ผู้หญิงไทยคนนึงที่มีความสามารถในการทำงานเท่าเทียมต่างชาติออสเตรีย

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศออสเตรีย เธอคือคุณ Wanna และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศออสเตรีย

ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณ Wanna Binder

ย้ายมาอยู่ประเทศออสเตรีย (Austria)

เมือง: กรุงเวียนนา (Vienna)

รูปถ่ายทั้งหมดนี้คือผลงานตัวอย่างส่วนหนึ่งของคุณ Wanna Binder

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ต่างประเทศ เพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศออสเตรียครับ

ดิฉันมาศึกษาต่อค่ะ นี่คือเหตุผลที่มายุโรป
จริงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจจะมาออสเตรียเลยค่ะ ดิฉันเรียนจบปริญญาตรีเอกฝรั่งเศสที่ มศว. วิทยาเขตปทุมวันมาและกำลังต่อปริญญาโทอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสด้วย จึงอยากไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสค่ะ แต่ทางบ้านไม่อยากให้ไปอยู่คนเดียวค่ะ แล้วทางญาติฝ่ายคุณพ่อมีญาติที่มีร้านอาหารอยู่ที่กรุงเวียนนา และภรรยาท่านก้อทำงานอยู่ที่ UN ที่เวียนนาด้วยค่ะ ทางบ้านเลยอยากให้มาอยู่กับญาติและได้ถือโอกาสช่วยเหลือทางร้านอาหารไปด้วยค่ะ
คือจากที่ใฝ่ฝันจะไปกรุงปารีส ก้อต้องมาศึกษาต่อที่กรุงเวียนนาแทน
ดิฉัน มาถึงกรุงเวียนนาครั้งแรกปี 1991 ค่ะ
มาเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ แล้วต้องมาเริ่มเรียนภาษาเยอรมันใหม่ เพราะการศึกษาและ lecture ที่นี่สมัยนั้นใช้ภาษาเยอรมันเป็นพื้นฐานอย่างเดียวค่ะ

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

ข้อนี้อาจจะไม่มีข้อมูลอะไรมากค่ะ เพราะดิฉันใช้ชีวิตธรรมดาๆ เกิดที่โรงพยาบาลหัวเฉียว กรุงเทพ ปี 2511 คุณพ่อเป็นคนจีน ทำงานบริษัทผลิตนิตยสารให้ต่างประเทศ ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้านธรรมดา จากคุณพ่อคุณแม่เลิกลากัน คุณพ่อเลี้ยงที่อุปการะและเลี้ยงดูดิฉันมาจนเติบโต ท่านเป็นคนไทยที่ค่อนข้างมีฐานะ เป็นนักเรียนต่างประเทศและมีอาชีพมัคคุเทศก์ภาษาสเปน นี่คือเหตุผลที่ดิฉันได้มีโอกาสมาศึกษาต่างประเทศค่ะ

สมัยเด็กดิฉันเรียนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนศรีอยุธยา แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ วิทยาเขตประทุมวัน อย่างที่แจ้งให้ทราบตามข้อ 1 ค่ะ เป็นเด็กเรียนดี ชีวิตเรียบง่ายไม่มีอะไรโลดโผนเท่าไหร่นักค่ะ

คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรมาบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ประเทศออสเตรียคและคุณพูดภาษาเยอรมันได้ไหม คุณคิดว่าเยอรมัน ยากสำหรับคุณไหม และคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาเยอรมันจนเข้าใจและสื่อสารได้ และคุณพูดภาษาอื่นได้อีกไหม

