เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 58

บทเรียน

นักเขียนรับเชิญคนพิเศษ – คุณ สรินยา วิทยาอารีย์กุล (ครูยา)

เรียนภาษาอิตาลี

เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 58

สวัสดีค่ะ ในวิดีโอที่ 37 นี้ ครูเวโรนิค่าเขาสอนเกี่ยวกับการพูดแบบกลางๆ ที่ไม่เจาะจงว่าพูดถึงใครอยู่ค่ะ
กดที่ลิ้งค์นี้แล้วไปดูวิดีโอกันเลยค่ะ ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ค่อยกลับมาดูคำแปลทีหลังค่ะ

Lezione 37
บทที่ 37
– Ciao a tutti!
สวัสดีค่ะทุกคน!
– Come state?
พวกเธอเป็นอย่างไรกันบ้างคะ
– Io abbastanza bene.
ฉันค่อนข้างดีค่ะ
– Oggi faccio il mio lavoro.
วันนี้ฉันจะทำงานของฉันค่ะ
– Faccio l’insegnante e correggo i vostri compiti.
ฉันจะทำหน้าที่ครู และตรวจการบ้านของพวกเธอไงคะ
– Ma, ragazzi, è possibile fare così tanti errori?
แต่ว่าเพื่อนๆ คะ มันเป็นไปได้เหรอคะ ที่ทำผิดกันมากมายขนาดนี้
– Ragazzi, bisogna studiare!
เพื่อนๆ คะ จะต้องเรียนกันนะคะ!
– “Bisogna studiare” è il titolo della 37esima lezione del corso One World Italiano video.
“จะต้องเรียน” คือชื่อของบทเรียนที่ 37 ในหลักสูตร One world Italiano video นี้ค่ะ
– E che cosa impariamo oggi?
และวันนี้ พวกเราจะมาเรียนอะไรกันดีคะ
– Allora prima di tutto che bisogna studiare è necessario studiare e ancora bisogna studiare!
เอาหล่ะอย่างแรกเลย จะต้องเรียนกันนะคะ มันจำเป็นที่จะต้องเรียนนะคะ และก็ต้องเรียนอีกค่ะ!
– Lo ripeterò all’infinito.
ฉันจะพูดมันซ้ำไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุดค่ะ
– Se volete imparare la lingua italiana.
ถ้าพวกเธอต้องการจะเรียนภาษาอิตาลีกันนะคะ
– L’italiano non è soltanto pizza, pasta e mandolino.
ความเป็นอิตาลี มันไม่ใช่แค่พิซซ่า พาสต้าและกีตาร์ของชาวพื้นเมืองอิตาลีเท่านั้นนะคะ
– Sì, è bello andare in vacanza in Italia, abbiamo tanti artisti, tanta musica, tanta arte, tanta scultura, tanta pittura, tanto cibo buono ma se volete imparare la nostra lingua è necessario studiare almeno un bel po’ di grammatica. Ok?
ใช่ค่ะ มันดีมากถ้าจะไปเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศอิตาลี พวกเรามีศิลปินมากมาย มีเพลงมากมาย มีงานศิลปะมากมาย มีงานประติมากรรมมากมาย มีภาพวาดมากมาย มีอาหารอร่อยๆ มากมาย แต่ว่า ถ้าพวกเธออยากจะเรียนภาษาของพวกเรา มันจำเป็นจะต้องศึกษาไวยากรณ์ให้มากๆ นะคะ เข้าใจไหมคะ
– Però questi errori ragazzi non vanno per niente bene. Ok!
แต่ว่า เพื่อนๆ คะ ข้อผิดพลาดเหล่านี้มันไม่ควรเลยนะคะ โอเคค่ะ!
– Bene, quindi, oggi sono in vena di prediche.
ดีค่ะ ดังนั้น วันนี้ฉันอยู่ในอารมณ์อยากบ่นค่ะ
– Eh sì ragazzi, sì sì è vero, oggi faccio proprio la professoresse antipatica in vena di prediche.
ค่ะ ใช่ค่ะ มันเป็นเรื่องจริงค่ะ วันนี้ฉันจะเป็นอาจารย์หญิงที่ไม่น่าคบ ในอารมณ์ที่ชอบบ่นค่ะ
– E quindi imparare un po’ i trucchi per imparare una lingua.
และด้วยเหตุนี้ ก็ต้องเรียนเทคนิคต่างๆ เพื่อเรียนภาษาด้วยนะคะ
– Ve ne dico due molto importanti.
ฉันจะบอกกับพวกเธอสองเรื่องที่สำคัญมากๆ ค่ะ
– È inutile dire che la grammatica italiana è complessa.
มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่จะบอกว่าไวยากรณ์ในภาษาอิตาลีมันซับซ้อนค่ะ
– Quindi se l’italiano vi piace dovete studiarlo, poi io cerco di rendere queste lezioni un po’ divertenti, non faccio neanche tanta fatica perché sono un po’ matta.
ดังนั้น ถ้าพวกเธอชอบภาษาอิตาลี พวกเธอก็ต้องศึกษามันค่ะ แล้วฉันก็จะพยายามทำบทเรียนพวกนี้ให้มันสนุกมากขึ้นค่ะ ฉันก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรหรอกค่ะ เพราะว่าฉันเป็นคนบ้าอยู่แล้วค่ะ
– A parte oggi sono un po’ più seria ma tra un po’ tornerò in me.
วันนี้ ฉันก็จะจริงจังหน่อยค่ะ แต่ว่าอีกไม่นาน ฉันก็จะกลับมาเป็นฉันคนเดิมค่ะ
– Non preoccupatevi!
พวกเธอไม่ต้องกังวลกันไปนะคะ!
– E quindi bisogna fare il possibile per imparare questa grammatica.
และดังนั้นจะต้องทำทุกอย่าง เพื่อที่จะเรียนรู้ไวยากรณ์นี้ให้ได้ค่ะ
– Sì, io di solito sono più positiva ma dopo tutti questi errori ad un certo punto devo intervenire.
ใช่ค่ะ ปกติแล้วฉันเป็นคนคิดบวกมาก แต่ว่าหลังจากข้อผิดพลาดทั้งหมดนี้ มันก็ถึงจุดที่ฉันต้องทำอะไรสักอย่างค่ะ
– Bene bene!
ดีค่ะ ดีๆ!

