เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 60

บทเรียน

นักเขียนรับเชิญคนพิเศษ – คุณ สรินยา วิทยาอารีย์กุล (ครูยา)

เรียนภาษาอิตาลี

เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 60

สวัสดีค่ะ ในวิดีโอที่ 39 นี้ ครูเวโรนิค่าจะสอนเรื่องการใช้ c’era และ non c’era ในรูปแบบ imperfetto ค่ะ
กดที่ลิ้งค์นี้แล้วไปดูวิดีโอกันเลยค่ะ ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ค่อยกลับมาดูคำแปลทีหลังค่ะ

Lezione 39
บทที่ 39
– Ciao a tutti!
สวัสดีค่ะทุกคน!
– Come state?
พวกเธอเป็นอย่างไรกันบ้างคะ
– Io oggi sto bene!
วันนี้ฉันสบายดีค่ะ!
– Sì, sono a casa in relax, tra riviste e siti web.
ใช่ค่ะ ฉันพักผ่อนอยู่ที่บ้านค่ะ ก็ดูนิตยสารและเว็บไซต์ต่างๆ อยู่ค่ะ
– Oggi sono in vena di gossip.
วันนี้ฉันอยู่ในอารมณ์อยากนินทาค่ะ
– Sì, noi italiani siamo un po’ pettegoli, ci piacciono i pettegolezzi.
ใช่ค่ะ พวกเราชาวอิตาลีชอบซุบซิบนินทากันนิดหน่อยค่ะ พวกเราชอบเรื่องการซุบซิบนินทาค่ะ
– E voi come state?
และพวกเธอเป็นอย่างไรกันบ้างคะ
– Io allora vi devo chiedere un favore ragazzi.
เอาหล่ะค่ะ ฉันต้องขอความช่วยเหลือจากพวกเธอ เพื่อนๆ คะ
– Vi racconto.
ฉันจะเล่าให้พวกเธอฟังนะคะ
– Siccome oggi sto bene, ma ieri purtroppo avevo la febbre, non stavo bene e mi sono persa una bellissima festa, accidenti!!!
คือว่าวันนี้ฉันสบายดี แต่ว่าน่าเสียดายเมื่อวานฉันมีไข้ ตอนนั้นฉันไม่สบาย และฉันก็ได้พลาดงานเลี้ยงฉลองที่สวยงาม ให้ตายเถอะค่ะ!!!
– Era una bellissima festa che organizzavamo già da tempo, ma avevo la febbre e non sono potuta andare, peccato!
มันเป็นงานเลี้ยงฉลองที่สวยงาม ที่พวกเราได้จัดวางแผนขึ้นเมื่อนานมาแล้ว แต่ว่าฉันดันมีไข้ซะนี่ และฉันก็ไปร่วมงานไม่ได้ น่าเสียดายจริงๆ ค่ะ!
– Voi vi chiedete, ma qual è il favore?
พวกเธออาจจะถามกันว่า แล้วความช่วยเหลือ มันเรื่องอะไรคะ
– Allora, posso per favore, sì lo so che è ora di lezione, chiamare la mia amica, la mia amica Laura per chiederle chi c’era alla festa, che cosa c’era da mangiare, che cosa successo.
เอาหล่ะค่ะ ฉันขอความกรุณาตอนนี้ได้ไหมคะ ใช่ค่ะ ฉันรู้ค่ะ ว่าตอนนี้มันเป็นชั่วโมงเรียน เดี๋ยวโทรไปหาเพื่อนสาวของฉัน เพื่อนสาวของฉันชื่อลาอูระ ก็เพื่อถามเขาว่า ตอนนั้นมีใครไปในงานเลี้ยงฉลองนั้นบ้าง ตอนนั้นมีของกินอะไรบ้าง แล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้างค่ะ
– Sì lo so, io non ce la faccio più, ve l’ho detto sono un po’ pettegola.
ใช่ค่ะ ฉันรู้ค่ะ ฉันทนไม่ได้แล้วค่ะ ฉันบอกพวกเธอไปแล้ว ว่าฉันเป็นคนขี้ซุบซิบนินทานิดหน่อยค่ะ
– “Chi c’era? Che cosa c’era?” è il titolo della 39esima lezione del corso One World Italiano video.
“ตอนนั้นมีใครบ้าง ตอนนั้นมีอะไรบ้าง” คือชื่อเรื่องของบทเรียนที่ 39 ของหลักสูตร One World Italiano video ค่ะ
– Ma che cosa impariamo oggi?
ว่าแต่ว่าวันนี้พวกเราจะมาเรียนเรื่องอะไรกันดีคะ
– Allora, prima di tutto impariamo a spettegolare.
เอาหล่ะค่ะ อย่างแรกเลยนะคะ พวกเรามาเรียนรู้เรื่องการซุบซิบนินทากันค่ะ
– A parlare di eventi passati, a raccontare chi c’era in tali situazioni, quindi parliamo sempre al passato.
เกี่ยวกับการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต เกี่ยวกับการเล่าเรื่องว่าตอนนั้นมีใครบ้างในสถานการณ์นั้น ดังนั้น พวกเราก็จะพูดถึงเรื่องอดีตกันเช่นเคยค่ะ
– Però diciamo, in determinati eventi e situazioni.
แต่ก็พูดได้ว่า ในเหตุการณ์ที่เฉพาะเจาะจงและในสถานการณ์ต่างๆ ค่ะ
– Adesso vediamo.
ตอนนี้พวกเรามาดูกันค่ะ
– E poi tante parole ed espressioni nuove.
และก็เรียนคำศัพท์มากมาย และวิธีการพูดแบบใหม่ๆ ด้วยค่ะ
– Allora, sì, sì, grazie sapevo che mi avreste fatto questo favore.
เอาหล่ะค่ะ ใช่ค่ะ ใช่ ขอบคุณค่ะ ฉันรู้อยู่แล้วค่ะ ว่าพวกเธอน่าจะช่วยฉัน
– Io non ce la faccio più, voglio sapere che cosa è successo.
ฉันทนไม่ไหวแล้วค่ะ ฉันอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างค่ะ
– Chi c’era, chi non c’era, tutto quanto.
ตอนนั้นมีใครและไม่มีใครบ้าง ทั้งหมดทั้งมวลเลยค่ะ
– Che cosa hanno mangiato, bevuto ecc.
พวกเขาได้กินอะไรไป และดื่มอะไรไปบ้าง เป็นต้นค่ะ
– Grazie grazie.
ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ
– Dai, farò tutto molto velocemente.
เอาหล่ะ ฉันจะทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็วค่ะ
– Grazie mille.
ขอบคุณมากๆ ค่ะ
– Adesso chiamo.
ตอนนี้ฉันจะโทรละนะคะ
– Pronto? Ciao Lau, come stai?
ฮัลโหล สวัสดีลาอู เธอเป็นอย่างไรบ้าง
– Ah… bene bene, grazie!
อ่า… ดีค่ะ สบายดี ขอบคุณค่ะ!
– Sì sì, oggi accidenti sto bene.
ใช่ค่ะ ใช่ วันนี้ให้ตายเถอะ ฉันสบายดี
– Potevo stare bene ieri.
เมื่อวานฉันน่าจะสบายดี
– Purtroppo, la vita.
น่าเสียดาย เฮ้อ ชีวิตนี้
– Eh va bene, ti disturbo?
เฮ้อ ไม่เป็นไร ฉันรบกวนเธอไหมจ๊ะ
– Ah meno male. Ok.
อ้า ค่อยยังชั่วหน่อย โอเค
– Ascolta dimmi tutto.
ฟังนะ บอกฉันมาให้หมดเลยนะ

