เรียนภาษาอิตาลี วันที่ 33

บทความ

นักเขียนรับเชิญคนพิเศษ – คุณ สรินยา วิทยาอารีย์กุล (ครูยา)

เรียนภาษาอิตาลี

เรียนภาษาอิตาลี วันที่ 33

พวกเราเรียนภาษาอิตาลีครบทั้ง 25 วิดีโอในระดับ A1 แล้วนะคะ ในวิดีโอนี้ ครูเวโรนิค่าจะมาทบทวนทั้งหมดให้ดูอีกรอบนึงค่ะ

กดที่ลิ้งค์นี้แล้วไปดูวิดีโอกันเลยค่ะ ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ค่อยกลับมาดูคำแปลทีหลังค่ะ

Riepilogo di livello Elementare (A1)
สรุปการเรียนขั้นพื้นฐานในระดับ A1

– Ciao a tutti! Come state?
สวัสดีค่ะทุกๆ คน! พวกเธอเป็นอย่างไรกันบ้างคะ
– Io bene!
ฉันสบายดีค่ะ!
– Sì, non preoccupatevi! Vi avevo detto l’altra volta che oggi ci sarebbe stato l’esame. Vi ricordate?
ค่ะ พวกเธอไม่ต้องเป็นกังวลกันนะคะ! ครั้งที่แล้ว ฉันได้บอกพวกเธอไปว่า วันนี้พวกเราจะมีสอบกัน พวกเธอจำได้ไหมคะ
– Avete studiato? Bravi!
พวกเธอได้เรียนทบทวนกันมาแล้วใช่ไหมคะ เก่งมากค่ะ!
– Allora, bravi quelli che hanno studiato!
ถ้างั้น เก่งมากค่ะสำหรับคนที่เรียนทบทวนมาแล้ว!
– Quelli che invece non hanno studiato avranno un’altra possibilità.
ส่วนคนที่ยังไม่ได้เรียนทบทวนมา ก็ยังมีโอกาสอยู่ค่ะ
– Perché? Adesso vi spiego io.
ทำไมเหรอคะ ก็เพราะว่าตอนนี้ฉันจะอธิบายให้พวกเธอฟังกันไงค่ะ
– Io avevo detto l’altra volta che ci sarebbe stato un’esame di livello A1.
ฉันได้พูดไปแล้วเมื่อครั้งที่ผ่านมา ว่า จะมีการสอบในระดับ A1 กันค่ะ
– Solo che quest’esame sarebbe stato grandissimo, questa lezione, questa tutorial sarebbe stato lunghissimo, e non so quanti di voi sarebbero passati, quanti di voi avrebbero superato quest’esame.
ก็แค่ว่า การสอบครั้งนี้ มันจะเป็นการสอบใหญ่ค่ะ ในบทเรียนนี้ ในการสอนครั้งนี้ มันก็จะยาวมากเลยค่ะ และฉันก็ไม่รู้ว่าพวกเธอจะสอบผ่านกันกี่คนค่ะ
– Allora siccome io sono molto buona e gentile e anche modesta, ho deciso prima di fare un riepilogo del programma A1, quindi delle prime 25 lezioni, ed è qua, adesso ve lo espongo.
เอาหล่ะ เนื่องด้วย ฉันเป็นคนดีมากและใจดีมาก และก็ยังถ่อมตัวมากด้วย ฉันได้ตัดสินใจว่า ฉันจะทำการสรุปโปรแกรม A1 ก่อน ก็สรุปจากบทเรียนทั้ง 25 บทเรียนแรกอ่ะค่ะ และมันก็อยู่นี่ค่ะ ตอนนี้ฉันจะให้พวกเธอดูกันค่ะ
– Poi la prossima volta ci sarà l’esame ufficiale del livello A1, dopodiché riepilogo del livello A2 con successivo esame di livello A2.
แล้วครั้งต่อไป พวกเราก็จะสอบกันอย่างเป็นทางการ ในระดับ A1 ค่ะ แล้วหลังจากนั้น ก็จะมีสรุปเกี่ยวกับระดับ A2 ด้วย และก็ตามด้วยการสอบของระดับ A2 อีกค่ะ
– Che ne pensate?
พวกเธอคิดว่าอย่างไรคะ
– A me sembra un buona idea.
สำหรับฉัน ฉันคิดว่ามันเป็นไอเดียที่ดีทีเดียวค่ะ
– Questo riepilogo è molto utile anche per le persone che hanno bisogno di imparare qualcosa e magari in così tante lezioni non l’hanno trovata.
การสรุปการเรียนนี้ มันจะเป็นประโยชน์อย่างมาก สำหรับหลายคนที่อยากจะเรียนรู้อะไรบางอย่าง แต่เรามีบทเรียนมากมาย แล้วพวกเขาก็อาจจะหามันไม่เจออ่ะค่ะ
– Per esempio qualcuno di voi mi chiede, “io sto cercando una lezione per imparare c’è e ci sono”, oppure per i possessivi.
ตัวอย่างนะคะ พวกเธอบางคนถามฉันว่า “ฉันกำลังหาบทเรียนที่สอนเกี่ยวกับ c’è และ ci sono อยู่ค่ะ” หรือว่า หาบทเรียนที่เกี่ยวกับการแสดงความเป็นเจ้าของค่ะ
– E magari siccome ne ho fatte 50 finora tra 50 lezioni diventa dispersivo.
แล้วฉันก็ทำไปแล้ว 50 บทเรียน แล้วใน 50 บทเรียนนี้ มันก็กระจายไปทั่วอ่ะค่ะ
– È tutto qua. Adesso vi espongo tutto quello che abbiamo fatto nelle prime 25 lezioni così saprete cosa dovete studiare per l’esame della prossima lezione.
นั่นคือเหตุผลค่ะ ตอนนี้ฉันจะเล่าให้พวกเธอฟังทั้งหมดเลย ทุกสิ่งอย่างที่พวกเราเรียนกันไปแล้วทั้ง 25 บทเรียนค่ะ แบบนี้พวกเธอจะได้รู้ว่า มีอะไรบ้าง ที่พวกเธอต้องไปเรียนทบทวนกัน เพื่อการสอบในครั้งต่อไปค่ะ
– E la prossima volta è sicuro, ci sarà l’esame però solo di livello A1.
และในครั้งต่อไป พวกเราจะมีสอบแน่ๆ ค่ะ แต่แค่ในระดับ A1 เท่านั้นค่ะ
– Così se farete i bravi, se avete studiato, se mi avrete dimostrato di aver studiato, vi darò prima il certificato di livello A1, dopodiché, dopo un riepilogo e un altro esame, ci sarà il livello A2.
ถ้าพวกเธอทำตัวดีกัน ถ้าพวกเธอไปเรียนทบทวนกัน ถ้าพวกเธอทำให้ฉันเห็นว่า พวกเธอได้ไปเรียนทบทวนกันมาแล้ว ฉันจะให้ใบรับรองในระดับ A1 กับพวกเธอค่ะ แล้วหลังจากนั้น ก็จะมีสรุปบทเรียนอีก แล้วก็จะมีสอบอีก ซึ่งก็คือในระดับ A2 ค่ะ
– Bene, non perdiamo tempo e iniziamo!
ดีค่ะ พวกเราไม่ควรจะเสียเวลา พวกเรามาเริ่มกันเลยค่ะ!

