คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ:จากอุบลราชธานีสู่ประเทศสวีเดน

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศสวีเดน เธอคือคุณ Phimphan และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศสวีเดน

ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณ Phimphan Sweden

ย้ายมาอยู่ประเทศสวีเดน (Sweden) เมื่อปี 2005

เมือง: Vännäs

บางรูปที่เป็นของคุณ Phimphan ส่วนรูปของสถานที่ Pixabay

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศเทศสวีเดนเพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศเทศสวีเดนครับ

สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวเอง ชื่อ พิมพ์พันธุ์ นามผล (Yngberg)
ได้เจอแฟนคนแรกที่หัวหินค่ะเขาไปเที่ยวแต่เราไปหางานทำกับเพื่อน และก็ไปหัวหินครั้งแรกและวันแรกก็เจอเขา มันเลยทำให้เราต้องได้มาอยู่ ต่างบ้านต่างเมือง มาสวีเดนครั้งแรก เมื่อ 2005 ช่วงต้นเดือน พฤษภาคม และก็อยู่ทางภาคเหนือของสวีเดนเมือง Vännäs ค่ะ

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

เกิดที่อุบลราชธานีค่ะ อ.เขมราฐ อยู่บ้านนอกฐานะที่บ้านต้องบอกเลยว่ายากจน เกิดมาได้ 1 ปีแต่ต้องได้มาอยู่กับยาย เพราะว่าแม่มีลูกหัวปีท้ายปี ก็เลยอยู่เป็นลูกยายแต่เรียกแม่ ความรักความอบอุ่นที่แม่ใหญ่เลี้ยงมา อบรมสั่งสอนให้รู้จักคำว่าต้องขยัน อดทนนะลูกและเป็นคนดี พออายุได้ 7 ปีก็ได้ เรียนหนังสือตามวัยที่โรงเรียนบ้านเกิด แต่เพราะว่าฐานะทางบ้านเราจนไม่สามารถจะเรียนต่อถึง ป.6 ได้ในสมัยนั้น ก็ร้องไห้ ก็เลยมีความรู้แค่ ป.4
มาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