– È meglio, ricordate che è meglio faticare un po’ all’inizio acquisire bene le basi per poi impararla più facilmente, per imparare la lingua più facilmente successivamente.
มันจะดีกว่า พวกเธอจำกันไว้นะคะ มันจะดีกว่า ถ้าเราเหนื่อยเรียนกันสักหน่อยในตอนแรก เพื่อให้พื้นฐานแน่น พอต่อไปมันก็จะง่ายขึ้นค่ะ
– Benissimo!
เยี่ยมมากค่ะ!
– Quindi se si studia dall’inizio si evitano gli errori fossilizzati.
ดังนั้น ถ้าเรียนให้แน่นเป๊ะตั้งแต่เริ่มต้น มันก็จะไม่เป็นดินพอกหางหมูค่ะ
– Veronica, sei tornata in te, stai impazzendo di nuovo?
เวโรนิกา เธอได้กลับมาเป็นตัวเองแล้ว เธอกำลังพูดบ้าบออีกแล้วนะ
– Sì è vero.
ใช่ค่ะ มันเป็นเรื่องจริงค่ะ
– Gli errori fossilizzati è un’espressione che ho inventato io.
พวกข้อผิดพลาดฟอสซิลต่างๆ คือการพูดที่ฉันได้คิดค้นขึ้นมาเองค่ะ
– Perché?
ทำไมเหรอคะ
– Allora, che cos’è un fossile?
เอาหล่ะค่ะ ฟอสซิลคืออะไรคะ
– Adesso non so se riuscite a vedere.
ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าพวกเธอจะมองเห็นกันไหม
– Guardate se riuscite a vedere il mio tablet.
พวกเธอดูนะคะ พวกเธอเห็นเท็ปเล็ตของฉันไหมคะ
– Comunque ve lo spiego a parola se non si dovesse vedere bene, se no devo arrivare fino a lì.
อย่างไรก็ตาม ฉันจะอธิบายให้พวกเธอฟังเป็นคำพูดด้วย ถ้ามันมองไม่เห็น ถ้าไม่อย่างงั้น ฉันก็ต้องไปจนถึงตรงนู้น
– Quindi un fossile, per esempio questa è una conchiglia fossile. Ok?
ดังนั้นฟอสซิล ตัวอย่างเช่น สิ่งนี้คือเปลือกของฟอสซิล ตกลงไหมคะ
– Io paragono i vostri errori, questo tipo di errori, perché questo è il compito di una persona, per fortuna non c’è il nome, di una persona che parla l’italiano ma che continua a fare gli stessi errori anche dopo che l’insegnante li corregge.
ฉันเปรียบเทียบพวกมันเหมือนกับข้อผิดพลาดของพวกเธอ ข้อผิดพลาดประเภทนี้ นี่คือการบ้านของคนๆ นึง โชคดีจังที่ไม่มีชื่อของเขา เขาพูดภาษาอิตาลีได้ แต่ว่าเขาก็ทำผิดพลาดแบบเดิมๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอาจารย์จะแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นให้แล้วก็ตาม
– Allora abbiamo detto che cos’è un fossile.
เอาหล่ะค่ะ พวกเราได้พูดไปแล้วว่า ฟอสซิลคืออะไร
– Quindi io paragono questo tipo di errori che si ripetono sempre anche dopo la correzione a dei fossili.
ดังนั้น ฉันก็ขอเปรียบเทียบพวกข้อผิดพลาดที่ผิดซ้ำๆ นี้ว่า ฟอสซิล แม้ว่าจะแก้ไขให้แล้ว แต่ก็ยังผิดอยู่เหมือนเดิมค่ะ
– Quindi quella che vi ho fatto vedere è una conchiglia fossile.
ดังนั้น สิ่งที่ฉันเอาให้พวกเธอดูกันไปแล้ว คือเปลือกของฟอสซิลค่ะ
– Quindi una conchiglia che i secoli, i secoli e secoli, si è fossilizzato in una roccia.
พวกเปลือกหอยที่มีอายุเก่าแก่ เป็นศตวรรษ และศตวรรษ ฝั่งตัวพอกพูนจนกลายเป็นหินได้ค่ะ
– Allora, normalmente il lavoro dell’insegnante, nella correzione è paragonabile a quello di un meccanico che deve togliere, sì, sono matta lo so, posso anche togliermi gli occhiali tanto sono tornata in me e va bene.
เอาหล่ะค่ะ โดยทั่วไปแล้ว งานของอาจารย์ คือการแก้ไข ก็เปรียบเสมือนช่างที่ต้องแกะคราบออกจากหอย ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนบ้า ฉันรู้ค่ะ ฉันขอถอดแว่นตาออกก่อนนะคะ ตอนนี้ฉันได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองแล้วก็โอเคแบบนี้ค่ะ
– Il meccanico deve togliere, eliminare una vite, quindi quando questa vite è facile da eliminare e posso usare una semplice chiave inglese e si rimuove subito.
ช่างต้องไขน็อตออก ตอนที่มันยังไขง่ายอยู่ค่ะ ดังนั้น ถ้ามันยังไขง่ายอยู่ ฉันก็สามารถใช้ที่ไขน๊อตแบบธรรมดา ไขมันออกมาได้ทันทีค่ะ
– Se invece la vite è arrugginita, allora deve usare le pinze e faticare di più.
ถ้าหากน๊อตมันขึ้นสนิม ก็ต้องใช้คีบหนีบและมีความยากมากขึ้นค่ะ
– Se invece, ad un certo punto tutto questo non si toglie non è più il lavoro di un meccanico, ma la correzione degli errori è paragonabile al lavoro di un archeologo.
ถ้าหากมาถึงจุดที่ไขออกมาไม่ได้แล้ว มันก็ไม่ใช้งานของช่างธรรมดาแล้วค่ะ เราก็ต้องเรียกนักโบราณคดีมาแงะออกแทนค่ะ
– Se qualcuno di voi è un archeologo mi capirà immagino.
ถ้าในกลุ่มของพวกเธอมีนักโบราณคดีอยู่ด้วย คุณก็จะเข้าใจฉันค่ะ ฉันก็หวังว่าจะเข้าใจนะคะ
– E allora, questo è un cacciavite un archeologo deve usare uno scalpello, un piccone per poter rimuovere qualcosa del genere.
เอาหล่ะค่ะ สิ่งนี้คือไขควงค่ะ นักโบราณคดีต้องใช้สิ่วและอีเตอร์ เพื่อที่จะแคะบางสิ่งบางอย่างออกไปค่ะ
– Ecco questi sono i vostri errori se non si studia la lingua bene dall’inizio.
นี่ไงค่ะ พวกนี้คือข้อผิดพลาดของพวกเธอ ถ้าไม่ศึกษาภาษาให้ดีกันตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ
– Per esempio ci sono alcune lingue in cui non ci sono articoli non ci sono preposizioni, o comunque si esprime tutto in modo diverso tramite declinazioni ma in italiano ragazzi non è così.
ตัวอย่างเช่น มีบางภาษา ซึ่งไม่มีคำนำหน้านาม ไม่มีคำบุพบท หรือมีวิธีการพูดในรูปแบบที่แตกต่างไป มีการผันคำที่ต่างกันไป แต่ว่าในภาษาอิตาลี มันไม่ใช่แบบนั้นนะคะเพื่อนๆ
– In italiano abbiamo per esempio gli articoli, le preposizioni.
ในภาษาอิตาลี พวกเรามีการใช้ คำนำหน้านาม และคำบุพบทด้วยค่ะ
– Se uno straniero dice, per esempio “oggi ho incontrato amica e siamo andati ristorante”.
ถ้าคนต่างชาติคนนึงพูดว่า ตัวอย่างเช่น “วันนี้ฉันได้พบเพื่อนสาวและพวกเราได้ไปร้านอาหารกัน”