Dimmi tutto, raccotami tutto.
บอกฉันมาให้หมดเลยนะ เล่าให้ฉันฟังให้หมดเลยนะ
– Che cosa è successo?
มันเกิดอะไรขึ้นบ้างเหรอ
– Chi c’era?
ตอนนั้นมีใครบ้างอ่ะ
– Che cosa c’era da mangiare?
ตอนนั้นมีของกินอะไรบ้างจ๊ะ
– Da bere?
แล้วเครื่องดื่มหล่ะ
– Dai dai, raccontami, raccontami.
นะ นะ เล่าให้ฉันฟัง เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ
– Allora, ah… davvero?
เอาหล่ะค่ะ อ่า… จริงเหรอ
– Oh… no, quindi mi sono persa una festa bellissima? Accidenti.
โอ้ว… ไม่นะ ดังนั้นฉันพลาดงานเลี้ยงฉลองที่สวยงามใช่ไหม ให้ตายเถอะ
– Ma op… ah… davvero.
แต่… อุ๊บ… อ่า… จริงเหรอ
– Di solito le serate, le serate a cui partecipo sono sempre noiose, per una volta che sto male, accidenti!
ปกติแล้วงานเลี้ยงตอนเย็นต่างๆ ที่ฉันไปร่วมด้วย มันจะน่าเบื่อตลอดเลย แต่มีครั้งนึงเท่านั้นที่ฉันไม่สบาย ให้ตายเถอะ!
– Mi perdo una festa bellissima.
ฉันพลาดงานเลี้ยงฉลองที่สวยงามซะงั้น
– Oh, c’era tanto da bere, da mangiare.
โอ้ว ตอนนั้นมีเครื่องดื่มมากมาย ของกินด้วย
– Omm… eh… va beh, è così.
อืมม… เฮ้อ… ช่างเถอะ มันก็เป็นแบบนี้อ่ะ
– Chi c’era?
ตอนนั้นมีใครบ้างจ๊ะ
– Ah… davvero?
อ่า… จริงเหรอ
– Eleonora e Giovanni c’erano?
เอเลโอโนระและจิโอวานนิพวกเขาไปด้วยไหม
– Ah… come mai non c’erano?
อ้า… เป็นไปได้อย่างไรที่ตอนนั้นพวกเขาไม่ไป
– Ah, ho capito.
ค่ะ ฉันเข้าใจละ
– E tua sorella c’era?
และพี่สาวหรือน้องสาวของเธอไปด้วยไหม
– Ah sì, ok, ho capito.
จ๊ะ ใช่ โอเค ฉันเข้าใจละ
– E Alessandra?
แล้วอาเลสสานดระหล่ะ
– Ah… Alessandra non c’era.
อ่า… อาเลสสานดระตอนนั้นไม่ได้ไป
– Ascolta, ascolta, ma Marco c’era?
ฟังนะ ฟังนะ แล้วมารโคะไปไหม
– Ah sì? Era con quella li. Om!
อ้า จริงเหรอ ตอนนั้นเขาอยู่กับสาวคนนั้นเหรอ อืม!
– Lei è bruttina, adesso non per essere invidiosa, ma secondo me lei è bruttina.
หล่อนขี้เหล่หน่อยๆ ไม่ใช่เพราะอิจฉานะ แต่สำหรับฉันแล้ว หล่อนขี้เหล่นิดนึงอ่ะ
– Che cosa ci fa lui con una così?
เขาไปทำอะไรกับสาวแบบนี้อ่ะ
– Ma va beh.
แต่ว่า ช่างเถอะ
– Quindi era con lei.
ดังนั้น ตอนนั้นเขาอยู่กับหล่อน
– Ah ok, ho capito.
อ่า โอเค ฉันเข้าใจแล้ว
– E Claudio c’era?
แล้วคลาอูดิโอะ ตอนนั้นอยู่ไหม
– Ah… davvero? Oddio!
อ่า… จริงเหรอนี้ โอ้พระเจ้า!
– Scommetto che mentre gli parlavi lui guardava tutto l’ora lo smartphone e non ti ascoltava per niente.
ฉันพนันได้เลยว่า ในขณะที่เธอพูดกับเขาอยู่ เขาก็ดูสมาร์ทโฟนตลอดเวลา และเขาก็ไม่ฟังเธอสักนิดเลย
– E beh sì, è lui.
ก็ใช่นะ นั่นคือเขาเลยอ่ะ
– Non cambia mai.
เขาไม่เคยเปลี่ยนเลย
– E va beh, che tipo!
ช่างเถอะ เขาก็เป็นคนแบบนี้อ่ะ!
– Ah davvero? C’era anche Ale
อ่า จริงเหรอ ตอนนั้นอาเล่ก็อยู่ด้วยเหรอ
– E come mai?
ทำไมหล่ะ
– Ma eh… le nostre feste non sono… om… lui dice che le nostre feste non sono abbastanza chic per i suoi gusti. Bà!
แต่ว่า เออ… งานเลี้ยงฉลองของพวกเราไม่… อืม… เขาบอกว่างานเลี้ยงฉลองของพวกเราไม่เก๋ไก๋พอสำหรับรสนิยมของเขา แหม๋ๆๆ!
– E che cosa ci faceva?
แล้วตอนนั้นเขาทำอะไรเหรอ
– Om… non lo so.
อืม… ฉันก็ไม่รู้นะ
– Sì, hai ragione, allora, ti do ragione.
ใช่ เธอพูดถูก เอาหล่ะ ฉันเห็นด้วยกับเธอจ๊ะ
– È figo.
เขาเป็นคนเท่ห์นะ
– Sì, è un bel ragazzo, lo ammetto.
ใช่ค่ะ เขาเป็นคนหล่อ ฉันยอมรับเลย
– Ma non mi piace come persona, mi dispiace.
แต่ว่าฉันไม่ชอบคนนิสัยแบบนี้ ขอโทษนะ
– Non mi va, non mi va a genio. No, no.
สำหรับฉันไม่ได้อ่ะ ไม่อยากจะคิดเลยค่ะ
– Si da troppe arie.
เขาดูเชิดหยิ่งเกินไป
– È per questo.
นี่มันคือเหตุผลค่ะ
– Pensa di essere chissà chi.
เขาคงคิดว่าเขาใหญ่โตมาจากไหนอะนะ
– Ah, ho capito.
อ่า ฉันเข้าใจแล้วจ้า
– Guarda ascolta, sì ok ti piace, è figo, è bello, è una persona quando vuole essere interessante, sì, lavora tanto, ha tante prospettive per il futuro, em… però, però si da troppo arie.
ดูนะ ฟังนะ ใช่ โอเค เธอชอบเขา เขาเท่ห์และหล่อ เขาเป็นคนที่ต้องการความสนใจ ใช่ เขาพยายามอย่างมาก เขามีเป้าหมายสำหรับอนาคตมากมาย อืม… แต่ว่าๆ เขาเป็นคนเท้าไม่ติดดินอะค่ะ
– Guarda, non vale la pena correre dietro ad uno come lui.
ดูนะ มันไม่คุ้มที่จะวิ่งตามหลังคนแบบเขาอะจ้า
– Eh va beh.
อืม ช่างเถอะ