– Allora vi ricordate? Io ho fatto una tabella qua dove ho scritto per ogni lezione la situazione comunicativa e la grammatica.
เอาหล่ะ พวกเธอจำกันได้ไหมคะว่า ฉันได้ทำตารางไว้ตารางนึงตรงนี้ ที่ฉันได้เขียนบทเรียนแต่ละบทไว้ เกี่ยวกับการสื่อสารในเหตุการณ์ต่างๆ และเกี่ยวกับกฏการใช้ภาษาด้วยอ่ะค่ะ
– Per esempio, cosa abbiamo fatto…? Vi ricordate quanto ero seria?
ตัวอย่างเช่น พวกเราได้ทำอะไรกันไปแล้วคะ พวกเธอจำกันได้ไหม ตอนที่ฉันจริงจัง เอาจริงเอาจังอ่ะค่ะ
– Della, Ciao a tutti io sono Veronica.
เกี่ยวกับ สวัสดีค่ะทุกคน ฉันคือเวโรนิค่าค่ะ
– Nella prima lezione.
ในบทเรียนแรกค่ะ
– Bravi, abbiamo imparato prima di tutto a presentarci.
เก่งมากค่ะ พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการแนะนำตัวกันเป็นเรื่องแรกค่ะ
– Va bene?
โอเคไหมคะ
– A dire chi siamo, di dove siamo, italiani, tedeschi, americani, francesi, e qual è la nostra professione.
เพื่อจะบอกว่า พวกเราเป็นใคร พวกเรามาจากที่ไหนกัน เป็นคนอิตาลี เป็นคนเยอรมัน เป็นคนอเมริกัน เป็นคนฝรั่งเศส และอาชีพของพวกเราคืออะไรค่ะ
– Vi ricordate?
พวกเธอจำกันได้ไหมคะ
– Mi sembra di ritornare indietro nel tempo.
ฉันรู้สึกเหมือนว่ากำลังย้อนเวลากลับไปเลยค่ะ
– E va bene.
และ โอเคค่ะ
– Come grammatica invece abbiamo imparato prima di tutto i pronomi personali soggetto.
ในส่วนของไวยากรณ์ พวกเราได้เรียนรู้ อย่างแรกเลย ก็พวกคำสรรพนามเกี่ยวกับบุคคล ที่เป็นประธานในประโยคค่ะ
– Io, tu, lui, lei, noi, vi ricordate? voi e loro.
ฉัน เธอ เขาผู้ชาย เขาผู้หญิง พวกเรา พวกเธอจำกันได้ไหมคะ พวกเธอ และพวกเขาค่ะ
– Poi il verbo essere. Io sono, tu sei… Andate a rivedere tutto!
แล้วก็เรียนเกี่ยวกับคำกริยา เป็น อยู่ คือ ฉันเป็น เธอเป็น… พวกเธอไปดูซ้ำอีกทั้งหมดเลยนะคะ
– E poi l’aggettivo che termina in -a. Io sono italiana, perché l’aggettivo è italiana.
แล้วก็เรียนเกี่ยวกับคำขยายคำนาม ที่ลงท้ายด้วย -a ฉันเป็นสาวอิตาลี เพราะว่าคำขยายคำนามคือ สาวอิตาลีค่ะ
– Italiani, italiane.
คนอิตาลีหลายคน (ลงท้ายด้วย -i), สาวๆ อิตาลี (ลงท้ายด้วย -e)
– E poi alcune preposizione, anzi sinceramente forse solo una, che sarebbe la preposizione di.
แล้วก็เรียนเกี่ยวกับคำบุพบทบางคำ จริงๆ แล้วก็เรียนแค่คำเดียวค่ะ คือคำบุพบท di ที่แปลว่า มาจาก ค่ะ
– Io sono di Cagliari.
ฉันเป็นคนมาจากเมืองคาลยิอาริค่ะ
– Roberto è di Arezzo. Ecc…
โรแบร์โต่เป็นคนจากเมืองอาเรซโซ่ค่ะ ฯลฯ
– Quindi questo è il riepilogo della lezione numero 1.
ดังนั้น นี่คือการสรุปการเรียนซ้ำของบทเรียนหมายเลข 1 ค่ะ
– Lezione numero 2.
บทเรียนหมายเลข 2
– L’età. Quanti anni hai?
เกี่ยวกับอายุ เธอมีอายุเท่าไหร่คะ
– Quindi abbiamo imparato a dire quanti anni abbiamo, quanti anni hanno loro, quanti anni hanno lui e lei.
ดังนั้น พวกเราได้เรียนเกี่ยวกับการพูดว่า พวกเรามีอายุเท่าไหร่ พวกเขามีอายุเท่าไหร่ เขาผู้ชายและเขาผู้หญิงมีอายุเท่าไหร่ค่ะ
– La descrizione fisica.
เรียนเกี่ยวกับการอธิบายรูปลักษณ์
– Però siccome è soltanto la seconda lezione, molto semplice, abbiamo soltanto imparato a descrivere occhi e capelli.
เนื่องจากว่า มันเพิ่งจะเป็นบทเรียนที่สองเท่านั้น มันก็ยังง่ายอยู่ค่ะ พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอธิบาย ลักษณะของดวงตา และเส้นผมกันเท่านั้นค่ะ
– Bene, questo è l’elemento comunicativo.
ดีค่ะ นี่คือวิธีการพูดค่ะ
– Come grammatica abbiamo imparato invece il verbo avere, per esprimere prima di la nostra età, quindi io non sono 35 anni, ma io ho 35 anni.
ในส่วนของแกรมม่า พวกเราได้เรียนคำกริยาที่แปลว่า มี ค่ะ เพื่อบอกอายุของพวกเราค่ะ เช่น ฉันไม่ได้เป็นอายุ 35 ปีนะคะ แต่ว่า ฉันมีอายุ 35 ปีค่ะ
– Mi raccomando!
ฉันขอแนะนำให้ทำตามนี้นะคะ!
– E poi per il possesso. Io ho un libro, per esempio, io ho il telefono, e vi ho fatto vedere anche un po’ di oggetto che avevo.
แล้วก็เรียนเรื่องการแสดงความเป็นเจ้าของค่ะ ตัวอย่างเช่น ฉันมีหนังสือเล่มหนึ่ง ฉันมีโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง และฉันก็ได้โชว์ให้พวกเธอดูสิ่งของที่ฉันมีในตอนนั้นค่ะ

– Lezione numero 3.
บทเรียนหมายเลข 3
– Situazione comunicativa: i numeri da 0 a 10.
การพูดเกี่ยวกับตัวเลขจาก 0 ถึง 10 ค่ะ
– Quindi abbiamo imparato a contare, per il momento solo fino a 10.
ดังนั้นพวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการนับ สำหรับตอนนั้นก็เรียนถึงเลข 10 เท่านั้นค่ะ
– Poi abbiamo parlato delle nostre preferenze e priorità, vi ricordate?
แล้วตอนนั้นพวกเราก็พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเราชอบมากกว่า และการจัดลำดับความสำคัญค่ะ พวกเธอจำกันได้ไหมคะ
– Al primo posto per esempio, l’amore, al secondo posto la casa, la famiglia ecc.
สำหรับลำดับแรกเลย คือความรัก ลำดับที่สองคือบ้าน และครอบครัว เป็นต้นค่ะ
– E come grammatica invece abbiamo visto, per adesso abbiamo solo accennato gli articoli determinativi perché era ancora un po’ presto.
และในส่วนของแกรมม่า พวกเราได้เรียนแค่พวกคำนำหน้านามแบบชี้เฉพาะเจาะจงเท่านั้น เพราะว่าตอนนั้น เราเพิ่งเริ่มเรียน ก็เรียนไปทีละนิดพอค่ะ
– Quindi vi ho fatto per esempio una serie di nomi, per esempio la casa, la famiglia, il lavoro e abbiamo visto i rispettivi articoli determinativi.
ดังนั้น ตอนนั้นฉันได้ทำตัวอย่างชุดหนึ่งเกี่ยวกับคำนามให้พวกเธอได้ดูกัน ตัวอย่างเช่น บ้านหลังนั้น ครอบครัวนั้น งานนั้น และพวกเราก็ได้เรียนอะไรที่เกี่ยวกับคำนำหน้านามแบบชี้เฉพาะเจาะจงค่ะ
– Va bene? Quindi abbiamo visto più che altro una situazione comunicativa e un’introduzione degli articoli.
เข้าใจไหมคะ ดังนั้นพวกเราก็ได้เรียนเกี่ยวกับการพูด และการใช้คำนำหน้านามแบบต่างๆ ค่ะ
– Lezione numero 4.
บทเรียนหมายเลข 4
– Numero da 10 in poi.
เรียนตัวเลขจาก 10 ขึ้นไปค่ะ
– E qui, la lezione numero 4 ragazzi è immensa perché inizio a contare, vi ricordate?
และในบทเรียนหมายเลข 4 นี้เพื่อนๆ คะ มันเริ่มเยอะละคะ เพราะว่าฉันเริ่มที่จะนับเลขแล้วค่ะ พวกเธอจำกันได้ไหมคะ
– Con tutti quei cartelli con i numeri, fino a un milione.
แล้วก็มีพวกป้ายที่เกี่ยวกับตัวเลขทั้งหลาย ก็นับกันจนถึงหนึ่งล้านเลยค่ะ
– Quindi se non avete sonno e volete guardare la lezione numero 4, vi addormenterete come degli angioletti.
ดังนั้น ถ้าพวกเธอไม่ง่วง และพวกเธออยากไปดูบทเรียนหมายเลข 4 พวกเธอจะนอนหลับเหมือนกับเหล่าเทวดาตัวน้อยๆ แน่นอนค่ะ
– E quindi vediamo anche i numeri grossi, per poter comprare qualcosa.
และดังนั้น พวกเราก็ได้เรียนพวกตัวเลขจำนวนมากๆ กันด้วยค่ะ จะได้ไปซื้อของกันได้ค่ะ
– Ok? Per andare in un negozio e spendere 10 euro, 100 euro, 1000 euro, per esempio.
โอเคนะคะ เวลาไปในร้านขายของ และจ่ายเงิน 10 ยูโร 100 ยูโร หรือ 1000 ยูโร ได้ค่ะ นั่นคือตัวอย่างค่ะ
– Ok? Quindi contare e comprare.
โอเคนะคะ ดังนั้น ก็เรียนเรื่องการนับ และการซื้อของค่ะ
– Come grammatica abbiamo visto alcuni esempi… No questo è l’altro, scusate.
ส่วนเรื่องโครงสร้างประโยค พวกเราก็ได้ดูประโยคตัวอย่างกันไปบ้างแล้วนะคะ… อุ้ย ไม่ใช่อันนี้นะ มันคืออันก่อนค่ะ ขอโทษพวกเธอด้วยนะคะ
– Allora…
เอาหล่ะค่ะ…
– Sì, ok, esempi di articoli indeterminativi.
ค่ะ โอเคค่ะ มันคือตัวอย่างเกี่ยวกับคำนำหน้านามแบบไม่ชี้เฉพาะเจาะจงค่ะ
– Ok, più che altro i numeri.
โอเค โดยเฉพาะพวกตัวเลขค่ะ
– Sì, va bene, lezione numero 5.
ค่ะ โอเคค่ะ บทเรียนหมายเลข 5 ค่ะ
– Abbiamo imparato a scrivere la data e a parlare di date.
พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนวันที่ และการพูดเกี่ยวกับวันที่ค่ะ
– Per esempio, quando è il vostro compleanno.
ตัวอย่างเช่น เมื่อไหร่คือวันเกิดของพวกเธอกันค่ะ
– Poi abbiamo parlato dei giorni della settimana, dei mesi dell’anno, delle quattro stagioni, ok, e abbiamo parlato di tempo in generale sia cronologico che atmosferico.
แล้วพวกเราก็ได้พูดเกี่ยวกับวันต่างๆ ในสัปดาห์ เกี่ยวกับเดือนต่างๆ ในหนึ่งปี เกี่ยวกับฤดูกาลทั้งสี่ โอเคนะคะ และพวกเราก็ได้พูดถึงช่วงเวลาต่างๆ ในหนึ่งวัน และสภาพอากาศด้วยค่ะ
– Va bene?
ตามทันไหมคะ
– Perché abbiamo detto per esempio, in inverno fa freddo, in estate fa caldo.
เพราะว่าพวกเราพูดกันไปแล้วค่ะ ตัวอย่างเช่น ในฤดูหนาวมันหนาว ในฤดูร้อนมันร้อนค่ะ
– Come grammatica troviamo invece gli avverbi di tempo e di frequenza.
ในส่วนของไวยากรณ์ พวกเราก็เรียนพวกคำขยายกริยาที่เกี่ยวกับเวลา และความถี่ คือ ทำสิ่งนั้นบ่อยแค่ไหนค่ะ
– Di tempo: ieri, oggi, domani.
คำขยายกริยาที่เกี่ยวกับเวลา เช่น เมื่อวานนี้ วันนี้ วันพรุ่งนี้ค่ะ
– Di frequenza: sempre, qualche volta, raramente ecc.
คำขยายกริยาที่เกี่ยวกับความถี่ เช่น ตลอด บางครั้ง นานๆ ที เป็นต้นค่ะ
– Poi abbiamo imparato c’è e ci sono.
แล้วพวกเราก็ได้เรียนการพูดว่า มีอันเดียว และมีหลายอันค่ะ