– Beh, ma ragazzi che italiano è?
ค่ะ แต่ว่าเพื่อนๆ คะ มันใช่ภาษาอิตาลีเหรอคะ
– Se uno straniero continua a ripetere una frase simile a questa, questo è solo un esempio, poi quando l’insegnante dirà “no, non si dice così” si dice “oggi ho incontrato la mia amica o una mia amica e siamo andati, o siamo andate nel mio caso al ristorante.
ถ้าคนต่างชาติคนนึงพูดประโยคแบบนี้ซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นแค่ตัวอย่างนึงนะคะ แล้วเมื่ออาจารย์บอกว่า “ไม่นะ ห้ามพูดแบบนี้นะ” จะต้องพูดว่า “วันนี้ฉันได้พบเพื่อนสาวของฉัน หรือว่าเพื่อนสาวคนนึงของฉันและพวกเราได้ไปที่ร้านอาหารค่ะ จะต้องใส่คำนำหน้านาม คำลงท้าย ต้องผันตามเพศและตามจำนวนด้วยค่ะ คือเปลี่ยนเป็น i หรือว่า e ในกรณีของฉันที่เป็นเพศหญิงค่ะ
– Allora, se questa correzione avviene troppo tardi, quando non avete imparato le basi bene dall’inizio, sì, il lavoro è quello dall’archeologo!
เอาหล่ะ ถ้าการแก้ไขนี้เกิดขึ้นช้าเกินไป เมื่อพวกเธอไม่ได้เรียนรู้พื้นฐานให้ดีกันตั้งแต่เริ่มต้น ใช่ค่ะ งานนั้นก็ต้องเป็นงานของนักโบราณคดีแล้วค่ะ!
– Sarà difficile per l’insegnante rimuovere questo errore che è stato acquisito da molto tempo. Ok.
มันจะยากมากสำหรับอาจารย์ที่จะเอาข้อผิดพลาดนี้ออกไป เพราะมันผิดสะสมมานานมากแล้วอ่ะค่ะ โอเคนะคะ
– Questo è un consiglio, quindi studiate bene l’italiano dall’inizio.
สิ่งนี้คือคำแนะนำค่ะ ดังนั้นพวกเธอศึกษาภาษาอิตาลีให้ดีกันตั้งแต่เริ่มต้นนะคะ
– È necessario studiare la lingua italiana bene dall’inizio, dalle basi.
มันจำเป็นมากที่ต้องศึกษาภาษาอิตาลีให้ดีตั้งแต่เริ่มต้น จากพื้นฐานเลยค่ะ
– E così, poi un secondo motivo per studiare bene l’italiano dall’inizio, è questo.
มันก็ต้องเป็นแบบนี้หล่ะค่ะ แล้วเหตุผลที่สองสำหรับการศึกษาภาษาอิตาลีให้ดีตั้งแต่เริ่มต้น คือสิ่งนี้ค่ะ
– Allora, i tempi composti per esempio e molte regole grammaticali che si ripetono, strutture grammaticali.
เอาหล่ะค่ะ ตัวอย่างเช่น ช่วงเวลา composti ที่มีคำกริยา 2 คำคู่กัน และกฎไวยากรณ์หลายกฎที่จะเจอซ้ำๆ โครงสร้างไวยากรณ์ต่างๆ
– Per esempio in questo corso abbiamo imparato due tempi composti che sarebbero il passato prossimo e il futuro composto.
ตัวอย่างเช่น ในหลักสูตรของพวกเรา ก็ได้เรียนไปแล้ว 2 ช่วงเวลา ที่มีคำกริยา 2 คำคู่กันคือ il passato prossimo และ il futuro composto ค่ะ
– Quindi quando abbiamo studiato il futuro composto, le persone, gli studenti che avevano già studiato bene il passato prossimo non hanno faticato granché, anzi quasi niente.
ดังนั้น พอเราได้เรียน il futuro composto กันไปแล้ว บุคคลหรือนักเรียนที่เขาได้เรียนเกี่ยวกับ il passato prossimo ไว้ดีแล้ว พวกเขาก็จะไม่เหนื่อยมากเท่าไหร่ แทบจะไม่เหนื่อยอะไรเลยค่ะ
– Hanno solo studiato i tempi degli ausiliari e tutto il resto, la struttura, è uguale.
พวกเขาก็แค่ศึกษาพวกช่วงเวลาของคำกริยาช่วย และส่วนทั้งหมดที่เหลือ โครงสร้าง มันก็เหมือนกันค่ะ
– Poi ovviamente bisogna studiare bene le situazioni in cui si usa il passato prossimo e il futuro composto, in questo caso.
อย่างไรก็ตาม ต้องศึกษาให้ดีเกี่ยวกับสถานะการณ์ ซึ่งจะใช้ il passato prossimo และ il futuro composto ในกรณีนี้
– Però la struttura alla fine è identica cambia solo il tempo degli ausiliari e molte regole come queste si ripetono nella grammatica.
แต่ว่าโครงสร้าง ท้ายสุดแล้วมันก็เหมือนกันเปลี่ยนแค่ช่วงเวลาของคำกริยาช่วย และกฎหลายกฎเช่นนี้ จะเจอซ้ำๆ ในไวยากรณ์ค่ะ
– Quindi quando saremo se saremmo andati avanti con il programma vedete sempre strutture in tutti i tempi composti vedete delle strutture come questa. Ok.
ดังนั้น พอเราเรียนต่อไปในระดับที่สูงข้ึนกับโปรแกรมนี้ พวกเธอก็จะได้เห็นโครงสร้างเกี่ยวกับพวกช่วงเวลา composti กันตลอดค่ะ โอเคนะคะ
– Quindi questo è un secondo motivo per imparare bene la lingua italiana dall’inizio, studiare la grammatica ecc.
ดังนั้น นี่คือเหตุผลที่สอง ที่จะต้องเรียนรู้ภาษาอิตาลีให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ ศึกษาไวยากรณ์ เป็นต้นค่ะ
– Sì, sono proprio in vena di prediche.
ใช่ค่ะ ฉันอยู่ในอารมณ์ที่อยากบ่นจริงๆ ค่ะ
– Che cosa significa “sono in vena di prediche”?
มันหมายถึงอะไรเหรอคะ คำว่า “ฉันอยู่ในอารมณ์ที่อยากบ่น”
– E che cosa abbiamo imparato oggi?
และวันนี้พวกเราได้เรียนรู้อะไรกันไปบ้างแล้วคะ
– Allora, “sono in vena di prediche”.
เอาหล่ะค่ะ “ฉันอยู่ในอารมณ์ที่อยากบ่น”