ขณะที่ศึกษาอยู่ที่เวียนนา ดิฉันได้รู้จักกับสามีคุณ Wolfgang Binder ค่ะ พอดิฉันเรียนจบ เราก้อแต่งงานกัน ก้อกลับมาทำงานที่จังหวัดภูเก็ตค่ะ เพราะสามีมาทำงานที่นั่น
ที่ภูเก็ตดิฉันได้ทำงานเป็น ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรม Training Manager ในปี 1995ค่ะที่โรงแรม holiday inn resort Phuket
จากนั้นปี 1997 ดิฉันก้อตามสามีกลับมาออสเตรีย และได้ทำงานที่โรงแรม intercontinental Vienna ในแผนก reservation และต่อมาตำแหน่ง Training manager อีกครั้งค่ะ
ปี 1999 ดิฉันได้ข้อเสนองานตำแหน่งดี ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ที่โรงแรม holiday inn crowne plaza Bangkok ค่ะ ตำแหน่ง room Division Manager แต่คราวนี้สามีไม่ได้ตามมาด้วยค่ะ หลังจากหนึ่งปีดิฉันก้อตัดสินใจกลับประเทศออสเตรีย
ปี 2000 เรามีบุตรชายหนึ่งคนค่ะ ทำให้ดิฉันได้พักงานมาเป็นแม่บ้านค่ะ
ปี 2002 ดิฉันกลับไปทำงานโรงแรมอีกครั้งที่ radisson SAS Hotel Vienna ตำแหน่ง front office service manager แต่มันไม่ใช่สิ่งง่ายเลยค่ะ ขณะที่ลูกยังเล็ก และเราทำงานโรงแรมที่ต้องทำวันเสาร์อาทิตย์ด้วยบ้าง ดิฉันเลยหางานใหม่
ปี 2004 ดิฉันได้งานที่เหมาะสมกับสถานะครอบครัว งานออฟฟิศจันทร์ถึงศุกร์ค่ะ ดูแลด้าน Marketing ของบริษัท IT networking ชื่อ allied telesis ทำมาถึง 2015 แล้ว regional office ของ CEE Region ถูกปิดลงค่ะ
ปี 2016 ดิฉันได้เปลี่ยนจากบริษัท IT networking มาเป็น medical device ชื่อ Lohmann & Rauscher ตำแหน่ง global Marketing Manager จนถึงทุกวันนี้ค่ะ

ตอนมาออสเตรียดิฉันพูดภาษาเยอรมันไม่ได้เลยค่ะ แต่ที่ว่าดิฉันจบเอกภาษาฝรั่งเศสมา ทำให้การเรียนภาษาเยอรมันง่ายมาก ภายในเวลาสองเดือนดิฉันสามารถเข้าใจ เขียน และพูดได้ค่ะ

ทุกวันนี้ดิฉันใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาหลัก และภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง
นอกจากสองภาษานี้แล้วดิฉันยังเรียน ภาษาสเปน และรัสเซียเพิ่มเติมด้วยค่ะ

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหม สำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนออสเตรีย แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

ข้อที่ 4 จะถามว่ายากมั้ย ดิฉันคิดว่าไม่ยากเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะว่าดิฉันเคยชินกับต่างชาติ ที่บ้านคุณพ่อชอบอาหารฝรั่งอยู่แล้ว คุณแม่ก้อทำให้ทานบ่อยๆหรือไม่เราก้อออกไปทานที่โรงแรมกันค่ะ และสมัยเรียนมหาวิทยาลัย จากการผลักดันของคุณพ่อ ท่านให้ไปช่วงทำงานที่บริษัททัวร์ที่ท่านทำงานอยู่ ทำให้ดิฉันได้มีโอกาสสัมผัส กับคนฝรั่งเศสและได้ฝึกฝนการใช้ภาษาจนคล่องแคล้วค่ะ
พอมาอยู่ที่ออสเตรีย ดิฉันก้อได้พักอาศัยอยู่บ้านหลานชายของคุณพ่อ คุณไพบูลย์ ท่านมีร้านอาหารไทยที่เวียนนาและระหว่างเรียน ดิฉันก้อได้ช่วยทำงานที่ร้านอาหาร ทำให้มีโอกาสได้ใช้ภาษาเยอรมันที่กำลังเริ่มเรียนอยู่ค่ะ สำหรับดิฉันมันไม่ใช่เรื่องยากเลย

