ย้ายไปอยู่ต่างประเทศมันเป็นความฝันในชีวิตจริงๆหรือ (ช่วงที่ 1)

ก่อนที่คุณจะย้ายมาอยู่ต่างประเทศ คุณเคยคิดฝันว่า ดินแดนของพวกฝรั่งเป็นอย่างไร เคยคิดไหมครับว่าดินแดนของพวกฝรั่งนั้นทางเดินโรยด้วยทองคำและถ้าได้อยู่ที่นั่นจะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม และพอคุณได้มาอยู่มาใช้ชีวิตจริงๆ สิ่งที่คุณเคยคิดฝันไว้นั้นมันเป็นอย่างที่คิดไว้ไหมครับ ช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 สิ่งว่าอะไรที่คุณคิดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศไทย และช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 สิ่งคุณคิดว่าคุณไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้เลยถ้าขาด 3 สิ่งนี้จากทางต่างประเทศ

ข้อที่จะตอบต่อไปนี้ตอบตามประสบการณ์และความคิดเห็นของแขกรับเชิญของเรา

ช่วงที่ 1

1. คุณ Somsri Sonphimai

เมือง Barrow, Alaska – ประเทศสหรัฐอเมริกา (USA)

ก่อนที่จะมาอเมริกาดิฉันวาดภาพว่าอเมริกาจะมีแต่ตึกใหญ่โต ผู้คนเดินตามถนนใส่สูทแต่งตัวโก้หรูถือกระเป๋าหนังไปทำงาน มีแต่คนรวยไฮโซค่ะ แต่ความจริงแล้วคนไหนที่เขามีพร้อมทุกอย่างมีฐานะดีพวกเขาจะทำงานหนักมากค่ะ แต่ก็ส่วนน้อยที่จะมีฐานะดีมีพร้อมทุกอย่าง อเมริกาก็มีบ้านนอกทำไร่ทำสวนทำงานทุกหน้าที่เหมือนที่เมืองไทย บางคนทำงานหนักแต่รายได้น้อย หาเช้ากินค่ำก็มีเยอะ บางคนก็ไม่มีบ้านอยู่ ขอทานตามถนนก็มี แต่ก็ยังโชคดีที่มีรัฐบาลคอยช่วยเหลือ แล้วเมืองที่ดิฉันอยู่ยิ่งเหมือนที่บ้านเกิดที่เมืองไทยเมื่อเวลาหิมะละลายช่วงหน้าร้อนก็จะทำให้ถนนกลายเป็นโคลนเป็นหลุมค่ะ

พอดิฉันย้ายมาอยู่ที่อเมริกา ดิฉันรู้เลยค่ะว่าโอกาสที่อเมริกามีมากมายถ้ารู้จักขวนขวายไม่มานั่งรอให้คนอื่นช่วยเหลือ ที่นี่เขาจะไม่แบ่งแยกชนชั้นกันทุกคนมีสิทธ์เท่าเทียมทุกคนมีโอกาส ใครมีความสามารถก็สามารถทำให้ชีวิตประสบผลสำเร็จได้ ตั้งแต่ดิฉันมาใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาดิฉันยอมรับค่ะว่าชีวิตดิฉันดีขึ้นดิฉันมีโอกาสมากขึ้น ความสะดวกสบายของครอบครัวของดิฉันที่เมืองไทยก็มีมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นดิฉันก็ไม่ได้มานั่งรอให้สามีหรือคนอื่นหาให้ ดิฉันพยายามหาเองช่วยเหลือตัวเองและพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุดค่ะ อเมริกันเขาจะสนับสนุนมากเลยค่ะในเรื่องการช่วยเหลือตัวเองพึ่งเองค่ะ (being independent and self sufficient)

สิ่งที่ดิฉันคิดถึงมากที่สุดคือ
ครอบครัว พ่อแม่และน้องๆยังอยู่ที่เมืองไทยค่ะ
อาหารไทย ถึงแม้จะทำอาหารไทยทานแต่เครื่องปรุงเครื่องเทศไม่มีพอเหมือนอยู่เมืองไทย
บรรยากาศบ้านนอก อบอุ่นช่วยเหลือเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

สิ่งที่ดิฉันขาดไม่ได้ในอลาสก้าคือ
การสื่อสารกับครอบครัวค่ะ ดิฉันกับครอบครัวใกล้ชิดกันมาก ดิฉันต้องการรับรู้ความเป็นอยู่ของครอบครัว
อาหารไทย อย่างน้อยต้องมีข้าวมีน้ำพริกไว้ทาน ดิฉันทานขนมปังนมเนยทุกวันไม่ได้ค่ะ
อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์

วัฒนธรรมที่คนไทยพบเจอในอลาสก้าประเทศอเมริกา

2. คุณ สุธิดา โอเนลล์ – ชื่อเล่น โบว์

เมือง Los Angeles รัฐ California – ประเทศสหรัฐอเมริกา (USA)

ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ ดิฉันคิดว่าอเมริกาคือดินแดนศิวิไลซ์ ผู้คนเคารพซึ่งกันและกัน ไม่มีการเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิว มีมารยาท เคารพในกฏหมาย ชีวิตมีความปลอดภัย เวลาเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายเจ้าหน้าที่จะเข้ามาจัดการดูแลตามที่เห็นในหนังฮอลลีวูดทั่วๆไป ไม่เคยมีในความคิดที่ว่าดินแดนของพวกฝรั่งนั้นโรยไปด้วยทองคำ ณ ตอนนั้นดิฉันไม่ได้รู้จักแม้กระทั่งคำว่ากรีนการ์ดหรือใบเขียวเลยด้วยซ้ำค่ะ แต่ยอมรับว่าการที่ได้เข้ามาเรียน มามีโอกาสศึกษาเพิ่มเติมในประเทศสหรัฐอเมริกาจะทำให้เพิ่มโอกาสที่ทำให้ได้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ได้มีงานทำที่ดีและรายได้ดี อีกทั้งอัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกันมากของเงินบาทและเงินดอลล่าร์ก็เป็นอีกจุดที่ดึงดูดใจค่ะ และพอได้มาใช้ชีวิตแบบจริงจังจึงได้เห็นว่าคนที่นี่ทำงานกันหนักมาก โดยเฉพาะคนเอเชียและละตินอเมริกัน บางคนต้องทำงาน 2-3 จ๊อบเพื่อที่จะโอบอุ้มครอบครัวเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงมาก แต่ในทางกลับกันก็เห็นฝรั่งหัวทองหลายๆคนมายืนถือป้ายข้างถนนขอเงินไปกินข้าว ไม่มีบ้านอยู่ อาศัยนอนตามข้างตึกหรือข้างถนน หรือที่เรียกกันว่า Homeless ซึ่งทำให้ดิฉันอดแปลกใจในจำนวนของคนไม่มีบ้าน แต่ก็ชื่นชมในสวัสดิการของรัฐที่คอยช่วยเหลือและโอบอุ้มคนที่รายได้น้อย เพื่อที่จะทำให้ช่องหว่างของความแตกต่างระหว่างคนรายได้น้อยและชนชั้นกลางไม่แตกต่างกันมากเกินไปค่ะ

