เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 50

บทเรียน

นักเขียนรับเชิญคนพิเศษ – คุณ สรินยา วิทยาอารีย์กุล (ครูยา)

เรียนภาษาอิตาลี

เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 50

สวัสดีค่ะ ในวิดีโอที่ 32 นี้ ครูเวโรนิค่าจะสอนเรื่องคำกริยาแบบสะท้อนกลับมาที่ตัวเอง แต่ในครั้งนี้จะใช้กับรูปแบบคำกริยาที่มี 2 คำติดกันค่ะ
กดที่ลิ้งค์นี้แล้วไปดูวิดีโอกันเลยค่ะ ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ค่อยกลับมาดูคำแปลทีหลังค่ะ

Lezione 32
บทที่ 32
– Meno 3… meno 2… meno 1…
ลบ 3… ลบ2… ลบ1…
– Prontissima!!!
พร้อมมากๆ เลยค่ะ!!!
– Ciao a tutti!!!
สวัสดีค่ะทุกคน!!!
– Come state? Io benissimo!
พวกเธอเป็นอย่างไรกันบ้างคะ ฉันสบายดีมากค่ะ!
– Sono in perfetta forma e voi?
ฉันอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ดี และพวกเธอหล่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะ
– Oggi mi sono alzata in tempo, ho potuto fare tantissime cose, e sono dovuta uscire di corsa.
วันนี้ฉันลุกตื่นตัวเองขึ้นมาทันเวลา แล้วฉันก็ได้ทำอะไรไปหลายอย่างเลย และตอนนั้นฉันก็ต้องออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วด้วยค่ะ
– Questo è il titolo della trentaduesima lezione del corso oneworlditaliano video.
นี่คือชื่อเรื่องของบทเรียนที่สามสิบสองของหลักสูตร oneworlditaliano video ค่ะ
– Che cosa impariamo oggi?
วันนี้พวกเราจะมาเรียนอะไรกันคะ
– Tante cose, allora prima di tutto che oggi sono iperattiva, e ho potuto organizzare benissimo, perfettamente la mia giornata.
หลายสิ่งหลายอย่างค่ะ เอาหล่ะค่ะ อย่างแรก วันนี้ฉันขยันค่ะ ฉันจัดการวันนี้ได้ดีมากเลยค่ะ
– Quindi impariamo ancora ad organizzare la nostra giornata, ma in modo molto disciplinato.
ดังนั้น พวกเราก็มาเรียนเรื่องการจัดการวันของพวกเรากันอีกค่ะ แต่ทำแบบเป็นลำดับขั้นตอน ที่เป็นระเบียบมากขึ้นค่ะ
– Ricordate l’altra volta?
พวกเธอจำครั้งที่ผ่านมากันได้ไหมคะ
– Se non la ricordate va meglio, perché, che vergogna, mi sono alzata alle 10.
ถ้าพวกเธอจำกันไม่ได้ มันก็จะดีมากเลยค่ะ ทำไมเหรอคะ มันน่าอับอายมากค่ะ ฉันได้ลุกตัวเองขึ้นจากที่นอนตอน 10 โมงค่ะ
– Anzi, mi sono svegliata alle 10 di fronte alla telecamera.
และแย่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ฉันได้ตื่นตัวเองขึ้นมาตอน 10 โมง หน้ากล้องเลยค่ะ
– Eee… dai, non ricordiamocelo!
เออ… เอาล่ะ พวกเราอย่าไปจำมันกันเลยค่ะ!
– E oggi sono super disciplinata, infatti ho fatto un resoconto di tutta la mia giornata, di tutto quello che ho potuto fare.
และวันนี้ ฉันก็มีวินัยมากค่ะ จริงๆ แล้ว ฉันก็ทำรายงานสรุปวันของฉันด้วย ก็เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่ฉันได้ทำไปแล้วทั้งหมดอ่ะค่ะ
Quindi oggi impariamo ad organizzarci bene, e a fare un resoconto, un riassunto di tutto quello che abbiamo potuto fare durante la giornata.