– Allora, alla ragazza che ha scritto in un commento dov’è la lezione in cui si impara c’è e ci sono, è la lezione numero 5. Va bene?
เอาหล่ะค่ะ สำหรับเด็กสาวที่เขียนมาถามว่า บทเรียนไหนที่มันเกี่ยวกับ c’è และ ci sono มันคือ บทเรียนหมายเลข 5 ค่ะ ตามนี้นะคะ
– Quindi c’è al singolare, ci sono al plurale.
ดังนั้น c’è ใช้กับเอกพจน์ และ ci sono ใช้กับพหูพจน์ค่ะ
– Sul tavolo c’è un telefono, ci sono dei libri.
บนโต๊ะมีโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง และมีหนังสือมากมายหลายเล่มค่ะ
– Va bene?
เข้าใจไหมคะ
– Perfetto. Poi alcune preposizione: in, tra e fra.
เยี่ยมมากค่ะ แล้วก็เรียนเกี่ยวกับคำบุพบทบางคำด้วย เช่น ข้างใน ระหว่าง และระหว่างค่ะ
– Che vedremo tutte le preposizioni in seguito, per adesso soltanto la lezione 5.
แล้วพวกเราค่อยมาดูเกี่ยวกับคำบุพบทแบบเต็มๆ กันทีหลังค่ะ สำหรับตอนนี้ ก็เท่าที่มีในบทเรียนที่ 5 เท่านั้นค่ะ
– Lezione numero 6. Abbiamo imparato l’ora. Abbiamo imparato a dire che ore sono.
บทเรียนหมายเลข 6 พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเวลา พวกเราได้เรียนรู้การพูดว่า กี่โมงแล้วคะ
– Va bene, poi abbiamo imparato i saluti e a scusarsi, specialmente in situazioni formali.
โอเคค่ะ แล้วพวกเราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทักทาย และการขอโทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแบบสุภาพค่ะ
– Va bene, abbiamo imparato le parti del giorno, e le scuse formali usando la forma di cortesia.
โอเคค่ะ พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของวัน และการขอโทษแบบสุภาพ ที่ใช้รูปแบบการพูดแบบสุภาพค่ะ
– Questa è la lezione numero 6.
นี่คือบทเรียนหมายเลข 6 ค่ะ
– Benissimo, poi lezione numero 7.
ดีมากค่ะ แล้วก็ต่อด้วยบทเรียนหมายเลข 7 ค่ะ
– Gli oggetti intorno a noi.
เกี่ยวกับวัตถุต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเราค่ะ
– Abbiamo visto che cosa è questo? Per esempio.
พวกเราได้เรียนกันไปแล้วว่า สิ่งนี้คืออะไร ตัวอย่างเช่น
– Questo, per il momento abbiamo detto non un libro ma il libro, perché?
สิ่งนี้ มีอยู่ตอนนึง พวกเราพูดว่า ไม่ใช่หนังสือเล่มหนึ่งนะคะ แต่มันคือ หนังสือเล่มนั้นค่ะ ทำไมเหรอคะ
– Perché abbiamo imparato gli articoli determinativi. Va bene?
เพราะว่า พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ คำนำหน้านามแบบชี้เฉพาะเจาะจงแล้วค่ะ เข้าใจไหมคะ
– E poi anche i pronomi dimostrativi, infatti che cos’è questo?
แล้วก็เรียนเกี่ยวกับคำสรรพนามแบบชี้ให้เห็นว่าเป็นอันไหนด้วยค่ะ ก็อย่างที่เห็นในประโยคนี้คือ สิ่งนี้คืออะไรคะ
– Questo è il libro di italiano. Ok!
สิ่งนี้คือหนังสือภาษาอิตาลีหนึ่งเล่มนั้นค่ะ โอเคนะ!
– Che cos’è questa? (Che non posso sollevare.)
สิ่งนี้คืออะไรคะ (เป็นสิ่งที่ฉันไม่สามารถยกขึ้นมาได้ค่ะ)
– Che cos’è questa? Questa è la sedia. Va bene.
สิ่งนี้คืออะไรคะ สิ่งนี้คือเก้าอี้ตัวนึงค่ะ โอเคนะคะ
– Nella lezione numero 8 invece, vediamo sempre che cosa è questo, vicino, ma vediamo anche che cosa è quello, lontano. Ok?
ส่วนในบทเรียนหมายเลข 8 พวกเราก็ยังเรียนเรื่องนี้อยู่ค่ะ สิ่งที่อยู่ใกล้ๆ นี่คืออะไรคะ และสิ่งที่อยู่ไกลๆ นั่นคืออะไร ด้วยค่ะ โอเคนะคะ
– Quindi ho fatto vedere come indicare gli oggetti vicini e lontani.
ดังนั้น ฉันชี้ให้ดูว่า พวกวัตถุต่างๆ นี้อยู่ใกล้ หรืออยู่ไกลค่ะ
– Va bene? Quindi che cosa è questo, che cosa è quello.
เข้าใจนะคะ ดังนั้น เราเรียนการพูดว่า สิ่งนี้คืออะไร และสิ่งนั้นคืออะไรค่ะ
– Perfetto. Quindi abbiamo visto qua gli articoli indeterminativi, perché in questa lezione possiamo rispondere “Questo è un libro”.
เยี่ยมมากค่ะ ดังนั้นพวกเราได้เรียนเกี่ยวกับคำนำหน้านามแบบไม่ชี้เฉพาะเจาะจง แล้วในบทเรียนนี้ ก็ทำให้พวกเราสามารถตอบได้ว่า “สิ่งนี้คือหนึ่งสือเล่มหนึ่ง” ค่ะ
– E poi i pronomi dimostrativi: questo e anche quello.
แล้วก็เรียนเกี่ยวกับคำสรรพนามที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นอันไหนค่ะ เช่น สิ่งนี้ และ สิ่งนั้น ค่ะ
– Pronomi dimostrativi o indicativi.
คำสรรพนามแบบชี้ให้เห็นว่าเป็นอันไหน และการบ่งชี้ค่ะ
– Benissimo. Lezione invece numero 9.
ดีมากค่ะ ส่วนบทเรียนหมายเลข 9
– Nella lezione numero 9 parliamo del nostro bellissimo mondo e le varie nazionalità. Ok?
ในบทเรียนหมายเลข 9 พวกเราพูดเกี่ยวกับโลกที่สวยงามของพวกเราและสัญชาติต่างๆ ค่ะ โอเคนะคะ
– infatti parliamo per esempio, io sono italiana, il mio direttore è inglese.
ก็อย่างที่เห็น พวกเราพูดว่า ตัวอย่างนะคะ ฉันเป็นคนอิตาลี ผู้อำนวยการของฉันเป็นคนอังกฤษค่ะ