– Pensa che l’ho visto, l’ho visto l’altro giorno, eh… alle 10, l’altro giorno in piazza Yenne, alle 10 del mattino lui era già in giacca e cravatta.
คิดดูนะ ฉันเห็นเขา ฉันเห็นเขาเมื่อวันก่อน เออ… ตอน 10 โมง วันก่อนในลานกว้างเยนเน่ ตอน 10 โมงเช้าตอนนั้นเขาก็อยู่ในชุดสูทและเน็คไทแล้วอ่ะ
– Iperattivo, e correva già da una parte all’altra della città.
สมาธิสั้น อยู่นิ่งไม่ได้ และตอนนั้นเขาก็ได้วิ่งจากที่นึงไปยังที่นึงของเมืองแล้วค่ะ
– Io avevo… io alle 10 avevo appena iniziato la mia giornata, ero al bar, in relax. Oddio. Ah, Ah.
ตอนนั้นฉัน… ตอน 10 โมงนั้น ฉันเพิ่งจะได้เริ่มวันของฉัน ตอนนั้นฉันอยู่ในบาร์ กำลังผ่อนคลาย โอ้คุณพระ อ้าๆ
– E pensa che il giorno precedente io alle 10 dormivo ancora.
แล้วคิดดูนะ เมื่อวันก่อน ตอน 10 โมง ฉันยังนอนอยู่เลยอ่ะ
– Sì, quando vedo queste persone così iperattive mi sento un po’ in colpa.
ใช่ เมื่อไหร่ที่ฉันเห็นคนพวกนี้ ไฮเปอร์แบบนี้ ฉันรู้สึกผิดนิดหน่อยค่ะ
– Però va beh, è così.
แต่ว่า ช่างเถอะ มันก็เป็นแบบนี้หล่ะค่ะ
– Ok, ho capito.
โอเค ฉันเข้าใจแล้ว
– Va bene, sì sì sì, ok.
โอเค ใช่ๆ ใช่ โอเค
– E quindi dai è stata una bellissima festa.
และดังนั้น เอาหล่ะ มันก็เป็นงานเลี้ยงฉลองที่สวยงาม
– Pazienza, se stavo male che cosa, che cosa dovevo fare?
ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าตอนนั้นฉันไม่สบาย แล้วจะทำยังไงได้หล่ะคะ
– Ah, ho capito.
อ่า ฉันเข้าใจแล้ว
– Dai, la prossima volta cercherò di riguardami starò più attenta. Così.
เอาหล่ะ ครั้งหน้าฉันจะจะพยายามดูแลตัวเอง ฉันจะระวังให้มากขึ้น เอาแบบนี้ค่ะ
– Ascolta Lau, io, sì, parliamo un’altra volta.
ฟังนะลาอู ฉัน ใช่ พวกเราคุยกันใหม่ครั้งหน้านะ
– Io ti lascio perché in teoria non dovrei parlare con te al telefono, ma e che non ce la facevo più, volevo sapere tutto quanto.
แค่นี้นะ เพราะว่าจริงๆ แล้ว ฉันไม่ควรคุยโทรศัพท์กับเธอ แต่ว่าตอนนั้นฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันอยากจะรู้เรื่องราวทั้งหมดอ่ะ
– Ti lascio perché sono nel mezzo di una lezione.
แค่นี้นะ เพราะว่าฉันกำลังสอนอยู่อ่ะ
– Sì, non dovrei stare al telefono ma ero troppo curiosa.
ใช่ ฉันไม่ควรคุยโทรศัพท์ แต่ว่าตอนนั้นฉันอยากรู้อยากเห็นมากๆ อ่ะจ้า
– Dai dai, ci sentiamo presto, un bacione.
เอาหล่ะๆ แล้วพวกเราค่อยมาคุยกันใหม่เร็วๆ นี้นะ จุ๊บๆ
– Ciao ciao, salutami tutti. Ciao!
บ๊ายบายๆ สวัสดีทุกๆ คนแทนฉันด้วยนะ บ๊ายบาย!
– Grazie grazie ragazzi, finalmente so tutto.
ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะเพื่อนๆ ในที่สุด ฉันก็ได้รู้เรื่องทั้งหมดแล้วค่ะ
– Eh… io sono pettegola, ve l’ho detto.
ค่ะ… ฉันเป็นคนขี้นินทาค่ะ ฉันได้บอกมันกับพวกเธอไปแล้วนะคะ
– Volevo sapere cos’è successo, chi c’era, chi non c’era ecc…
ตอนนั้นฉันอยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนนั้นมีใครบ้าง ตอนนั้นไม่มีใครบ้าง อะไรแบบนี้อ่ะค่ะ
– E abbiamo anche imparato qualche cosa dai.
แล้วพวกเราก็ได้เรียนอะไรบางอย่างด้วยค่ะ เอาหน่ะ
– È che cosa?
มันคืออะไรคะ
– Allora prima di tutto a spettegolare.
เอาหล่ะ อย่างแรกเลยเรื่องการซุบซิบนินทาค่ะ
– E… seconda cosa a raccontare eventi passati.
และ… อย่างที่สองก็เรื่องการเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตค่ะ
– Allora, rivedete prima di tutto, vi faccio vedere la lezione 38.
เอาหล่ะ ก่อนอื่นพวกเธอไปดูซ้ำนะคะ ฉันจะโชว์ให้พวกเธอดูบทเรียนที่ 38 นะคะ
– La scorsa lezione.
บทเรียนที่เพิ่งผ่านไปนี้เองค่ะ
– Dove ho introdotto l’imperfetto.
ที่ฉันได้พูดถึงเรื่อง l’imperfetto ช่วงเวลาที่ทำเป็นประจำในอดีตอ่ะค่ะ
– Infatti oggi parliamo al passato utilizzando l’imperfetto.
ด้วยเหตุนี้ไงคะ วันนี้พวกเราก็จะมาพูดถึงเรื่องอดีต ในช่วงเวลา l’imperfetto กันค่ะ
– Però l’utilizziamo in un’altro modo.
แต่ว่า พวกเราก็ได้ใช้มันในรูปแบบอื่นค่ะ
– Vediamo altri usi dell’imperfetto.
พวกเรามาดูการใช้งานอื่นๆ ของ l’imperfetto กันค่ะ
– Allora per esempio.
เอาหล่ะค่ะ ตัวอย่างเช่น
– Prima di tutto, vi ricordate nelle prime lezioni?
อย่างแรกเลยนะคะ พวกเธอจำพวกบทเรียนก่อนหน้านี้กันได้ไหมคะ