แต่สำหรับคนไทยที่มาอยู่ในออสเตรีย จะมีมาจากหลายภาคของประเทศไทย มีการศึกษาที่ต่างออกไป อาจจะไม่มีโอกาสใช้ภาษามาก่อน พอมาที่นี่ทุกคนต้องเรียนเยอรมันมาก่อก้อจริงตามกฎหมายบังคับ แต่การฝึกฝนจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้แต่ละท่านพูดภาษาได้เร็วหรือช้ากว่ากันค่ะ บางครอบครัวพูดแต่ภาษาอังกฤษกัน เพราะความเคยชินตั้งแต่แรกที่สามีภรรยารู้จักกัน การใช้เยอรมันก้อจะน้อยลง นี่คือสิ่งที่ยากค่ะ ที่คนไทยส่วนใหญ่พูดภาษาเยอรมันไม่คล่องพอที่จะหางานดีๆทำได้ นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดค่ะ บางคนเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยมาแต่ไม่สามารถทำงานดีๆเหมือนสมัยอยู่ที่ประเทศไทยได้ค่ะ ทั้งๆที่มีความสามารถ แต่กลับต้องทำงานที่ไม่ตรงกับที่เรียนมาหรือที่ชอบค่ะ

เมืองที่คุณย้ายไปอยู่ มีคนไทยอาศัยอยู่มากไหม และคุณคิดว่าคนไทยที่นั่นเขามีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายดีไหม อย่างไร

ที่ตั้งใจมาเรียนหนังสือก้อจะกลับ ปี 1991 สมัยนั้นมีคนไทยน้อยมากค่ะ แค่หลักร้อยต้นๆเด็กนักเรียนนี่ไม่มีเลยค่ะ แต่ตั้งแต่มี internet และประเทศออสเตรียได้ถูกเลือกให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก 8 ปีซ้อน ทำให้คนไทยอยากมาอยู่ที่นี่ค่ะ และเวปไซต์หาคู่ออนไลน์ก่อเป็นที่นิยมมากขึ้น ปัจจุบันนี้น่าจะมีเป็นหลักหมื่นแล้วค่ะ
คนไทยที่มาอยู่ที่นี่ก้อมีสังคมพบปะสังสรรค์กันค่ะ ตามบ้าน ทำอาหารไทยทานร่วมกัน และยังมีกลุ่มและเวปเพจจัดตั้งขึ้นมามากมากสำหรับคนไทยในออสเตรีย แม้จะอยู่คนละจังหวัดก้อตามค่ะ

อะไรที่คนออสเตรียชอบ และคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายออสเตรียเป็นอย่างไร ผู้หญิงออสเตรียเป็นอย่างไร และครอบครัวของคนออสเตรียเป็นอย่างไร

คนออสเตรียเป็นคนที่ชอบธรรมชาติ รักอิสระ และความเป็นส่วนตัวค่ะ แต่อีกด้านหนึ่งก้อจะเป็นคนหัวเก่ารักวัฒนธรรมดั่งเดิมของประเทศ จะเห็นได้ว่ามีการรับทอดและสืบต่อมรดกหรือกิจกรรม อาชีพของครอบครัวให้กับคนรุ่นใหม่ๆตลอด บางครอบครัวได้มีการตกทอดหลายๆรุ่น ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ตั้งแต่การทำไร่ จนถึงอาชีพหมอค่ะ
ผู้ชายที่นี่ อย่างที่แจ้งด้านบน จะค่อนข้างเป็น conservative จะเป็นผู้นำครอบครัว ทำงานนอกบ้าน ออกคำสั่ง ส่วนผู้หญิงก้อจะเป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูกทำงานบ้าน แต่ในเมืองหลวงเช่นกรุงเวียนนา ผู้หญิงก้อจะออกไปทำงานนอกบ้านมากกว่าผู้หญิงตามชนบทค่ะ
สถาบันครอบครัวที่นี่จะมีความสมบูรณ์และเพียบพร้อมมากค่ะ รัฐบาสให้สิทธิ์ผู้หญิงลางานหลังคลอดได้นานถึงหนึ่งปีครึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ คุณพ่อก้อสามารถลางานได้ถึงสามเดือนเช่นกันค่ะ รัฐบาลที่นี่มีเงินช่วยครอบครัว เด็กทุกคนจะได้เงินจากรัฐบาลทุกเดือนตั่งแต่เริ่มเกิดถึงอายุ 26 ปีค่ะ ถ้าระหว่างนั้น เด็กเรียนจบและทำงานมีเงินเดือนเองก้อจะหมดสิทธิ์ที่จะได้รับเงินช่วยครอบครัวตรงนั้นไปค่ะ