ก่อนอื่นขอย้อนหลังเล่าเรื่องว่า เป็นเพราะเหตุอันใดถึงไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ป.5 ทั้งที่สมัยนั้นไม่ได้ใช้เงินเลย ชุดนักเรียน หนังสือได้รับแจก แต่เพราะว่าลุงลูกชายยาย พี่ชายแม่ ต้องการให้มาเลี้ยงลูกๆ ลุงมีลูกอยู่ 3 คน คนโตเป็นผู้หญิง คนกลางผู้ชายและคนเล็กเป็นผู้หญิง เด็กน้อยทั้งสามคือ นังพิมต้องมาเลี้ยง! นับแต่วันนั้นมา ชีวิตก็ ไม่ได้อยู่ตามท้องนา หาปูหาปลาหาหอย หาอยู่หากิน ตามประสาเด็กบ้านนอก
ละครไทยหลังข่าวก็ชีวิตนังพิม
จาก ฝบ้านนอก จากยาย พูดเลยว่าเราก็ยังเด็ เพิ่ง 10 ปี ลุงพามาอยู่ที่โรงงานแถวรังสิตใกล้กับแม่บางขันมาเลี้ยงน้องทั้งสาม ต้องบอกเลยว่าลำบากยิ่งนัก และแล้วอยู่กับลุงและป้า น้าชาย น้องชายของแม่มาขอลุงให้ไปเลี้ยงน้องอีก 2 คนยังเล็กๆทั้ง 2 และก็เข้ามาอยู่ในกรุงเทพ ห้วยขวาง แต่น้าชายและน้าสะใภ้ใจดี ไม่ได้ลำบากเหมือนอยู่กับลุงและป้า พอช่วยเลี้ยงน้องได้พอสมควรก็ขอน้าทั้งสองออกผจญภัย ที่ทำงานแรกในชีวิตที่ได้รับเงินเดือนในสมัยนั้นก็ไม่ได้มากมาย 600 บาท เป็นโรงงานทำขนมปิยจิตครองแครงกรอบ แถวห้วยขวาง และก็เปลี่ยนงานที่ 2 เป็นร้าน ทำเกี่ยวกับขัดพลอยแถวดินแดง อยู่สักพักก็เปลี่ยนงานอีก งานที่3 เป็นร้านตัดชุด วิวาห์และราตรีแถวโคลิเซี่ยมร้านอรุณี อยู่ที่นี่ก็หลายปีเป็นช่างปักเลื่อม สรุปว่าชีวิตคือการดิ้นรน อยากเปลี่ยนงานอีกแล้ว เลยออกมาไปเรียนเสริมสวย แถวบางกะปิ เป็นช่างทำผม มาพักที่บ้านน้าในช่วงที่เรียน พอเรียนจบก็ได้แต่งงานและก็เปิดร้านเสริมสวยเล็กๆแถวลาดพร้าว ทำไปได้สักพักใหญ่
มาท้องลูกชายคนแรกมีปัญหามีเหตุไม่ได้ทำต่อต้องปิดร้าน
มาเลี้ยงลูกชาย มาช่วยแฟน พ่อของลูกเขาขายเกี๋ยวเตี๋ยว เราก็ทิ้งอาชีพช่างมาเป็นแม่ค้า และก็มามีลูกชายคนที่สอง ชีวิตครอบครัวเริ่มไม่ค่อยดีและก็ต้องมาหย่าร้าง ชีวิตคือต้องดิ้นรนต้องหาทางไปเพราะว่าเรามีลูกชาย 2 คนที่ต้องเลี้ยงดู ตัดสินใจไปเรียนนวดแผนไทย และก็ได้ไปทำงานที่ติมอร์
ประเทศใหม่ในตอนนั้น วันที่ 10 ก.ค 2545 กับการพลัดพรากจากลูกชายทั้ง 2 ทำงานนวดอยู่ที่นั่น คิดถึงลูก คิดถึงบ้าน แต่ต้องอดทนเพื่ออนาคตและก็หมดสัญญาทำงาน กลับมาเมืองไทย
เก็บเงินได้ก้อนหนึ่งมาเปิดร้านนวดหุ้นกับเพื่อน เปิดที่หาดใหญ่ ร้านก็ไปได้ดีมาก แต่แล้วก็มีปัญหามีเหตุโดนเพื่อนโกง เราไว้ใจเขาตั้งแต่แรก เงินที่ทำมาเปิดบัญชีเป็นชื่อเขาคนเดียวชีวิต เริ่มเดินทางต่ออีกแล้ว เสียใจนะแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพื่อนเลยชวนหางานทำ ใจมันอยู่ไม่ได้แล้ว หาดใหญ่ นั่งรถไฟจากหาดใหญ่มาลงที่หัวหิน และครั้งแรกเพราะปกติก็ เดินทางกรุงเทพ-หาดใหญ่ หัวหินคือสถานีผ่าน
เป็นเหตุ มาเจอกับ Erik แฟน สวีเดนคนแรก เขาพามาอยู่สวีเดนเมือง Vännäs ไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าประเทศสวีเดน
อยู่ส่วนไหนของโลก

คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรมาบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ประเทศสวีเดนครับ / คุณพูดภาษาสวีดิช ได้ไหม คุณคิดว่าภาษาสวีดิชยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาสวีดิชจนเข้าใจและสื่อสารได้ และคุณพูดภาษาอื่นได้อีกไหม