ดังนั้น วันนี้พวกเราจะเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดระเบียบวันของพวกเราให้ดีกันค่ะ และการทำรายงานสรุปย่อเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเราได้ทำกันไปแล้วทุกกิจกรรมในระหว่างวันด้วยค่ะ
– Benissimo!
ดีมากค่ะ!
– E poi va bene tante parole nuove, ampliamo il nostro vocabolario.
แล้วก็มาเรียนคำใหม่ๆ หลายๆ คำเพิ่มกันอีกค่ะ ก็มาขยายคลังใส่คำศัทพ์ให้ใหญ่มากขึ้นอีกค่ะ
– Perfetto!
เยี่ยมมากค่ะ!
– Bene, come vedete, ho fatto una lista di tutto quello che ho potuto, voluto e dovuto fare.
ดีค่ะ ก็อย่างที่พวกเธอเห็น ฉันได้ทำรายการเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันได้ทำ อยากทำ และต้องทำไปแล้วค่ะ
– E voi? Che cosa avete fatto?
แล้วพวกเธอหล่ะ พวกเธอได้ทำอะไรกันไปบ้างแล้วคะ
– La mia giornata è stata super!
วันนี้ของฉันมันสุดยอดมากเลยค่ะ!
– Adesso ve la racconto.
ตอนนี้ฉันจะเล่าให้พวกเธอฟังกันนะคะ
– Bene, bene, bene.
ดีค่ะ ดีๆ
– Sì, lo so che per voi è normale organizzarvi la giornata, ma per me questa giornata è stata un record.
ใช่ค่ะ ฉันรู้ค่ะว่าสำหรับพวกเธอ มันเป็นเรื่องปกติที่จะจัดระเบียบวันของพวกเธอ แต่ว่าสำหรับฉันนั้น วันนี้เป็นวันที่ฉันต้องบันทึกเอาไว้เลยค่ะ
– Allora, perché prima di tutto mi sono svegliata alle ore 6. Perfetto!
เอาหล่ะค่ะ เพราะว่าอย่างแรกเลยนะ ฉันตื่นตัวเองขึ้นมาตอน 6 โมงเช้าได้ค่ะ เยี่ยมมากค่ะ!
– Eee… udite, udite, mi sono alzata alle 6:02.
เออ… พวกเธอฟังไว้นะ พวกเธอฟังไว้นะคะ ฉันได้ลุกตัวเองออกจากที่นอนตอน 6 โมงเช้ากับอีก 2 นาทีค่ะ
– Per me è un record ragazzi.
สำหรับฉันแล้ว นี่มันเป็นสถิติใหม่เลยค่ะเพื่อนๆ
– Ho impiegato soltanto due minuti per alzarmi.
ฉันใช้เวลาแค่สองนาทีเท่านั้น ในการลุกตัวเองขึ้นมาค่ะ
– Bene, poi che cosa ho fatto?
ดีค่ะ แล้วฉันได้ทำอะไรไปบ้างคะ
– Tra alle 6:02 e le 6:30 mi sono preparata.
ระหว่างหกโมงเช้ากับอีก 2 นาทีถึงหกโมงครึ่ง ฉันก็แต่งตัวเองจนเสร็จค่ะ
– Cioè mi sono lavata, mi sono vestita, mi sono pettinata e mi sono truccata.
คือ ฉันได้ล้างทำความสะอาดตัวเอง ฉันได้ใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง ฉันได้หวีผมให้ตัวเอง และฉันก็ได้แต่งหน้าให้กับตัวเองค่ะ
– Anche questo per me è un grande record.
สิ่งนี้ก็เหมือนกันค่ะ สำหรับฉันแล้ว มันเป็นสถิติที่ยิ่งใหญ่ทีเดียวค่ะ
– Bene. Poi dopo, ho fatto colazione molto velocemente, in 5 minuti, poi ho lavato i piatti e ho pulito la cucina, e sono dovuta uscire di corsa.
ดีค่ะ แล้วหลังจากนั้น ฉันก็ได้ทานอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว ภายใน 5 นาทีเองค่ะ แล้วฉันก็ล้างจาน และทำความสะอาดห้องครัว แล้วฉันก็ต้องออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วค่ะ
– Oggi sono andata nella nostra bellissima spiaggia del Poetto, qui a Cagliari, a fare jogging.
วันนี้ฉันได้ไปที่ชายหาดอันสวยงามของพวกเรา หาดโปเอตโตะ ที่นี่ที่เมืองคาลยิอาริค่ะ ก็มาวิ่งค่ะ

