เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 53

บทเรียน

นักเขียนรับเชิญคนพิเศษ – คุณ สรินยา วิทยาอารีย์กุล (ครูยา)

เรียนภาษาอิตาลี

เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 53

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามาเรียนเกี่ยวกับคำกริยาในรูปแบบ Congiuntivo กันค่ะ เราจะใช้คำกริยารูปแบบนี้กับประโยคหรือเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เป็นเรื่องสมมุติ เป็นความไม่แน่ใจ เป็นความอยาก และเป็นความสงสัยค่ะ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. แบบที่ใช้ได้ทันที โดยที่ไม่ต้องใช้คู่กับอีกประโยคนึงค่ะ ได้แก่
1.1 ใช้อวยพร เช่น Possiate essere felici per tutta la vita! แปลว่า ขอให้พวกคุณทั้งหลายมีความสุขไปตลอดชีวิตเลยค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ potere ค่ะ

1.2 ใช้นึกเดาเหตุการณ์ เช่น
Che abbia perso il treno? แปลว่า ตกรถไฟซะแล้วมั๊ง คำว่า abbia บอกให้รู้ว่าเป็นคนเดียว ส่วนจะเป็นใครก็ต้องเขียนเพิ่มเข้าไปอีกทีค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ perdere ค่ะ

1.3 ใช้เชิญหรือสั่งให้ทำ เช่น
-Abbia un po’ di pazienza!
ขอให้เธอจงอดทนให้มากขึ้นอีกหน่อยค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ avere ค่ะ

-Vada via di qui immediatamente!
ขอเชิญคุณออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลยค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ andare ค่ะ

1.4 ให้อภัย ให้โอกาส เช่น
Abbia pure commesso degli errori, ma è sempre un amico. แปลว่า ถึงแม้ว่าเขาจะทำผิดพลาดมากมาย แต่เขาก็ยังเป็นเพื่อนของเราอยู่นะคะ

คำกริยาในรูป infinito คือ commettere ค่ะ

2 ใช้คู่กับอีกประโยคนึงเสมอค่ะ ได้แก่
2.1 ใช้บอกความรู้สึก เช่น
Sono contenta che tu stia bene.
แปลว่า ฉันดีใจที่เธอสบายดี
(ประโยคแรกคือ Sono contenta ส่วนประโยคที่สองคือ che tu stia bene. คำว่า stia เป็นรูปแบบ congiuntivo presente ตามภาพค่ะ)

คำกริยาในรูป infinito คือ stare ค่ะ

2.2 ใช้บอกความคิดเห็น เช่น
Ho l’impressione che tu non dica la verità. แปลว่า ฉันมีความรู้สึกว่า เธอไม่ได้พูดความจริงออกมานะคะ

คำกริยาในรูป infinito คือ dire ค่ะ

2.3 ใช้บอกสิ่งที่อยากให้เป็น เช่น
Voglio che tu finisca di mangiare.
แปลว่า ฉันอยากให้เธอกินเสร็จซะทีค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ finire ค่ะ

2.4 ใช้บอกความสงสัย เช่น
Dubito che domani ci sia il sole.
แปลว่า ฉันสงสัยว่าพรุ่งนี้จะมีแดดค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ essere ค่ะ

2.5 ไม่เจาะจงว่าใครเป็นคนอยากให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นในประโยคแรก แล้วประโยคที่สองก็ต้องใช้ congiuntivo ค่ะ เช่น
Bisogna che tu studi di più. แปลว่า มันจำเป็นที่เธอจะต้องเรียนให้มากขึ้นนะคะ

คำกริยาในรูป infinito คือ studiare ค่ะ

2.6 ใช้คำกริยา è + คำขยายกริยาหรือคำขยายนามในประโยคแรก แล้วประโยคที่สองก็ต้องใช้ congiuntivo ค่ะ เช่น
È meglio che voi vi comportiate bene. แปลว่า มันน่าจะดีกว่า ถ้าพวกเธอทำตัวให้ดีๆ ค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ comportare ค่ะ

2.7 ใช้กับประโยคที่บอกว่า ใครๆ ก็พูดกันว่า… เช่น
Si dice che Bangkok sia una bellissima città. แปลว่า เขาพูดกันว่า กรุงเทพเป็นเมืองที่สวยมากๆ ค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ essere ค่ะ

2.7 จะใช้ congiuntivo ถ้ามีคำพวกนี้ค่ะ prima che, senza che, qualsiasi (qualunque), chiunque, comunque เช่น
Sarò soddisfatta, comunque vada l’esame. แปลว่า ยังไงฉันก็พอใจ ไม่ว่าผลสอบจะออกมาอย่างไรค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ andare ค่ะ

คำกริยาในรูปแบบ Congiuntivo จะมี 4 ช่วงเวลาคือ Presente (ปัจจุบัน), Passato (อดีต), Imperfetto (อดีตที่ทำเป็นประจำหรือกินเวลานานช่วงนึง) และ Trapassato (เล่าถึงอดีตในอดีต)