– Una delle prime cose che vi ho insegnato è dire chi c’è, chi non c’è, che cosa c’è, che cosa non c’è.
หนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่ฉันได้สอนพวกเธอไปแล้ว คือการพูดว่ามีใครบ้าง ไม่มีใครบ้าง มีอะไรบ้าง ไม่มีอะไรในปัจจุบันบ้างค่ะ
– C’è e ci sono. Ok?
มีอย่างเดียวและมีหลายอย่าง โอเคไหมคะ
– Per esempio c’è il telefono.
ตัวอย่างเช่น มีโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง
– Su questo tavolo c’è il telefono, singolare.
บนโต๊ะตัวนี้ มีโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง เอกพจน์ มีเครื่องเดียว
– Ci sono i pennarelli.
มีปากกาหมึกหลายแท่ง
– Quindi questo è adesso in questo momento al presente indicativo, come voi già sapete.
ดังนั้น สิ่งนี้คือตอนนี้ ในขณะนี้ ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นจริง อย่างที่พวกเธอก็รู้กันอยู่แล้วนะคะ
– Però adesso em… io volevo sapere chi c’è alla festa.
แต่ว่าตอนนี้ อืม… ฉันอยากรู้ว่าตอนนั้นมีใครมางานฉลองบ้างค่ะ
– Quindi ieri, ok?
ดังนั้น เมื่อวานนี้ โอเคนะคะ
– Chi c’era, chi non c’era.
มีใครบ้างตอนนั้น ไม่มีใครบ้างตอนนั้น
– Quindi io ho chiesto “ma c’erano Eleonora e Giovanni?”
ดังนั้น ฉันได้ถามว่า “แต่ว่า เอเลโอโนระและจิโอวานนิอยู่ไหมตอนนั้น”
– Al plurale.
ที่พหูพจน์ มีหลายคน
– E quindi questo è come utilizzare, diciamo la stessa l’identica cosa che abbiamo imparato al presente indicativo tempo fa.
และดังนั้น สิ่งนี้ พวกเราจะใช้ยังไงคะ พวกเราก็พูดได้ว่า มันเหมือนกันกับรูปแบบปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นจริง ที่พวกราได้เรียนเมื่อนานมาแล้วค่ะ
– C’è/ci sono, ma al passato.
เหมือนกันกับ มีอย่างเดียว/มีหลายอย่าง แต่ว่าอยู่ในรูปแบบอดีตค่ะ
– Ho fatto anche degli esempi.
ฉันได้ทำตัวอย่างไว้หลายแบบด้วยนะคะ
– Per esempio alla festa c’era tanta gente.
ตัวอย่างเช่น ตอนนั้นที่งานเลี้ยงฉลองมีคนเยอะมากเลยค่ะ
– Allora, il concetto è una pluralità di persona ma la gente in italiano è un sostantivo singolare.
เอาหล่ะ ความหมายคือมันเป็นรูปพหูพจน์ กลุ่มคน แต่คำว่า กลุ่มคน ในภาษาอิตาลี มันคือคำนามในรูปเอกพจน์ค่ะ
– Ricordatevi, femminile singolare.
พวกเธอจำกันไว้นะคะว่าเป็น เพศหญิง เอกพจน์ค่ะ
– Oppure c’era tanto cibo.
หรือว่า ตอนนั้นมีอาหารเยอะมาก
– Quindi chi c’era? C’era tanta gente.
ดังนั้น ตอนนั้นมีใครบ้างคะ ตอนนั้นมีคนเยอะมากค่ะ
– Ricordatevi “la gente” è un sostantivo singolare.
พวกเธอจำกันไว้นะคะว่า คำว่า “ผู้คน” คือคำนามเอกพจน์ค่ะ
– C’era tanto cibo.
ตอนนั้นมีอาหารเยอะมากเลย
– Anche il cibo l’idea è…, sapete che noi mangiamo tanto quindi l’idea è tanta roba da mangiare ma è un sostantivo maschile singolare. Ok?
คำว่า อาหาร ก็เหมือนกันค่ะ ความคิดคือ… พวกเธอรู้ไหมว่า พวกเรากินกันเยอะมาก ดังนั้น แนวความคิดก็คือ ของกินเยอะมาก แต่ว่ามันคือคำนามเพศชายเอกพจน์ค่ะ โอเคไหมคะ
– Abbiamo visto “c’erano tante persone”.
พวกเราได้เห็นไปแล้วว่า “ตอนนั้นมีผู้คนมากมาย”
– Quindi se io voglio esprimere lo stesso concetto, tanta gente e tante persone è la stessa cosa.
ดังนั้น ถ้าฉันอยากจะพูดให้มีความหมายเดียวกัน ก็ใช้สองคำนี้ได้ค่ะ กลุ่มคนเยอะมาก (เอกพจน์) และผู้คนมากมาย(พหูพจน์) มันคือแบบเดียวกันค่ะ
– Però se uso il sostantivo gente, devo usare il singolare c’era.
แต่ว่าถ้าฉันใช้คำนามคำว่า กลุ่มคน ฉันจะต้องใช้ในรูปเอกพจน์ ตอนนั้น มีแค่กลุ่มคนเดียวค่ะ
– C’era tanta gente.
ตอนนั้นมีกลุ่มคนมากมาย
– Se invece dico il sostantivo persone, la persona, le persone, c’erano tante persone, al plurale, ok?
ถ้าฉันพูดคำนามว่า ผู้คนมากมาย บุคคลคนหนึ่งคน ผู้คนหลายคน ตอนนั้นมีผู้คนมากมายหลายคน
– Quindi ho detto poi, anche alla negazione, lo possiamo aggiungere, è molto semplice come l’altra volta.
ดังนั้นฉันก็ยังได้พูดในรูปแบบปฏิเสธด้วย พวกเราก็เรียนเพิ่มได้ค่ะ มันง่ายมากเหมือนครั้งที่แล้วเลยค่ะ
– Come quando l’abbiamo visto al singolare.
ก็อย่างที่พวกเราได้เห็นในรูปเอกพจน์อ่ะค่ะ
– Per esempio c’è/non c’è.
ตัวอย่างเช่น มีอย่างเดียว/ไม่มีสักอัน
– Ci sono/non ci sono.
มีหลายอย่าง/ไม่มีหลายอย่าง
– C’era/non c’era.
ตอนนั้นมีอย่างเดียว/ตอนนั้นไม่มีสัก
อย่าง
– Per esempio, se vogliamo metterlo alla negazione, non c’era tanta gente.
ตัวอย่างเช่น ถ้าพวกเราต้องการทำให้เป็นรูปแบบปฏิเสธ ตอนนั้นไม่มีผู้คนมายมากค่ะ
– Idem, non c’erano tante persone.
เหมือนกันค่ะ ตอนนั้นไม่มีผู้คนมากมายค่ะ
– Molto semplice.
ง่ายมากค่ะ
– Quindi abbiamo imparato prima di tutto questo.
ดังนั้นพวกเราได้เรียนรู้สิ่งนี้กันไปแล้วก่อนหน้านี้นะคะ
– Abbiamo visto chi c’era, chi c’era, chi non c’era
พวกเราได้เห็นคำว่า ตอนนั้นมีใครบ้าง ตอนนั้นไม่มีใครบ้าง
– Se c’erano tante persone, ok? Benissimo!
ถ้าตอนนั้นมีผู้คนมากมาย โอเคไหมคะ เก่งมากค่ะ!