– È stata un’emozione ragazzi.
มันได้อารมณ์มากค่ะเพื่อนๆ
– Lo sapete? Che ho visto l’alba per la prima volta.
พวกเธอทราบไหมคะ ฉันได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นครั้งแรกเลยค่ะ
– Un’emozione unica.
เป็นความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียวมากๆ เลยค่ะ
– Benissimo!
ดีมากค่ะ!
– E poi ho completato l’allenamento in palestra, con un po’ di sollevamento pesi.
แล้วฉันก็ทำวันให้มันสมบูรณ์ด้วยการไปออกกำลังกายในยิม ด้วยการยกน้ำหนักอีกหน่อยค่ะ
– Oggi mi sento proprio in forma.
วันนี้ฉันรู้สึกว่าฉันแข็งแรงเต็มร้อยเลยค่ะ
– Bene, allora, poi dopo il sollevamento pesi ho dovuto fare di nuovo la doccia, e sono dovuta uscire di nuovo di corsa, per andare a lavoro.
ดีค่ะ ต่อค่ะ แล้วหลังจากการยกน้ำหนักนั่น ฉันก็ต้องอาบน้ำใหม่อีกค่ะ และฉันก็ต้องออกไปข้างนอกอีกครั้ง เพราะว่าไปทำงานค่ะ
– Ho dovuto lavorare dalle 10 fino all’una, e poi ho potuto fare la pausa.
ฉันต้องทำงานตอน 10 โมงจนถึงตอนบ่ายโมงค่ะ แล้วฉันถึงจะพักได้ค่ะ
– Sono voluta andare al supermercato a fare la spesa, e poi sono dovuta ritornare a casa, per preparare il pranzo.
ตอนนั้นฉันอยากไปที่ซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อจ่ายตลาดค่ะ และฉันก็ต้องกลับมาที่บ้าน เพื่อเตรียมอาหารกลางวันค่ะ
– Quindi ho preparato il pranzo, ho pranzato velocemente, e poi, dato che c’ero, ho lavato i piatti, e ho voluto pulire tutta la casa.
ดังนั้น ฉันได้เตรียมอาหารกลางวัน ฉันได้ทานอาหารกลางวันอย่างรวดเร็ว ก็ตอนนั้นฉันอยู่บ้านอ่ะค่ะ ฉันก็เลยล้างจานซะเลยค่ะ แล้วฉันก็อยากทำความสะอาดบ้านทั้งบ้านด้วยค่ะ
– Così non devo sacrificare il fine settimana!
แบบนี้ ฉันจะได้ไม่ต้องทำอีกในวันหยุดสุดสัปดาห์ค่ะ!
– Bene, poi che cosa ho fatto?
แล้วฉันได้ทำอะไรไปอีกคะ
– Dopo sono dovuta ritornare a lavoro, e ho dovuto lavorare dalle 4:30 fino alle 8:00 di sera, poi dopo le 8 sono potuta uscire, sono ritornata a casa, e a casa ho preparato la cena, e anche il pranzo per domani.
แล้วหลังจากนั้น ฉันก็ต้องกลับไปที่ทำงานอีกครั้ง และฉันก็ต้องทำงานตั้งแต่สี่โมงครึ่ง จนถึงตอนสองทุ่ม แล้วหลังจากสองทุ่ม ฉันถึงจะออกไปข้างนอกได้ ฉันก็กลับมาที่บ้าน และพอมาถึงที่บ้าน ฉันก็ได้เตรียมอาหารเย็น และก็เตรียมอาหารกลางวันสำหรับวันพรุ่งนี้ด้วยค่ะ
– Quindi oggi mi sono super organizzata!
ดังนั้น วันนี้ฉันจัดการทำทุกอย่างได้สุดยอดมากๆ เลยค่ะ!
– È stata una giornata bellissima, energica, diciamo super, super!
มันเป็นวันที่สวยงามมากที่สุด กระปรี้กระเปร่าเต็มไปด้วยพลังงาน พวกเราก็พูดได้ว่า เป็นวันที่สุดยอดไปเลยค่ะ!