1.Congiuntivo presente
จะใช้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ไม่เป็นจริง เป็นสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นในช่วงเวลาปัจจุบัน เช่น
Penso che valga la pena di tentare. แปลว่า ฉันคิดว่ามันคุ้ม ที่จะลองดูสักตั้งค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ valere ค่ะ

2.Congiuntivo passato จะใช้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เป็นการสมมุติ หรือเป็นความคิด ที่เกิดขึ้นในอดีต ใช้ได้หลายรูปแบบดังนี้ค่ะ

2.1 ถ้าประโยคแรกเป็นคำกริยาในรูป Indicativo presente เช่น
Credo che lo spettaccolo sia stato molto divertente. แปลว่า ฉันคิดว่า การแสดงที่เราดูจบไปแล้วนั้นมันสนุกมากๆ เลยค่ะ คำว่า Credo คือ Indicativo presente เพราะฉะนั้นประโยคที่สองก็ต้องใช้ Congiuntivo passato ดังภาพค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ essere ค่ะ

2.2 จะใช้ Congiuntivo passato ถ้าเจอคำพวกนี้ค่ะ senza che, prima che, nonostante, malgrado, a meno che, a condizione che เช่น
Mario è partito senza che tu lo abbia salutato. แปลว่า มาริโอ้ออกเดินทางไปแล้ว โดยที่เธอยังไม่ได้ร่ำลากับเขาเลยค่ะ ในประโยคนี้มีคำว่า senza che เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้ Congiuntivo passato ดังภาพค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ salutare ค่ะ

3.จะใช้ Congiuntivo imperfetto ในประโยคที่สอง ถ้าประโยคแรกมีคำกริยาดังนี้ค่ะ แล้วเหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันค่ะ
คำกริยาในรูป infinito คือ venire ค่ะ

3.1 เมื่อประโยคแรกเป็นคำกริยาในรูป indicativo passato prossimo เช่น
Ho desiderato che tu ieri sera venissi. แปลว่า ฉันฝันหวานอยากให้เธอมาตอนเย็นเมื่อวานนี้ค่ะ
(Ho desiderato ในประโยคแรกเป็นเรื่องจริง คิดฝันจริงๆ อยู่ในรูป passato prossimo แต่ประโยคที่สองไม่เป็นจริง ก็เลยต้องใช้คำกริยาในรูป Congiuntivo imperfetto ค่ะ)

3.2 เมื่อประโยคแรกเป็นคำกริยาในรูป indicativo imperfetto เช่น
Desideravo che tu ieri venissi. แปลว่า ฉันอยากให้เธอมาเมื่อวานนี้
(Desideravo ในประโยคแรกเป็นเรื่องจริง คิดฝันจริงๆ อยู่ช่วงนึง และอยู่ในรูป imperfetto แต่ประโยคที่สองไม่เป็นเรื่องจริง ก็เลยต้องใช้คำกริยาในรูป Congiuntivo imperfetto เพราะในความเป็นจริง เธอไม่ได้มาค่ะ)

3.3 เมื่อประโยคแรกเป็นคำกริยาในรูป Condizionale presente เช่น
Vorrei (oggi) che tu oggi venissi.
แปลว่า ฉันก็อยากให้เธอมาวันนี้นะ (Vorrei ในประโยคแรกเป็นความอยาก ที่อยู่ในรูปปัจจุบัน แต่ประโยคที่สองไม่เป็นความจริง ก็เลยต้องใช้คำกริยาในรูป Congiuntivo imperfetto ค่ะ)

3.4 เมื่อประโยคแรกเป็นคำกริยาในรูป Condizionale passato เช่น
Avrei voluto che tu ieri venissi.
แปลว่า เมื่อวานตอนนั้นฉันก็อยากให้เธอมานะ
(Avrei voluto ในประโยคแรกเป็นความอยากในอดีต ที่อยู่ในรูป condizionale passato ดังนั้น ประโยคที่สอง ก็เลยต้องใช้คำกริยาในรูป Congiuntivo imperfetto ค่ะ)

4. Congiuntivo trapassato
เราสามารถใช้ Congiuntivo trapassato ได้หลายแบบ และมันจะใช้คู่กับอีกประโยคนึงเสมอค่ะ

4.1 เมื่อคำกริยาในประโยคแรกคือ Indicativo imperfetto เช่น
Volevo (ieri) che tu fossi arrivato (prima di ieri) in tempo.
แปลว่า เมื่อวานนี้ฉันอยากให้เธอมาให้ทันเวลา (ตอนที่ฉันอยากเมื่อวานนี้ เธอก็มาไม่ทันแล้วค่ะ) Volevo คือคำกริยาในรูป Indicativo imperfetto ส่วน che tu fossi arrivato ก็คือ Congiuntivo trapassato อดีตในอดีตที่ไม่เป็นความจริงค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ arrivare ค่ะ