มาอยู่สวีเดนแล้วก็เข้าสู่ระบบ ปรับตัวเอง
1. อากาศ
2.อาหาร
3.ภาษา
4. วัฒนธรรม สังคม
มันไม่ใช่แล้วอารมณ์เหงา คิดถึงลูก ครอบครัวที่เมืองไทย
อยากกลับไปเมืองไทย
ไม่อยากอยู่สวีเดน ขอเขากลับเมืองไทยเขาก็ไม่ให้กลับ เหงามากและก็อดทนมาก และก็ได้ไปเรียนพอมีเพื่อนก็พอคลายเหงาได้ เรียนได้สักพักก็อยากมีรายได้ส่งครอบครัวที่เมืองไทย ก็เปิดบริษัทนวด ทำที่บ้านเสียภาษีถูกต้อง งานก็ไปดีแต่เราเริ่มอยากมีงานใหม่เพราะว่าเมืองที่เราอยู่ยังไม่มีอาหารไทย แต่จะทำยังไงล่ะ ทุนก็สูง มีผู้มีพระคุณที่จะไม่ขอลืมเลยในชีวิตเราพี่น้อยให้รถสำหรับขายอาหารไทย อุปกรณ์ครบพร้อมขาย ก็ลองดูเปิดชื่อร้านพิมพ์ครัวไทย หรือ Pims Thaikök ลูกค้าตอบรับดีมากมายก็เลยหาสถานที่เปิดเป็นร้านอาหาร นี่ก็จะได้ครบ 10 ปีหน้าร้อนนี้ และเรื่องเรียนก็เรียนไม่จบ
แต่ก็พออ่านได้และพอพูดได้ไม่ถึงกับพูดเก่ง ร้านอาหารก็ไปได้ดีมาก ทำงานหนักมากเพราะต้องเลี้ยงดูแลครอบครัวที่เมืองไทย ต้องขยัน ทุกอย่างไปได้ดี และแล้วชีวิตมีปัญหาแทบจะล้มละลาย โดนโกงเพราะความไว้ใจ แต่คนที่เราคิดว่าเราฝากชีวิตพอจะเป็นที่เพิ่งยามเรามีปัญหามีทุกข์ 11 ปีที่อยู่ด้วยกันมานะตอนนั้นมันเหมือนว่า แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นสึนามิ เราได้รับมันเขาบอกเลิกเขาไม่สามารถอยู่กับเราได้ เพราะเราจนหมดตัว เป็นหนี้สิน ต้องทำใจ ตายก็ไม่ได้ เพราะเรามีลูกมีหลานมีครอบครัวต้องดูแล ตั้งสติแต่มันเหนื่อยนะ
เราจะรอดมั้ย ทุกข์มาก คิดถึงยาย ถามฟ้าถามดินว่าลูกทำกรรมอะไรไว้ เท่าที่จำได้ก็ไม่เคย สติ ตั้งหน้าทำงานหนัก
และฟ้าก็ส่งคนใจดีๆ สามีคนปัจจุบัน Stellan มาช่วยเหลือ

Pims Thaikök Restaurang & Närlivs

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนสวีเดน แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

ตอนที่มาอยู่ที่ สวีเดนใหม่ๆ สิ่งแรกเลย ปรับตัวเอง มันเหงาใจนะคิดถึงลูก ครอบครัว เพราะอยู่กันคนละซีกโลกเลย ที่ทำให้คลายเหงาได้บ้างก็ทำงานให้มากและก็หน้าร้อนก็ปลูกผัก สวนครัวเหมือนที่ยายพาปลูกตอนเป็นเด็ก ก็ได้มาทำที่สวีเดน มีเวลาก็ไปเรียนบ้าง ทำงานด้วย เพราะเราต้องส่งเงินให้ครอบครัวที่เมืองไทย สำหรับเรามันไม่ได้ยากมากเพราะเราไม่ได้ต้องเหมือนเขา เราก็เป็นเรา มันก็กลมกลืนไป เพราะว่าเราจะอยู่ที่ไหนเราก็คือคนไทย ความอ่อนน้อม วัฒนธรรมของเรา ชาติไหนก็ไม่เหมือนเรา

เมืองที่คุณย้ายไปอยู่ มีคนไทยอาศัยอยู่มากไหม และคุณคิดว่าคนไทยที่นั่นเขามีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายดีไหม อย่างไร

เมือง Vännäs คนไทยมาอยู่กันเยอะ และก็เมืองที่อยู่ไม่ไกลกันมาก เท่าที่เห็นและก็รู้จักกันทุกคนก็ทำงาน เวลามีกิจกรรมหรือว่างานวัดเราก็จะได้เจอกัน ทุกคนมาอยู่สวีเดนมีครอบครัวมีงานทำ ส่งเงินให้พ่อแม่ที่เมืองไทย เท่าที่เพื่อนเรารู้จักเขาสุขสบายดีเพราะที่นี่ไม่ค่อยจะวุ่นวาย วันศุกร์หรือเสาร์ อาทิตย์ ใครสะดวกอยากนัดหมายเจอมาทำอาหารร่วมก๊วน
กินด้วยกันก็สนุกสนาน

อะไรที่คนสวีเดนชอบและคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายสวีเดนเป็นอย่างไร ผู้หญิงสวีเดนเป็นอย่างไรและครอบครัวของคนสวีเดนเป็นอย่างไร

คนสวีเดนให้ความสำคัญกับวันพิเศษและช่วงเวลาหน้าร้อนเพราะว่าช่วงวันหยุดยาว และก็จะไปพักตามธรรมชาติ ผู้ชายสวีเดนเป็นคนใจดีและก็อบอุ่นนะส่วนมาก รักครอบครัว ผู้หญิงก็เช่นกัน เขาจะดื่มเฉพาะวันหยุด งานในบ้านเขาแบ่งกัน เท่าเทียมกัน จะไม่เกี่ยงนะว่าเป็นหน้าที่ของผู้หญิง ครอบครัวของคนสวีเดนดูอบอุ่นมากตามที่เรารู้จัก เพราะเขาให้ความสำคัญ
กิจกรรมครอบครัวและก็วันพิเศษ

คุณคิดว่าค่าครองชีพที่สวีเดนเป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (ยกมาสามตัวอย่าง) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (ยกมาสามตัวอย่าง)

ความคิดเห็นส่วนตัวนะว่าที่สวีเดนค่าครองชีพสูงและภาษีก็แพง เพราะมีธุรกิจส่วนตัว ร้านอาหารไทย เพราะที่นี่จะต้องจ้างคนทำบัญชีหรือบริษัททำบัญชี ดูแล บัญชีรายรับ รายจ่าย สรุปคือทุกคนที่ทำงานหรือมีธุรกิจส่วนตัวจ่ายภาษีสูงมาก

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในสวีเดน ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ใน สวีเดนครับ

ทุกคนที่ได้มาเป็นพลเมืองอาศัยอยู่ที่สวีเดน
– การเรียนภาษาสวีเดน เพราะเป็นการเริ่มต้นชีวิตและการเรียนรู้ที่จะอยู่สวีเดน และก็ต้องมีงานทำ แต่ถึงอย่างไรระบบสวีเดนเขาดี คนตกงานก็จะได้รับเงินตามสมควร (ถ้าบุคคลนั้นได้ทำเรื่องไว้) และก็ถ้าเจ็บป่วยไม่ได้จ่ายเงินมากมาย ไปหาหมอบางครั้งก็แค่ 200-300kr (สำหรับตัวเองนะ) แต่ก็น่าไม่แตกต่างกัน

– ข้อเสียของการมาอยู่สวีเดน สำหรับความคิดส่วนตัว
ตั้งแต่มาใหม่ๆเรามาผิดประเทศหรือเปล่า มาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองมันก็เหงา ไม่พี่มีพี่ไม่มีน้อง ลูกครอบครัวอยู่เมืองไทย แต่พออยู่มามันก็ชินเพราะคนสวีเดนเขาอยู่กันอย่างเรียบง่าย เพราะฉะนั้นข้อเสียมีน้อยมาก ถึงอย่างไรเราก็เป็นคน ของสวีเดนและเมืองไทยก็คือบ้านเกิดเมืองนอน

ในมุมมองของคุณคุณคิดว่าเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องความโรแมนติก ความรัก ระหว่างคนไทยและคนสวีเดนอะไรคือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้

มุมมองของคนสวีเดนคือต้องให้ความสำคัญกับทุกเรื่องและก็ใส่ใจเราอย่างสม่ำเสมอ มีความรับผิดชอบ ใส่ใจในวันพิเศษ แต่เราในบางครั้งจะทำอะไรแบบง่ายๆหรือไม่ค่อยจะบอกจะกล่าว ไม่ได้ปรึกษาประมาณว่าฉันมั่นใจของฉัน และปัญหาคือตัวเราเอง(ประสบการณ์ส่วนตัว) และก็มีปัญหาเรื่องอะไรเราก็จะไม่คุยกัน (ตัวเราเอง) นี่แหละคือปัญหาเพราะว่ามันสะสม