– Sono contentissima!
ฉันดีใจที่สุดเลยค่ะ!
– E come vedete, sono ancora superattiva e piena di energia, per spiegarvi che cosa abbiamo imparato oggi!
และก็อย่างที่พวกเธอเห็นกัน ฉันก็ยังคงกระฉับกระเฉงเต็มไปด้วยพลัง และพร้อมที่จะอธิบายว่า วันนี้พวกเราได้เรียนรู้อะไรกันไปบ้างแล้วค่ะ!
– Tante tante cose!
หลายสิ่งหลายอย่างมากมายเลยค่ะ!
– Infatti, oggi ho fatto tante cose, e voglio spiegare a voi tante cose.
นั่นสิ วันนี้ฉันได้ทำอะไรไปหลายอย่างเลย และฉันก็ต้องการจะอธิบายให้พวกเธอฟังอีกหลายสิ่งหลายอย่างด้วยค่ะ
– Benissimo!
ดีมากค่ะ!
– Quali? Adesso vediamo.
เรื่องอะไรเหรอคะ ตอนนี้พวกเรามาดูกันค่ะ
– Allora, iniziamo con le regole.
เอาหล่ะ พวกเรามาเริ่มกันด้วยกฎต่างๆ กันค่ะ
– Prima regola: vi ricordate i verbi riflessivi?
กฎแรกค่ะ พวกเธอจำพวกคำกริยาสะท้อนกลับมาถึงตัวเองกันได้ไหมคะ
– Rivedete, rivedete, rivedete la lezione 24, mi raccomando!
พวกเธอไปดูบทเรียนที่ 24 ซ้ำกันนะคะ ฉันขอแนะนำเลยค่ะ!
– Rivedetela!
พวกเธอไปดูมันซ้ำกันนะคะ!
– Perfetto!
เยี่ยมมากค่ะ!
– Rivedete la lezione 24.
พวกเธอไปดูบทเรียนที่ 24 ซ้ำกันนะคะ
– E infatti, però oggi li vediamo con i tempi composti.
เพราะว่าวันนี้ เราจะเรียนเรื่องนี้อีกครั้ง แต่ว่าคราวนี้ จะเป็นรูปแบบที่มีคำกริยา 2 คำติดกันค่ะ
– Quindi abbiamo detto io prima mi sono svegliata alle 6. Ok?
ดังนั้น พวกเราก็พูดได้ว่า ตอนเริ่มแรกเลย ฉันก็ได้ตื่นตัวเองขึ้นมาตอน 6 โมงเช้า โอเคไหมคะ
– Poi mi sono alzata alle 6:02.
แล้วฉันก็ได้ลุกตัวเองขึ้นมาตอน 6 โมงเช้ากับอีก 2 นาทีค่ะ
– Mi sono preparata, mi sono vestita, mi sono pettinata, mi sono truccata.
ฉันได้ล้างหน้าแปรงฟันให้กับตัวเอง ฉันได้แต่งตัวให้กับตัวเอง ฉันได้หวีผมให้กับตัวเอง ฉันได้แต่งหน้าให้กับตัวเองค่ะ (รูปแบบคือ คำสรรพนามแบบตรง + คำกริยา essere + participio ที่ผันตามเพศค่ะ)
– Mi sono anche lavata prima. Ok?
ฉันก็ได้อาบน้ำให้ตัวเองก่อนด้วยค่ะ เข้าใจไหมคะ
– Questi sono tutti verbi riflessivi, che vedete nella lezione 24, ma questa volta con i tempi composti.
สิ่งเหล่านี้คือพวกคำกริยาแบบที่สะท้อนกลับมาที่ตัวเองทั้งหมดค่ะ ที่พวกเธอได้เรียนกันไปแล้วในบทเรียนที่ 24 แต่ว่าครั้งนี้กับคำกริยา 2 คำติดกัน ในรูปอดีตค่ะ
– Allora altre due regole.
เอาหล่ะ แล้วก็กฏอื่นอีกสองกฎค่ะ
– Dovete ridevere altre due lezioni, che sarebbero la lezione 21 e la lezione 22, perché?
พวกเธอต้องกลับไปดูซ้ำกันอีกสองบทเรียนนะคะ ก็น่าจะเป็นบทเรียนที่ 21 และบทเรียนที่ 22 ค่ะ ทำไมเหรอคะ
– Perché io li spiego il passato prossimo.
เพราะว่าฉันได้อธิบายเกี่ยวกับ il passato prossimo ให้กับพวกเขาฟังค่ะ