– Abbiamo visto che c’era per esempio Marco, che non c’era Alessandra, non c’erano Eleonora e Giovanni, ma c’era tante altre persone. Va bene.
พวกเราได้เห็นคำว่า ตอนนั้นมี ตัวอย่างเช่น ตอนนั้นมีมารโคะ ตอนนั้นไม่มีอาเลสสานดระ ตอนนั้นไม่มีเอเลโอโนระและจิโอวานนิ แต่ว่าตอนนั้นก็มีคนอื่นๆ มากมาย โอเคนะคะ
– E poi abbiamo visto altri usi dell’imperfetto.
แล้วพวกเราก็ได้เห็นการใช้ l’imperfetto แบบอื่นๆ ด้วยค่ะ
– Vi ricordate la volta scorsa nella lezione 38?
พวกเธอจำครั้งที่แล้วได้ไหมคะ
ในบทเรียนที่ 38 อ่ะค่ะ
– Abbiamo imparato l’uso dell’imperfetto per descrivere cose situazioni e persone al passato. Ok?
พวกเราได้เรียนเรื่องการใช้ l’imperfetto ในการอธิบายสถานการณ์ต่างๆ และคน ในรูปแบบอดีต โอเคนะคะ
– Per esempio com’eravamo noi, se era autunno, inverno, Natale, Pasqua, ecc.
ตัวอย่างเช่น ตอนนั้นพวกเราเป็นอย่างไรกันบ้าง ถ้าตอนนั้นเป็นฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว วันคริสต์มาส หรือเทศกาลอีสเตอร์ เป็นต้นค่ะ
– E poi anche abbiamo ulitizzato l’imperfetto per descrivere situazioni che si ripetevano nel tempo.
แล้วพวกเราก็ยังได้ใช้ l’imperfetto ในการอธิบายสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำซ้ำๆ ในอดีตด้วยค่ะ
– Per esempio, “io andavo in vacanza a Tortolì”.
ตัวอย่างเช่น “ตอนนั้นฉันไปเที่ยวพักผ่อนที่เมืองโตรโตลิค่ะ”
– Ogni anno, ogni estate.
ทุกๆ ปี ทุกๆ ฤดูร้อนเลยค่ะ
– Però oggi vediamo, per esempio un altro uso dell’imperfetto.
แต่ว่าวันนี้ พวกเรามาดู ตัวอย่างเช่น การใช้ l’imperfetto ในแบบอื่นกันค่ะ
– In azioni contemporanee.
ในหลายๆ เหตุการณ์ในช่วงเวลาเดียวกันค่ะ
– Che cosa significa?
มันหมายความว่าอะไรคะ
– Io ho fatto un esempio mentre ero al telefono.
ฉันได้ทำไว้ตัวอย่างนึง ตอนนั้นที่ฉันคุยโทรศัพท์อยู่ค่ะ
– Abbiamo parlato di Claudio, quel ragazzo molto taciturno, molto tranquillo, un po’ noioso, che mentre la mia amica gli parlava, lui guardava lo smartphone e non la ascoltava.
พวกเราได้พูดถึงคลาอูดิโอะ เด็กหนุ่มคนนั้นเขาขรึมมาก เงียบมาก เขาดูน่าเบื่อนิดๆ ในขณะที่ตอนนั้นเพื่อนสาวของฉันกำลังพูดอยู่กับเขา เขาก็ดูแต่โทรศัพท์และไม่ฟังหล่อนพูดเลย
– Queste sono tre azioni contemporanee, che avvengono allo stesso tempo.
เหล่านี้คือสามการกระทำ ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันค่ะ
– Quindi Laura parlava, lui guardava lo smartphone e non ascoltava. Ok?
ดังนั้น ช่วงที่ลาอูระพูดอยู่นั้น เขาก็ดูแต่โทรศัพท์ และไม่ฟังหล่อนเลย ตกลงไหมคะ
– Ho fatto un altro esempio alla lavagna.
ฉันได้ทำอีกตัวอย่างนึงไว้ที่กระดานดำค่ะ
– Mentre mangiavo, guardavo la tv.
ในขณะที่ตอนนั้นฉันกำลังกินอยู่ ฉันก็ดูทีวีไปด้วยค่ะ
– Sì, so che è un’abitudine non bellissima però se sono da sola è così.
ค่ะ ฉันรู้ค่ะว่ามันเป็นนิสัยที่ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ถ้าฉันอยู่คนเดียวมันก็เป็นแบบนี้หล่ะค่ะ
– Mente mangiavo guardavo la tv, quindi uso l’imperfetto due volte perché sono due azioni, ecco estese nel tempo che accadono contemporaneamente.
ในขณะที่ตอนนั้นฉันกินอยู่ ฉันก็ดูทีวีไปด้วย ดังนั้นฉันใช้ l’imperfetto สองครั้ง เพราะว่ามันเป็นการกระทำสองอย่าง ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันค่ะ
– L’imperfetto si usa molto spesso per parlare di azioni estese nel tempo.
L’imperfetto จะใช้บ่อยมากสำหรับการพูดถึงการกระทำที่กินระยะเวลาช่วงนึงค่ะ
– Diversamente dal passato prossimo, per esempio col passato prossimo, “io ho telefonato a Laura”. Ok?
ซึ่งก็แตกต่างจาก passato prossimo ค่ะ ตัวอย่างเช่น กับ passato prossimo นะคะ “ฉันได้โทรศัพท์หาลาอูระแล้ว” ตกลงไหมคะ
– Per telefonare, sì ok la telefonata può durare molto, ma comporre il numero. Ok?
สำหรับการโทรศัพท์ ใช่ค่ะ โอเค การโทรศัพท์นั้นมันอาจจะกินเวลานาน แต่ว่ากดหมายเลขนะคะ โอเคไหมคะ
– Oppure “ops, mi è caduto il pennarello”.
หรือว่า “อุ้ย ฉันได้ทำปากกาหมึกแท่งนึงตกไปแล้วค่ะ”
– È un’azione che per cui ulitizzo il passato prossimo, perché è un’azione immediata, fatta è finita.
มันคือการกระทำนึงซึ่งใช้ il passato prossimo เพราะว่ามันคือการกระทำที่เกิดขึ้นทันที ได้ทำไปแล้วและมันก็จบไปแล้วค่ะ