ส่วนเรื่องที่ดิฉันเคยจินตนาการไว้ก่อนที่จะได้เข้ามาอาศัยอยู่จริงดังความเห็นข้างต้น ก็สอดคล้องกับความเป็นจริง อเมริกาก็ยังเป็นเมืองแห่งโอกาสและเสรีภาพสำหรับคนที่ขยันและตั้งใจไขว่คว้าหาโอกาสอยู่เสมอ เพียงแต่คุณแค่เข้าตามตรอกออกตามประตู มีรายได้ก็จ่ายภาษี ทำทุกอย่างให้ถูกกฏหมาย ทำทุกๆวันให้ดีที่สุด อย่าหยุดการเรียนรู้ แล้วเราก็จะมีความสุขไปกับการใช้ชีวิตที่อเมริกาค่ะ

3 สิ่งที่ดิฉันคิดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศไทย

ครอบครัวรวมถึงญาติพี่น้อง เนื่องจากดิฉันอาศัยอยู่แบบครอบครัวเดี่ยว ซึ่งมีแค่สามคนพ่อแม่ลูก ทำให้บางทีก็อดคิดถึงการใช้ชีวิตแบบครอบครัวใหญ่ โดยมีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ใกล้ชิดกันแบบสังคมไทยค่ะ

อาหารการกินแบบไทยแท้ ถึงแม้ที่แอลเอจะมีวัตถุดิบ อุปกรณ์ต่างๆรวมถึงร้านอาหารไทยที่มีรสชาติเป็นไทยแท้หลากหลายร้าน แต่ก็ยังไม่ช่วยให้ความคิดถึงอาหารไทยของดิฉันลดลงได้เลยค่ะ

เทศกาลประจำปีของไทย เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง รวมถึงดิฉันอยากจะมีโอกาสไปถวายศักการะพระบรมศพของพ่อหลวง ร.9 ค่ะ

3 สิ่งที่ดิฉันคิดว่าจะขาดไม่ได้เลยกับการใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา

ครอบครัว ซึ่งหมายถึงสามีและลูกชาย รวมถึงญาติพี่น้องของสามีที่ดีกับดิฉันมากๆเลยค่ะ

รถยนต์ เนื่องจากบางเมืองระบบขนส่งสาธารณะไม่ครอบคลุม การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจะช่วยให้ประหยัดเวลาและสะดวกที่สุดค่ะ

วัตถุดิบสำหรับการปรุงอาหารไทยค่ะ ขาดเธอแล้วคงเหมือนขาดใจกันเลยทีเดียว

วัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทยที่คนไทยพบเจอในแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกา

3. คุณ DiOrn Duprey หรือ สิบตำรวจเอกหญิงวิชุอร ( แก้วฮ่องคำ ) ดูเพรย์/ Wichuorn Duprey – ชื่อเล่น ดิอร

เมือง: เวอร์นอน Vernon รัฐ: คอนเน็กติกัต Connecticut – ประเทศสหรัฐอเมริกา (USA)

ดิฉันเคยฝันวันกลางวันไว้ล้านแปดนาๆ ประการ ว่าชีวิตใหม่ในดินแดนอันแสนจะกว้างใหญ่และไร้ขีดจำกัดแห่งเสรีภาพและโอกาสอย่างอเมริกา คงคิดเงินได้เงินคิดทองได้ทองคิดเพชรได้เพชร หัวเด็ดตีนขาดจะไม่กลับไปตายรัง

แต่พอมาอยู่จริงๆ เรียนรู้ชีวิตของคนอเมริกันจริงๆ มันไม่ใช่อย่างที่ฝันเอาไว้ คนอเมริกันทำงานหนักเพื่อแลกกับความเป็นอยู่ของชีวิตในแต่ละวัน ดิฉันเห็นสามีชาวอเมริกันของดิฉันทำงานหนักมาก เพียงเพื่อจะให้ภรรยาและครอบครัวของภรรยาที่ประเทศไทยได้มีอยู่มีกินอย่างอิ่มปากอิ่มท้อง แม้แต่ในเวลาที่พายุหิมะลงอย่างแสนสาหัส สามีดิฉันก็ต้องออกไปทำงาน ดิฉันทนเห็นความลำบากของสามีไม่ได้จึงออกไปทำงานเป็นเด็กล้างจานในร้านอาหารไทย เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของสามีในการส่งเงินกลับไทย

สิ่งที่ดิฉันคิดถึงเมืองไทยคือ:

อากาศหนาวมากๆ หายใจเป็นควันเลย แต่ก็ต้องออกไปทำงาน อดคิดถึงเมืองไทยไม่ได้เพราะอากาศร้อนทั้งปี และมีคนเดินไปเดินมาตามท้องถนนหนทาง ช่างต่างกับอเมริกาค่ำมาเห็นแต่แสงจากโคมไฟสลัวๆ สองสามดวงในบ้าน มองๆ ไปเกิดความเศร้าใจเล็ก ๆ เพราะเมืองไทยไปไหนๆ เจอแต่รอยยิ้มและเสียงทักทายแบบกันเอง แม้ในยามค่ำคืนก็มีแสงนีออนส่องสว่างจ้าไปทั่วบ้าน ดูแล้วอบอุ่นกว่าเยอะ