– Nella lezione 22 io dico che dovete accordare il participio passato quando abbiamo l’ausiliare avere, come in questo caso.
ในบทเรียนที่ 22 ฉันได้บอกเอาไว้ว่า มันมีข้อตกลงกับ il participio passato ด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องผันมันตามเพศและจำนวน เมื่อพวกเราใช้คำกริยาช่วย avere การมี อย่างในกรณีนี้ค่ะ
– Questo nella lezione 21.
อันนี้ในบทเรียนที่ 21 ค่ะ
– Nella lezione 22 invece io vi insegnato a scegliere l’ausiliare adatto, essere o avere?
ส่วนในบทเรียนที่ 22 ฉันได้สอนพวกเธอเกี่ยวกับการเลือกใช้คำกริยาช่วยที่เหมาะสม คำกริยาช่วย essere เป็น อยู่ คือ หรือว่า คำกริยาช่วย avere การมี ใช่ไหมคะ
– Ok? Io dico nella lezione 22 che quando ci sono i verbi riflessivi, che abbiamo fatto successivamente alla lezione 22,
ตกลงไหมคะ ฉันบอกในบทเรียนที่ 22 ว่าเมื่อมันมีพวกคำกริยาแบบสะท้อนกลับมาที่ตัวเอง ที่พวกเราได้เรียนกันไปแล้วก่อนบทเรียนที่ 22
-noi dobbiamo usare l’ausiliare essere, quindi ricordate questa regola, e ovviamente, se abbiamo l’ausiliare essere, il participio va accordato al soggetto.
พวกเราต้องใช้คำกริยาช่วย essere เป็น อยู่ คือ ค่ะ ดังนั้นพวกเธอจำกฎนี้กันเอาไว้นะคะ และเห็นได้ชัดค่ะ ถ้าพวกเราใช้คำกริยาช่วย essere เป็น อยู่ คือ il participio ตัองเปลี่ยนคำลงท้ายตามประธานด้วยค่ะ
– Quindi io Veronica, femminile singolare, mi sono svegliata. Ok?
ดังนั้น ฉันเวโรนิค่า เพศหญิงเอกพจน์ คนเดียว ฉันได้ตื่นนอนขึ้นมาเอง (ลงท้ายด้วย a) เข้าใจไหมคะ
– Quindi rivedete la lezione 21, 22 e 24.
ดังนั้นพวกเธอไปดูบทเรียนที่ 21, 22 และ 24 ซ้ำกันนะคะ
– Questo, diciamo è un riepilogo di quello che abbiamo imparato in tutte queste lezioni.
ในวิดีโอนี้ พวกเราก็พูดได้ว่ามันเป็นบทสรุปย่อ ของสิ่งที่พวกเราได้เรียนกันไปแล้ว ในบทเรียนเหล่านี้ทั้งหมดอ่ะค่ะ
– Quindi ricordare, i verbi riflessivi al passato prossimo, in tutti i tempi composti, hanno l’ausiliare essere, e di conseguenza il participio va accordato al soggetto.
ดังนั้นจำไว้ว่า พวกคำกริยาแบบสะท้อนกลับมาที่ตัวเอง ในรูป passato prossimo หรือคำกริยาช่วงเวลาอื่นที่มีคำกริยาติดกัน 2 คำ ถ้ามันมีคำกริยาช่วย essere เป็น อยู่ คือ และจะต้องผัน il participio ตามเพศและจำนวนด้วยค่ะ
– Prima regola!
กฎแรก!
– Seconda regola!
กฎที่สอง!
– Bene, rivedete un’altra lezione.
ดีค่ะ พวกเธอกลับไปดูอีกหนึ่งบทเรียนนะคะ
– La lezione 15.
นั่นคือบทเรียนที่ 15 ค่ะ
– Che cosa abbiamo fatto nella lezione 15?
พวกเราได้ทำอะไรไปในบทเรียนที่ 15 กันเหรอคะ
– Bravi, vi ricordate bene.
เก่งมากค่ะ ที่พวกเธอจำได้กันเป็นอย่างดี
– Anche se è passato un bel po’ di tempo.
ถึงแม้ว่ามันจะผ่านมานานมากแล้วก็ตาม
– I verbi modali.
พวกคำกริยาช่วยค่ะ
– Quali sono i verbi modali?
พวกคำกริยาช่วยคืออะไรคะ
– Bravissimi.
เก่งมากๆค่ะ
– Dovere, potere e volere.
ต้องทำ ทำได้ และอยากทำค่ะ
– Oggi li vediamo al passato prossimo, e questa è una regola che vale per tutti i tempi composti.
วันนี้พวกเราได้เรียนมันในรูป passato prossimo ค่ะ และนี่คือกฎที่ใช้ได้กับทุกช่วงเวลาที่มีคำกริยา 2 คำติดกันค่ะ
– Va bene?
ตกลงไหมคะ
– Allora io ho detto, dopo che mi sono svegliata, alzata e preparata, io sono dovuta uscire di corsa. Ok?
เอาหล่ะ ฉันได้บอกไปว่า หลังจากที่ฉันได้ตื่นขึ้นมาด้วยตัวเอง ลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง และแต่งตัวให้ตัวเองแล้ว ฉันก็ต้องออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว เข้าใจไหมคะ
– Quindi vedete? Sono dovuta uscire.
ดังนั้น พวกเธอเห็นกันไหมคะว่า ฉันต้องออกไปข้างนอก (sono dovuta ลงท้ายด้วย a ค่ะ)
– Ho voluto fare sport, ho dovuto lavorare, sono voluta andare al supermercato, ho potuto fare tante cose, sono dovuta ritornare, sono potuta tornare a casa.
ฉันได้อยากเล่นกีฬาไปแล้ว ฉันต้องทำงานไปแล้ว (ลงท้ายด้วย o เพราะใช้ avere)
ฉันได้อยากไปที่ซุปเปอร์มาเก็ตไปแล้ว (ลงท้ายด้วย a เพราะใช้ essere ค่ะ)
ฉันได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย (ลงท้ายด้วย o เพราะใช้ avere)
ฉันต้องกลับมาที่บ้านอีกครั้ง (ลงท้ายด้วย a เพราะใช้ essere ค่ะ)
ฉันสามารถกลับมาที่บ้านได้แล้ว (ลงท้ายด้วย a เพราะใช้ essere ค่ะ)
– Io so cosa state pensando!
ฉันรู้ว่าพวกเธอกำลังคิดอะไรกันอยู่!
– Io lo so, Veronica perché, con gli stessi verbi modali tu a volte usi essere e a volte usi avere?
ฉันรู้ค่ะ เวโรนิค่า พวกคำกริยาช่วยแบบเดียวกัน ทำไมบางครั้งเธอก็ใช้คำกริยา essere เป็น อยู่ คือ และบางครั้งเธอก็ใช้ คำกริยา avere การมีคะ
– Infatti oggi vediamo i verbi modali con nei tempi composti e vediamo la regola.
นี่ไงคะ วันนี้พวกเราจะมาเรียนพวกคำกริยาช่วยกับช่วงเวลาที่มีคำกริยา 2 คำติดกัน และพวกเราก็มาดูกฎการใช้ด้วยค่ะ
– Allora come forse avete già capito, non dipende dal verbo modale.
เอาหล่ะ บางทีพวกเธออาจจะเข้าใจแล้ว ว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำกริยาช่วยค่ะ
– Qual è la particolarità che vedete nella lezione 15 dei verbi modali?
อะไรคือสิ่งพิเศษที่พวกเธอได้เรียนกันในบทเรียนที่ 15 ที่เกี่ยวกับพวกคำกริยาช่วยคะ
– Vi ricordate? Bravi! Perfetto!
พวกเธอจำกันได้ไหมคะ เก่งมากค่ะ! เยี่ยมมากค่ะ!