– Quindi inglese è un aggettivo che terminano in -e.
ดังนั้น คนอังกฤษ คือคำขยายคำนาม ที่ลงท้ายด้วย -e ค่ะ
– E qui impariamo l’aggettivo che termina in -e, perché inizialmente abbiamo imparato italiano, spagnolo, americano, adesso impariamo inglese, portoghese, francese, gli aggettivi che terminano in -e.
และจุดนี้ พวกเราเรียนเกี่ยวกับคำขยายคำนามที่ลงท้ายด้วย -e เพราะว่าในตอนต้นพวกเราได้เรียนไปแล้วว่า คนอิตาลี คนสเปน คนอเมริกัน (ลงท้ายด้วย -o) ตอนนี้พวกเรามาเรียนว่า คนอังกฤษ คนโปรตุเกส คนฝรั่งเศส คือคำขยายคำนามที่ลงท้ายด้วย -e ค่ะ
– Poi non solo di nazionalità, ma anche per descrivere le persone, sia fisicamente, sia di carattere.
แล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องสัญชาติเท่านั้น แต่ยังใช้เกี่ยวกับการอธิบายถึงบุคคล ทั้งที่เกี่ยวกับร่างกาย และที่เกี่ยวกับบุคลิกนิสัยด้วยค่ะ
– Gentile, scortese, per esempio.
เช่น เป็นคนสุภาพใจดี หรือเป็นคนหยาบคายไม่สุภาพค่ะ
– E infatti siccome noi siamo tutti diversi in questo mondo, per fortuna se no sarebbe troppo noioso, e impariamo anche la descrizione fisica completa.
ก็เนื่องด้วยที่พวกเราทุกคนมีความแตกต่างกันในโลกใบนี้ นี่คือความโชคดีค่ะ ถ้าไม่เช่นนั้นมันคงจะน่าเบื่อมากเลยค่ะ และพวกเราก็เรียนเกี่ยวกับการบอกลักษณะทางกายแบบเต็มๆ ด้วยค่ะ
– Alto, basso, magro, grasso, per esempio.
เช่น สูง เตี้ย ผอม อ้วน
– E qui infatti abbiamo visto gli aggettivi.
และตรงนี้ พวกเราก็ได้เรียนพวกคำขยายคำนามแบบต่างๆ กันค่ะ
– Poi, parliamo sempre di questo mondo, abbiamo visto anche i nomi dei Paesi interi come Nazioni, o le Regioni hanno l’articolo determinativo.
แล้วพวกเราก็ยังคุยเรื่องโลกใบนี้ของพวกเราต่อค่ะ พวกเราได้เรียนคำนามเกี่ยวกับประเทศทั้งประเทศเช่น ประเทศต่างๆ หรือว่า เขตต่างๆ ด้วยค่ะ พวกมันจะมีคำนำหน้านามแบบชี้เฉพาะเจาะจงค่ะ
– La Francia, il Brasile, per esempio.
ตัวอย่างเช่น la ประเทศฝรั่งเศส เป็นเพศหญิง และ il ประเทศบราซิล เป็นเพศชายค่ะ
– Ma la Toscana, la Sardegna, sono Nazioni e Regioni.
แต่ว่า la โตสคาน่า la ซาร์เดนหย่า คือ เขตแคว้นค่ะ
– Ma io non posso dire la Cagliari o la New York.
แต่ฉันไม่สามารถพูดว่า la คาลยิอาริ หรือว่า la นิวยอร์ก ได้ค่ะ
– Abbiamo imparato anche io vado a Cagliari e io vado a New York.
แล้วพวกเราก็ได้เรียนว่า ฉันไปที่เมืองคาลยิอาริ และฉันไปที่นิวยอร์ก โดยใช้คำบุพบท a ค่ะ
– Niente articolo nella città o nel piccoli paesi.
เราจะไม่ใช้คำนำหน้านามกับชื่อเมือง หรือกับชื่อจังหวัดเล็กๆ ค่ะ
– Va bene?
เข้าใจนะคะ
– Perfetto, lezione numero 10.
เยี่ยมมากค่ะ บทเรียนหมายเลข 10
– Allora qua, non guardate questa lezione!
มาถึงตรงนี้ พวกเธอห้ามไปดูบทเรียนนี้กันนะคะ!
– Vi do il permesso di non guardare questa lezione, perché canto e ballo e sono un po’ ridicola, però effettivamente questa lezione è molto importante, perché?
ฉันอนุญาตให้พวกเธอไม่ต้องไปดูบทเรียนนี้ค่ะ เพราะว่าได้ฉันร้องเพลง และฉันได้เต้นด้วยค่ะ และฉันดูตลกเชียวค่ะ แต่ว่า แท้จริงแล้ว บทเรียนนี้มันสำคัญมากๆ ค่ะ ทำไมเหรอคะ
– Perché finalmente abbiamo maggiore autonomia e impariamo ad esprimere le azioni che compiamo. Ok.
เพราะว่า พวกเราสามารถพูดได้มากขึ้นซะทีค่ะ และพวกเราก็ได้เรียนรู้ที่จะพูดอธิบายในสิ่งที่พวกเราทำได้ค่ะ โอเค
– Le azioni quotidiane, tutto quello che facciamo.
ก็คือการพูดถึงกิจวัตรประจำวัน พูดถึงทุกสิ่งอย่างที่พวกเราทำกันค่ะ
– Io dormo, io mangio, io scrivo. Ok?
ฉันนอน ฉันกิน ฉันเขียน โอเคนะคะ
– Io finisco, tutto quanto.
ฉันทำเกือบเสร็จละค่ะ ทั้งหมดทั้งมวลเลยค่ะ
– Quindi descriviamo tutto quello che facciamo.
ดังนั้น พวกเราพูดอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราทำกันค่ะ
– Infatti impariamo il presente indicativo, per adesso soltanto i verbi regolari.
ใช่ค่ะ พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับคำกริยาในรูปปัจจุบัน indicativo ใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง สิ่งที่พวกเราทำกันจริงๆ เป็นประจำ สำหรับตอนนี้ ก็เรียนแค่พวกคำกริยาที่ผันตามกฎเท่านั้นค่ะ
– Poi impariamo la forma di cortesia, perché? Perché finora io vi ho detto lui, maschio, lei, femmina.
แล้วพวกเราก็มาเรียนรู้การพูดแบบสุภาพค่ะ ทำไมเหรอค่ะ เพราะว่ามาถึงจุดนี้ ฉันได้สอนไปแค่ เขาผู้ชายใช้กับเพศชาย เขาผู้หญิงใช้กับเพศหญิงค่ะ
– Ma non vi ho insegnato il Lei, non vi avevo insegnato prima della 10 il Lei scritto con la lettera maiuscola che si usa per la forma di cortesia.
แต่ว่าตอนนั้นฉันยังไม่ได้สอนพวกเธอเกี่ยวกับ Lei (คุณ) ตอนนั้นฉันยังไม่ได้สอนพวกเธอเกี่ยวกับการใช้ Lei ที่แปลว่า คุณ ก่อนบทเรียนที่ 10 มันจะเขียนด้วย L ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ ที่ใช้กับการพูดแบบสุภาพค่ะ