อาหารการกิน เวลาทานข้าวฝรั่งเขาทานอาหารจานเดียวสะมากกว่าเขาอยู่ง่ายกินง่าย เขากินอาหารสำเร็จรูปสะมากกว่า ซึ่งหากไปตามชุปเปอร์มาเก็ตจะเห็นอาหารแช่แข็ง ( frozen ) เป็นแถบเลย อาหารสดๆ แบบบ้านเราหายาก อันนี้คิดถึงบ้านทุกทีที่ไปหาซื้ออาหาร เวลาจะนำอาหารมาทานก็ต้องใช้ไมโครเวฟอุ่นสะส่วนใหญ่ รสชาติไม่ได้เรื่องเลย เวลาไปซื้ออาหารเจออะไรสดๆ เป็นต้องคว้าไว้ก่อน กินไม่กินอีกเรื่องหนึ่ง

อาหารไทยๆ ที่มีขายตามร้านอาหารไทยต่างๆ ในอเมริกาทางเหนือในรัฐเล็กๆ อย่างที่ดิฉันอยู่ แทบจะหารสชาติแบบไทยๆ ได้ไม่ เพราะส่วนใหญ่ถูกดัดแปลงรสชาติให้ถูกปากชาวต่างชาติไปแล้ว ส่วนผสมในการทำอาหารก็แทบจะจำกันไม่ได้ว่ามันคืออะไร อย่าแปลกใจหากคุณกินผัดไทยในอเมริกาพาให้อยากเททิ้งไป แต่หากกินๆ ไปก็จะชินไปเอง

สิ่งที่ดิฉันหลงรักในอเมริกา

ความเป็นระบบระเบียบของประชาชนอเมริกัน ตรงนี้ยอมรับว่าประชาชนของเขาเคารพกฎระเบียบแบบแผนอย่างดีเยี่ยม เช่น การขับรถน้อยนักน้อยหนาจะมีคนขับรถปาดหน้า หรือบีบแตร์ใส่กัน การเข้าแถวซื้ออาหาร หรือรอรับบริการต่างๆ ล้วนเป็นระเบียบ การทิ้งขยะก็มีระเบียบเรียบร้อย การใช้สิทธิคนพิการก่อน อะไรเหล่านี้ทำให้ดิฉันลงรักอเมริกาเข้าเต็มเปา

โอกาสทางการศึกษาและการเลือกที่จะทำงาน ยอมรับว่าเขาเปิดโอกาสให้แบบไร้ขีดจำกัด ขอให้ทำตามระเบียบข้อกำหนดของเขา เราจะเป็นใครมาจากขั้วโลกไหนหรือเรียนสาขาอะไรมา ก็มาเริ่มต้นใหม่ได้ในอเมริกา ขอให้มีใจที่จะศึกษาเล่าเรียน เราจะเลือกเป็นได้แม้แต่คนล้างห้องน้ำจนถึงนักสำรวจดวงดาว ตัวอย่าง ดิฉันเคยจบสาขาทางเกษตรกรรม เคยรับราชการตำรวจในประเทศไทย พออยู่ในอเมริกา ก็ศึกษาเล่าเรียนตามขั้นตอนของวิทยาลัยใกล้บ้าน จนกลายมาเป็นผู้ช่วยหมอผ่าตัดหัวใจ ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความขยันความอดทนต้องมีเป็นทุน เพราะการเรียนข้ามภาษามันไม่ได้ง่ายแน่นอน แต่หากเราพยายามดิฉันเชื่อว่าทุกคนทำได้

การใช้ชีวิตในอเมริกา ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ เพราะ:

ภาษาอังกฤษเราก็พิเศษกว่าใครๆ คือพูดไม่เหมือนใคร พูดออกไปที่ไรก็ไทยๆอังกฤษๆ ปะปนกันไป ใครๆ เขาก็อมยิ้ม และเขาก็เอนดูเราสะส่วนใหญ่ คิดบวกเข้าไว้ใจจะได้เป็นสุข คนอื่นคิดอย่างอื่นก็คงเป็นปัญหาของคนอื่นล่ะตรงนั้น

ดิฉันรู้สึกเหมือนเป็นลูกคนเล็กในสายงาน จะพูดจะทำอะไร ใครๆก็ให้ความช่วยเหลืออธิบายโน้นนี้นั้นกันอย่างใส่ใจ ดิฉันรู้สึกอบอุ่นกว่าพื้นแผ่นดินไทยหากเปรียบเทียบในด้านสายงาน

ดิฉันรู้สึกเหมือนเป็นเด็กน้อยผู้น่าเอนดูของสามี พูดผิดเขาก็หัวเราะสอนเราเอนดูเรา ไม่คอยทะเลาะเบาะแวงอะไรกันเพราะหากเราพูดอะไรผิดไปเราก็ขออภัยในภาษาอังกฤษที่ไม่ลึกซึ้ง เราเข้าใจภาษาอังกฤษไม่ตรงกัน ดิฉันก็นำมาเป็นทางออกเสมอๆ จึงรู้สึกเป็นคนพิเศษจริงๆ ค่ะ

ดิฉันชอบเทศกาลคริสต์มาสค่ะ มันอบอุ่นไปด้วยการตกแต่งอาคารบ้านเรือน ห้างสรรพสินค้า ที่ทำงาน หรือถนนหนทางด้วยกิ่งสนแซมด้วยดอกไม้และไฟระยิบระยับ ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม บริษัทห้างร้านจัดงานปาร์ตี้เนื่องในวันคริสต์มาสให้กับพนักงานก่อนวันคริสต์มาสจริงๆ ฝรั่งจะแต่งตัวกันสวยงามมาก ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่สีแดง