– Una predica è quella che fa il prete in chiesa ma è quella che sto facendo io oggi in modo costruttivo perché non voglio che voi facciate così tanti errori nei vostri compiti.
คำเทศนา คือสิ่งที่นักบวชพูดในโบสถ์ค่ะ แต่สิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่วันนี้ ก็มีเจตนาให้ทุกคนตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะว่าฉันไม่อยากให้พวกเธอทำการบ้านผิดกันมากมายแบบนี้ค่ะ
– Che voto do io a questa persona? Vabbè.
ฉันจะให้คะแนนเท่าไหร่กับคนนี้เหรอ
– E quindi “sono in vena di” significa o “non sono in vena di”. Ok?
ดังนั้น “ฉันอยู่ในอารมณ์ของ” หมายถึง หรือว่า “ฉันไม่อยู่ในอารมณ์ของ” เข้าใจไหมคะ
– “Sono in vena di” significa “ho voglia di”, “mi va di” più infinito. Ok?
“ฉันอยู่ในอารมณ์ของ” หมายถึง “ฉันอยากจะ”, “ฉันรู้สึกอยาก” บวกกับคำกริยาที่ลงท้ายด้วย -are, -ere, -ire ค่ะ ตกลงไหมคะ
– Vi ricordate? Abbiamo imparato “ho voglia di” già un bel po’ di tempo fa.
พวกเธอจำกันได้ไหมคะว่า พวกเราได้เรียนกันไปแล้ว คำว่า “ฉันอยากจะ” มันก็ค่อนข้างนานมาแล้วค่ะ
– L’altra volta ho detto “non mi va di stare a casa”, per esempio. Ok
ครั้งที่แล้วฉันได้บอกว่า ตัวอย่างเช่น “ฉันไม่อยากจะอยู่บ้าน” โอเคนะคะ
– Vorrei puntualizzare qualcosa che forse non ho puntualizzato benissimo l’altra volta o puntualizzato.
ฉันต้องการจะชี้ให้เห็นถึงอะไรบางอย่าง ที่บางทีฉันไม่ได้เน้นชี้ชัดให้ดีพอในครั้งที่แล้วค่ะ
– Allora dovete rivedere i pronomi indiretti, lezione 28, va bene?
เอาหล่ะค่ะ พวกเธอต้องไปดูเรื่องคำสรรพนามแบบอ้อม บทเรียน 28 ซ้ำกันอีก ตกลงไหมคะ
– Poi seconda cosa, quindi rivedete i pronomi indiretti ovviamente non l’ho detto ma è ovvio perché avete capito dalla frase dovete utilizzare il verbo andare alla terza persona.
แล้วก็อย่างที่สอง ดังนั้นพวกเธอไปดูเรื่องคำสรรพนามแบบอ้อมซ้ำกันอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันไม่ได้บอกมันไป แต่ว่าแน่นอนค่ะ เพราะว่าพวกเธอได้เข้าใจเกี่ยวกับประโยคที่พวกเธอต้องใช้คำกริยา การไป ที่บุคคลที่สามกันดีแล้วค่ะ
– Non mi va/ non ti va/ non gli va, ok?
ฉันไม่อยาก/เธอไม่อยาก/ เขาไม่อยาก โอเคนะคะ
– Quindi forse non avevo puntualizzato tutto questo.
ดังนั้นบางทีตอนนั้นฉันอาจจะไม่ได้เน้นทั้งหมดนี้
– Significa “non ho voglia di” oppure “ho voglia di”.
หมายถึง “ฉันไม่ต้องการเกี่ยวกับ” หรือว่า”ฉันต้องการเกี่ยวกับ”
– “Mi va”, “non mi va”.
“มาที่ฉัน มันไป”, “มาที่ฉัน มันไม่ไป”
– E questo caso, questa volta ho detto “sono in vena”, è la stessa cosa.
และในกรณีนี้ ในครั้งนี้ฉันได้บอกว่า “ฉันอยู่ในอารมณ์” มันคืออย่างเดียวกันค่ะ
– È un’espressione che significa “ho voglia di fare prediche”, “mi va di fare prediche”.
มันคือ การแสดงออกอย่างนึงที่หมายถึง “ฉันต้องการทำการเทศนา”, “ฉันรู้สึกอยากบ่น” ค่ะ
– Questa è una delle espressioni nuove che abbiamo imparato oggi.
สิ่งนี้คือการพูดแบบใหม่ ที่พวกเราได้เรียนไปแล้ววันนี้ค่ะ
– E poi che cosa abbiamo imparato?
แล้วก็อะไรอีกเหรอคะที่พวกเราได้เรียนกันไปแล้ว
– La forma impersonale e alcune espressioni impersonali.
รูปแบบที่ไม่แสดงตัวตน และการพูดแบบไม่ระบุว่าเป็นใครค่ะ
– Veronica, l’hai detto l’altra volta!
เวโรนิค่า เธอได้พูดมันไปแล้วเมื่อครั้งที่แล้วนะ!
– Sì, la volta scorsa vi ho insegnato la forma impersonale ma questa volta, durante la mia predica ho aggiunto alcune espressioni impersonali.
ใช่ค่ะ ครั้งที่ผ่านมา ฉันได้สอนพวกเธอเรื่องรูปแบบที่ไม่แสดงตัวตน แต่ว่าครั้งนี้ ในระหว่างการบ่นของฉัน ฉันได้เพิ่มวิธีการพูดรูปแบบที่ไม่ระบุว่าใครเป็นคนทำเพิ่มเข้าไปอีกค่ะ
– Adesso vediamo un riepilogo della lezione dell’altra volta che è la lezione 36. Ok.
ตอนนี้ พวกเรามาดูการสรุปย่อเกี่ยวกับบทเรียนของครั้งที่แล้ว มันคือบทเรียนที่ 36 ค่ะ โอเคนะคะ
– La rivedete!
พวกเธอไปดูมันซ้ำกันนะคะ!
– E poi vediamo qualcosa di nuovo.
แล้วพวกเราก็มาดูอะไรใหม่ๆ กันค่ะ
– Allora, qua ho fatto dei nuovi esempi.
เอาหล่ะค่ะ ตรงนี้ฉันได้ทำตัวอย่างใหม่ๆ ไว้ค่ะ

