มาเปิดโลก มาเปิดมุมมอง มาเพิ่มประสบการณ์ในต่างประเทศ

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศออสเตรเลีย เธอคือคุณ Patwaran Bundit และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศออสเตรเลีย

ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณ Patwaran Bundit – ชื่อเล่น ต้า

ย้ายมาอยู่ประเทศออสเตรเลีย (Australia)

เมือง: ซิดนีย์ (Sydney)

รูปถ่ายทั้งหมดนี้คือผลงานตัวอย่างส่วนหนึ่งของ คุณ Patwaran Bundit

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศออสเตรเลีย เพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศออสเตรเลียครับ

สมัยที่เรียนอยู่ป.ตรีได้บังเอิญเจอกับแฟนชาวฮ่องกง-ออสซี่ (ปัจจุบันเป็นสามีแล้วค่ะ) เราคบกันแบบ Long-distance relationship เป็นเวลา 3 ปีกว่าๆ เมื่อเรียนจบตรีจึงตัดสินใจมาเรียนต่อโทที่ประเทศออสเตรเลียค่ะ ตอนนี้มาอยู่เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลียได้เกือบ 7 ปีแล้วค่ะ

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

เกิดและโตที่ประเทศไทยค่ะ เป็นครอบครัวที่มีพี่น้อง 5 คน และฝันมาตลอดตั้งแต่เด็กๆว่าอยากมาใช้ชีวิตต่างประเทศ ขอทางบ้านมาเรียนหลายครั้งแต่ทางบ้านไม่ให้ เพราะว่าค่าใช้จ่ายสูง (แถมยังพี่น้องเยอะ คุณพ่อคุณแม่เลยภาระเยอะ)ดังนั้นมีอยู่ทางเดียวที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศได้คือ “การได้ทุน” เราก็ฝึกฝน พัฒนาตัวเองไปสอบชิงทุนอยู่หลายประเทศในที่สุดสอบชิงทุนได้ไปเรียนต่อป.ตรี 4 ปีที่ประเทศญี่ปุ่นด้าน International Management ค่ะ ส่วนที่มาเรียนต่อออสเตรเลียคือสัญญากับทางบ้านไว้ว่าจะมาเรียนและทำงานส่งตัวเองเรียนไปด้วยค่ะ มาออสเตรเลียเรียนต่อด้าน Media ค่ะ

ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียครับ

งานแรกที่ทำคือ “งานตักไอศกรีม” ค่ะ เป็นงานที่ทำตอนมาเรียนโทใหม่ๆ ค่าแรงคือ $10 per hour เจ้าของร้านและเพื่อนร่วมงานเป็นคนเอเซียด้วยกัน แต่รู้สึกว่าเนื้องานมันไม่ท้าทายทำไปแล้วตัวเองต่อยอดยาก รวมทั้งมีปัญหากับผู้จัดการร้าน เลยตัดสินใจหางานใหม่จากนั้นได้ลองหางานใหม่อยู่พักใหญ่เลย จนกระทั่งได้งาน part-time ที่ร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์ชื่อ Sportscraft ในห้างสรรพสินค้าในตำแหน่ง “sales consultant” งานนี้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมออสเตรเลียเยอะมาก เพราะว่าทั้งหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และลูกค้าล้วนเป็นชาวออสเตรเลียเกือบทั้งหมดเลย แต่เมื่อทำไปสักพักรู้สึกว่าอยากใช้ความรู้และความสามารถตัวเองมากกว่านี้ จึงเริ่มหางาน full-time อย่างจริงจังครั้งนี้ได้ลองหางานไปมากกว่าร้อยงาน แต่ถูกปฏิเสธหมดเลยค่ะ สอบตกสัมภาษณ์ต่างๆนานา แต่สุดท้ายก็พยายามพัฒนาตัวเอง พัฒนา CVของเราไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้งาน entry-level ใน call centre ที่บริษัท News Corp Australiaเมื่อไปสัก 2 ปีแล้ว…เราขอ promotion ทางบริษัทหลายครั้ง แต่เหมือนเค้ายังไม่มั่นใจในความสามารถเรา แต่เราก็ไม่ถอย พยายามพิสูจน์ตัวเองให้เค้าเห็นว่า “เราทำได้” จนกระทั่งได้เลื่อนขั้นมาเป็นทำตำแหน่งปัจจุบัน ซึ่งก็คือ Industry Sales Manager ปัจจุบันเลยใช้ประสบการณ์การหางานในต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนด้วยกันด้วย (และภาษาอังกฤษ) โดยการตั้งเวปไซต์เรื่องราวเด็กนอกขึ้นมาชื่อ Big Sister ค่ะ และก็ได้มาออกหนังสือที่ประเทศเรื่อง “เด็กนอก” เพื่อน้ำาเสนออีกมุมมองของคนไทยในต่างแดนค่ะ