4.2 เมื่อคำกริยาในประโยคแรกคือ Indicativo passato prossimo เช่น Ho creduto (ieri) che loro fossero già partiti (prima di ieri). แปลว่า ตอนนั้นฉันเชื่อว่า พวกเขาได้ออกเดินทางไปแล้วค่ะ (ตอนนั้นคิดว่าเขาไปกันแล้ว แต่ในความเป็นจริงพวกเขายังอยู่กันค่ะ) Ho creduto คือคำกริยาในรูป Indicativo passato prossimo ส่วน che loro fossero partiti ก็คือ Congiuntivo trapassato อดีตในอดีตที่ไม่เป็นความจริงค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ partire ค่ะ

4.3 เมื่อคำกริยาในประโยคแรกคือ indicativo Passato remoto เช่น
Pensai che lei si fosse offesa. แปลว่า เมื่อนานมากมาแล้ว ฉันคิดว่า นางคงจะรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดนั้น (ฉันคิดเอาเองว่า นางจะรู้สึกเจ็บค่ะ) Pensai คือคำกริยาในรูป Indicativo passato remoto ส่วน che lei si fosse offesa ก็คือ Congiuntivo trapassato อดีตในอดีตที่ไม่เป็นความจริงค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ offendersi ค่ะ

4.4 เมื่อคำกริยาในประโยคแรกคือ Indicativo trapassato prossimo เช่น Non avevo pensato che tu avessi finito. แปลว่า ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดว่าคุณจะเสร็จธุระแล้ว avevo pensato คือคำกริยาในรูป Indicativo trapassato prossimo ส่วน che tu avessi finito ก็คือ Congiuntivo trapassato ค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ finire ค่ะ

4.5 เมื่อคำกริยาในประโยคแรกคือ Condizionale passato เช่น
Avrei voluto che voi vi foste incontrati prima.
แปลว่า ตอนนั้นฉันอยากให้พวกคุณเจอกันก่อน (แต่ในความเป็นจริง พวกเธอไม่ได้เจอกัน มันเป็นแค่ความอยากในอดีตค่ะ) Avrei voluto คือคำกริยาในรูป Condizionale passato ส่วน che voi vi foste incontrati ก็คือ Congiuntivo trapassato มันต้องใช้คู่กันค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ incontrarsi ค่ะ

4.6 บางทีประโยคแรกก็เป็น condizionale presente แล้วประโยคหลังก็เป็น congiuntivo trapassato เช่น
Vorrei (oggi) che loro avessero letto (prima di oggi) questo libro. แปลว่า ฉันอยากให้พวกเขาอ่านหนังสือเล่มนี้กันไปแล้วค่ะ (แต่ในความเป็นจริง พวกเขายังไม่ได้อ่านกันค่ะ) Vorrei คือความอยากในปัจจุบันแบบสุภาพ ส่วน che loro avessero letto คือสิ่งที่อยากให้มันเกิดขึ้นในอดีตค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ leggere ค่ะ 4.7 ถ้าในประโยคแรกมีพวกคำเชื่อมพวกนี้ senza che, prima che, nonostante, malgrado, a meno che, a condizione che ประโยคหลังก็จะใช้ congiuntivo trapassato ค่ะ เช่น Marco è venuto senza che nessuno lo avesse invitato. แปลว่า มารโคะเขามาโดยที่ไม่มีใครเชื้อเชิญเขาก่อนหน้านี้ค่ะ มีคำว่า senza che ดังนั้น ประโยคหลังก็ต้องใช้ Congiuntivo trapassato ค่ะ

คำกริยาในรูป infinito คือ invitare ค่ะ

เราเรียนอยู่ในระดับ A2 แล้วนะคะ แสดงว่า เราต้องพูดได้ ฟังออกบ้างแล้วนะคะ เพราะฉะนั้น
1.ไปที่ยูทูป แล้วเขียนหัวข้อที่เรียนวันนี้ลงไป แล้วก็ไปฟังครูคนอื่นเขาสอนเรื่องนี้ด้วยอีกหลายๆ รอบค่ะ แล้วอย่าลืมเขียนทุกอย่างที่เราเรียนไปแล้วลงสมุดด้วยนะคะ
2.พูดตามเขาให้ทันทุกคำนะคะ ถ้ายังไม่ทันก็ดูวิดีโอซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะพูดตามได้ทันค่ะ
3.ถ้าเริ่มงง และรู้สึกว่าการเรียนเริ่มยากไปแล้ว ให้กลับไปเรียนซ้ำทุกอย่างที่เราเคยเรียนไปแล้วในวันก่อนๆ ค่ะ
จำสุภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ได้ไหมคะ เราไม่ควรรีบร้อนเรียนค่ะ เพราะว่าการเรียนแบบเร็วๆ มันจะทำให้เราจำได้ไม่หมด ตกหล่นหลายสิ่งหลายอย่าง แล้วก็จะทำให้เราหงุดหงิดและปวดหัวเปล่าๆ ค่ะ

เพิ่มเติม

เรียนภาษาอิตาลี

 

ข่าวสารฟรี : การใช้ชีวิตในอิตาลี

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อ

One thought on “เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 53

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s