– Perché alla signora io non posso dire tu devo dire Lei, scritto con la lettera maiuscola.
เพราะว่ากับ คุณ ที่เป็นเพศหญิง ฉันห้ามเรียกเขาว่า เธอ ค่ะ ฉันต้องพูดว่า คุณ ที่เขียนด้วยตัว L ตัวพิมพ์ใหญ่ค่ะ
– E poi c’è anche il loro al plurale, anche se è meno usato, però c’è nella grammatica e bisogno impararlo.
แล้วก็มีคำว่า พวกเขา ที่ใช้พูดกับคุณทั้งหลายด้วย แต่ในชีวิตจริงเราไม่ค่อยพูดกันค่ะ แต่ว่าถ้าเรียนโครงสร้างภาษาอิตาลี พวกเราก็ต้องรู้ที่มาที่ไปของมันค่ะ
– Poi in questa lezione impariamo anche alcune parole straniere che hanno la particolarità di non avere il plurale.
แล้วในบทเรียนนี้ พวกเราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ คำต่างประเทศบางคำที่มีความพิเศษ คือมันไม่มีรูปพหูพจน์ค่ะ
– Ok, di rimanere così inalterate, cambia soltanto l’articolo.
โอเค พวกมันก็จะคงรูปเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มันจะเปลี่ยนแค่คำนำหน้านามเท่านั้นค่ะ
– Rivedete la lezione 10 e non ridete per come sono conciata!
พวกเธอไปดูบทเรียนที่ 10 ซ้ำกันอีกนะคะ แล้วพวกเธอก็ห้ามหัวเราะในสิ่งที่ฉันทำไปนะคะ
– Allora adesso giriamo un attimo questo foglio perché è un po’ lunghetta.
เอาหล่ะ ตอนนี้พวกเรามาเปลี่ยนหน้ากระดาษแผ่นนี้กันค่ะ เพราะว่ามันยาวนิดนึงค่ะ
– Anzi lo tolgo direttamente, cosi vediamo, perché sono 25 lezioni, quindi questo è il riepilogo di 25 lezioni.
ถ้าจะให้ดี ฉันเอามันออกดีกว่าค่ะ แบบนี้พวกเราจะได้เห็นกันชัดๆ ค่ะ เพราะว่าพวกมันมี 25 บทเรียนค่ะ ดังนั้น นี่คือการสรุปทั้ง 25 บทเรียนค่ะ
– Allora, lezione 11.
ต่อค่ะ บทเรียนที่ 11 ค่ะ
– Sì, parla del nostro tempo libero.
ค่ะ มันพูดถึงเวลาว่างของพวกเราค่ะ
– Io qui sono più rilassata, bevo una tazza di tè e dico quello che faccio nel mio tempo libero.
ฉันในบทเรียนนี้ จะผ่อนคลายมากกว่าค่ะ ฉันดื่มชาถ้วยหนึ่ง และ ฉันพูดถึงสิ่งต่างๆ ที่ฉันทำในเวลาว่างของฉันค่ะ
– E qui invece introduciamo i verbi irregolari.
และในบทเรียนนี้ พวกเราก็ได้เริ่มเรียนเกี่ยวกับพวกคำกริยาที่ผันไม่ตามกฎค่ะ
– Ok? Io esco, per esempio, uscire.
โอเคนะคะ ฉันออกไปข้างนอก มาจากคำกริยา การออกไปข้างนอกค่ะ
– Io faccio tante cose, il verbo fare.
ฉันทำหลายสิ่งหลายอย่างเลยค่ะ เรียนการใช้คำกริยา การทำ ค่ะ
– E poi anche alcune preposizioni.
แล้วก็เรียนเกี่ยวกับคำบุพบทบางคำด้วยค่ะ
– Lezione numero 12. Vi ricordate che simpatici?
บทเรียนหมายเลข 12 พวกเธอจำกันได้ไหมคะ พวกเขาน่ารักกันมากๆ ค่ะ
– Ciao, vi saluto!!
สวัสดีค่ะ ฉันขอสวัสดีพวกเธอค่ะ!!
– Saluto quei due ragazzi che hanno partecipato a questa lezione che è stata molto divertente, che sono Gilbert e Susanna.
ฉันขอสวัสดีเพื่อนๆ ทั้งสองคน ที่มีส่วนร่วมในบทเรียนนี้ด้วยค่ะ ตอนนั้นมันสนุกสนานมากค่ะ พวกเขาคือ จิลแบร์ท และ ซูซานน่าค่ะ
– E quindi conosciamo due studenti.
และพวกเราก็ได้รู้จักกับเพื่อนนักเรียนสองคนค่ะ
– Quindi ho preso due di voi e li ho portati qua, su One World Italiano video.
ดังนั้น ฉันได้พาเพื่อนนักเรียนแบบพวกเธอมาสองคน มาร่วมทำบทเรียนกับพวกเราที่นี่ ที่ One World Italiano video ค่ะ
– E quindi abbiamo visto i vostri progressi, perché sono studenti come voi che hanno seguito il mio corso online.
และดังนั้น พวกเราก็ได้เห็นความคืบหน้าของพวกเธอกันไปแล้วนะคะ เพราะว่าพวกเขาก็คือนักเรียนแบบพวกเธอนี่แหละค่ะ พวกเขาได้เรียนกับหลักสูตรออนไลน์ของฉันค่ะ
– E qui abbiamo fatto un po’ anche un riepilogo di tutto quello che abbiamo fatto.
และตรงนี้ พวกเราก็ได้ทำการสรุปสิ่งที่เรียนมาด้วยค่ะ
– Impariamo le preposizioni semplici.
พวกเราได้เรียนเกี่ยวกับคำบุพบทแบบธรรมดากันค่ะ
– Quali sono?
พวกมันมีอะไรบ้างคะ
– Di, a, da, in… Andate a rivederle per favore.
มาจาก ที่ จาก ใน… พวกเธอไปดูพวกเรื่องคำบุพบทซ้ำกันอีกนะคะ ขอร้องกันเลยค่ะ
– Lezione 13.
บทเรียนที่ 13 ค่ะ
– Allora, nella lezione 13 vi insegno a fare delle commissioni.
เอาหล่ะ ในบทเรียนที่ 13 ฉันสอนพวกเธอเกี่ยวกับการทำธุรกรรมต่างๆ ค่ะ
– Per esempio in banca, alle poste, nei negozi.
ตัวอย่างเช่น ในธนาคาร ที่ไปรษณีย์ และในร้านขายของค่ะ
– E poi conosciamo Cagliari, perché vi mostro una mappa di Cagliari e vi faccio vedere Piazza yenne, il centro, via Roma ecc.
แล้วพวกเราก็ได้รู้จักเมืองคาลยิอาริกันค่ะ เพราะว่าฉันโชว์แผนที่ให้พวกเธอดูเกี่ยวกับเมืองคาลยิอาริ และฉันให้พวกเธอดูลานกว้างเยนเน่ ในตัวเมือง ซอยโรม่า และอื่นๆ ค่ะ
– Impariamo le preposizioni articolate.
พวกเราเรียนเกี่ยวกับคำบุพบทที่รวมกับคำนำหน้านามด้วยค่ะ
– Vi chiedo di andare a rivedere gli articoli per unire le preposizioni semplici della dodicesima lezione agli articoli determinativi.
ฉันขอให้พวกเธอไปดูเรื่องคำนำหน้านาม ก่อนที่จะเอามารวมกับคำบุพบทแบบธรรมดาซ้ำอีกค่ะ อยู่ที่บทเรียนที่ 12 ที่เกี่ยวกับคำนำหน้านามแบบชี้เฉพาะเจาะจงค่ะ
– E poi vediamo anche la differenza tra le preposizioni semplici e quelle articolate perché molte volte con le preposizioni semplici indico un luogo in generale, per esempio in biblioteca, ma con la preposizione articolata nella biblioteca dell’università.
แล้วก็ไปดูเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างคำบุพบทแบบธรรมดา และคำบุพบทที่รวมกับคำนำหน้านามด้วยค่ะ เพราะว่าในหลายๆ ครั้ง กับพวกคำบุพบทแบบธรรมดา บอกถึงสถานที่ทั่วๆ ไป ตัวอย่างเช่น ในห้องสมุด แต่ว่ากับคำบุพบทที่รวมกับคำนำหน้านาม nella ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยค่ะ มันคือการเจาะจงว่าเป็นที่นั่นที่เดียวค่ะ
– Andate a rivedere tutto.
พวกเธอไปดูซ้ำทั้งหมดเลยนะคะ