– Ci vuole un attimo per far cadere qualcosa. Va bene?
มันใช้เวลาแค่แป๊บเดียวในการทำให้ของบางอย่างตกลงไปค่ะ โอเคไหมคะ
– Io non posso dire cadeva il pennarello.
ฉันไม่สามารถพูดได้ว่า ตอนนั้นปากกาหมึกมันตกลงไปและกินเวลานานช่วงนึง
– Perché non può impiegare secoli una cosa per cadere.
เพราะว่ามันไม่สามารถใช้เวลาหลายศตวรรษ ในการทำของสิ่งนึงตกลงไปได้ค่ะ
– Per esempio non può impiegare secoli.
ตัวอย่างเช่น มันไม่สามารถใช้เวลาหลายศตวรรษได้ค่ะ
– Invece l’uso dell’imperfetto, al contrario, molto spesso descrive azioni estese.
ส่วนการใช้ l’imperfetto ก็จะตรงข้ามกันค่ะ บ่อยครั้งมากที่จะใช้มันในการอธิบายการกระทำที่กินเวลาค่ะ
– Per esempio per mangiare io sono lenta.
ตัวอย่างเช่น สำหรับการกินแล้ว ฉันกินช้ามากค่ะ
– Diciamo noi italiani mangiamo più lentamente rispetto ad altri.
ก็พูดได้ว่า พวกเราชาวอิตาลีนั้นกินช้ามากเมื่อเทียบคนกับอื่นๆ ค่ะ
– Io ieri mentre mangiavo guardavo la tv.
เมื่อวานขณะที่ฉันกินอยู่นั้น ฉันก็ดูทีวีไปด้วยค่ะ
– Lo stesso per guardare la tv molte volte puoi impiegare a che ore.
มันก็แบบเดียวกันค่ะ เหมือนการดูทีวี หลายครั้งเธอก็ใช้เวลาดูหลายชั่วโมงค่ะ
– Io no, però molte persone sì per guardare, per guardare un programma televisivo. Om… bene.
ฉันไม่นะ แต่ว่าหลายคนก็เป็นแบบนี้ค่ะ สำหรับการดู สำหรับการดูรายการทางโทรทัศน์ อืม… โอเคค่ะ
– E anche per esempio, mentre Laura parlava, lei impiegava tempo per chiacchierare e per raccontare.
และก็ ตัวอย่างเช่น ขณะที่ตอนนั้นลาอูระพูดอยู่นั้น หล่อนก็ใช้เวลานานเพื่อการเม้าส์มอย และเพื่อเล่าเรื่องค่ะ
– Lui per tanto tempo guardava lo smartphone e non ascoltava.
ตอนนั้นเขาก็ดูโทรศัพท์เป็นช่วงเวลานานพอดู และเขาก็ไม่ฟังเลยอยู่พักนึง
– Quindi queste sono azioni proprio estese nel tempo e sono caratteristiche del tempo imperfetto.
ดังนั้น เหล่านี้เป็นการกระทำที่กินเวลาอยู่พักนึง และพวกมันก็เป็นลักษณะของช่วงเวลา l’imperfetto ค่ะ
– Poi un altro uso del tempo imperfetto.
แล้วก็มีการใช้ imperfetto อีกแบบค่ะ
– In azioni accadute in un momento preciso.
นั่นคือการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เจาะจงค่ะ
– Vi ho fatto l’esempio di un nostro amico un po’ snob che si chiama Ale.
ฉันได้ยกตัวอย่างนึงเกี่ยวกับเพื่อนชายของพวกเรา ที่ดูเป็นคนหัวสูงเย้อหยิ่งนิดๆ เขาชื่อว่าอาเล่ ไว้ค่ะ
– Non concluse scusate.
ที่ยังไม่จบสิ้นลงนะคะ ขอโทษพวกเธอด้วยค่ะ
– In azioni in un momento preciso non concluse.
ในการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เจาะจง และที่ยังไม่จบสิ้นลงค่ะ
– E vi ho detto che alle 10 lui era già in giacca e cravatta, iperattivo e io ero in relax.
และฉันก็ได้บอกพวกเธอไปแล้วว่าตอน 10 โมงตอนนั้นเขาอยู่ในชุดสูทและเน็คไทแล้ว ทำตัวไฮเปอร์ และตอนนั้นฉันก็ยังผ่อนคลายอยู่ค่ะ
– E il giorno prima io alle 10 dormivo ancora.
แล้ววันก่อนหน้านั้น ตอน 10 โมงฉันก็ยังนอนอยู่เลยค่ะ
– Anche queste sono azioni non fatte e finite come quelle del passato prossimo, ma estese nel tempo.
สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการกระทำที่ยังไม่เสร็จสิ้นเหมือน passato prossimo แต่ว่าเป็นการกระทำที่กินเวลา
– Azioni per cui uso l’imperfetto.
การกระทำต่างๆ ซึ่งต้องใช้ l’imperfetto ค่ะ
– Per esempio alle 10 dormivo ancora.
ตัวอย่างเช่น ตอน 10 โมงนั้นฉันยังนอนอยู่เลยค่ะ
– Io non so, quando dico questa frase io non so, non so dire quando sono andata a dormire, a che ora sono andata a dormire e a che ora mi sono svegliata.
ฉันไม่รู้ ตอนที่ฉันพูดประโยคนี้ ฉันก็ไม่รู้ค่ะ ฉันไม่รู้ว่าฉันไปนอนตอนไหน ตอนกี่โมงที่ฉันไปนอนและตอนกี่โมงที่ฉันตื่นนอนค่ะ
– In questo momento mi interessa soltanto sapere che alle 10 di mattina io dormivo ancora.
ในช่วงเวลานี้ฉันสนใจแค่ว่า ตอน 10 โมงเช้านั้นฉันยังนอนอยู่เลยค่ะ
– La dormita è un’azione estesa nel tempo.
การนอน มันคือการกระทำที่กินเวลาค่ะ
– Quindi questi sono diciamo altri usi dell’imperfetto molto importanti, perché il passato prossimo e l’imperfetto sono fondamentali per raccontare eventi passati.
ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ พวกเราก็พูดได้ว่า มันคือการใช้ l’imperfetto อีกรูปแบบที่สำคัญมากๆ ค่ะ เพราะว่า passato prossimo และ l’imperfetto คือพื้นฐานสำหรับการเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตค่ะ
– E adesso voi li sapete raccontare benissimo.
และตอนนี้ พวกเธอก็จะรู้จักการเล่าเรื่องกันได้เป็นอย่างดีมากค่ะ