ในวันคริสต์มาสจริงๆ ครอบครัวจะมารวมกันที่บ้านแล้วแต่จะตกลงกันว่าบ้านใคร เพื่อร่วมรับประทานอาหาร พูดคุยกันตามประสาวันครอบครัว หลังจากนั้นก็นำเอาของขวัญมาแลกกัน เพราะคริสต์มาสมันคือเทศกาลให้ หรือจ่ายเงินของคนอเมริกันครั้งใหญ่เลยที่เดียว ตามศูนย์การค้าได้นำสิ้นค้ามาลดกระหน่ำ 45%, 50% ขึ้นไป ดิฉันชอบไปซื้อเครื่องประดับแบรนด์ดังๆ ก็ในช่วงนี้ค่ะ เพราะมันลดราคาอย่างมากมาย หากช่วงใกล้คริสต์มาสรถจะติดมากๆ ในยานศูนย์การค้าต่างๆ และสามีดิฉันจะให้ทิปพนักงานเสริฟเป็นพิเศษในเวลาไปทานอาหารนอกบ้าน เพราะมันคือคริสต์มาสค่ะ

ในที่ทำงานพนักงานแต่ละคนจะนำอาหารมาร่วมรับประทานกันก่อนคริสต์มาส แล้วแต่ว่าคุณมาจากชาติไหนๆ ก็นำมาร่วมกัน พูดคุยกันก่อนแยกย้ายกันไปทำงาน ดูตามภาพที่ร่วมรับประทานอาหารของแผนกผ่าตัดหัวใจที่ดิฉันทำอยู่ค่ะ

วิถีชีวิตที่โดดเด่นของชาวอเมริกัน

4. คุณ Sunny

เมือง: บริสเบน (Brisbane) รัฐ: ควีนสแลนด์ (Queensland) – ประเทศออสเตรเลีย

ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ประเทศออสเตรเลียดิฉันพอจะเข้าใจสภาพแวดล้อมมาบ้างพอสมควรจากการอ่านหนังสือที่มีเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับรูปแบบชีวิตและลักษณะของสังคม และเมื่อย้ายมาอยู่อย่างจริงจัง ทำให้ดิฉันเข้าใจว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่ดิฉันพยายามเรียนรู้จากการอ่านก็ยังไม่ครอบคลุมไปหมดทุกด้าน ดิฉันต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองอีกมากมายนอกเหนือไปจากข้อมูลที่ได้รับ ความคิดและจินตนาการผสมผสานกับความรู้ยังมีความแตกต่างอย่างมากมาย ดิฉันยอมรับว่าเมื่อคราวที่ย้ายมาอยู่ในช่วงไม่กี่เดือนแรกดิฉันมีความรู้สึกตื่นเต้นตื่นตากับสภาพแวดล้อมใหม่ ดิฉันรู้สึกแปลกใจอย่างแรกที่เห็นคือชาวออสเตรเลี่ยนในรัฐควีนสแลนด์มีคนตัวเล็กรูปร่างเล็กทั้งชายและหญิง ดิฉันเข้าใจผิดอย่างมากที่เข้าใจว่าชาวตะวันตกจะต้องมีรูปร่างสูงใหญ่กันหมดทุกคน สิ่งต่างๆที่คิดไว้ไม่ใช่อย่างที่คิด หลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างจากประเทศไทยเช่น ร้านค้าในบริเวณที่อยู่อาศัยปิดบริการเร็ว หลังจากเวลาบ่ายห้าโมงเย็น (5pm) ทุกสิ่งทุกอย่างปิดเงียบไปหมด แม้กระทั่งปั๊มน้ำมัน (service station) บ้านทุกหลังเปิดไฟเท่าที่จำเป็นภายในบ้านตั้งแต่หกโมงเย็นเป็นต้นไป ดิฉันมีความรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างดูเงียบเหงาวังเวง อาจจะเป็นเพราะดิฉันเคยชินกับการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างครึกครื้น มีคนพลุกพล่านมากมายแม้ในยามค่ำคืนอย่างในกรุงเทพ ประเทศไทย ชีวิตของชาวตะวันตก ชาวออสเตรเลี่ยนมีวิถีชีวิตที่ต่างคนต่างอยู่อย่างเห็นได้ชัด

เมืองบริสเบนที่ดิฉันอาศัยอยู่มีคนหลายเชื้อชาติรวมทั้งชาวเผ่าพื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย ดิฉันยังไม่สามารถจดจำลักษณะเฉพาะตัวของชนพื้นเมืองและชนชาติต่างๆรวมไปถึงสำเนียงและแสลงที่ใช้ในท้องถิ่นในช่วงแรกที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่

– ระบบและแบบแผนในการใช้ชีวิตของชาวออสเตรเลี่ยนเป็นไปในแบบที่ดิฉันไม่สามารถเปรียบเทียบในทุกๆด้านกับการใช้ชีวิตในประเทศไทย ทุกอย่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ และเป็นชีวิตที่ต้องพึ่งตนเองหลายๆด้าน รวมไปถึงการเติมน้ำมันรถซึ่งดิฉันต้องเติมเองบริการตัวเองซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย ในระยะแรกของการย้ายมาอยู่ใหม่ดิฉันรู้สึกอึดอัดและรู้สึกลำบากที่ต้องปรับตัวหลายๆอย่างในคราวเดียวกัน ทำให้เกิดสภาวะความเครียดและรู้สึกกดดันมากพอสมควรโดยเฉพาะการเริ่มต้นจะทำอะไรสักอย่างไม่ว่าจะเป็นแง่ของการทำธุรกิจหรือจะเป็นเรื่องของการหางานและการสมัครงานด้วยตนเอง ดิฉันยังไม่รู้ทิศทางว่าตนเองควรจะเริ่มต้นจากอะไรก่อน แม้กระทั่งคู่สมรสก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าดิฉันมีสิ่งใดที่รู้สึกว่าเป็นปัญหา คู่สมรสไม่เข้าใจว่าข้อเท็จจริงคือ”ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปัญหาหมดทุกอย่างที่มีสาเหตุมาจากความแตกต่างในทุกๆด้าน” คู่สมรสชาวออสเตรเลี่ยนและชาวออสเตรเลี่ยนโดยทั่วไปไม่สามารถมองภาพได้อย่างทะลุปรุโปร่งถึงปัญหาต่างๆของผู้มาอยู่ใหม่เพราะทุกคนต่างเกิดและเติบโตในสภาพแวดล้อมของตนเอง ดิฉันไม่มีทางเลือกอื่นที่นอกเหนือไปจากการใช้เวลาทำความคุ้นเคยและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและระเบียบแบบแผนต่างๆของการใช้ชีวิตในสังคมออสเตรเลี่ยนเท่านั้น ดิฉันมีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ทำอะไรไม่เป็นไปหมดทุกๆด้าน เพราะต้องเริ่มต้นใหม่หมดรวมทั้งการปรับเปลี่ยนความคิดและต้องทิ้งความรู้ความเข้าใจในแบบชาวไทยตัดทิ้งออกให้หมดลืมให้หมด แล้วตั้งต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พยายามตัดอคติและหยุดเปรียบเทียบ ข้อเสียอย่างมากของดิฉันอย่างหนึ่งคือชีวิตที่ค่อนข้างสบาย เพราะมาจากสิ่งแวดล้อมที่มีคนคอยช่วยเหลือยามต้องการเมื่อคราวที่ยังอยู่ในประเทศไทย ดิฉันจึงต้องใช้เวลามากขึ้นในการปรับตัว