คุณพูดภาษาอังกฤษไหม คุณคิดว่าภาษาอังกฤษยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาอังกฤษจนเข้าใจและสื่อสารได้ และคุณพูดภาษาอื่นได้อีกไหม

ตอนที่อยู่ไทยชอบเรียนภาษาอังกฤษมากๆ แต่พอมาอยู่ประเทศตะวันตกจริงๆ “กลัวการพูดภาษาอังกฤษไปเลย” เรากลัวพูดผิดแล้วโดนดูถูก หรือกลัวโดนคนมองแล้วนินทาเรากลายเป็นไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อตั๋วรถ..ก็ไม่กล้า ซื้ออาหารทาน…ก็พูดไม่ได้ ไม่กล้าคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติ ความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษหายไปในพริบตาแต่ตัวเองรู้สึกว่า “เราต้องผ่านความกลัวนี้ไปให้ได้” เพราะถ้ามาออสเตรเลียแล้ว เรากลัวการพูดภาษาอังกฤษ…เราจะไปทำอะไรที่ยากกว่านี้ได้? เราจึงหาทุกทางเพื่อฝึกฝนภาษาอังกฤษ โดยคิดเสมอว่า “พูดผิด พูดแล้วฟังดูตลกก็ไม่เป็นไร ค่อยๆเป็นค่อยๆไป” สิ่งที่เราพยายามทำให้มากที่สุด (หรือทุกวัน) คือ เข้างานกลุ่มเพื่อนเป็นชาวออสเตรเลีย เอาคำถามจากบทเรียนในห้องไปถามอาจารย์ สังเกตุคนทั่วๆไปว่าเค้าพูดอะไรกันบ้าง บังคับตัวเองเดินเข้าร้านค้าต่างๆจะได้คุยกับพนักงาน เป็นต้น จากนั้นใช้เวลาอยู่หลายเดือน จึงเริ่มรู้สึกว่าเราเริ่มปรับตัวได้ ตอนนี้ไม่กลัวที่จะพูดภาษาอังกฤษแล้วค่ะ ยิ่งทำสิ่งที่เรากลัวบ่อยๆ มันทำให้เราชินและมีความมั่นใจมากขึ้นค่

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนออสเตรเลีย แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

การปรับตัว หรือการเปลี่ยนแปลงในทุกๆด้านมี “ความยาก” อยู่ค่ะ ทั้งวิถีชีวิต การทำงาน บริการ ภาษา ค่านิยมของผู้คน หรือแม้แต่กฎระเบียบทางสังคมต่างๆ เป็นต้น มันต่างจากที่ไทยมากๆ แต่ความยากน้อยมันอยู่ที่ว่า “attitude ของเรา” ต่อการปรับตัวหรือการเปลี่ยนแปลงอย่างไรตัวอย่าง เช่น หากต้าเองมี attitude ที่ว่า “เราเข้ากับเค้าไม่ได้หรอก อยู่แบบเดิมดีกว่า ง่ายดี” มันก็จะทำให้ต้าเลือกที่จะอยู่กับอะไรเดิมๆ เลือกทำกิจกรรมต่างๆที่ล้อมไปด้วยความเป็นไทย ไม่ต้อง deal กับการปรับตัวมากนัก แต่สิ่งที่ตามมาคือ “การปรับตัวก็จะเป็นไปได้ช้า หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลย”แต่ถ้าต้าคิดว่า “a lot of people would kill to be where I am. I need to make the most of it.” เราก็จะเปิดรับ และกล้าหาทางออกจาก comfort zone เพื่อปรับตัวเข้าหา local culture มากที่สุด สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือ “ประสบการณ์ใหม่ๆ ความเข้าใจใหม่ๆ และการมองโลกที่กว้างขึ้น”แต่จริงๆแล้วต้าคิดว่ามันไม่มีอันไหนที่ถูกหรือผิด ดีกว่าหรือแย่กว่า แต่อยู่ที่ “การเลือกของแต่ละคน” ค่ะ