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหมและคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่าและสถานที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไปเที่ยวมาก

ลูกๆและหลานชายตัวน้อย พ่อ แม่และก็น้องชายที่ยังอยู่เมืองไทย ส่วนน้องสาวอีก 2 คนมีครอบครัวอาศัยอยู่สวีเดน(มีพี่น้อง 4 คนเราเป็นพี่คนโต) ต้องเอ่ยว่าตอนที่ได้มาอยู่สวีเดนใหม่ๆค่าโทรศัพท์ตอนนั้นแพงมากเพราะว่าเราโทรหาครอบครัวทุกวัน แต่ปัจจุบันความสะดวกสบาย เทคโนโลยี
ทันสมัยทุกวันๆถึงจะอยู่คนละซีกโลกเราก็คุยกันได้เห็นหน้ากัน และก็เมืองไทยคือบ้านเกิดเมืองนอนที่เราจากมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง คิดถึงนะแต่เราต้องเข้มแข็ง แต่ถึงจะยังไงสวีเดนก็คือบ้านหลังที่ 2 ของชีวิตเรา ก็ไปเที่ยวเมืองไทยทุกปี ชอบเที่ยวตาม ทะเล ตามธรรมชาติและก็ตามวัด เมืองไทยเราทั่วโลกเลยเขารัก
ที่มาเที่ยว เราก็เช่นกันที่ไหนๆก็ไม่เหมือนเมืองไทย

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในประเทศสวีเดน ถ้ามีไม่ปลอดภัย มีความไม่ปลอดภัยอย่างไร

เมื่อก่อนสวีเดนเป็นเมืองที่สงบสุขมาก แต่เดี๋ยวนี้บางทีก็วุ่นวาย และถึงอย่างไรสวีเดน ไม่อันตรายและก็ปลอดภัยดี

สถานที่ไหนในสวีเดนที่คุณชอบไปเที่ยวมาก – สวีเดนสวยไหมครับ

ที่สวีเดนวันหยุดหน้าร้อนก็จะ
สวยและน่าเที่ยว แต่ก็ไปตามแคมป์แหล่งที่เปิดให้พัก คนสวีเดนพอหน้าร้อนเที่ยวในประเทศ และก็หน้าหนาวออกเที่ยวต่างประเทศ เราก็เช่นกัน (เดือนธันวาคมกลับเมืองไทยทุกๆปี)

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

รักการอ่านหนังสือเขียน และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พักผ่อนบ้าง และก็พบปะเพื่อนๆเฮฮาปาร์ตี้ในบางครั้ง

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่สวีเดน จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

กับคำว่าอยู่เมืองนอกส่วนมากก็คิดว่ามันต้องดีกว่าบ้านเรา(เมืองไทย) แต่ก็ไม่ใช่เสมอไปเพราะว่าเราต้องมาเริ่มใหม่ทุกสิ่งอย่าง ภาษา! อาหาร! อากาศ! วัฒนธรรม! สังคม!และเพื่อน เพราะว่าถ้าหากเราไม่ได้มีญาติพี่น้อง(มันก็เหงานะ) และก็ผู้ชายที่เขาพาเรามาอยู่สวีเดน ถ้าหากเขารักเราเอาใจใส่เราก็ถือว่าโชคดีนะ แต่หากว่าไม่เป็นเช่นนั้นก็จะต้องเลิกลากันเพราะความไม่เข้าใจกัน เพราะว่ามันคนละภาษาและวัฒนธรรม แต่ก็ทั้งนี้ทั้งนั้นคนสองคนต้องมีความชัดเจน รักและเข้าใจกัน

คุณ Phimphan

เพิ่มเติม

Pims Thaikök Restaurang & Närlivs

 

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

One thought on “คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ:จากอุบลราชธานีสู่ประเทศสวีเดน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s