E poi oltre agli usi vari dell’imperfetto, abbiamo imparato delle espressioni nuove, diverse espressioni nuove.
นอกจากการใช้งานต่างๆ ของ l’imperfetto แล้ว พวกเราก็ได้เรียนเกี่ยวกับวิธีการพูดใหม่ๆ วิธีการพูดใหม่ๆ หลายแบบเลยค่ะ
– Sì, non ho scritto che Ale è figo.
ใช่ค่ะ ฉันไม่ได้เขียนว่าอาเล่เขาเท่ห์
– Questo meglio di no, però ho scritto per esempio che “Ale si da delle arie”, e io non lo sopporto.
อันนี้ไม่เขียนดีกว่าค่ะ แต่ว่าฉันได้เขียนว่า ตัวอย่างเช่น “อาเล่เขาดูเชิดหยิ่ง” และฉันก็ทนไม่ได้ค่ะ
– Cosa significa? una persona che si da, com’è una persona che si da delle arie?
มันหมายความว่าอะไรเหรอคะ คนที่ทำให้ตัวเอง เป็นคนเชิดหยิ่ง
– Una persona snob, una persona che pensa di essere chissà chi. Va bene?
คนที่คิดว่าตัวเองสูงส่ง คนที่คิดว่าตัวเองใหญ่โตมาจากไหน เข้าใจไหมค่ะ
– Darsi delle arie.
ทำให้ตัวเองเป็นคนเชิดหยิ่งสูงส่ง
– Questa è un’espressione per dire questo.
นี่คือวิธีการพูดแบบนึงค่ะ
– E poi la mia amica è innamorata di Ale.
แล้วเพื่อนสาวของฉันก็หลงรักอาเล่ค่ะ
– Per me è un po’ troppo snob lui e si da troppe arie, ma lei gli corre dietro. Ok?
สำหรับฉันแล้ว เขาทำตัวสูงส่งเกินไป เขาดูเชิดหยิ่ง แต่ว่าหล่อนวิ่งตามหลังเขา โอเคนะคะ
– E io le ho detto “guarda, non vale la pena corrergli dietro!”
และฉันก็ได้บอกหล่อนไปแล้วว่า “ดูนะ มันไม่คุ้มเลยที่จะวิ่งตามหลังคนอย่างเขาค่ะ!”
– Qua ho scritto “non ne vale la pena”, abbiamo già visto il pronome ne.
ตรงนี้ฉันได้เขียนไว้ว่า “มันไม่คุ้มเลย” พวกเราได้เห็นคำสรรพนาม ne กันไปแล้วนะคะ
– O dico “non ne vale la pana” oppure “non ne vale la pena correre dietro ad uno come lui”.
หรือฉันจะพูดว่า “มันไม่คุ้มเลย” หรือว่า “มันไม่คุ้มเลยที่จะวิ่งตามหลังคนอย่างเขาค่ะ”
– Significa non valere la pena di qualcosa, che le energie, il tempo che sprechiamo per questo non valgono la pena, diciamo non vale tutta la fatica e l’energia che per una persona così.
มันหมายความว่า มันไม่คุ้มค่าที่จะเสียแรงและเวลาไปกับคนแบบนี้ค่ะ
– Che non dovrebbe ok… correre dietro ad un ragazzo come lui.
มันไม่น่าจะดี ที่จะวิ่งตามหลังเด็กหนุ่มแบบเขาค่ะ
– E poi ho detto “come mai?”
แล้วฉันก็ได้พูดว่า “เพราะอะไรคะ”
– Quando mi ha detto “Eleonora e Giovanni non c’erano”.
เมื่อตอนที่เขาบอกกับฉันว่า “เอเลโอโนระและจิโอวานนิไม่ได้มาร่วมงานอ่ะค่ะ”
– E io “come mai?”
และฉันตอบไปว่า “ทำไมหล่ะ”
– Cosa significa? Bravi, significa perché.
มันหมายความว่าอะไรคะ เก่งมากค่ะ มันหมายความว่า ทำไม ค่ะ
– È quasi la stessa cosa.
มันมีความหมายเกือบจะเหมือนกันเลยค่ะ
– Perché però è quasi la stessa cosa.
ทำไม เพราะอะไร มันเกือบจะเหมือนกันเลยค่ะ
– Come mai, normalmente io dico come mai quando sono sorpresa.
ทำไมหล่ะ โดยปกติแล้ว ฉันจะพูดคำว่า ทำไมหล่ะ ตอนที่ฉันประหลาดใจค่ะ
– Perché di solito loro vengono sempre alle feste e come mai ieri non c’erano?
เพราะว่าโดยปกติแล้ว พวกเขาก็ไปงานเลี้ยงกันตลอด และเป็นไปได้อย่างไร ทำไมเมื่อวานพวกเขาถึงไม่ไปร่วมงานหล่ะคะ
– Perché, può essere in situazioni più varie.
คำว่า ทำไม มันจะใช้กับสถานการณ์ที่หลากหลายค่ะ
– E poi ho detto “scommetto che il nostro amico Claudio, mentre tu gli parlavi lui guardava lo smartphone”.
แล้วฉันก็ได้พูดว่า “ฉันพนันได้เลยว่าเพื่อนชายของพวกเรา คลาอูดิโอะ ในขณะที่ตอนนั้นเธอพูดกับเขา เขาก็ดูแต่โทรศัพท์ค่ะ”
– Siccome io lo conosco, è come dire “sono sicura che”.
คือแบบว่า ฉันรู้จักเขา มันก็เหมือนกับการพูดว่า “ฉันแน่ใจว่า”
– Sono pronta a scommettere, a dare dei soldi, perché sono tanto sicura.
ฉันพร้อมที่จะเล่นพนัน ที่จะให้เงิน เพราะว่าฉันแน่ใจมากๆ ค่ะ
– Bene, queste sono tante espressioni che abbiamo imparato oggi.
ดีค่ะ สิ่งเหล่านี้คือวิธีการพูดต่างๆ มากมาย ที่วันนี้พวกเราได้เรียนรู้กันไปแล้วค่ะ
– Abbiamo imparato altri usi dell’imperfetto, avete sempre più autonomia nel linguaggio.
พวกเราได้เรียนรู้การใช้ l’imperfetto ในแบบต่างๆ กันไปแล้ว และพวกเธอก็จะมีอิสระในการใช้ภาษามากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

