบอกว่า ‘ผมคิดว่าคุณเป็นคนเก่ง ผมมีเรื่องท้าทายให้คุณทำ หากคุณสามารถออกของได้ ผมจะขึ้นเงินเดือนให้’ ดิฉันทราบมาว่านายจ้างได้จ้างบริษัทเอกชนข้างนอกทำการออกของให้จำนวน 70,000 บาท ซึ่งแพงมาก ดิฉันจึงบอกเขาไปว่า ‘ดิฉันขอเงินเดือนที่ 25,000 บาทนะคะ’ นายจ้างตอบตกลง ดิฉันโทรศัพท์ตามงานกับด่าน ประสานงานเรื่องเอกสาร หาสาเหตุของการออกของว่าทำไมออกของไม่ได้ จากนั้นก็จัดส่งเอกสาร มีการพิสูจน์หลักฐาน เอาสินค้าไปเผา 3วันผ่านไป เจ้าหน้าที่โทรมาบอกว่า ‘ออกของได้แล้ว’ ดิฉันเดินไปแจ้งนายจ้าง พร้อมกับเงินเดือนที่กระโดดขึ้นไปจาก 16,000 บาท เป็น 25,000 บาท เงินเดือนที่มากพอสำหรับการเรียน การใช้ชีวิตประจำวัน และส่งให้แม่

นายจ้างเลื่อนตำแหน่งให้ดิฉันเป็นผู้ช่วยหลังจากนั้น และมีห้องทำงานส่วนตัวให้ งานหลักๆก็เป็นงานติดต่อเอกสารการรับสินค้าจากต่างประเทศและการส่งสินค้าไปต่างประเทศ และดูแลยังคงรับผิดชอบลูกค้าต่างชาติเข้ามาซื้อของเหมือนเดิม ดิฉันทำงานนี้จนเรียนจบมหาวิทยาลัย

และงานสุดท้ายที่ประเทศไทยคือเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ทำบัญชีเพราะเรียนจบ บัญชี จาก ม. กรุงเทพ และรับงานแปลเอกสารงบการเงิน และพิมพ์งานภาษาอังกฤษ แน่นอนเงินเดือนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนอเมริกา แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

การปรับตัวสำหรับตัวเองไม่ยากค่ะ อาจจะเพราะดิฉันเป็นคนพูดตรง ไม่หยุมหยิม ไม่คิดเยอะ มีความมั่นใจในตัวเองสูง เลยไม่มีปัญหากับต่างชาติ ดิฉันมีเพื่อนต่างชาติเยอะและเข้ากับทุกคนได้ดี

ในสหรัฐอเมริกาเองก็มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัดระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบท สังคมเมืองก็จะคล้ายๆกันกับกรุงเทพฯ เป็นสังคมแคบ ผู้คนสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ไม่สนใจคนอื่น ไปที่นิวยอร์คผู้คนจะเร่งรีบ เดินไว ทานอาหารไว ไม่ค่อยคุยกับคนรอบข้าง ระวังตัวสูง แม้แต่การเดินบนท้องถนนหากเราเดินช้าจะมีคนบอกให้เราหลักทางให้ ซึ่งไม่มีแบบนั้นในเมืองไทย ที่เมืองไทยหากใครรีบก็จะเดินอ้อมไปไม่รบกวนคนอื่น

และสังคมชนบทจะให้ความสำคัญกับสังคมแบบขยาย มีความอยากรู้เรื่องของชาวบ้าน ตัวอย่างก็จากบ้านดิฉันเอง หลังจากแต่งงานย้ายตามสามีมาที่ฟลอริด้า เรามาสร้างบ้านกัน เพื่อนบ้านที่นี่มาทักทาย เอาผลไม้มาให้ทั้งปี เอาต้นไม้มาให้ปลูก เวลาไม่อยู่พวกเขาจะช่วยสอดส่องดูแลบ้านให้ด้วย และทุกคนจะบอกว่าหากต้องการความช่วยเหลือไปหาพวกเขาได้ตลอด

การหางาน การหาห้องพักทุกอย่างไม่มีการคุยล่วงหน้าแล้วมีการรอให้ไปดู แต่จะเป็นแบบ first come first serve คนที่นี่ต้องเร็ว หากสนใจงานร้านอาหารต้องโทรไปคุยและไปฝึกงานในวันเดียวกัน จะไม่มีสมัครงานทิ้งไว้ล่วงหน้า1เดือนแล้วค่อยไปทำ เพราะคนงานหายาก หากมีคนมาสมัครทางร้านจะรับไว้ทันที หรือแม้แต่ห้องพักไม่มีการจองห้องไว้แล้วค่อยไปอยู่ เพราะเจ้าของบ้านต้องการคนที่มาดูทันทีและวางเงินมัดจำทันที หากพบเจอห้องพักราคาถูก ทำเลดี ต้องรีบวางเงินมัดจำ