เมืองที่คุณย้ายไปอยู่ มีคนไทยอาศัยอยู่มากไหม และคุณคิดว่าคนไทยที่นั่นเขามีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายดีไหม

อย่างไรซิดนีย์มีคนไทยอยู่เยอะมากๆเลยค่ะ ที่ออสเตรเลีย…ต้าเห็นว่าคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประเทศไทยค่ะ หลายๆเมืองที่ออสเตรเลียติดอันดับเป็นเมืองที่น่าอยู่ต้นๆของโลกเลยด้วย ค่าแรงดี (เช่น $15 per hour เงินไทยคือกว่า 300 บาทต่อชัวโมง) เพราะสิ่งเหล่านี้มันอาจจะทำให้หลายๆคนคิดว่า “ชีวิตดีที่ออสเตรเลีย” แต่จริงๆแล้วชีวิตคนไทยที่นี่มาอยู่ที่นี่มีเป้าหมายหลายแบบเลยค่ะ บางคนตั้งใจมาเรียนต่อ บางคนต้องการมาฝึกภาษาอังกฤษ บางคนแต่งงานตามคู่ครองมา บางคนตามมาอยู่กับแฟน บางคนตั้งใจมาทำงานหาเงิน บางคนมาตามหาตัวเอง บางคนอยากมาเปิดโลก บางคนมาตามหาความรัก หรือตามหาชีวิตที่ดีกว่าที่ไทย หรืออะไรก็ตามถามว่า “มีความสุขมั๊ย” ต้าคิดว่ามันอยู่ที่แต่ละคนเลยค่ะ ว่ามาแล้วได้ทำตามเป้าหมายที่ตนเองสำเร็จมั๊ย และมี balance ชีวิตที่ดีมั๊ย ตัวอย่างเช่น บางคนตั้งใจมาออสเตรเลียทำงานหาเงินกลับไทย ซึ่งพวกเค้าก็งทำงานเก็บเงินก้อนกลับไทยได้จริงจากการทำงานแรงงานในออสเตรเลีย แต่มันต้องแลกกลับการทำงานแรงงานเป็นสิบๆชั่วโมงต่อวัน ไม่มีเวลา หรือแม้แต่แรงที่จะออกไปใช้ชีวิต ไปพบปะผู้คน หรือทำชีวิตให้มีความหมายหรือก้าวหน้ามากขึ้น มากไปกว่านั้นสิ่งที่ตามมาคือ ร่างกายที่ทรุดลงๆขึ้นทุกวัน หลายๆคนถูกหามส่งเข้าโรงพยาพาลกันเลยทีเดียวคำถามก็คือ “เค้าได้เงินก็จริง แต่เค้ามีความสุขจริงมั๊ย?

อะไรที่คนออสเตรเลียชอบและคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายออสเตรเลียเป็นอย่างไร ผู้หญิงออสเตรเลียเป็นอย่างไรและครอบครัวของคนออสเตรเลียเป็นอย่างไร

ต้าของแสดงความคิดเห็นแบบรวมๆของนะคะ ในความคิดของต้าคนออสเตรเลียจะ• ง่ายๆ (หรือที่เขาเรียกกันว่า laid back) คือหากอะไรที่มัน “แฟร์” เค้าก็จะโอเค ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมากมาย ตรงไปตรงมา• ให้ความสำคัญกับครอบครัว เช่น ห้างที่นี่จะปิด 5 โมงเย็น เพื่อให้คนได้กลับบ้านไปใช้เวลาพักผ่อน หรือใช้เวลากับครอบครัว • สอนลูกให้พึ่งตัวเองได้ หลายๆคนที่เจอจะส่งเสริมให้ลูกไปทำงานหาเงิน และเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่น จะได้รู้จักดูแลตัวเองได้• ไม่เห็นว่าการเป็น Single mum เป็น “เรื่องใหญ่” (แต่ที่ไทย…หลายๆครั้งที่ประเทศไทย มักจะถูกนินทา ว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ดีมากๆ) แต่จริงๆมันก็แค่ครอบครัวไม่ work out และแต่ละคนก็ต้องเดินหน้าต่อไป • ชอบ joke ที่มีความ sarcasm ที่ต้าเจอมาคือ Joke เกี่ยวกับ sex tourism ที่ประเทศไทย เราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะมันจริง และมันก็ตลกจริงๆ (แต่หากเป็นคนไทยคนอื่น…บางคนอาจจะโกรธแบบไม่มองหน้ากันไปแล้วแน่ๆ)