ในแง่มุมของอาหารความเป็นอยู่ ดิฉันรู้สึกแย่ในช่วงแรกที่ดิฉันต้องทานอาหารไทยบางอย่างโดยที่คนอื่นไม่สามารถร่วมด้วยได้ เป็นความเหงาแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

ประสบการณ์ใหม่ที่ดิฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนคือเรื่องของการแบ่งแยกเชื้อชาติและความแตกต่างที่บางครั้งดิฉันต้องเผชิญกับหญิงและชายชาวออสเตรเลี่ยนรุ่นเก่าหรือหัวเก่าบางคน หรือคนบางคนที่ถูกเลี้ยงดูมาจากครอบครัวที่มีความคิดอคติต่อชาวต่างชาติที่ย้ายถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศ ดิฉันสัมผัสได้กับคนบางคนที่ไม่มอบความสนิทสนมให้กับชนต่างชาตินอกจากพวกเดียวกันเป็นชาวออสเตรเลี่ยนเหมือนกัน มีการแสดงออกทางพฤติกรรมและวาจาที่เจือไปด้วยคำพูดล้อเลียนแดกดัน แม้กระทั่งนักการเมืองบางคนก็ยังส่อแสดงความคิดเห็นในเชิงกีดกันคนต่างเชื้อชาติ ถึงแม้ประเทศออสเตรเลียจะออกกฎหมายไม่ให้มีการแบ่งแยกเชื้อชาติสีผิวและความแตกต่างก็ตาม พฤติกรรมและคำพูดยังคงสวนทางกับกฎหมาย เหล่านี้เป็นประสบการณ์ใหม่ของผู้ย้ายถิ่นฐานทุกๆชนชาติที่ไม่เคยอยู่ร่วมกับคนหลายเชื้อชาติในสังคมของตนมาก่อน และเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมทำใจเพราะอย่างไรก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงกับคำพูดเชิงเสียดสีจากคนบางคนที่มาจากหลากอาชีพ เรื่องแบบนี้ดิฉันต้องทำใจเพราะแม้แต่คนในประเทศไทยเชื้อชาติเดียวกันก็ยังมีความขัดแย้งกันในทุกๆสังคม เริ่มต้นจากสังคมในบ้านไปจนถึงสถาบันต่างๆรวมทั้งสถาบันการเมือง

เรื่องความปลอดภัย โดยทั่วไปดิฉันรู้สึกปลอดภัยมากกว่าในประเทศไทยที่มีคนร้ายมีขโมย มีการจี้ปล้นมากกว่าที่ออสเตรเลียหลายเท่าตัว

ความต่างทางวัฒนธรรมที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อประโยชน์สุขแก่คู่สามีภรรยาต่างวัฒนธรรมและเชื้อชาติ

5. คุณ ซี (Khun Sea)

มือง: อินส์บรุค กับ ลานซ์ – ประเทศ ออสเตรีย (Austria)

ก่อนย้ายมาออสเตรียรวมถึงก่อนมายุโรป คิดว่า คนชาติตะวันตกมีวัฒนธรรมที่สูงส่ง และเป็นคนมีน้ำใจ เพราะมีมากกว่าจึงแบ่งปันให้คนที่มีน้อยกว่าได้ง่าย – แต่อันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง เพราะคนยุโรปจริงๆเห็นแก่ตัวกันเยอะ แต่คนมีน้ำใจก็มี ซึ่งก็แล้วบุคคลไม่เกี่ยวกับสถานที่หรือสิ่งตั้งตนก่อนเกิดแต่อย่างใด
เคยคิดว่าชีวิตคนยุโรปโชคดีที่เริ่มต้นดีบนพื้นฐานครอบครัวที่มีพร้อมและประเทศที่สนับสนุน – ส่วนนึงก็ถูกตรงที่ว่ามีรัฐบาลสนับสนุนจริง แต่แม้คนจะเกิดในครอบครัวที่มีพร้อมก็ใช่ว่าเขาจะถูกตามใจเหมือนเด็กไทยและจะได้อะไรง่ายๆ
ก่อนมาอยู่ที่นี่ไม่ได้มีความคาดหวังมากไปกว่าชีวิตอิสระเสรี ซึ่งก็ถือว่าได้สิ่งที่คาดหวังไว้หลังจากย้ายมาทำงานที่นี่ในระดับหนึ่งค่ะ

3 สิ่งที่คิดถึงที่เมืองไทย
1. แม่
2. ครอบครัวและเพื่อน
3. อาหารและผลไม้ที่หลากหลาย

ในชีวิตนี้ที่ซีคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่เราขาดไม่ได้ค่ะเพราะทุกอย่างเป็นอนิจจัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปด้วยกันทั้งสิ้น แต่สิ่งที่อยู่ในออสเตรียถ้าจะขาดไปและจะเสียใจมากหน่อย คือ
1. แฟนคนปัจจุบัน เพราะเขาแสนดีมาก
2. สกี ถ้าอดสกีก็คงต้องไปทะเลแทนค่ะ
3. ความเงียบสงบในภูเขา รวมถึงอากาศบริสุทธิ์และน้ำสะอาดค่ะ

วัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทยที่คนไทยพบเจอในประเทศออสเตรีย

6. คุณ Nadia

เขต: Sanad – ประเทศบาห์เรน

ก่อนที่ดิฉันจะย้ายหรือตัดสินใจเดินทางมาบาห์เรนหรือหลายๆคน ดิฉันเชื่อนะคะว่าเป้าหมายทุกท่านก็อยากมีเงินมีทองกลับไปที่บ้านเราที่ไทย แต่ก็คงไม่ง่ายทุกคนอย่างที่คิดซะเลยทีเดียว มันต้องใช้เวลา ต้องผ่านความอดทนอะไรหลายๆอย่าง ทำความเข้าใจกับมันก่อนว่ามาเพื่ออะไรและพร้อมไหมจะต้องเจออะไร รับมือกับมันยังไง ถึงต่อให้คนที่โชคดีกว่าดิฉัน ซึ่งดิฉันมาในฐานะการทำงาน ต้องการมีประสบการณ์เพิ่มเติมในสายงาน พัฒนาตนเอง เรียนรู้สังคมใหม่ๆเกี่ยวกับงานโรงแรม ส่วนคนที่แต่งงานมีครอบครัวมีสามีเลี้ยงดู เค้าเองก็ยังต้องมีอุปสรรคในการใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ เช่นการจะสอบเป็นประชากรพลเมืองของเค้าเพื่อให้ได้รับสิทธิต่างๆเท่าเทียมของคนในประเทศนั้นๆ ไหนจะต้องฝึกภาษา หรือบางแห่งต้องเข้าใจกฎหมายของบ้านเมืองเค้า ขนาดบางท่านที่คิดแต่งงานไปอยากหางานทำก็ยังต้องวัดดวงการสมัครสัมภาษณ์งาน ยิ่งถ้ามาตรฐานหรือเกณฑ์แต่ละประเทศหรือเนื้องานก็ต่างกันไปอีก และค่อนข้างใช้เวลาใช้เงินหมดไปพอๆกับรายได้ เมืองไทยว่ายากแล้ว แต่ต่างประเทศก็ยากกว่าค่ะ แต่ถ้าผ่านมันไปได้ก็ถือว่าลงตัวค่ะพอจะกอบโกยรายได้ให้ได้เท่าเทียมคนบ้านเค้าได้บ้าง แค่ในส่วนของดิฉันเองก็เหมือนกับการจ้างกลุ่มแรงงานทั่วไปที่มาทำงาน ตปท. ยังคงต้องอดทน การอาศัยอยู่ต่างที่ต่างถิ่น สภาพดินฟ้าอากาศ อาหารการกิน กว่าจะได้รายได้ที่สามารถเก็บหอมรอมริบได้ก็ไม่ได้ง่ายเสมอไป การจับจ่ายใช้สอยก็แพงตามไปด้วย ดีหน่อยที่จะต่างจากที่ไทยคือการมาอยู่ต่างถิ่นต่างแดนกรณีทำงานไม่ต้องเช่าห้องจ่ายค่าน้ำไฟ ไม่ต้องเสียค่ารถ แต่ต้องอดทนมากๆ จะซื้อจะใช้อะไรจะคิดเยอะอยู่บ้าง ส่วนจำเป็นหรือไม่จำเป็น แต่ถ้าเป็นที่บ้านเราด้วยความที่ครบครันกับคนไทยบางทีก็หมดไปเยอะกว่า เก็บเงินลำบากกว่า หรือเก็บไม่ค่อยอยู่ แต่ถ้าหมดไปกับการสร้างฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไม่ใช่หนี้สินฟุ่มเฟือย แต่เป็นอสังหาริมทรัพย์สำหรับครอบครัวก็เข้าใจค่ะ

สิ่งที่คิดถึงมากที่สุดประเทศไทยก็เช่น
-อาหารไทยแทบทุกชนิดโดยเฉพะฝีมือของแม่ค่ะ คิดถึงทุกครั้ง หรือการได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคนในครอบครัว และเชื่อว่าหลายๆคนก็เช่นเดียวกัน

– การมีเวลาวันหยุดอย่างเต็มที่ ใช้ชีวิตพักผ่อนแบบนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริงในระยะวันหยุดยาวๆ และเที่ยวจังหวัดต่างๆในประเทศไทยบ้างค่ะ หรือการได้เจอเพื่อนเก่าๆให้หายคิดถึง

-การเข้าสปาหรือกลับไปนวดที่บ้านเราให้หายเหนื่อยบ้างอะไรบ้างค่ะ หรือการเข้าคลีนิคความงาม ตัวเลือกเยอะและราคาถูกกว่า ตปท.

ส่วนสิ่งที่คิดว่าไม่สามารถจะขาดไปได้เลยในบาห์เรน
-อุปกรณ์สื่อสารอิเลคทรอนิกส์ และอินเตอร์เน็ต ซึ่งจำเป็นในการสื่อสารมากๆค่ะ และที่บาห์เรนดีอย่างคือโปรโมชั่นโทรศัพท์มือถือตามค่ายต่างๆผ่อนจ่ายง่ายมากสำหรับกรณีกลุ่มแรงงานบางกลุ่มแต่ต้องทำสัญญาเป็นปีในการหักจ่าย ส่วนการซื้อสดก็มีโปรโมชั่นอินเตอร์เน็ตความแรงดีและคุ้มมากค่ะ

-น้ำมันและพวกพลังงานปิโตรเลียมค่ะ ซึ่งเป็นพลังงานสำคัญมากจริง ไม่ว่าจะนำมาใช้เป็นพลังงานรูปแบบต่างๆในชีวิตประจำวันของคนที่นี่ อย่างที่บอกคือการมาอยู่ที่นี่ดิฉันไม่ต้องจ่ายค่าน้ำไฟ แอร์ก็สามารถเปิดได้ตลอดเพราะเป็นประเทศในโซนที่ร้อนมาก