– Perché, per esempio l’altra volta ho detto “in quel ristorante si mangia bene”.
เพราะว่า ตัวอย่างนะคะ ครั้งที่แล้วฉันได้บอกว่า “ในอาหารร้านนั้นกินกันอร่อยดีค่ะ”
– Il si impersonale più la terza persona singolare.
คำว่า si ไม่แสดงตัวตน บวกกับคำกริยาที่ผันในรูปบุคคลที่สามเอกพจน์
– Qui ho detto “se si studia dall’inizio”, ok, questa è la lezione dell’altra volta ma con altri esempi, si memorizzano le regole principali. Ok.
ตรงนี้ฉันได้บอกว่า “ถ้าศึกษาตั้งแต่เริ่มต้น” โอเค อันนี้คือบทเรียนของครั้งที่แล้ว แต่กับตัวอย่างแบบอื่น ก็จำพวกกฎหลักๆ กันไว้นะคะ โอเคค่ะ
– L’altra volta ho fatto un esempio ma non ho puntualizzato come voglio fare oggi, perché oggi sono un’insegnante molto seria, che in questo caso, quando l’oggetto in questione è plurale, il verbo cambia.
ครั้งที่แล้วฉันได้ทำตัวอย่างไว้ตัวอย่างนึง แต่ว่าฉันไม่ได้เน้นชี้ชัด อย่างที่ฉันต้องการทำวันนี้ เพราะว่าวันนี้ฉันเป็นอาจารย์ที่จริงจังเข้มงวดมากค่ะ ในกรณีนี้ เมื่อกรรมในประโยคเป็นพหูพจน์ คำกริยามันก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยค่ะ
– Non più alla terza persona singolare ma alla terza persona plurale.
ไม่ใช่ที่บุคคลที่สามเอกพจน์แล้วค่ะ แต่ว่าเป็นบุคคลที่สามพหูพจน์ค่ะ
– L’altra volta non l’ho puntualizzato bene ma ho fatto un esempio.
ครั้งที่แล้ว ฉันไม่ได้เน้นให้ดี แต่ว่าฉันได้ไว้ทำตัวอย่างนึง
– L’esempio era, più o meno, “se si ha ancora fame si va in un chiosco dove si mangiano panini e patatine”.
ตัวอย่างตอนนั้นคือ โดยประมาณว่า “ถ้าคนเขายังหิวอยู่ก็ไปในร้านขายอาหารเล็กๆ แล้วก็กินแซนวิชและมันฝรั่งกันค่ะ”
– Quindi si mangiano che cosa? I panni e le patatine.
ดังนั้น พวกเขากินอะไรเหรอคะ กินแซนวิชและมันฝรั่งค่ะ
– Plurale, quindi l’oggetto è al plurale e quindi non dico “si mangia panini e patatine”, “si mangiano i panini e le patatine”.
พหูพจน์ กรรมของประโยคเป็นพหูพจน์ และดังนั้นฉันไม่ควรจะพูดว่า “เขากินอย่างเดียวแซนวิชและมันฝรั่ง” แต่ต้องพูดว่า “พวกเขากินหลายอย่างทั้งแซนวิชและมันฝรั่งค่ะ”
– Ma nel ristorante si mangia, terza persona singolare.
แต่ว่าในร้านอาหารนั้นคนเขากินกัน บุคคลที่สามเอกพจน์
– Bene, quindi sono contenta di aver puntualizzato qualche cosa che avevo un pochettino trascurato l’altra volta. Bene!
ดีค่ะ ดังนั้นตอนนี้ฉันดีใจที่ได้ชี้ชัดบางอย่างที่ตอนนั้นครั้งที่แล้วฉันได้ละเลยไป เอาหล่ะค่ะ!
– Quindi vedete? Anch’io non sembra, ma mi impegno. Bene.
ดังนั้นพวกเธอเห็นไหมคะ ฉันก็ด้วยมันไม่น่าจะ แต่ว่าฉันก็พยายามทำค่ะ ดีค่ะ
– E non ci si perde.
และคนเขาจะได้ไม่หลงค่ะ
– Questa regola è stata puntualizzata diverse volte l’altra volta forse fino alla nausea.
กฎนี้ได้ถูกเน้นหลายต่อหลายครั้ง เมื่อครั้งที่แล้วอาจจะรู้สึกคลื่นไส้กันไปแล้วค่ะ
– Ho preso anche la bacchetta magica.
ฉันนำไม้กายสิทธิ์มาด้วยค่ะ
– Quindi il primo si impersonale sparisce, lo facciamo sparire e lo trasformiamo in ci e il secondo riflessivo lo lasciamo.
ดังนั้นคำว่า si คำแรก ที่ไม่ระบุว่าเป็นใคร จงหายไป พวกเราทำให้มันหายไปกันค่ะ และพวกเราก็เปลี่ยนมันให้เป็นคำว่า ci และตัวที่สอง si แบบสะท้อนกลับไปที่ประธาน พวกเราก็ปล่อยมันไว้ค่ะ
– Altrimenti sarebbe si si perde, perché il verbo è perdersi.
ถ้าไม่งั้น มันก็จะเป็นว่า คนเขาจะหลงกัน แบบมี si 2 ตัว เพราะว่าคำกริยาคือ การทำตัวเองหลงทางค่ะ
– Allora, in questa frase c’è anche un’espressione nuova.
เอาหล่ะค่ะ ในประโยคนี้มีการพูดแบบใหม่ ด้วยค่ะ
– Se si studia dall’inizio si memorizzano le regole principali e non ci si perde in un bicchiere d’acqua.
ถ้าคนเขาศึกษากันตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะจำพวกกฎหลักๆ ทั้งหลายได้ และเขาก็จะไม่หลงในแก้วน้ำค่ะ
– Cosa significa perdersi in un bicchiere d’acqua?
คำว่า การหลงในแก้วน้ำ มันหมายความว่าอะไร
เหรอคะ
– Ovviamente è un modo di dire.
เห็นได้ชัดค่ะว่า มันคือรูปแบบการพูดเปรียบเทียบค่ะ
– È un’espressione che si usa per dire, ovviamente io anche se sono bassa non posso entrare in un bicchiere d’acqua.
มันคือการพูดที่จะใช้บอกว่า แน่หล่ะค่ะว่า ถึงแม้ว่าฉันจะเตี้ย ฉันก็เข้าไปอยู่ในแก้วน้ำไม่ได้ค่ะ
– Questa è una bottiglia d’acqua, in questo momento scusate non ho un bicchiere, tanto avete imparato che cos’è un bicchiere già tempo fa emm… come cadere in un bicchiere d’acqua è come perdersi. Ok?
นี่คือขวดน้ำขวดนึง ขอโทษพวกเธอด้วยนะคะ ในขณะนี้ฉันไม่มีแก้วค่ะ ถึงอย่างไรพวกเธอก็ได้เรียนกันไปแล้วว่า แก้วน้ำคืออะไร ใช่ค่ะ มันนานมาแล้วค่ะ อึม… เหมือนการตกลงไปในแก้วน้ำ มันเหมือนการทำตัวเองหลง เข้าใจไหมคะ