– Lezione 14. Qui prepariamo un bel piatto di pasta!
บทเรียนที่ 14 วิดีโอนี้พวกเรามาทำพาสต้าจานอร่อยกันค่ะ
– Vi ricordate?
พวกเธอจำกันได้ไหมคะ
– Io avevo il grembiule, ero proprio di fronte ai fornelli, a fare tutto quanto.
ตอนนั้นฉันใส่ผ้ากันเปื้อน และฉันก็อยู่ข้างหน้าเตาแก๊ส เพื่อทำทุกสิ่งอย่างค่ะ
– Qui impariamo come preparare un piatto di pasta nei tempi giusti, vi ricordate?
ตรงนี้ พวกเราได้เรียนการทำพาสต้า ในเวลาที่เหมาะสมค่ะ พวกเธอจำกันได้ไหมคะ
– Parliamo di cibo, uno dei miei argomenti preferiti e dei pasti della giornata.
พวกเราพูดถึงอาหารกัน ซึ่งเป็นหัวข้อนึงที่ฉันชอบมากค่ะ แล้วก็คุยเรื่องอาหารมื้อต่างๆ ของวันด้วยค่ะ
– I pasti sono, non c’entra niente con la pasta, la colazione, il pranzo, la cena ecc.
มื้ออาหารคือ มันไม่เกี่ยวอะไรกับพาสต้าเลยนะคะ แต่มันคือ อาหารมื้อเช้า อาหารมื้อกลางวัน อาหารมื้อเย็นค่ะ
– Qui rivediamo le preposizioni semplici e articolate per indicare a che ora?
ตรงนี้ พวกเรามาดูเกี่ยวกับพวกคำบุพบทแบบธรรมดา และแบบที่รวมกับคำนำหน้านามซ้ำกันอีกค่ะ เพื่อบอกว่า ที่ช่วงเวลาไหนค่ะ
– A che ora mangiamo, a che ora prepariamo la pasta.
พวกเราทานอาหารกันตอนไหนคะ พวกเราเตรียมพาสต้ากันตอนไหน คะ
– Quindi preposizioni semplici: a mezzogiorno, per esempio, preposizioni articolate alle due.
พวกคำบุพบทแบบธรรมดา ก็เช่น a ตอนเที่ยงวัน ส่วนพวกคำบุพบทที่รวมกับคำนำหน้านาม ก็เช่น alle ตอนบ่ายสองโมงค่ะ
– Va bene?
เข้าใจไหมคะ
– Lezione numero 15: al ristorante.
บทเรียนหมายเลข 15: ที่ร้านอาหารค่ะ
– Allora lì sono al ristorante, c’è una cameriera, a cui ordino tante cose.
เอาหล่ะ ที่นั่น ฉันอยู่ในร้านอาหารค่ะ มีบริกรสาวคนหนึ่ง (เด็กเสิร์ฟ) แล้วฉันก็สั่งอาหารมากมายหลายอย่างเลยค่ะ
– E vediamo anche com’è strutturato un menù italiano.
แล้วพวกเราก็มาดูโครงสร้างของรายการอาหารอิตาลี ว่ามันเป็นอย่างไรด้วยค่ะ
– Come grammatica iniziamo a vedere solo la prima persona singolare del condizionale.
ส่วนแกรมม่า พวกเราก็จะดูแค่บุคคลแรก (คนที่พูด) เอกพจน์ (คนเดียว) ในรูป condizionale (การพูดสุภาพ) กันค่ะ
– Perché?
ทำไมเหรอคะ
– Per poter dire vorrei quando desidero qualsiasi cosa.
เพื่อที่จะสามารถพูดว่า ฉันต้องการแบบสุภาพค่ะ ใช้พูดตอนที่ฉันต้องการอะไรบางอย่างค่ะ
– Quando desidero ordinare al ristorante o al bar o quando desidero comprare qualcosa.
ใช้ตอนที่ฉันต้องการสั่งอาหารที่ร้านอาหาร หรือว่าที่บาร์ หรือตอนที่ฉันต้องการซื้อของบางอย่างค่ะ
– Non posso dire voglio, perché sarei troppo arrogante, ma vorrei.
ฉันไม่ควรพูดว่า ฉันอยาก ฉันจะเอาไอ้นั่น เพราะว่าฉันจะดูไม่สุภาพค่ะ
– E poi i saluti formali: buongiorno, buonasera, arrivederci, alcune espressioni che si usano nel contesto di un ristorante.
แล้วก็เรียนเกี่ยวกับคำทักทายแบบสุภาพค่ะ เช่น สวัสดีตอนเช้าหรืออรุณสวัสดิ์ สวัสดีตอนเย็น แล้วพบกันใหม่ค่ะ แล้วก็การพูดแบบต่างๆ ที่เราใช้พูดในร้านอาหารค่ะ
– Va bene, lezione numero 16.
โอเคค่ะ บทเรียนหมายเลข 16 ค่ะ
– Parlare al telefono. Io ho il mio amato smartphone, che è qui. Ok.
เรื่องการพูดโทรศัพท์ ฉันมีสมาร์ทโฟนอันที่ฉันรักของฉัน อยู่ตรงนี้ค่ะ โอเคนะคะ
– Io insegno a parlare al telefono, a dire
“Pronto?”, per esempio.
ฉันสอนเกี่ยวกับการพูดทางโทรศัพท์ว่า “ฮัลโหล”
– E precisamente a prenotare un servizio.
จะพูดให้ชัดก็คือ เรียนการจองบริการอย่างใดอย่างหนึ่งค่ะ
– E poi ad organizzare la settimana.
แล้วก็เรียนการจัดเวลากับสิ่งที่ต้องทำในหนึ่งสัปดาห์ค่ะ
– Quindi questa è la comunicazione, questi sono gli argomenti comunicativi.
ดังนั้น นี่คือการสื่อสารค่ะ สิ่งเหล่านี้คือหัวข้อในการสื่อสารค่ะ
– E invece come grammatica impariamo i verbi modali.
และในส่วนของไวยากรณ์ พวกเราก็เรียนพวกคำกริยาช่วยกันค่ะ
– Quali sono? Bravi!
พวกไหนเหรอค่ะ เก่งมากค่ะ!
– Dovere, potere, volere.
ต้องทำ สามารถทำได้ และอยากทำค่ะ
– E poi rivediamo ancora le preposizioni. Quelle le rivediamo sempre perché sono molto importanti.
แล้วพวกเราก็มาดูพวกคำบุพบทซ้ำอีกค่ะ พวกคำบุพบทต่างๆ ต้องดูซ้ำตลอดนะคะ เพราะว่าพวกมันสำคัญมากๆ ค่ะ
– Lezione numero 17, oddio facciamo le corne: la superstizione.
บทเรียนหมายเลข 17 ค่ะ โอ้ว พระเจ้าช่วย พวกเรามาทำมือเป็นรูปเขาควายกันค่ะ 🤘มาเรียนเรื่องความเชื่อและเรื่องโชคลางกันค่ะ
– Come vi ho detto io sono superstiziosa e vi dico cosa dovete fare o non fare per evitare la sfortuna.
อย่างที่ฉันเคยบอกพวกเธอไปแล้วนะคะว่า ฉันเป็นคนเชื่อเรื่องโชคลางค่ะ แล้วฉันจะบอกพวกเธอว่า อะไรที่พวกเธอต้องทำ หรือว่าอะไรที่พวกเธอห้ามทำ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ร้ายๆ ค่ะ
– E impariamo l’imperativo diretto e l’imperativo negativo.
และพวกเราก็มาเรียนเรื่อง การสั่งให้ทำค่ะ และ การสั่งไม่ให้ทำกันค่ะ
– Andate a rivedere tutto.
พวกเธอไปดูซ้ำทั้งหมดเลยนะคะ
– Lezione numero 18.
บทเรียนหมายเลข 18 ค่ะ
– Ahahah lì ero indaffarata a pulire, a spolverare e tutto quanto.
ฮาๆๆ ตอนนั้นฉันยุ่งอยู่กับการทำความสะอาด การปัดฝุ่น และอื่นๆ อีกค่ะ
– Quindi io faccio le pulizie e le faccende domestiche infatti impariamo nuovi verbi e vocaboli sulle faccende domestiche e sulle pulizie.
ดังนั้น ฉันทำความสะอาดในแบบต่างๆ และทำงานบ้านอื่นๆ ด้วย ในบทเรียนนี้ พวกเราก็จะได้เรียนพวกคำกริยาใหม่ๆ และการพูดเกี่ยวกับงานบ้าน และเกี่ยวกับการทำความสะอาดแบบต่างๆ ค่ะ
– Quindi per esempio, stirare, spolverare, il ferro da stiro, il piumino ec