การทำงานต้องเป็น proactively
ทุกอย่างต้องเร็ว และตื่นตัวตลอดเวลา คนที่ช้าจะโดนตำหนิแรงๆ ชนิดที่ขนสัตว์มาทั้งสวนสัตว์และกองที่คุณ หรือ หากคุณช้ามากคุณจะไม่ได้งานไปเลยเพราะทำให้คนอื่นเสียเวลา

อาศัยอยู่ในอเมริกาต้องพึ่งพาตัวเองสูงมากๆ เพราะทุกคนยุ่งกับภาระกิจของตัวเอง อาจจะเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงทำให้คนส่วนใหญ่วิ่งไล่เงิน คนไทยส่วนใหญ่ทำงานหนักมาก หลายคนทำงาน 6-7วันต่อสัปดาห์

แต่ก็เห็นหลายๆคนมีปัญหาด้านภาษาอังกฤษเนื่องจากพูดไม่ได้ แต่นั่นมันเป็นปัญหาส่วนบุคคลที่สามารถพัฒนาได้แต่คนเหล่านั้นไม่ยอมไปเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ยอมไปไหนๆแบบไม่รู้ภาษา รวมทั้งการไปหาหมอ ต้องขอให้เพื่อนไปด้วยซึ่งเพื่อนก็ไม่ว่างพาไปตลอด

งานทุกงานต้องมีทักษะ ไม่ว่าจะพนักงานเสิร์ฟ คนทำอาหาร หรือแม้แต่คนล้างจาน เวลาทำผิดก็เถียงไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือรับผิด ขอโทษ สำนึกผิด และปรับปรุงตัวเองให้ดีให้เก่งขึ้น

การปรับตัวที่ยากและลำบากที่สุดคงจะเป็นการปรับตัวให้เข้ากับคนไทยด้วยกันเอง เพราะหลายๆคนต่างคนที่มาต่างก็คิดว่าตัวเองดีและเกเก่งที่สุด ไม่ยอมกัน หลายคนมีความคิดค่อนข้างลบ ขี้อิจฉา หลายคนชอบกดขี่คนมาใหม่ๆ และหลายคนชอบเอาเปรียบคนมาใหม่ เพราะคิดว่าเขาไม่รู้กฎหมาย ต่างทิ้งความอ่อนน้อมถ่อมตัว ถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่นั่นก็เป็นเพียงคนบางกลุ่มซึ่งหากเราเดินหลงเข้าไปแล้วเจอคนเห็นแก่ตัว คนไม่ดี จะเจอคนแบบเดียวกันในที่แห่งนั้น พอเราไปในสังคมที่คนจิตใจดีก็ดีกันหมดเลย สังคมไทยดีดีน่ารักยังคงมีให้เห็นอยู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก

การคบเพื่อนต้องเลือกและระวังตัวมากๆค่ะ

ลักษณะนิสัยคืออะไรของคนอเมริกาโดยทั่วไปแล้วคนในอเมริกาชอบทำอะไร และคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายอเมริกาเป็นอย่างไร(บุคลิกลักษณะ) ผู้หญิงอเมริกาเป็นอย่างไรและครอบครัวของคนอเมริกาเป็นอย่างไร

คนอเมริกันนั้นหลากหลายค่ะ แล้วแต่สังคมที่เขาเติบโต แต่สิ่งที่มีเหมือนๆกันเท่าที่พบเจอมาก็จะเป็นเรื่องของความเป็นกันเอง ไม่ถือตัว ไม่ซับซ้อน เปิดเผย ตรงไปตรงมา

หากพูดถึงบุคลิกลักษณะก็หลากหลายอีกเช่นกัน มีตั้งแต่หนุ่มเซอร์ ไปจนถึงเป๊ะไม่มีที่ติ คงมาจากวิถีชีวิต การงาน และสังคม

เพื่อนๆผู้ชายที่ดิฉันรู้จักส่วนใหญ่จะเป็นหนุ่มวัยทำงานที่เป็น Professional การแต่งตัวจะออกแนวเรียบ หรู รูปร่างดีเพราะออกกำลังกายเยอะ หนุ่มๆเหล่านี้มีความภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองมาก วางตัวดี กลุ่มวัยรุ่นจะไม่เน้นความเนี๊ยบ การแต่งตัวค่อนข้างสบายๆ รูปร่างหน้าตาส่วนใหญ่แลสุขภาพดี