ค่าครองชีพที่ออสเตรียเป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพในออสเตรียไม่สูงมากนะคะ เพราะระดับเงินเดือนขั้นต่ำก้อไม่มากค่ะ มีสมดุลย์กันค่ะ รัฐบาลพยายามกไหนดให้รายรับรายจ่ายไม่ต่างกันมาก เพื่อทุกคนอยู่ได้ มีอาชญากรรมน้อย แต่ก้อมีค่ะคนบางกลุ่มที่มีรายได้ดีถึงดีมาก ตามอาชีพไป เช่นแพทย์ ทนายความ และอาชีพที่มีโบนัสต่างๆ
สิ่งที่แพงเกินไปคือ
1. การออกไปทานอาหารนอกบ้าน บางครอบครัวไม่ค่อยได้ออกไปทานข้าวตามร้านอาหารเพราะค่าใช้จ่ายต่อครั้งสามารถประกอบอาหารเองได้เกือบทั้งอาทิตย์สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางค่ะ
2. การมีรถยนต์ใช้ในเมืองหลวง ราคารถยนต์ไม่แพงมากเพราะยุโรปผลิตรถยนต์เอง แต่การมีรถยนต์ มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น ค่าภาษีรถยนต์ ค่าประกัน ค่าจอดรถ ค่า maintenance ต่างๆค่ะ
3. ราคาอาหารสดบางอย่างใน supermarket เช่น เนื้อปลา ผักและผลไม้ที่นำเข้ามาจากเอเชีย ราคาค่อนข้างสูงค่ะ อย่างเช่นมะม่วงไทยราคาจะอยู่ที่ €5-€6 ต่อลูกค่ะ
ถ้าเราดูดีๆแล้วอาจจะมีอีกหลายอย่างทีไม่สมราคานะคะ แต่ดิฉันคิดแบบเร็วๆได้ถึงสามข้อเพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากที่สุดของคนไทยที่ออสเตรียค่ะ

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรียตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของ การใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรีย

ส่วนข้อดีของการอยู่ที่ออสเตรียนะคะ
1. Social security สวัสดิการสังคมดีมากค่ะ รัฐบาลช่วยเหลือทางการเงินสำหรับครอบครัวที่มีบุตร มี family support ค่ารักษาพยาบาลก้อฟรี โรงเรียนก็ฟรีค่ะ ถ้าตกงาน รัฐบาลมีเงินช่วยเหลือและยังมีองค์กรช่วยหางานให้ด้วยค่ะ อย่างเช่นช่วง COVID-19 เราจะเห็นได้ว่ารัฐบาลมีนโยบาย short term employment และรัฐบาลออสเตรียยังเป็นผู้นำด้านการตั้งนโยบายต่อต้าน COVID-19 แม้กระทั่งประเทศอื่นๆ เช่น เยอรมันและสวิสเซอร์แลนด์ ยังตั้งนโยบายตามค่ะ
2. การอยู่อาศัยอย่างมีประสิทธิภาพและมีระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นกฏระเบียบในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย การแบ่งแยกการทิ้งขยะ และรวมไปถึง Recycling ต่างๆค่ะ
3. ความปลอดภัยในการใช้ชีวิต เนื่องจากทุกคนได้มีงานเงินเดือนเพียงพอกับการครองชีพ อาชญากรรมจึงน้อยมากค่ะ ดิฉันอยู่มา เกือบสามสิบปี ไม่เคยได้ประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการฉกชิงวิ่งราวเลยค่ะ