– ร้านค้าร้านอาหารไทยในบาห์เรนค่ะ ช่วยได้เยอะจริงๆค่ะ เพราะลำพังภูมิอากาศประเทศนี้อาจจะไม่สวยงามเท่าฝั่งยุโรป หรืออเมริกา แต่ขอบอกว่าเรื่องการกินอยู่ที่บาห์เรนไม่กลัวอดตายเลยค่ะ หายเบื่อได้บ้าง อาหารรสชาติแทบจะต้นฉบับ และร้านเยอะมากและมีแววว่าจะเยอะขึ้นอีก คนไทยถึงเข้ามาอยู่กันเยอะค่ะ และคนบาห์เรนก็ค่อนข้างชอบอาหารไทยเช่นกันค่ะ

วิถีที่แตกต่างของตะวันออกกลาง – บาห์เรน

7. คุณ อลินดา บรู๊ซ-อัลเลน

เมือง: แอดมันตัน – ประเทศแคนาดา

สิ่งที่คิดสิ่งเเรกเลยคือค่าเเรงของคนทำงานค่ะ เคยคิดว่าการทำงานของคนที่นี่ได้รับค่าตอบแทนสูง ซึ่งคำนวนแล้วได้มากกว่าเมืองไทยหลายเท่า แต่ความเป็นจริงที่ได้มาอยู่กลับตรงกันข้ามเลยค่ะ ค่าแรงทีได้ต้องหักภาษีซึ่งภาษีที่เสียก็สูงมาก ค่าครองชีพและค่าหมอรักษาที่นี่ก็เเพงมากเช่นกันค่ะ และอีกอย่างที่เป็นอุปสรรคในการเดินทางไปทำงานของคนที่นี่คืออากาศที่หนาวเหน็บ หากเดินทางด้วยรถยนต์ประจำตัวอาจจะไม่ต้องทนหนาวมากเท่าไหร่ แต่หากเดินทางด้วย รถเมล์หรือรถไฟต้องทนกับสภาพอากาศหนาวในขณะที่รอรถโดยสาร

สิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมทางสังคมและทางธรรมชาติที่นี่ดีกว่าที่คิดไว้มากค่ะ

สวัสดิการ การศึกษาสำหรับเด็กที่นี่ดีมากค่ะ เรียนฟรี ทั้งค่าเรียน อุปกรณ์การเรียน ทุกอย่างฟรีจนเรียนจบมัธยมปลายค่ะ

สิ่งที่คิดถึงมากเลยคืออาหารไทยค่ะ อาหารไทยเป็นอาหารที่เราทานมาตั้งแต่เกิด ทั้งรสชาติอาหารที่มีรสจัด เช่น ส้มตำ ต้มยำ และผัดกระเพรา ถ้าขาดอาหารไทยคิดว่าอยู่ที่นี่ไม่ได้แน่ๆค่ะ

วัฒนธรรมที่คนไทยพบเจอในประเทศแคนาดา

8. คุณ Aoy Rattiya

เมือง: หนิงปอNingbo มลฑล ซีเจียง Zhejiang

…สำหรับอ้อยแล้ว ไม่เคยคิดหรือใฝ่ฝันที่อยากจะมาใช้ชีวิตต่างประเทศ และก็ไม่เคยคิดว่าการที่ได้มาอยู่ต่างประเทศแล้วทำให้ชีวิตดีขึ้น หรือจะมีความคิดว่าต่างประเทศคือ ดินแดนทองคำ…

…การมีชีวิตที่ดีเราอยู่ที่ประเทศไทยก็ทำให้ชีวิตดีขึ้นได้เช่นกัน อ้อยได้มาต่างประเทศก็เพราะคำว่า “โอกาส” มิใช่มาเพราะความใฝ่ฝัน และเมื่อมีโอกาสเราก็ต้องคว้าโอกาสนั้นไว้

..เมื่อได้มาก็ไม่เคยนำประเทศไทย ไปเปรียยเทียยกับประเทศใด อ้อยเองไม่เคยยึดติดกับอะไรในการใช้ชีวิต เพราะเราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานที่

… ฉะนั้นการที่มาอยู่ที่จีนจึงไม่เคยรู้สึกวาขาดอะไร เพราะเราต้องปรับตัว ทุกวันนี้ภาษาก็สื่อสารได้เพียงเล็กน้อย…เพื่อนก็อยู่ไกล..แต่ก็ไม่รู้สึกเหงา

…ถ้าเรามัวแต่มองว่าอะไรที่สำคัญและขาดไม่ได้ มันจะทำให้เราไม่กล้่า ที่จะเดินออกมาจากจุดเดิมๆ ดังนั้นอ้อยไม่เคยมีความรู้สึกว่าคิดถึงอะไรมากที่สุดจนถึงขาดไม่ได้

สาวไทยก้าวเข้าสู่แผ่นดินจีน

9. คุณ Nip

เมือง: โคเปนเฮเกน (Copenhagen) – ประเทศเดนมาร์ก

เฉยๆค่ะ คนเราจะอยู่ไหนก็เจริญรุ่งเรืองได้ถ้ารู้จักเก็บออม สนับสนุนเกื้อกูลชีวิตของกันและกัน ต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนๆมันก็ไม่ใช่แหล่งขุดทองหรอกค่ะ มันเป็นแค่เส้นนำทางที่ไฟอาจจะสว่างมากกว่าทางเดิมที่เราจากมาก็แค่นั้นเอง เอาจริงๆคาดฝันไหม ทุกคนมีค่ะ แต่ส่วนตัวดิฉันจะอยู่ไหนก็รู้สึกเหมือนเดิมถ้าพูดถึงเรื่องความก้าวหน้าเพราะสามีซัพพอร์ทในแทบจะทุกเรื่องไม่ว่าดีหรือร้ายเค้าก็คอยบอกว่า “เดี๋ยวก็ดีขึ้น” เลยไม่คิดว่าการมาใช้ชีวิตในต่างประเทศมันไม่ใช่สิ่งที่หวังก่อนที่จะมา