– Quindi si memorizzano le regole principali e non ci si perde in un bicchiere d’acqua cioè non si sbaglia.
ดังนั้น ก็พยายามจดจำพวกกฎหลักๆ ไว้ให้ดีนะคะ จะได้ไม่หลงในแก้วน้ำ คือจะได้ไม่พูดผิดกันค่ะ
– In questo caso voglio dire non si sbaglia, si evita di fare piccoli errori.
ในกรณีนี้ฉันต้องการบอกว่า จะได้ไม่พูดผิดกันค่ะ แล้วก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการพูดผิดแบบนิดๆ หน่อยๆ ด้วยค่ะ
– Come per esempio ci sono alcuni studenti stranieri che parlano in modo fluido che possono avere una conversazione con tanta gente, però fanno ancora errori elementari.
ตัวอย่างเช่น ก็มีนักเรียนต่างชาติบางคน ที่พวกเขาพูดได้คล่องแล้ว พวกเขาคุยกับคนหลายคนได้ แต่ว่าพวกเขาก็ยังพูดกฏพื้นฐานพวกนี้ผิดอยู่อ่ะค่ะ
– Sbagliano gli articoli, sbagliano le preposizioni, fanno degli errori che con il loro livello non dovrebbero fare.
พวกเขาพูดผิดเรื่องคำนำหน้านาม พวกเขาพูดผิดเรื่องคำบุพบท พวกเขาพูดในสิ่งที่พวกเขาไม่ควรผิดแล้วในระดับของพวกเขาค่ะ
– Questo per me è perdersi in un bicchiere d’acqua.
สิ่งนี้สำหรับฉันแล้วมันคือ การทำตัวเองหลงในแก้วน้ำค่ะ
– Avete imparato tanto e vi sbagliate proprio nelle piccole cose.
พวกเธอได้เรียนกันไปแล้วมากมาย และพวกเธอก็ทำสิ่งเล็กๆ นี้ผิดได้ไงคะ
– Questo è un esempio. Bene!
นี่คือตัวอย่างนึงนะคะ ดีค่ะ!
– E poi l’altra volta ho spiegato un altro tipo di forma impersonale.
ครั้งที่แล้วฉันได้อธิบายเกี่ยวกับรูปแบบการไม่เจาะจงว่าใครเป็นคนทำไว้แบบนึง
– Uno, questo è stato puntualizzato.
หนึ่ง สิ่งนี้ได้ถูกเน้นเอาไว้แล้วค่ะ
– Se uno non studia, ho fatto adesso un altro esempio.
ถ้าเขาไม่เรียน ตอนนี้ฉันได้ทำไว้อีกตัวอย่างนึงค่ะ
– “Se uno non studia bene la grammatica, non impara bene la lingua”. Ok?
“ถ้าเขาไม่เรียนไวยากรณ์ให้ดี ก็แสดงว่าเขาเรียนภาษาได้ไม่ดี” เข้าใจไหมคะ
– Io posso dire “se non si studia la grammatica non si impara bene la lingua”. Va bene?
ฉันจะพูดว่า “ถ้าเขาไม่เรียนไวยากรณ์ เขาก็เรียนภาษาได้ไม่ดี” แบบนี้ก็ได้ค่ะ โอเคไหมคะ
– Quindi rivedete la lezione 36.
ดังนั้นพวกเธอไปดูบทเรียนที่ 36 ซ้ำกันนะคะ
– Quindi anche questa è una forma impersonale.
ดังนั้น อันนี้ก็เป็นรูปแบบที่ไม่บอกว่าใครเป็นคนทำค่ะ
– Come dire che se una persona non studia non impara bene.
เหมือนกับการพูดว่า ถ้าคนๆ นึงไม่เรียน เขาก็จะไม่รู้ค่ะ
– Poi io ho fatto degli altri esempi.
แล้วฉันก็ได้ทำตัวอย่างอื่นๆ ไว้อีกด้วยค่ะ
– E ho detto, qual è il titolo di questa lezione?
และฉันได้บอกว่า อะไรคือชื่อเรื่องของบทเรียนนี้คะ
– “Bisogna studiare!”Ok?
“จะต้องศึกษา!” เข้าใจไหมคะ
– Posso dire anche “è necessario studiare”.
ฉันจะพูดว่า “มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเรียน” ก็ได้ด้วยค่ะ
– Anche queste sono delle forme impersonali delle espressioni impersonali.
สิ่งพวกนี้ก็เป็นรูปแบบที่ไม่บอกว่าใครเป็นคนทำ ของการพูดแบบไม่แสดงตัวตนด้วยค่ะ
– Allora, in questo caso non è necessario specificare il soggetto e si capisce chi parla e di che cosa.
เอาหล่ะค่ะ ในกรณีนี้ มันไม่จำเป็นต้องระบุประธาน แต่ก็เข้าใจได้ว่าใครเป็นคนพูด และพูดถึงอะไรค่ะ
– Quindi bisogna e necessario studiare.
ดังนั้น มันจำเป็นต้องเรียนค่ะ
– Come dire voi dovete studiare.
มันก็เหมือนกับการบอกว่า พวกเธอจะต้องเรียนกันค่ะ
– Poi ne ho usate delle altre, durante la mia predica di oggi.
แล้วฉันก็ได้ใช้คำอื่นๆ ในระหว่างการบ่นของฉันในวันนี้ด้วยค่ะ
– Per esempio “non è facile imparare tutto quanto, questo è un esempio che ho scritto alla lavagna ma è meglio iniziare dalle basi”. Va bene?
ตัวอย่างเช่น “มันไม่ง่ายเลยที่จะเรียนรู้ทั้งหมดทั้งมวล สิ่งนี้คือตัวอย่างนึงที่ฉันได้เขียนเอาไว้บนกระดานดำ แต่ว่ามันจะดีกว่า ถ้าเริ่มตั้งแต่พื้นฐานเลยค่ะ” โอเคไหมคะ
– Quindi queste sono lo stesso delle espressioni impersonali.
ดังนั้น พวกนี้คือการพูดเกี่ยวกับรูปแบบที่ไม่แสดงตัวตนแบบเดียวกันค่ะ
– Quindi è facile o non è facile più infinito.
ดังนั้นมันง่าย หรือมันไม่ง่าย บวกกับคำกริยาที่ลงท้ายด้วย -are, -ere, -ire ค่ะ
– Sì, e tutto si usano i verbi alla terza persona singolare, vedete, è facile, è meglio, è necessario, bisogna.
ใช่ค่ะ และทั้งหมดนี้ จะใช้กับคำกริยาในรูปบุคคลที่สาม เอกพจน์ พวกเธอเห็นไหมคะ ว่ามันง่าย มันดีกว่า มันจำเป็น จะต้อง
– Anche bisogna è un verbo particolare che si usa soltanto solo alla terza persona singolare.
คำว่า มันต้อง คือคำกริยาพิเศษ ที่จะใช้แค่ในรูปบุคคลที่สาม เอกพจน์เท่านั้นค่ะ