ส่วนข้อเสียก้อต้องมีบ้างเป็นธรรมดาค่ะ การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์ก้อต้องมีค่าใช้จ่าย
1. รัฐบาลเก็บภาษีสูงมากค่ะ คนที่ได้รายได้ต่ำ จะเสียภาษีน้อย ส่วนคนที่มีรายได้มากก้อจะเสียภาษีสูงตามรำดับ สูงสุดจะอยู่ที่ 50% บางทีทำงานเหนื่อยมาก เงินเดือนเหลือแค่ครึ่งเดียวหลังจากหักภาษีแล้ว ก้อท้อใจบ้างเช่นกันค่ะ
2. บุคคลที่มีมาก ยิ่งมีค่าใช้จ่ายให้รัฐบาลมาก อย่างเช่น คนที่มีบ้านและที่ดิน ภาษีที่ดินรายปี ค่าบริการเก็บขยะรายปี ทั้งขยะธรรมดา และ bio ค่ะ ค่าน้ำก้อเสียเพิ่มกว่าเพราะไม่ใช่แค่น้ำที่บริโภคแต่ต้องเสียค่าน้ำเสียที่ต้องทิ้งลงท่อด้วยค่ะ
3. การทำงานบริษัท ต้องเหนื่อยและพยายามเพิ่มเป็นสองเท่า เพราะลักษณะคนออสเตรียลึกๆเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อความสามารถคนต่างชาติ สมัยก่อนคนต่างชาติที่เข้ามาใช้ชีวิตในออสเตรียจะเป็นพวกคนใช้แรงงานเสียส่วนใหญ่ค่ะ และการที่คนต่างชาติพูดภาษาเยอรมันได้ไม่คล่องเหมือนเจ้าของภาษา ก้อจะถูกมองเห็นเป็นคนที่ไม่มีสวัสดิภาพเท่าเทียมคนออสเตรียทันทีค่ะ ดิฉันต้องต่อสู้ และทำงานหนักมาก เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าเราคนไทยก้อมีความสามารถเท่าเทียมกับคนยุโรปเช่นกันค่ะ

ในความคิดของคุณ อะไรคือปัญหาที่มีขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักชาวไทยกับชาวออสเตรีย

น่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารกันนะคะ เพราะคนออสเตรียน้อยมากที่จะพูดภาษาอังกฤษได้อย่างดี แล้วส่วนมากผู้หญิงไทยส่วนมากก้อไม่ได้เรียนภาษาเยอรมันเป็นภาษาที่สองเหมือนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ดังนั้นการใช้ชีวิตคู่จึงเริ่มด้วยการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกัน แล้วหลังจากที่ฝ่ายหญิงได้เรียนภาษาเยอรมันที่ออสเตรีย แต่บางคู่ก้อยังติดการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกันทำให้ฝ่ายหญิงไม่ได้มีโอกาสฝึกฝนการใช้ภาษาที่ถูกต้อง แม้ว่าดิฉันจะใช้ภาษาเยอรมันมาเกือบสามสิบปี ดิฉันยังใช้ grammar ฝึกกฏฝึกหลักอยู่บ้างค่ะ เพราะภาษาเยอรมันเป็นภาษาที่ยากมากภาษาหนึ่งในโลกค่ะ

คนออสเตรียเป็นคนชอบพบปะสนทนากันเพื่อนๆ และก้อชอบที่จะมีการคุยกันทั้งเรื่องการเมือง การใช้ชีวิตประจำวัน อันนี้เป็นวัฒนธรรมอย่างนึงของคนที่นี่ ไม่ว่าจะพบปะสังสรรค์ตามร้านไวน์ wine tavern หรือพบปะตามบ้านเพื่อนในวันหยุดสัปดาห์ ถ้าเราไม่สามารถพูดคุยสนทนาในภาษาเยอรมัน หรืออังกฤษได้อย่างแคล่วคล่อง นานๆไปอาจจะเป็นปัญหาในชีวิตคู่ที่ ฝ่ายหญิงไม่สามารถเข้าสังคมของฝ่ายชายได้ค่ะ