ผู้หญิงนิวยอร์คส่วนใหญ่จะสวยสุขภาพดี เน้นรูปร่างนักกีฬา ออกกำลังกาย ไม่นิยมผอมบอบบางแบบคนเอเชีย การแต่งกายจะแล้วแต่ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อออกนอกบ้านไปทำงานส่วนใหญ่จะแต่งตัวดูดีหากทำงานออฟฟิศ เนื่องจากนิวยอร์คเป็นเมืองแฟชั่น คนส่วนใหญ่ในเกาะแมนฮัตตันจะแต่งตัวสวยมากๆ แต่จะมีแต่งตัวแปลกๆแบบตุ๊กตาบ้าง มีความเป็นตัวเองสูง ไม่ขี้อาย กล้าแสดงออก หากไม่ใช่เวลาทำงานก็แต่งตัวสบายๆ กางเกงผ้ายืด เสื้อยืด รองเท้ากีฬา

คนในชนบทจะดูสุขภาพดีตามวัย การแต่งตัวจะเรียบร้อยตามวัย ไม่ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น ยกเว้นเวลาไปทะเล

ครอบครัวคนอเมริกันคล้ายๆกับครอบครัวคนไทย จะให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก แต่จะไม่ทำตัวเป็นภาระต่อกัน การที่ทุกคนสามารถมีอาชีพที่ดี มีรายได้ที่ดีนั้นสำคัญมาก พ่อ-แม่ทุกบ้านจะปลูกฝังให้ลูกๆรักความก้าวหน้า

สังคมคนรวยบางครอบครัวจะมีระบบกงสี ที่เรียกว่า trusty เช่น ชาวยิวที่มีเงินให้ลูกหลานใช้แบบไม่ต้องทำงาน ให้เงินเดือนเป็นรายเดือน ลูกหลานบางคนเอาเงินไปต่อยอด และหลายคนเสียอนาคตไปกับความฟุ้งเฟ้อ เสพยา

สังคมชนชั้นกลางหลายครอบครัวก็ส่งเสียลูกๆเรียนจนจบปริญญาตรี จากนั้นลูกๆก็ไปทำงานเลี้ยงตัวเอง แต่พ่อแม่จะปล่อยให้เด็กคิดและวางแผนชีวิตตัวเอง จะไม่กำหนดหรือตั้งกรอบให้ลูกทำตามที่ตัวเองเห็นสมควร อยากเรียนอะไร อยากทำอะไร เด็กๆมีอิสระเสรีในการตัดสินใจเต็มที่ รวมถึงการมีแฟน พ่อ-แม่จะทำเพียงการสอนให้เด็กรู้จักป้องกันเพื่อที่จะไม่ท้องก่อนวัยอันควร หรือ ไปทำใครท้องก่อนวัยอันควร
เมื่อเรียนจบแล้วก็ไปหางานทำ พ่อ-แม่จะเลิกให้เงิน และให้ลูกๆไปหาประสบการณ์ชีวิต เรียนรู้ชีวิตเอง เลี้ยงดูตัวเอง

ส่วนสังคมคนรายได้ต่ำเด็กๆทำงานช่วยที่บ้าน บ้างก็ออกไปทำงานระหว่างเรียน หรือ ช่วงปิดเทอมเพื่อหารายได้เสริม เด็กๆหลายคนสมัครเป็นทหารเพื่อที่จะสามารถเพิ่มโอกาสให้ตัวเองทางด้านการศึกษาเรื่องจากทหารอเมริกันได้สิทธิประโยชน์มากมาย ทำให้พวกเขาไม่ต้องกู้ยืมเงินเพื่อการเรียน แต่ก็มีหลายๆคนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา หลายคนก็ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟและเรียนหนังสือไปด้วย

ทุกช่วงเทศกาลลูกๆจะกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อ-แม่ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ และบางครอบครัวพ่อ-แม่เดินทางไปหาลูก แล้วแต่จะตกลงกัน