– La particolarità dei verbi modali è che li dobbiamo usare di solito con un infinito.
สิ่งพิเศษของพวกคำกริยาช่วยคือ พวกเราจะต้องใช้ร่วมกับคำกริยาที่ลงท้ายด้วย -are, -ere, -ire ค่ะ
– Vedete? Sono dovuta uscire. Infinito.
พวกเธอเห็นกันไหมคะ ตอนนั้นฉันต้องออกไปข้างนอก (uscire ลงท้ายด้วย -ire)
– Ho potuto fare tante cose. Infinito.
ฉันได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย (fare ลงท้ายด้วย -are)
– Bene, anche nei tempi composti uscire l’infinito.
ดีค่ะ แล้วก็ในช่วงเวลาที่มีคำกริยา 2 คำติดกัน การออกไปข้างนอก (uscire ลงท้ายด้วย -ire)
– Però, vedo che sì, qualcuno di voi ha capito.
แต่ว่า ฉันเห็นว่า ใช่ค่ะ พวกเธอบางคนก็เข้าใจแล้ว
– Perché, se usate la logica, io ho detto “io sono dovuta uscire”.
เพราะว่า ถ้าพวกเธอคิดถึงสิ่งที่มันน่าจะเป็นตามหลักการกัน ฉันได้พูดว่า “ฉันจำต้องออกไปข้างนอกตอนนั้น”
– Se rivedete di nuovo la lezione 21 e la lezione 22, noi nella 21 diciamo che abbiamo essere e avere e abbiamo l’accordo del participio, nella 22 io insegno a scegliere, come ho detto prima, essere o avere.
ถ้าพวกเธอกลับไปดูบทเรียนที่ 21 และบทเรียนที่ 22 ซ้ำกันอีก พวกเราจะเห็นว่าในบทเรียนที่ 21 เรียกได้ว่าพวกเราใช้คำกริยา essere เป็น อยู่ คือ และคำกริยา avere การมี และพวกเรามีข้อตกลงของ participio ในบทเรียนที่ 22 ฉันได้สอนเกี่ยวกับการการเลือกใช้ คำกริยา essere เป็น อยู่ คือ หรือว่า avere การมี ค่ะ
– Per esempio, che cos’è il verbo uscire?
ตัวอย่างเช่น คำกริยา uscire การออกไปข้างนอก คือคำกริยาแบบไหนคะ
– Bravissimi! È un verbo di movimento.
เก่งมากๆ! คือคำกริยาที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ย้ายที่อยู่ค่ะ
– I verbi di movimento, al passato prossimo e nei tempi composti hanno bisogno dell’ausiliare essere.
พวกคำกริยาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในรูป passato prossimo และในช่วงเวลาอื่นๆ ที่มีคำกริยา 2 คำติดกัน พวกมันจะต้องใช้กับคำกริยาช่วย essere เป็น อยู่ คือค่ะ
– Quindi io dico sono uscita, ma col verbo modale sono dovuta uscire.
ดังนั้นฉันพูดว่า ตอนนั้นฉันออกไปข้างออก แต่ว่าถ้าใช้คู่กับคำกริยาช่วย ตอนนั้นฉันจำต้องออกไปข้างนอก (ลงท้ายด้วย a ในรูป infinito)
– Quindi, quando ho un verbo modale io devo usare l’ausiliare adatto al secondo verbo all’infinito.
ดังนั้น ถ้าฉันใช้คำกริยาช่วย modale ฉันก็ต้องใช้คำกริยาช่วยที่เหมาะสมกับคำกริยาตัวที่สอง ที่ลงท้ายด้วย -are, -ere, -ire ค่ะ
– Quindi se uscire è un verbo di movimento, io uso l’ausiliare essere.
ดังนั้น ถ้าคำว่า uscire การออกไปข้างนอก คือคำกริยาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ฉันก็ต้องใช้คำกริยาช่วย essere เป็น อยู่ คือ ค่ะ
– E siccome Veronica io soggetto femminile singolare, sono dovuta uscire.
เนื่องด้วย ฉันเวโรนิค่าเป็นประธานในประโยค เพศหญิง เอกพจน์ ฉันจำต้องออกไปข้างนอก (ลงท้ายด้วย a) ค่ะ
– Quindi accordo il verbo modale, il participio passato del verbo modale al soggetto.
ดังนั้น ตามข้อตกลงของคำกริยาช่วย il participio passato จะต้องผันตามประธานค่ะ
– Però, io sono dovuta uscire, ma io ho dovuto lavorare, perché?
แต่ว่า ตอนนั้นฉันต้องออกไปข้างนอก (ลงท้ายด้วย a) แต่ว่า ฉันต้องทำงาน (ลงท้ายด้วย o) ทำไมเหรอคะ
– Bravi!
เก่งมากค่ะ!
– Perché lavorare ha bisogno dell’ausiliare avere.
เพราะคำว่า lavorare การทำงาน มันต้องใช้คำกริยาช่วย avere การมี ค่ะ
– Infatti, lavorare non è di movimento, non è di cambiamento, non è riflessivo, non è di stato in luogo, e ha bisogno dell’ausiliare avere.
ก็ด้วยเหตุนี้ไงคะ คำว่า lavorare การทำงาน มันไม่ใช่การเคลื่อนไหว มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง มันไม่ใช้การสะท้อนกลับมาที่ตัวเอง มันไม่เกี่ยวกับการอยู่ในสถานที่ และมันก็เลยต้องใช้คำกริยาช่วย avere การมีค่ะ
– Che non accordo, in questo caso non accordo il participio, perché io ho detto, nelle scorse lezioni, 21 e 22, che quando ho l’ausiliare avere, il participio non si tocca.
ซึ่งไม่ต้องผันตามเพศและจำนวนค่ะ ในกรณีนี้ไม่มีข้อตกลงกับ il participio เพราะว่าฉันได้บอกไปแล้วค่ะว่า ในบทเรียนต่างๆ ที่ผ่านมา บทเรียนที่ 21 และบทเรียน 22 ถ้าฉันใช้คำกริยาช่วย avere ไม่ต้องไปผัน il participio ค่ะ
– Quindi non va accordato.
ดังนั้นมันไม่ต้องผันตามประธานและจำนวนค่ะ
– Poi dopo ho detto che quando ci sono pronomi diretti si deve accordare, ma non è questo il caso. Va bene?
แล้วหลังจากนั้น ฉันก็ได้บอกไปว่า เมื่อมีพวกคำสรรพนามแบบตรงอยู่ด้วย มันต้องผันตามเพศและจำนวน แต่ว่ามันไม่ใช่ในกรณีนี้ค่ะ เข้าใจนะคะ
– Quindi ho dovuto lavorare dipende sempre quindi la scelta tra essere e avere dipende dall’infinito che segue.
ดังนั้นคำว่า ตอนนั้นฉันจำเป็นต้องทำงาน จะใช้ essere เป็น อยู่ คือ หรือ avere การมี ก็ต้องดูที่คำกริยาในรูป infinito ค่ะ (ก็คือคำกริยาที่ลงท้ายด้วย -are, -ere, -ire)
– E quindi, abbiamo detto ho dovuto lavorare, anche se io Veronica soggetto femminile singolare, io ho l’ausiliare avere quindi non accordo il mio participio.
และดังนั้น พวกเราได้บอกว่า ตอนนั้นฉันต้องทำงาน (ลงท้ายด้วย o) แม้ว่าฉันเวโรนิค่า เป็นประธานในประโยคจะเป็นเพศหญิง เอกพจน์ ฉันใช้คำกริยาช่วย avere การมี ดังนั้นมันก็ไม่ต้องมีข้อตกลง participio ค่ะ
– Stessa cosa con il verbo modale volere.
แบบเดียวกันกับคำกริยาช่วย volere อยากทำค่ะ