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหม และคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่าและสถานที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไปเที่ยวมาก

ดิฉันเป็นบุตรคนเดียวค่ะ แล้วคุณพ่อคุณแม่ท่านเสียไปแล้วทั้งสองท่านค่ะ โชคดีที่ยังมีญาติๆฝ่ายคุณแม่อยู่ค่ะ ทั้งน้าชาย น้าสาว และน้องๆบุตรของน้าๆค่ะ เรายังติดต่อกันผ่านทางกรุ๊ปไลน์ทุกวันค่ะ ดิฉันกัอพยายามพาครอบครัวที่ออสเตรียไปเที่ยวเมืองไทยทุกๆปีค่ะ เมื่อสมัยน้องนิโก้ บุตรชายเด็กๆ เราชอบไปเที่ยวภูเก็ตค่ะ เพราะดิฉันเคยเป็นผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมที่นั่น และยังมีเพื่อนๆที่ยังทำงานอยู่ในโรงแรมนั้นด้วยค่ะ ไปทีไรก้อเหมือนได้กลับไปหาครอบครัวที่สองค่ะ

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ใน Vienna ประเทศออสเตรีย

สำหรับข้อ 11 ประเทศออสเตรียถือว่าเคยเป็นประเทศที่สงบสุข และมีอาชญากรรมน้อยมากค่ะ สมัยก่อนทิ้งกุญแจรถไว้ในรถทั้งคืน ยังไม่หายค่ะ
แต่ช่วงหลังๆจากที่ EU เปิดประเทศไปทางยุโรปตะวันออก และต่อมามีผู้อพยพเข้ามามากขึ้น บ้านดิฉันเองก้อถูกขโมยงัดเข้ามา ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปค่ะ เป็นหวาดระแวงบ้างเวลาอยู่คนเดียว ก่อนนอนและออกจากบ้าน เราก่อจะตั้งสัญญานกันขโมยไว้ค่ะ

อย่างไรก้อตามดิฉันยังพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เวียนนายังเป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยค่ะ

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ และสถานที่ไหนในออสเตรีย ที่คุณชอบไปเที่ยวมาก

เวลาว่างดิฉันเสาร์อาทิตย์ชอบทำอาหาร และทำสวนค่ะ เพราะที่บ้านมีสวนเล็ก ก้อจะปลูกผักไทยในหน้าร้อนเอาไว้ทำอาหารทานเองค่ะ

และชอบถ่ายรูปค่ะ อันนี้เป็นงานอดิเรกที่ชอบมากเลยค่ะ

Wanna Binder – Instagram

ส่วนสถานที่เที่ยวที่ชอยมากๆและมาเที่ยวติต่อกันมา 28 ปีซ้อนก็คือ Lungau ในแคว้น Salzburg ค่ะ เหมือนสวรรค์บนดินจริงๆค่ะ

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ในต่างประเทศ / ประเทศ ออสเตรียจะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

การมาอยู่ต่างประเทศ กลายเป็นค่านิยมของผู้หญิงไทยเราไปแล้วค่ะ ที่ต่างจังหวัดบางจังหวัดหรือบางหมู่บ้าน ผู้หญิงทุกคนจะต้องมีสามีเป็นต่างชาติ เพื่อพ่อแม่จะได้มีหน้ามีตาเหมือนครอบครัวอื่น ใช่ค่ะการมาอยู่ต่างประเทศดูเหมือนชีวิตจะดีขึ้น ได้มาอยู่ประเทศสวยงาม ชีวิตความเป็นอยู่ ทานอาหารดีๆ ดื่มไวน์ ดูหรูหราไปหมด มีรูปสวยลงเฟสบุ๊ค Instagram ทางบ้านสามารถเอาอวดเพื่อนบ้านได้ว่า บุตรสาวใช้ชีวิตที่ดีอยู่ต่างประเทศ สามีร่ำรวย ถือกระเป๋าแบรนด์เนม ฯลฯ