– Poi io ho detto, per esempio, “è bello viaggiare in Italia”. Ok
แล้วฉันก็ได้บอกว่า ตัวอย่างนะคะ “มันดีนะที่จะท่องเที่ยวในประเทศอิตาลี” โอเคนะคะ
– Vi ho detto studiare la grammatica, sì, lo so che è bello viaggiare in Italia, ma se volete imparare l’italiano dovete studiare.
ฉันได้บอกให้พวกเธอไปศึกษาไวยากรณ์ ใช่ค่ะ ฉันรู้ค่ะว่า มันดีที่จะได้มาท่องเที่ยวในประเทศอิตาลี แต่ถ้าพวกเธอต้องการเรียนรู้ภาษาอิตาลี พวกเธอก็ต้องศึกษากันค่ะ
– Se si vuole imparare l’italiano si deve studiare.
ถ้าคนเขาต้องการเรียนรู้ภาษาอิตาลี คนเขาก็ต้องศึกษากันค่ะ
– Quindi anche qui è facile, è meglio, è bello.
ดังนั้นตรงนี้ มันง่าย มันดีกว่า มันก็สวยงามค่ะ
– Poi forse non mi ricordo se ho detto “è inutile dire che l’italiano va studiato”.
แล้ว ฉันก็จำไม่ได้ ว่าฉันได้พูดไปแล้วหรือยังว่า “มันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดว่า ภาษาอิตาลีต้องไปศึกษานะคะ”
– Quindi anche è inutile più infinito, è inutile dire ecc.
ดังนั้น คำว่า มันไม่มีประโยชน์ บวกกับคำกริยาที่ลงท้ายด้วย -are, -ere, -ire, มันไม่มีประโยชน์ที่จะพูด เป็นต้นค่ะ
– Ce ne sono tante.
มันมีอีกเยอะแยะมากมายค่ะ
– Quindi abbiamo detto necessario.
ดังนั้น พวกเราได้บอกว่า จำเป็นต้อง
– Poi io all’inizio ho detto “ma ragazzi, è possibile fare così tanti errori?” Ok?
แล้วตอนเริ่มต้น ฉันก็ได้พูดว่า “แต่เพื่อนๆ คะ มันเป็นไปได้เหรอคะ ที่ทำผิดกันมากมายขนาดนี้ เข้าใจไหมค่ะ
– Anche questa è una forma impersonale.
แบบนี้ก็เป็นแบบที่ไม่ระบุว่าเป็นใครด้วยเหมือนกันค่ะ
– È possibile, abbiamo è alla terza persona singolare, è possibile più aggettivo e più infinito.
มันเป็นไปได้ พวกเราใช้ในรูปแบบบุคคลที่สาม เอกพจน์ ดังนั้น มันเป็นไปได้ บวกคำขยายนาม และบวกคำกริยาที่ลงท้ายด้วย -are, -ere, -ire ค่ะ
– Va bene, abbiamo imparato come sempre tante belle cose.
โอเคค่ะ พวกเราได้เรียนรู้สิ่งดีๆ หลายอย่างกันไปแล้วอย่างเช่นเคยค่ะ
– Ho puntualizzato anche delle cose che non avevo detto l’altra volta.
ฉันได้เน้นย้ำเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันไม่ได้พูดไปเมื่อครั้งที่แล้วด้วยค่ะ
– Mi sembra di aver fatto il mio lavoro da professoressa.
ฉันคิดว่า ฉันได้ทำงานในฐานะของอาจารย์แล้วค่ะ
– Mi rimetto gli occhiali.
ฉันขอใส่แว่นตาอีกครั้งค่ะ
– Vediamo un po’.
พวกเรามาดูกันสักหน่อยค่ะ
– Penso di aver detto tutto quanto.
ฉันคิดว่าฉันได้บอกไปทั้งหมดแล้วนะคะ
– Ah ecco, forse ho dimenticato una cosa.
อ่า นี่ค่ะ บางทีฉันอาจจะลืมอะไรไปอย่างนึงค่ะ
– Bisogna studiare, è necessario studiare, è facile imparare, è meglio iniziare.
คำว่า มันต้องศึกษา มันจำเป็นต้องศึกษา มันง่ายที่จะเรียนรู้ มันดีกว่าที่จะเริ่มต้น
– Alcuni di voi, specialmente gli studenti di lingua tedesca di madrelingua tedesca, ok, siete bravissimi, siete molto rigorosi, vi adoro, ma a volte voi, specialmente voi, prima dell’infinito mettete la preposizioni di.
พวกเธอบางคน โดยเฉพาะพวกนักเรียนที่พูดภาษาเยอรมัน ภาษาแม่คือเยอรมัน โอเค พวกเธอเก่งมากค่ะ พวกเธอรักษากฏต่างๆ ได้ดี ฉันรักพวกเธอมากค่ะ แต่บางครั้ง ก่อนที่พวกเธอจะใส่ infinito พวกเธอก็ใส่คำบุพบท di เข้าไปด้วย
– Vi devo dire che non ci vuole .
ฉันต้องบอกพวกเธอว่า มันไม่จำเป็นต้องใส่ค่ะ
– È sbagliato dire “è facile di imparare”.
มันผิดที่พูดว่า “มันง่าย di เรียนรู้”
– No vi prego.
ไม่นะคะ ฉันขอร้องพวกเธอเลยค่ะ
– È facile imparare, è anche più facile dirlo perché non dovete mettere nessuna preposizione.
มันง่ายที่จะเรียนรู้ มันพูดได้ง่ายกว่าด้วยค่ะ เพราะว่าพวกเธอไม่ต้องใส่คำบุพบทอะไรเลยค่ะ
– Forse tendete a tradurre dalla vostra madrelingua.
บางทีพวกเธออาจจะแปลตรงๆ มาจากภาษาแม่ของพวกเธอ
– È meglio iniziare, io non dico è meglio di iniziare quindi via questo di e semplifichiamo tutto quanto.
มันจะดีกว่าถ้าเริ่มต้น ฉันไม่ได้พูดว่ามันจะดีกว่า di การเริ่มต้น ดังนั้น เอาคำว่า di ออกไป แล้วพวกเราก็ทำให้มันง่ายขึ้นค่ะ
– Troviamo sempre qualcosa di positivo in questo corso dove impariamo sempre tante cose nel tempo di un caffè.
พวกเราก็เจออะไรที่เป็นด้านบวกเสมอในหลักสูตรนี้ พวกเราได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างมากมายในเวลาของการดื่มกาแฟเท่านั้นค่ะ