ค่าครองชีพที่ออสเตรเลียเป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

Overprice

House price ราคาบ้านที่ออสเตรเลียแพงมากๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆอย่างซิดนีย์ ยกตัวอย่าง อพาร์ทเม้นเล็กๆใกล้สถานีรถไฟนี่สามารถราคาสูงถึง 10 ล้านบาทได้เลย ส่วนหากบ้านสวยๆหลังใหญ่ๆเหมือนคฤหาสถ์ใกล้ทะเลนี่ราคาเป็นระดับ 100 ล้านบาทได้เลย

Hotel Stay ที่นี่แอบแพง ราคาโรงแรมเล็กๆธรรมดามากๆอาจจะราคามากถึง 5,000 บาทได้ เทียบกับที่เมืองไทยนี่ได้ห้องดีๆไปแล้ว

อันนี้ไม่ค่อยใช่ค่าครองชีพ…แต่เป็นอีกสิ่งที่ต้าคิดว่าแพงมากๆที่ออสเตรเลีย ค่าปรับทางจราจรนั่นเอง เห็นค่าปรับแล้วไม่กล้าทำผิดเลย เช่น ค่าปรับใช้มือถือขณะขับรถคือ $337 (ประมาณ 7,000 บาท) ค่าปรับจอดรถในที่คนพิการโดยไม่มีบัตร permit คือ $549(ประมาณ 10,000 กว่าบาท) ค่าปรับขับรถเร็วสูงถึง $903 เลยทีเดียว (เกือบ 20,000 บาท) เป็นต้น

Reasonable

Resource ทางการศึกษา คือออสเตรเลียมี Resource ทางด้านการศึกษาและพัฒนาทั้งเด็กและผู้ใหญ่และที่สำคัญฟรีด้วย อย่างห้องสมุดที่ทันสมัย ข้อมูลทันการเวลา สวนสาธารณะดีๆ กิจกรรมเพื่อสำหรับเด็กๆ ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุต่างๆ เป็นต้น ต้าเห็นว่ามัน reasonable เพราะว่าคนไม่ต้องไปเสียเงินเรียนพิเศษเพิ่มแบบแพงๆอย่างที่ประเทศไทย

Health care scheme ไม่ว่าคุณจะไม่สบายเล็กน้อย หรือเป็นโรคร้ายแรงอะไรก็ตาม จะรักษาฟรี หากป่วยเป็นอะไรที่ร้ายแรงนิดนึงและคุณหมอจะคอย follow-up ไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่าจะรักษาหายแล้ว เพื่อกลับไปเชคว่าทุกๆอย่างปกติดี

Government support สำหรับ maternity leave ที่ออสเตรเลียนั้น…หากคุณแม่ทำงาน full-time กับองค์กรไหนมาครบ 12 เดือนแล้ว ก็จะสามารถขอลา maternity leave ได้นานเท่าที่ตนเองจะพร้อมกลับมาทำงาน โดยองค์กรเหล่านั้นยังคงต้องเก็บรักษาตำแหน่ง ๆไว้ แถมที่ดีไปกว่านั้นรัฐบาลยังให้เงินสนับสนุนระยะหนึ่งด้วย เพราะว่าคุณแม่เหล่านี้ไม่ได้ทำงาน

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของ การใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลีย

ข้อดี

กฎหมายที่คุ้มครองสังคม ไม่ว่าคุณจะรวย จน มีตำแหน่งไม่มีตำแหน่งทุกคนมีสิทธิในสังคมเท่าเทียมกันกันทำผิดก็จะถูกลงโทษ (ไม่ถูกยกเว้น) ทำดีก็จะได้รับการยกย่อง ทุกอย่างจะยึดพื้นฐานการกระทำ ความถูกต้อง และความแฟร์ (หลายๆครั้งเห็นว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง คนที่มีอำนาจ มีเงิน มีตำแหน่งสูงมักได้รับการละเว้นเสมอๆเมื่อผิด)