– Per esempio, sono voluta andare, andare verbo di movimento, sono voluta, Veronica soggetto femminile singolare, quindi l’ausiliare essere, accordo del participio.
ตัวอย่างค่ะ ตอนนั้นฉันอยากไป (ลงท้ายด้วย a) andare การไป เป็นคำกริยาที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ฉันได้อยาก (ลงท้ายด้วย a) เพราะเวโรนิค่าเป็นประธาน เพศหญิงเอกพจน์ ดังนั้นจึงใช้คำกริยาช่วย essere เป็น อยู่ คือ ข้อตกลงของ participio ค่ะ
– Però, ho voluto… allora dove l’ho detto?
แต่ว่า ฉันได้อยากทำ… เออ ตรงไหนนะที่ฉันได้พูดมันออกไป
– Sono voluta andare al supermercato e sono dovuta tornare,
ตอนนั้นฉันอยากไปที่ซุปเปอร์มาเก็ต (ลงท้ายด้วย a) และตอนนั้นที่ฉันอยากกลับมา (ลงท้ายด้วย a)
-comunque da qualche parte ho detto che ho voluto fare qualche cosa, ho potuto fare tante cose, e qui abbiamo l’ausiliare avere, e niente, accordo del participio perché?
อย่างไรก็ตาม มันอยู่ตรงไหนสักที่ ที่ฉันได้พูดไปว่า ตอนนั้นฉันอยากทำอะไรสักอย่าง (ลงท้ายด้วย o) ฉันได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย (ลงท้ายด้วย o) และตรงนี้พวกเราใช้คำกริยาช่วย avere การมี และก็ไม่มีข้อตกลงของ participio ทำไมคะ
– Perché dipende dal verbo fare.
เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับคำกริยา fare การทำค่ะ
– Comunque ho voluto fare sport, l’ho trovato!
อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นฉันอยากเล่นกีฬา (ลงท้ายด้วย o) ฉันหามันเจอแล้วค่ะ!
– Quindi ho voluto fare sport, abbiamo anche qui il verbo fare, che ha bisogno dell’ausiliare avere, niente accordo del participio, ma sono voluta andare ha bisogno dell’accordo del participio.
ดังนั้น ตอนนั้นฉันอยากเล่นกีฬา (ลงท้ายด้วย o) ตรงนี้ พวกเราก็ใช้คำกริยา fare การทำ ด้วยค่ะ ที่มันต้องใช้คำกริยาช่วย avere การมี และไม่มีข้อตกลงของ participio แต่ว่าตอนนั้นฉันได้อยากไป (ลงท้ายด้วย a) มันต้องผัน participio ด้วยค่ะ
– Benissimo!
เก่งมากค่ะ!
– Quindi avete capito bene questa seconda regola.
ดังนั้น พวกเธอเข้าใจกันเป็นอย่างดีแล้วนะคะ กฎที่สองนี้
– Dato che oggi ho fatto tante cose, vi spiego anche una terza regola.
ไหนๆ วันนี้ฉันก็ได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างไปแล้ว ถ้างั้นฉันก็ขออธิบายกฎที่สามให้พวกเธอฟังด้วยเลยก็แล้วกันค่ะ
– Terza regola. Allora noi abbiamo imparato in tutte queste lezioni, a raccontare degli eventi presenti, passati e futuri.
กฎที่สาม เอาหล่ะ พวกเราได้เรียนรู้กันไปแล้วทั้งหมดเหล่านี้ เกี่ยวกับการเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ในปัจจุบัน ในอดีต และในอนาคตค่ะ
– Per raccontare questi eventi, io di solito non dico “ore 6 mi sono svegliata”, “ore 6 e 2 mi sono alzata”.
สำหรับการเล่าเหตุกาณ์ต่างๆ เหล่านี้ โดยปกติแล้ว ฉันจะไม่พูดบอกเวลา โดยที่เอาคำว่า ore ขึ้นต้นตลอดเวลาค่ะ
– Io inizio, allora prima mi sono svegliata, poi mi sono alzata, dopo mi sono preparata.
ฉันจะเริ่มนะคะ เริ่มแรกฉันก็ตื่นนอน แล้วฉันก็ได้ลุกขึ้น หลังจากนั้นฉันก็ได้แต่งตัวค่ะ
– Dopodiché sono uscita, e poi ho fatto tante cose, bla, bla, bla, e infine ho preparato la cena. Ok?
แล้วหลังจากนั้นอีก ฉันก็ได้ออกไปข้างออก แล้วฉันก็ได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย บลา, บลา, บลา และสุดท้ายฉันก็ได้เตรียมอาหารเย็น โอเคไหมคะ
– Questi sono degli avverbi di tempo, che sono molto utili per raccontare, per rendere il discorso un po’ fluido.
พวกคำเหล่านี้ คือพวกคำขยายกริยาเกี่ยวกับเวลา ที่พวกมันมีประโยชน์มากๆ ในการเล่าเรื่อง มันจะทำให้การสนทนาลื่นไหลมากขึ้นค่ะ
– Quindi abbiamo: prima, poi, dopo, dopodiché, infine, ecc…
ดังนั้น พวกเราก็มีคำว่า เริ่มแรก แล้วก็ หลังจากนั้น แล้วก็หลังจากนั้นอีก ท้ายสุด เป็นต้นค่ะ
– Quindi abbiamo visto un po’ anche di questi avverbi di tempo molto molto utili.
ดังนั้น พวกเราก็ได้เรียนพวกคำขยายกริยาเกี่ยวกับเวลาอีกนิดหน่อย ซึ่งมันก็เป็นประโยชน์มากๆ ด้วยค่ะ
– Benissimo, adesso continuo a spiegare.
ดีมากค่ะ ตอนนี้ฉันก็จะอธิบายต่อนะคะ
– No, no, no, meglio di no.
ไม่นะ ไม่ๆ ไม่เอาดีกว่าค่ะ
– Meglio di no.
ไม่เอาดีกว่าค่ะ
– Prima di tutto perché abbiamo già fatto tante cose oggi, seconda cosa perché inizio ad essere un pochino stanca.
อย่างแรกเลยนะคะ เพราะว่าพวกเราได้เรียนกันไปแล้วหลายสิ่งหลายอย่าง อย่างที่สอง เพราะว่าฉันเริ่มรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อยแล้วค่ะ
– E sì, sì, effettivamente ho troppo questa volta ho fatto troppo cose.
และใช่ค่ะ ใช่ๆ จริงๆ แล้วในครั้งนี้ฉันก็ได้สอนไปหลายอย่างมากเกินไปแล้วค่ะ
– Sono molto stanca, e sto anche per svenire.
ฉันเหนื่อยมากเลยค่ะ และฉันก็กำลังจะเป็นลมแล้วค่ะ
– Ehm… niente, forse ho bisogno di un caffè.
อืม… ไม่มีอะไรค่ะ บางทีฉันอาจจะแค่อยากดื่มกาแฟสักถ้วยค่ะ
– Cosa dite?
พวกเธอว่าไงคะ
– Ehm… forse no, forse ho bisogno solo di un po’ di relax.
อืม… อาจจะไม่นะ บางทีฉันอาจจะอยากแค่พักผ่อนสักหน่อยค่ะ
– Abbiamo comunque imparato tante cose nel tempo di un caffè.
อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ได้เรียนกันไปแล้วหลายสิ่งหลายอย่างในช่วงเวลาของการดื่มกาแฟค่ะ
– Come sempre. E ragazzi io sto per svenire.
อย่างเช่นเคยค่ะ และเพื่อนๆ คะ ฉันกำลังจะเป็นลมแล้วค่ะ
– Se sarò ancora viva, continuate a seguirmi su oneworlditaliano
ถ้าฉันจะยังมีชีวิตอยู่นะคะ พวกเธอก็ติดตามฉันกันได้ที่ oneworlditaliano
– Io vi saluto, ciao a tutti e alla prossima!
ฉันขอสวัสดีพวกเธอนะคะ สวัสดีค่ะทุกคนและพบกันใหม่ค่ะ!
– Ciao!
บ๊ายบายค่ะ!