สิ่งที่คิดถึงมากที่สุดนอกจากครอบครัว คงเป็น
อาหาร
อากาศ
น้ำใจ

ส่วน 3 สิ่งที่หากได้จากเดนมาร์กไปคงเป็น
ครอบครัว ถ้าต้องจากทุกคนไป ชีวิตคงเหมือนไม่เหลืออะไรเลย
ความเป็นธรรมไม่แบ่งแยกชนชั้น หากเราเคยชินกับอิสระจากสถานที่ไหนแบบซึมซับไปเยอะๆแล้ว หากวันนึงเราต้องไปอยู่ในประเทศที่ทำนั่นไม่ได้ทำนี่ไม่ได้ ชีวิตคงหาความสุขยากพอสมควรค่ะ
Have the right to say ถ้าชีวิตเราเคยชินกับคำๆนี้แล้ววันนึงชีวิตต้องไปอยู่รวมกับสังคมที่คิดห้ามพูด ผิดห้ามทัก เตือนไม่ได้ ดิฉันคงอยู่ลำบาก คงอยู่แบบปิดกั้นความคิดของตัวเองไม่ได้ ถ้าทุกคนโดนห้ามแม้กระทั่งความคิดทั้งๆที่มันมีหลักของความเป็นจริงปนอยู่ สังคมนั้นๆคงไม่ใช่สังคมของดิฉันและคงอยู่ร่วมไม่ได้เช่นกัน

3 สิ่งนี้ไม่ถึงขั้นไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เลย แต่คงอยู่ร่วมยากและอาจจะถึงขั้นอยู่ร่วมไม่ได้เพราะมนุษย์ทุกคนควรมีอิสระทางด้านความคิดค่ะ ไม่ใช่อายุน้อยห้ามพูด ห้ามเตือนคนที่อายุมากกว่า และนั่นแหละเป็นสิ่งที่ส่วนตัวดิฉันคิดว่าหลายๆประเทศในเอเชียยังคงมีอยู่ ถ้าดิฉันต้องไปอยู่แบบปิดกั้นตัวเองคงอยู่ไม่ได้ ถึงได้ก็คงอยู่ลำบาก ไม่มีความสุข

ความแตกต่างที่ได้รู้เมื่อมาอยู่เดนมาร์ก

10. คุณ Arin Kusol Stamp (กุศล จูมผาลา)

เมือง: กอสปอร์ต (Gosport) – ชายฝั่งทางใต้ของอังกฤษ

ก่อนจะย้ายมาอยู่อังกฤษ เคยคิดเสมอๆค่ะว่า อังกฤษต้องสวยงามแน่นอน และก็เป็นจริงอย่างที่คิด , แต่ไม่เคยคิดว่าดินแดนฝรั่งจะโรยไปด้วยทองคำ แต่คิดว่า คนผิวขาวต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนเอเชียแน่นอน %100 และคิดว่า หากได้มาอยู่ที่นี่ แต่งงานกับคนที่นี่แล้ว ชีวิตต้องดีขึ้นแน่นอน ไม่ต้องลำบากปากกัดตีนถีบเหมือนอยู่ไทยอีกต่อไปแล้ว ทุกอย่างที่วาดหวังไว้ อย่างสวยหรู พังทลายลงเมื่อมาถึงที่นี่..

สภาพแวดล้อมและอากาศ หนาวเหน็บ จน เลือดออกจมูก ปวดหู ชานิ้วมือ ต้องกอดถุงร้อนตลอดเวลา ไม่คิดว่าจะหนาวขนาดนี้ และคิดว่า คนที่นี่เขาอยู่กันได้อย่างไรหนอ 2 วัฒนธรรม ประเพณี ที่ต่างจากไทย เช่น คนที่นี่ถ้าจะมาเยี่ยมเยือนกันต้องมีการนัดล่วงหน้าก่อน แม้เป็นพ่อแม่ก็ตาม ไม่เหมือนที่ไทย อยากไปหากันยามใดก็ไปกันเลย แต่ที่นี่ต่างจากไทยแทบทุกอย่าง. 3. การใช้ชีวิตของคนที่นี่ ทำงานหนักเอาการ หาเช้ากินค่ำ บ้างก็มีธุรกิจของตัวเอง เวลาทำงานฝรั่งเต็มที่กับงานมากๆ ต่างจากตอนไปเที่ยวโดยสิ้นเชิง มันทำให้เรามองเห็นอีกมุมนึงของเขา ก่อนที่เขาจะมีเงินไปเที่ยว ซื้อความสุขให้ตัวเอง และ เวลา คือ สิ่งสำคัญมากๆของคนที่นี่ มาอยู่แล้วก็เข้าใจฝรั่งมากขึ้นนะคะ

3 สิ่งที่คิดถึงประเทศไทยคือ ความอบอุ่น โอบอ้อมอารี มีน้ำใจต่อกันและ ความช่วยเหลือกัน.
อย่างที่2 คือ อาหารและสภาพอากาศค่ะ อย่างที่3 คิดถึงครอบครัวทุกๆคนมากๆ .สิ่งเหล่านี้คือความสำคัญหลักๆของเราค่ะ แต่ต่อให้อยู่ที่ไหนๆเราก็ต้องอยู่ให้ได้ และต้องปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่ประเทศนั้นๆให้ได้ค่ะ เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

การมองหาคู่ต่างชาติและใช้ชีวิตร่วมกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เพิ่มเติม

ย้ายไปอยู่ต่างประเทศมันเป็นความฝันในชีวิตจริงๆหรือ (ช่วงที่ 2)

ย้ายไปอยู่ต่างประเทศมันเป็นความฝันในชีวิตจริงๆหรือ (ช่วงที่ 3)

ค้นหาโรงแรมและที่พักแบบอื่น ๆ ในประเทศไทยและทั่วโลก

เขียนโพร์ไฟล์หาคู่

 

สำหรับท่านที่สนใจจะให้ผมบริการเกี่ยวกับการเขียนโพร์ไฟล์หาคู่หรือเขียนแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ หรือต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม คุณสามารถคลิกลิงค์ตรงนี้เพื่อติดต่อ เทรเวอร์ ซึ่งลิงค์นี้จะแยกออกจากเพจครับ

เจอกับชาวต่างชาติ

เจอกับชาวต่างชาติ

 

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

2 thoughts on “ย้ายไปอยู่ต่างประเทศมันเป็นความฝันในชีวิตจริงๆหรือ (ช่วงที่ 1)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s