เมื่อพ่อ-แม่เมื่อแก่ตัวต่างก็ทำพินัยกรรมยกสมบัติให้ลูกบ้าง บางคนก็ยกสมบัติที่เหลือให้กับรัฐบาล และอีกหลายๆคนขายบ้านเอาเงินมาท่องเที่ยว หรือ สำรองไว้ใช้ยามเกษียณ โดยหาซื้อบ้านหรือเช่าบ้านตามชนบทในรัฐที่มีภาษีต่ำๆจะได้ไม่แบกรับภาระด้านภาษี มีเงินเหลือกินเหลือใช้มากขึ้น

พ่อ-แม่วัยชราส่วนใหญ่จะไม่ให้ลูกเลี้ยงดูเนื่องจากต้องการให้บูกได้ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ไม่อยากเป็นภาระของลูกๆ อีกทั้งต่างมีเงินเก็บและได้รับเงินชดเชยหลังจากอายุ 62 และหากรอจนอายุ 67ปีจะได้เงินรายเดือนมากขึ้น จึงมีคุณภาพชีวิตที่ค่อนข้างดีแม้ไม่ได้ทำงานแล้ว

ค่าครองชีพที่อเมริกา เป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพในอเมริกาสอดคล้องกับรายได้ คือรายได้หาได้มากกว่าค่าใช้จ่าย

3 สิ่งที่แพงมากคือ
1. ค่ารักษาพยาบาล ขนาดมีประกันสุขภาพยังรู้สึกเหมือนโดนปล้นทุกครั้งที่ป่วย
2. บ้าน การซื้อบ้านหลังจากปัญหา Subprime ในปี 2008 ทำให้มีการเคร่งครัดเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ ราคาบ้านสูงขึ้นทุกวัน หลายคนไม่สามารถซื้อบ้านได้
3. ค่าโรงแรม ค่าโรงแรมต่อคืนในสหรัฐอเมริกาแพงมาก โรงแรม5ดาว ตกคืนละ $300 ขึ้นไป ไปพักต้องเสียค่าที่จอดรถ ค่าอินเตอร์เน็ต ไม่มีอาหารเช้าให้บริการ โรงแรม 2-3 ดาว ค่าห้องพักต่อคืนมากกว่า $150 แม้จะมีอาหารเช้าให้ มีฟรีอินเตอร์เน็ต และที่จอดรถ แต่ห้องพักไม่น่านอนเลยค่ะ

3 สิ่งที่เหมาะสมกับราคา
1. เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ตามเอ๊าเล็ทต่างๆ ราคาไม่ขายเกินราคาที่ควรจะเป็น
2. รถยนต์ เมื่อเทียบกับรายได้ ก็สามารถรถยนต์ดีดีได้สบายๆ
3. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

ข้อดีข้อเสนอ 3 ข้อในการใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อเสนอของการใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาครับ

ข้อดีในการอยู่ในอเมริกา
1. กฎหมายแรง เอาผิดจริงทำให้ คนส่วนใหญ่มีระเบียบวินัย เคร่งครัด ไม่แหกกฎ เคารพสิทธิของผู้อื่น ตรงไป-ตรงมา
2. มีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จในชีวิตสูง หากคุณสู้ ขยัน อดออม หมั่นพัฒนาตัวเอง
3. ประเทศใหญ่ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และภูมิประเทศ ที่น่าสนใจ ไปได้ทุกที่ แม้บนภูเขาก็มีถนนเข้าถึง

ข้อเสียของการใช้ชีวิตในอเมริกา
1. งานทุกอย่างตัองมีใบประกอบวิชาชีพ แม้การทำเล็บ
2. คนค่อนข้างเป็นปัจเจค ขอความร่วมมือยาก เพราะคิดว่ามันคือสิทธิของตน เช่น คนกลุ่ม hillbilly ไม่ยอมฉีดวัคซีนทำให้คนติดโรคระบาดยังสูงอยู่
3. ยังคงมีคนที่เหยียดสีผิว เหยียดชาติกำเนิดของคนอยู่จำนวนมาก

ในความคิดของคุณ อะไรคือปัญหาที่มีขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักชาวไทยกับชาวอเมริกา

คนไทยใส่กรอบความกตัญญูให้ลูกๆแบบผิดๆ เช่น เมื่อลูกเติบโตต้องตอบแทนบุญคุณพ่อ-แม่ เลี้ยงดูยามแก่เฒ่า

การดูแลพ่อ-แม่ จะต่างกัน คนไทยส่วนใหญ่ทำงานหาเงินได้แล้วส่งเงินให้พ่อ-แม่ที่เมืองไทย มีคนไทยจำนวนมากหาเงินได้ก็ส่งให้ พี่ น้อง และลูกหลาน ประหนึ่งพวกเขาเหล่านั้นเป็นลูกตัวเอง