Corsi di Italiano Online

เราเรียนอยู่ในระดับ A2 แล้วนะคะ แสดงว่า เราต้องพูดได้ ฟังออกบ้างแล้วนะคะ เพราะฉะนั้น
1.ไปที่ยูทูป แล้วเขียนหัวข้อที่เรียนวันนี้ลงไป แล้วก็ไปฟังครูคนอื่นเขาสอนเรื่องนี้ด้วยอีกหลายๆ รอบค่ะ แล้วอย่าลืมเขียนทุกอย่างที่เราเรียนไปแล้วลงสมุดด้วยนะคะ
2.พูดตามเขาให้ทันทุกคำนะคะ ถ้ายังไม่ทันก็ดูวิดีโอซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะพูดตามได้ทันค่ะ
3.ถ้าเริ่มงง และรู้สึกว่าการเรียนเริ่มยากไปแล้ว ให้กลับไปเรียนซ้ำทุกอย่างที่เราเคยเรียนไปแล้วในวันก่อนๆ ค่ะ
จำสุภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ได้ไหมคะ เราไม่ควรรีบร้อนเรียนค่ะ เพราะว่าการเรียนแบบเร็วๆ มันจะทำให้เราจำได้ไม่หมด ตกหล่นหลายสิ่งหลายอย่าง แล้วก็จะทำให้เราหงุดหงิดและปวดหัวเปล่าๆ ค่ะ

ท้ายสุดนี้ ก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณน้องมาย ที่ตั้งใจเรียน และตั้งใจแปลวิดีโอนี้มาให้พวกเราได้เรียนกันแบบสะดวกสบายมากขึ้นค่ะ ถ้าสนใจอยากรู้ว่าน้องมายเรียนอะไรไปบ้างแล้ว เชิญไปดูที่เพจของเธอได้เลยค่ะ

เรียนภาษาอิตาเลียนด้วยตัวเอง (สมุดส่งการบ้าน)

เพิ่มเติม

เรียนภาษาอิตาลี

 

ย้ายไปอยู่ประเทศอิตาลี หรือกำลังคิดจะย้ายไปอยู่ประเทศอิตาลี – สิ่งที่ควรรู้ก่อนที่คุณจะตัดสินใจไป กำลังย้ายไปอยู่ประเทศอิตาลี หรือกำลังคิดจะย้ายไปอยู่ประเทศอิตาลีอยู่หรือเปล่าครับ ถ้าใช่..คุณจะต้องเตรียมพร้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนที่คุณจะย้ายไป สิ่งที่คุณจะได้รับภายใน……

ข่าวสารฟรี : การใช้ชีวิตในอิตาลี

 

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อ

One thought on “เรียนภาษาอิตาลีวันที่ 50

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s