บางครั้งมันเป็นแค่เปลือกนอกค่ะ ดิฉันเห็นความเป็นอยู่จริงๆของเด็กผู้หญิงบางคนแล้วน่าสงสารค่ะ ที่ต้องโพสต์รูปสวยๆ แต่งตัวไฮโซ เพื่อให้ทางบ้านที่ประเทศไทยได้เห็นว่ามีความสุขดี แต่จริงๆแล้วต้องลำบาก ร่ำเรียนมาสูงๆที่ประเทศไทยแต่ต้องมาทำงานที่ต่ำกว่าความรู้ตนเอง เพื่อความอยู่รอด เพื่อช่วยสามีหารายได้ค้ำจุนครอบครัว จับจ่ายซื้อของตามตลาดถูกๆ ต้องประหยัดทุกอย่าง ไม่ได้สุขสบายอย่างที่เห็นในสื่อ แต่ก้อไมอยากให้ทางบ้านต้องเป็นห่วงค่ะ ผู้หญิงบางคนโชคดีมากได้สามีร่ำรวยจริง หรือมีหน้าที่การงานดีมาก ก้อมีชีวิตที่ดีจริง สุขสบายเป็นแม่บ้านเลี้ยงบุตรอยู่บ้าน ไม่ต่องทำงานค่ะ สำหรับดิฉันแล้ว คงอยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ เพราะต้องการใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมา ต้องการมีความภาคภูมิใจในตนเอง เพื่อสังคมและตนเองด้วยค่ะ

สิ่งที่ควรระวังก้อคือ สามีฝรั่งบางคนไม่เข้าใจ คือการส่งเงินกลับบ้านไปให้พ่อแม่ที่ประเทศไทย ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งภายในครอบครัวได้ค่ะ อย่างที่แจ้งให้ทราบ บางครอบครัวมีรายได้จำกัด และบางครั้งสามีที่เคยมีครอบครัวมาแล้วต้องมีค่าใช้จ่ายให้บุตรของภรรยาคนก่อนทุกเดือนจนจบการศึกษา อันนี้ไม่ง่ายเลยนะคะ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้หญิงไทยจะได้สามีที่เคยมีครอบครัวมาแล้ว และสูงอายุเกือบ 80% การที่ผู้หญิงไทยต้องส่งเงินให้ผู้มีอุปการะคุณทางบ้านที่ประเทศไทย อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ครอบครัวแตกร้าวได้ค่ะ

การส่งเงินกลับบ้านเป็นหน้าที่ ของบุตร เพียงแค่เราต้องอธิบายให้คู่ครองเข้าใจค่ะว่าบ้านเมืองเราไม่มี ระบบสนับสนุนการเงินให้ผู้สูงอายุเหมือนกับต่างประเทศค่ะ

คุณ Wanna Binder

เพิ่มเติม

สมาชิกครอบครัวดิฉันมี
คุณ Wolfgang Binder อายุ 58 ปี เป็น Sales Director บริษัท Dlouhy Gmbh ผู้ผลิตรถพยาบาลระดับโลก และได้มีโรงพยาบาลหลายแห่งของประเทศไทยได้ใช้อยู่ด้วยค่ะ
บุตรชายคนเดียวของเรา น้อง Nico ณัชพล Binder อายุ 20 ปืจบ มัธยมปลายสาย economic Engineering ของ HTL Mödling ได้เกรียตินิยม และเพิ่งสำเร็จ civic service ที่องค์กรพยาบาล Sameriterbund เป็นเวลา 1 ปี และได้รับใช้ประเทศชาติข่วงที่กำลังต่อสู้กับ COVID -19 ด้วยค่ะ

ตอนนี้น้องกำลังรอสอบเข้าแพทย์ของมหาวิทยาลัยที่เวียนนา

Wanna Binder – Instagram

 

ชีวิตความเป็นอยู่ในประเทศออสเตรีย บทสัมภาษณ์น่าอ่านจากคนไทย

 

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

One thought on “ผู้หญิงไทยคนนึงที่มีความสามารถในการทำงานเท่าเทียมต่างชาติออสเตรีย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s