ชาวต่างชาติไม่ให้เงินกัน ไม่มีส่งเงินให้พ่อ-แม่ ไม่มีการบอกตอบแทนค่าน้ำนม มีเพียงพ่อ-แม่ ที่ส่งเสียเลี้ยงดูลูกให้เติบโตแล้วปล่อยให้ลูกไปมีชีวิตของตัวเองในวัยอันควร

ความแตกต่างนี้ทำให้ต่างชาติรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมกับความรัก รู้สึกว่าชาวไทยเห็นแก่ตัว ทำตัวเหมือนเอาแต่ได้บ้าง ไม่โตบ้าง

ตั้งแต่ที่คุณย้ายจากประเทศไทยมาอยู่ที่ประเทศอเมริกาครั้งแรกมีวัฒนธรรมหรือการปฏิบัติอย่างใดของชาวอเมริกาบ้างครับที่คุณรู้สึกประหลาดใจ ( cultural shock ) ช่วยบอกผมมาอย่างน้อยสัก3 ข้อ

1. การทานอาหาร ต่างชาติจะเอาอาหารใส่จานจานเดียว ไม่แบ่งกันทานเหมือนที่ไทย รวมทั้งเทศกาล จะได้จานใครจานมันและตักทุกอย่างมาไว้ในจานตัวเองในปริมาณที่พอดีอิ่ม
2. เวลาไปบ้านต่างชาติ หลายหลัง เจ้าบ้านจะพาเดินดูบ้านทุกห้อง รวมทั้งห้องนอนด้วย ประตูบ้านทุกบานเปิดไว้หมด เมืองไทยจะไม่ให้คนเข้าห้องนอนเพราะถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว
3. ฝรั่งไม่เดินก้มตัวเวลาเดินผ่านคน แต่เดินยืดตัวตรงแบบสุดๆ

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ในต่างประเทศ /ประเทศอเมริกาจะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

-คนที่ไปอาศัยมีความเป็นอยู่ดีขึ้นจริงแต่เป็นคนบางส่วนเท่านั้น การที่จะอยู่ต่างประเทศได้อย่างสง่างามต้องมีความรู้ สังเกต และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอๆ เพราะยังมีคนไทยหลายๆคนที่ย้ายไปต่างประเทศแล้วไม่มีอะไรเลย

หลายคนย้ายไปต่างประเทศนับสิบปี แต่ยังคงทำงานเป็นลูกจ้างใช้แรงงานในโรงงานหรือร้านอาหารไทย และหลายคนแต่งงานตามสามีไปต่างประเทศและอยู่ใต้อาณัติสามี โดนทำร้ายร่างกาย แต่ไม่รู้จะเอาตัวเองออกมาจากสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างไร ทำได้เพียงก้มหน้ารับกรรม กรรมที่ไม่ยอมศึกษาข้อมูล หาความรู้ให้ตัวเอง หลายคนไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนเลย

สิ่งที่ต้องรู้อันดับแรกเลยคือภาษาอังกฤษ เนื่องจากต้องใช้ภาษาในการสื่อสารทั้งการทำงาน การเดินทาง ยามเจ็บป่วย การเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง หรือการร้องเรียนเพื่อความเป็นธรรมให้ตัวเองได้

สิ่งที่ต้องรู้อันดับสอง คือ กฎหมายของประเทศที่คุณไปอยู่ อย่างน้อยๆจะได้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะยากการโกง การเอาเปรียบ การใช้ความรุนแรง

สิ่งที่ต้องระวังตัวคือการไว้ใจคน อย่าไว้ใจใครนอกจากตัวเอง ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท

คุณ Em สะใภ้ฟลอริด้า

ปัจจุบันกำลังเริ่มทำยูทูปค่ะ กับเพจทางเฟซบุ๊ค ยูทูปชื่อช่อง สะใภ้ฟลอริด้า Saphaiflorida จะพูดคุยเรื่องทั่วไป ประสบการณ์การทำงาน การท่องเที่ยว การเป็นอยู่ในฟลอริด้า หากสนใจติดตามชีวิตต่างแดนก็แวะชมและฝากติดตามด้วยค่ะ

Facebook: สะใภ้ฟลอริด้า

Youtube: สะใภ้ฟลอริด้า Saphaiflorida

 

เพิ่มเติม

ชีวิตความเป็นอยู่ในสหรัฐอเมริกา บทสัมภาษณ์น่าอ่านจากคนไทย

 

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

2 thoughts on “การศึกษาคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s