– Lezione numero 19, io vado al mare!
บทเรียนหมายเลข 19 ค่ะ ฉันไปที่ทะเลค่ะ!
– Era estate e io ero felice di organizzare una giornata al mare con tutti gli amici.
ตอนนั้นเป็นช่วงฤดูร้อน และฉันก็มีความสุขในการเตรียมตัว เพื่อที่จะไปเที่ยวทะเลกับพวกเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ
– E impariamo i possessivi, perché io avevo la mia borsa bella grande quindi la mia crema solare, il mio asciugamano ecc.
และพวกเราก็ได้เรียนรู้เรื่อง การแสดงความเป็นเจ้าของค่ะ เพราะว่าตอนนั้นฉันมีกระเป๋าใบใหญ่สวยงามมากใบหนึ่งของฉันค่ะ ในนั้นมี ครีมกันแดดของฉัน ผ้าขนหนูของฉันผืนนึง และอื่นๆ อีกค่ะ
– Lezione numero 20, la famiglia!
บทเรียนหมายเลข 20 เกี่ยวกับครอบครัวค่ะ
– Nella lezione numero 20 io sono al telefono con la mamma e che mi devo dire quanta gente c’è a casa perché è domenica e vado al pranzo in famiglia.
ในบทเรียนหมายเลข 20 ฉันคุยโทรศัพท์กับแม่ค่ะ และฉันต้องพูดว่า จะมีกี่คนที่จะมาที่บ้าน เพราะว่ามันเป็นวันอาทิตย์ค่ะ และฉันก็จะไปทานอาหารมื้อเที่ยงกับครอบครัวค่ะ
-Quindi si parla di famiglia e abbiamo i possessivi con i nomi di famiglia.
ดังนั้น ก็จะพูดถึงครอบครัว และก็จะมีพวกคำที่แสดงความเป็นเจ้าของกับพวกคำนามที่เกี่ยวกับครอบครัวค่ะ
– Perché come vi ho detto la famiglia è così importante che cambia una regola grammaticale, cioè i possessivi.
ก็อย่างที่ฉันเคยบอกพวกเธอไปว่า ครอบครัวมันสำคัญมาก มากจนสามารถเปลี่ยนกฏไวยากรณ์ได้ ซึ่งก็คือพวกการแสดงความเป็นเจ้าของค่ะ
– Abbiamo per esempio, mia madre, ok? La mia borsa.
พวกเรามีคำว่า ตัวอย่างเช่น แม่ของฉัน ไม่มีคำนำหน้านาม โอเคนะคะ กระเป๋าของฉัน มีคำนำหน้านาม La ค่ะ
– Con gli oggetti e con i nomi di persona che non appartengono alla famiglia, abbiamo l’articolo.
กับพวกวัตถุต่างๆ และกับพวกคำนามเกี่ยวกับบุคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับครอบครัว พวกเราต้องใช้คำนำหน้านามค่ะ
– Con i nomi di famiglia niente articolo, ma non in tutti i casi.
กับพวกคำนามที่เกี่ยวกับครอบครัวไม่ต้องใส่คำนำหน้านามค่ะ แต่ไม่ใช่ทุกกรณีเสมอไปนะคะ
– Andate a rivedere lezione 20.
พวกเธอไปดูบทเรียนที่ 20 ซ้ำกันนะคะ
– Abbiamo quasi finito!
เกือบจะหมดแล้วค่ะ!
– Ancora cinque e poi vi lascio.
อีกห้าบทเรียนนะ แล้วฉันจะปล่อยพวกเธอไปค่ะ
– Io qui ho ancora più autonomia perché non solo io parlo di quello che faccio normalmente, ma parlo di quello che ho fatto il fine settimana, che ho fatto stamattina, che io fatto ieri o l’altro giorno.
มาถึงตรงนี้ ฉันก็พูดได้มากขึ้นค่ะ เพราะว่าไม่ใช่แค่การพูดถึงสิ่งที่ฉันทำเป็นประจำในปัจจุบันเท่านั้น แต่ว่าฉันพูดถึงสิ่งที่ฉันได้ทำไปแล้วในช่วงสุดสัปดาห์ ที่ฉันได้ทำไปแล้วเมื่อเช้า ที่ฉันได้ทำไปแล้วเมื่อวานนี้ หรือว่าวันก่อนด้วยค่ะ
– E come grammatica impariamo infatti il passato prossimo.
ส่วนเรื่องไวยากรณ์ พวกเราก็ได้เรียน il passato prossimo ค่ะ
– Allora, io al passato prossimo dedico tre lezioni.
เอาหล่ะ ฉันได้ทำเกี่ยวกับ passato prossimo ไว้ 3 บทเรียนค่ะ
– Nella 21 impariamo prima di tutto i participi regolari e poi l’accordo del participio.
ในบทเรียนที่ 21 พวกเราได้เรียนเกี่ยวกับ i participi regolari และก็ข้อตกลงเกี่ยวกับ participio ค่ะ
– Quindi se abbiamo l’ausiliare essere, io sono andata.
เมื่อไหร่ที่เราจะใช้คำกริยาช่วย essere เช่น ฉันไปมาแล้ว ลงท้ายด้วย a ในกรณีที่ฉันเป็นเพศหญิงค่ะ
– Se abbiamo l’ausiliare avere io ho mangiato.
ถ้าพวกเราใช้คำกริยาช่วย avere เช่น ฉันกินไปแล้ว ถึงฉันจะเป็นผู้หญิง ก็จะลงท้ายด้วย o ค่ะ
– Quindi rivedete, è molto importante, la lezione 21.
ดังนั้น พวกเธอไปดูบทเรียนที่ 21 ซ้ำกันนะคะ มันสำคัญมากค่ะ
– Nella lezione 22, sono così innamorata di Cagliari, che non me ne vado dal mio balcone e però vi faccio vedere Cagliari di notte.
ในบทเรียนที่ 22 ฉันตกหลุมรักเมืองคาลยิอาริค่ะ ฉันจะไม่ไปจากระเบียงของฉัน แล้วฉันก็จะโชว์เมืองคาลยิอาริตอนกลางคืนให้พวกเธอดูค่ะ
– Con la cattedrale illuminata, molto bella e suggestiva.
มีโบสถ์ใหญ่ที่สว่างไสว สวยงาม และน่ารื่นรมย์มากๆ ค่ะ
– E parlo della mia giornata di oggi, quindi quello che ho fatto.
และฉันก็พูดเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันได้ทำไปแล้วตลอดทั้งวันในวันนี้ค่ะ
– Quindi imparo sempre a raccontare eventi passati.
ดังนั้น ฉันก็ยังเรียนเรื่องการเล่าถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วต่อค่ะ
– Qua vediamo il passato prossimo, ma vi spiego come l’ausiliare essere o avere.
ตรงนี้พวกเราก็เรียนเรื่อง il passato prossimo ฉันก็อธิบายให้พวกเธอฟังเกี่ยวกับ การเลือกใช้คำกริยาช่วย essere หรือ avere ค่ะ
– Perchè in alcuni casi dico sono andata, in altri casi ho comprato.
เพราะว่าในบางกรณีฉันพูดว่า ฉันไปมาแล้ว ลงท้ายด้วย a แต่บางครั้ง ฉันซื้อไปแล้ว กลับลงท้ายด้วย o ค่ะ
– E lo vedrete nella lezione 22.
พวกเธอก็ไปดูได้ในบทเรียนที่ 22 ค่ะ