– Siete sempre più bravi.
พวกเธอจะเก่งมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
– E abbiamo spettegolare, cosa volete di più?
และพวกเราก็ได้ซุบซิบนินทาด้วย พวกเธอจะยังต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีกคะ
– E abbiamo imparato tantissime cose nel tempo di un caffè.
และพวกเราก็ได้เรียนรู้กันไปแล้วหลายสิ่งหลายอย่างในช่วงเวลาของกาแฟนึงถ้วยค่ะ
– Adesso prendo una tazzina dato che sono in cucina.
ตอนนี้ฉันขอหยิบถ้วยกาแฟนะคะ ซึ่งตอนนี้ฉันก็อยู่ในครัวแล้วค่ะ
– Ma… e… eccola qua, nel tempo di un caffè.
แต่ว่า… เอ… มันอยู่นี่ไงคะ ในช่วงเวลาของกาแฟถ้วยนึงค่ะ
– Benissimo, quindi noi ci vediamo la prossima volta con One World Italiano video.
เก่งมากๆ ค่ะ ดังนั้นพวกเราพบกันใหม่ครั้งหน้า กับ One World Italiano video ค่ะ
– oneworlditaliano.com
– Ciao a tutti e a presto.
ลาก่อนค่ะทุกคน และพบกันเร็วๆ นี้ค่ะ

เราเรียนอยู่ในระดับ A2 แล้วนะคะ แสดงว่า เราต้องพูดได้ ฟังออกบ้างแล้วนะคะ เพราะฉะนั้น
1.ไปที่ยูทูป แล้วเขียนหัวข้อที่เรียนวันนี้ลงไป แล้วก็ไปฟังครูคนอื่นเขาสอนเรื่องนี้ด้วยอีกหลายๆ รอบค่ะ แล้วอย่าลืมเขียนทุกอย่างที่เราเรียนไปแล้วลงสมุดด้วยนะคะ
2.พูดตามเขาให้ทันทุกคำนะคะ ถ้ายังไม่ทันก็ดูวิดีโอซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะพูดตามได้ทันค่ะ
3.ถ้าเริ่มงง และรู้สึกว่าการเรียนเริ่มยากไปแล้ว ให้กลับไปเรียนซ้ำทุกอย่างที่เราเคยเรียนไปแล้วในวันก่อนๆ ค่ะ
จำสุภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ได้ไหมคะ เราไม่ควรรีบร้อนเรียนค่ะ เพราะว่าการเรียนแบบเร็วๆ มันจะทำให้เราจำได้ไม่หมด ตกหล่นหลายสิ่งหลายอย่าง แล้วก็จะทำให้เราหงุดหงิดและปวดหัวเปล่าๆ ค่ะ

ท้ายสุดนี้ ก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณน้องมาย ที่ตั้งใจเรียน และตั้งใจแปลวิดีโอนี้มาให้พวกเราได้เรียนกันแบบสะดวกสบายมากขึ้นค่ะ ถ้าสนใจอยากรู้ว่าน้องมายเรียนอะไรไปบ้างแล้ว เชิญไปดูที่เพจของเธอได้เลยค่ะ

เรียนภาษาอิตาเลียนด้วยตัวเอง (สมุดส่งการบ้าน)

เพิ่มเติม

เรียนภาษาอิตาลี

 

ข่าวสารฟรี : การใช้ชีวิตในอิตาลี

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อ

One thought on “เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 60

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s