– Penso di aver detto tutto quanto, sì, sì, sì è vero.
ฉันคิดว่าฉันได้บอกไปทั้งหมดแล้วนะคะ ใช่ค่ะ ใช่ๆ หมดแล้วจริงๆ ค่ะ
– Quindi vi posso anche salutare.
ดังนั้น ฉันก็สามารถบอกลากับพวกเธอได้แล้วค่ะ
– Continuate a seguirmi su One world Italiano video.
พวกเธอติดตามฉันได้อย่างต่อเนื่องที่ One world Italiano video กันนะคะ
– oneworlditaliano.com
– Ciao a tutti!!!
สวัสดีค่ะทุกๆ คน

Corsi di Italiano Online

เราเรียนอยู่ในระดับ A2 แล้วนะคะ แสดงว่า เราต้องพูดได้ ฟังออกบ้างแล้วนะคะ เพราะฉะนั้น
1.ไปที่ยูทูป แล้วเขียนหัวข้อที่เรียนวันนี้ลงไปวันนี้ลงไันนี้ลงไป แล้วก็ไปฟังครูคนอื่นเขาสอนเรื่องนี้ด้วยอีกหลายๆ รอบค่ะ แล้วอย่าลืมเขียนทุกอย่างที่เราเรียนไปแล้วลงสมยนไปแล้วลงสมุดด้วยนะคะ
2.พูดตามเขาให้ทันทุกคำนะคะ ถ้ายังไม่ทันก็ดูวิดีโอซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะพูดตามได้ทันค่ะ
3.ถ้าเริ่มงง และรู้สึกว่าการเรียนเริ่มยากไปแล้ว ให้กลับไปเรียนซ้ำทุกอย่างที่เราเคยเรียนไปแล้วในวันก่อนๆ นก่อนๆ ค่ะ
จำสุภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ได้ไหมคะ เราไม่ควรรีบร้อนเรียนค่ะ เพราะว่าการเรียนแบบเร็วๆ มันจะทำให้เราจำได้ไม่หมด ตกหล่นหลายสิ่งหลายอย่าง แล้วก็จะทำให้เราหงุดหงิดและปวดหัวเปล่าๆ ค่ะ

ท้ายสุดนี้ ก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณน้องมาย ที่ตั้งใจเรียน และตั้งใจแปลวิดีโอนี้มาให้พวกเราได้เรียนกันแบบสะดวกสบายมากขึ้นค่ะ ถ้าสนใจอยากรู้ว่าน้องมายเรียนอะไรไปบ้างแล้ว เชิญไปดูที่เพจของเธอได้เลยค่ะ

เรียนภาษาอิตาเลียนด้วยตัวเอง (สมุดส่งการบ้าน)

เพิ่มเติม

เรียนภาษาอิตาลี

 

ข่าวสารฟรี : การใช้ชีวิตในอิตาลี

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อ

One thought on “เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 58

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s