– Nella lezione 23 io piango!
ในบทเรียนที่ 23 ฉันร้องไห้ค่ะ!
– Perchè? Perchè i mondiali di calcio per l’Italia sono stati un disastro! Vi ricordate?
ทำไมเหรอคะ ก็เพราะว่าฟุตบอลโลกอ่ะค่ะ สำหรับประเทศอิตาลี มันเป็นเรื่องน่าเศร้าเรื่องหนึ่งค่ะ! พวกเธอจำกันได้ไหมคะ
– Tanti auguri alla Germania, perchè allora non sapevamo ancora il risultato, adesso faccio tanti auguri agli amici tedeschi.
และขอแสดงความยินดีด้วยกับประเยอรมนีค่ะ ตอนนั้นพวกเรายังไม่รู้ผลการแข่งขัน แต่ตอนนี้ฉันแสดงความยินดีให้กับเพื่อนๆ ชาวเยอรมันได้แล้วค่ะ
– E però io ero disperata ragazzi!!
แต่ว่าตอนนั้นฉันเศร้าหมดหวังค่ะเพื่อนๆ!!!
– E quindi parliamo di calcio, di mondiali, di sport.
ดังนั้น พวกเราก็พูดกันเรื่องฟุตบอล เรื่องแชมป์โลก และเรื่องกีฬาค่ะ
– E vediamo ancora il passato prossimo, ma con i participi passati irregolari.
แล้วพวกเราก็มาดูเรื่อง il passato prossimo กันอีกครั้งค่ะ แต่ว่าครั้งนี้เรียนเกี่ยวกับ i participi passati แบบไม่ผันตามกฏค่ะ
– Quindi noi abbiamo perso, i tedeschi hanno vinto.
ดังนั้น พวกเราแพ้ค่ะ ส่วนพวกชาวเยอรมันเขาชนะกันค่ะ
– Ok? Quindi vinto e perso sono due participi irregolari.
โอเคนะคะ ดังนั้น คำว่าชนะแล้ว กับคำว่าแพ้แล้ว สองคำนี้คือ participi ที่ผันไม่ตามกฎค่ะ
– Abbiamo quasi finito ragazzi.
เกือบจะจบแล้วค่ะเพื่อนๆ
– Lezione 24 dovevo organizzare la festa a sorpresa per il compleanno della mia amica Eleonora.
บทเรียนที่ 24 ตอนนั้นฉันต้องจัดงานวันเกิดเพื่อเซอร์ไพร์ส เอเลโอโนร่า เพื่อนของฉันค่ะ
– Vi ricordate? E non sapevo come vestirmi, come pettinarmi e come truccarmi.
พวกเธอจำกันได้ไหมคะ ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่า ฉันต้องแต่งตัวให้ตัวเองอย่างไร หวีผมให้ตัวเองอย่างไร และฉันต้องแต่งหน้าให้ตัวเองอย่างไรดีค่ะ
– Quindi vestirsi, pettinarsi e truccarsi sono verbi…? Brava, riflessivi!
ดังนั้น คำกริยา การแต่งตัวให้ตัวเอง การหวีผมให้ตัวเอง และการแต่งหน้าให้ตัวเอง คือพวกคำกริยาอะไรคะ…? เก่งมากค่ะ คือคำกริยา ที่บอกว่าทำให้ตัวเองค่ะ!
– E infatti qui impariamo i verbi riflessivi.
ด้วยเหตุนี้ ในบทเรียนนี้ พวกเราก็ได้เรียนเกี่ยวกับ คำกริยาที่บอกว่าทำให้ตัวเองค่ะ!
– I verbi riflessivi e anche i verbi riflessivi reciproci.
คำกริยาที่บอกว่าทำให้ตัวเอง และพวกคำกริยาที่ต่างคนต่างทำให้กันค่ะ
– Quelli in cui ci vogliono almeno due persone.
อย่างหลังนี่ มันต้องมีอย่างน้อยสองคนค่ะ
– Benissimo.
เยี่ยมมากค่ะ
– E per ultimo, nella lezione 25.
และสำหรับบทเรียนสุดท้าย บทเรียนที่ 25 ค่ะ
– Abbiamo ancora più autonomia perchè non solo abbiamo imparato a parlare al presente, al passato, le azioni quotidiane con i verbi riflessivi, ma anche al futuro!
พวกเราก็จะพูดได้มากขึ้นอีกค่ะ เพราะไม่ใช่แค่การพูดในรูปปัจจุบัน การพูดในรูปอดีต การพูดเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน กับพวกคำกริยาที่บอกว่าทำให้ตัวเองเท่านั้น แต่เรายังได้เรียนการพูดถึงรูปอนาคตอีกด้วยค่ะ
– Se avete studiato tutto questo voi avete un livello A1.
ถ้าพวกเธอเรียน จำได้ พูดได้ และเขียนได้ทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้แล้ว พวกเธอก็จะได้ระดับ A1 กันค่ะ
– Livello elementare per poter raccontare tutto quanto.
ระดับเบื้องต้น ที่จะสามารถบอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างได้ค่ะ
– Infatti io parlo delle mie prossime vacanze, di quello che farò vi ricordate?
ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงพูดเกี่ยวกับวันหยุดพักผ่อนครั้งต่อไปของฉันค่ะ เกี่ยวกับสิ่งที่ฉันจะทำในอนาคต พวกเธอจำกันได้ไหมคะ
– Non sapevo se andare al mare, in montagna, andrò al mare, andrò in montagna, andrò a visitare una città.
ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่า ฉันจะไปที่ทะเล หรือที่ภูเขาดี ฉันจะไปที่ทะเล ฉันจะไปขึ้นภูเขา ฉันจะไปเยี่ยมชมเมืองๆ นึง
– E infatti qua insegno a pianificare eventi futuri.
ตรงนี้ ฉันก็สอนเกี่ยวกับการวางแผนเหตุการณ์ในอนาคตค่ะ
– E insegno, come grammatica, il futuro semplice.
ส่วนแกรมม่า ฉันก็สอนเรื่องคำกริยาในรูปอนาคต แบบธรรมดาค่ะ
– Fin qua stop, perchè altrimenti sarebbe troppo.
มาถึงตรงนี้ ก็พอละค่ะ เพราะว่าไม่เช่นนั้น มันจะเยอะเกินไปค่ะ
– Studiate, rivedete tutte queste 25 lezioni e studiare! Ragazzi, questa volta è sicuro nel prossimo tutorial ci sarà un esame!
พวกเธอไปเรียนทบทวนกันนะคะ ไปดูซ้ำทั้ง 25 บทเรียนนี้เลยค่ะ! เพื่อนๆ คะ คราวนี้มันแน่นอนค่ะว่า ในครั้งต่อไป จะมีการสอบกันค่ะ!
– E lì io devo decidere se darvi questo benedetto certificato A1 o no.
และตรงจุดนั้น ฉันจะต้องตัดสินใจว่า จะให้ใบรับรอง A1 กับพวกเธอหรือไม่ค่ะ
– Se sarete promossi o bocciati.
พวกเธอจะสอบผ่าน หรือว่าจะสอบตกกันคะ
– Io mi auguro che sarete tutti quanti promossi.
ฉันขออวยพรให้พวกเธอทุกคนสอบผ่านกันนะคะ
– Ok, dai, promuoverò tutti quanti! Speriamo!
โอเค เอาหน่ะ ฉันจะให้ผ่านทุกคนเลยค่ะ! ฉันก็หวังว่าอย่างนั้นค่ะ!
– E continuate a seguirmi e mi raccomando studiate, studiate, studiate!
แล้วพวกเธอก็ติดตามฉันต่อไปเรื่อยๆ นะคะ และฉันก็ขอแนะนำให้พวกเธอไปเรียนทบทวนกัน จนเข้าใจแบบทะลุปรุโปร่งเลยนะคะ
– La prossima volta ci sarà l’esame. Continuate a seguirmi e rivedete tutto quanto su One World Italiano video.
ครั้งต่อไป จะมีการสอบกันค่ะ พวกเธอก็ติดตามฉันต่อไปเรื่อยๆ นะคะ แล้วพวกเธอก็ไปเรียนซ้ำให้หมดนะคะ ที่ One World Italiano video ค่ะ
– Ciao a tutti e buono studio!
สวัสดีค่ะทุกคน และ ขอให้สนุกกับการเรียนนะคะ!
– Ciao!!
บ๊ายบายค่ะ !!!

อย่าลืมกฏเหล็กในการเรียนนะคะ
1.เขียนทุกสิ่งอย่างที่เราเรียนไปแล้วลงสมุดให้หมดค่ะ ถ้าเราเขียนบ่อยๆ ในวันนี้ ต่อไปเราก็จะเขียนได้เก่งขึ้นโดยอัตโนมัติค่ะ
2.พูดตามเขาให้ทันทุกคำพูดเลยนะคะ ถ้ายังไม่ทันก็ดูวิดีโอซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะพูดตามได้ทันค่ะ
3.ถ้าเริ่มงง และรู้สึกว่าการเรียนเริ่มยากไปแล้ว ให้กลับไปเรียนซ้ำทุกอย่างที่เราเคยเรียนไปแล้วในวันก่อนๆ ค่ะ
จำสุภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ได้ไหมคะ เราไม่ควรรีบร้อนเรียนค่ะ เพราะว่าการเรียนแบบเร็วๆ มันจะทำให้เราจำได้ไม่หมด ตกหล่นหลายสิ่งหลายอย่าง แล้วก็จะทำให้เราหงุดหงิดและปวดหัวเปล่าๆ ค่ะ

ท้ายสุดนี้ ก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณน้องมาย ที่ตั้งใจเรียน และตั้งใจแปลวิดีโอนี้มาให้พวกเราได้เรียนกันแบบสะดวกสบายมากขึ้นค่ะ ถ้าสนใจอยากรู้ว่าน้องมายเรียนอะไรไปบ้างแล้ว เชิญไปดูที่เพจของเธอได้เลยค่ะ

เรียนภาษาอิตาเลียนด้วยตัวเอง (สมุดส่งการบ้าน)

ครูยา

เพิ่มเติม

เรียนภาษาอิตาลี

 

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อ

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s