Work-life balance ที่ออสเตรเลีย เวลาเลิกงานก็จะเลิกงานจริงๆ เค้าจะไม่อยู่ต่อทำงาน และก็ไม่กลัวถูกมองว่ากลับบ้านเร็วด้วย เวลาทำงานก็จะควรเป็นเวลาทำงาน ไม่เอาเวลาพักผ่อน เวลาส่วนตัว หรือ เวลาครอบครัวมาให้กับการทำงาน

ค่านิยมที่ไม่ต้องแคร์คนอื่นมากมาย ที่ต้าหมายถึงคือเมื่อก่อนอยู่ไทย เราจะใส่ใจคำพูดของคนอื่นตลอด เช่น กลัวโดนวิจารณ์เรื่องการแต่งตัว กลัวโดนวิจารณ์เรื่องกระเป๋าที่ใช้ กลัวโดนวิจารณ์สำเนียงภาษาอังกฤษ หรืออะไรต่างๆที่มันไม่เป็นเรื่องเราใส่ใจมันหมด 555 แต่พอมาอยู่ที่นี่แล้ว…เราจะทำอะไรก็ทำเลย ใส่ชุดอยู่บ้าน ไม่แต่งหน้าไปเดินห้าง อะไรก ไม่ต้องแคร์ความคิดคนอื่น เพราะเค้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ของเรา เราจะถูกสังคมตำหนิเพราะกระกระทำผิดมากกว่า รสนิยมหรือ lifestyle

ข้อเสีย

ค่าครองชีพสูง ของหลายๆอย่างมีราคาสูงกว่าที่ไทยมากๆ แต่ต้องเข้าใจว่าค่า labour มันก็สูงด้วย

Racism แม้ว่ามีการรณรงค์เรื่อง discrimination อยู่มากๆมาย แต่มันก็ยังมีปัญหาเรื่อง Racism อยู่ทั่วไปสำหรับต้าเองในการทำงานพบว่าการที่เป็นคนเอเซีย…ในการเริ่มต้นหลายๆอย่างเรามักจะโดนดูถูกไว้ก่อน เราต้อง work harder เพื่อลบคำสบประหม่าต่างๆ

ในความคิดของคุณ อะไรคือปัญหาที่มีขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักชาวไทยกับชาวออสเตรเลีย

ต้าขอตอบจากประสบการณ์ของคนที่ต้ารู้จักนะคะ (อาจจะไม่ใช่ส่วนใหญ่) แต่ต้าคิดว่ามันเป็นปัญหาด้านการ dependence ของคนไทย ต่อคู่รักชาวออสเตรเลีย หลายๆคนคิดว่าเรามาอยู้ประเทศบ้านเค้า แล้วรู้สึกว่าเราให้เค้าดูแล เราพึ่งพาเค้าเป็นหลั
แต่จริงๆต้าคิดว่าเราออกไปทำอะไรเองได้ ไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปสร้างตัวเองได้เพื่อส่งเสริมกันและกัน ไม่จำเป็นต้องพึ่งอีกฝ่ายเป็นส่วนใหญ่เพราะหากเกิดปัญหาอะไรก็ตาม เราจะได้ยืนขึ้นด้วยตัวเองได

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหม และคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่าและสถานที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไป

เที่ยวมากมีอยู่ค่ะ ทุกคนในครอบครัวต้าอยู่ที่ประเทศไทยหมดเลย เวลากลับไปไทยทุกทีก็จะจัดทริปไปเที่ยวตามจังหวัดต่างๆด้วยกันค่ะ ที่ไปกันบ่อยมากๆที่สุดก็จะเป็นหาดทุ่งวัวแล่น ที่จังหวัดชุมพรค่ะ เพราะว่าน้องเขยทำรีสอร์ทชื่อ Nana Beach Resort ค่ะ ไปทุกรอบก็จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี 555

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในซิดนีย์และในออสเตรเลียโดยทั่วไปครับ

ต้าเชื่อว่ามันเป็นทุกๆที่เราต้องระวัง ที่ต้าเจอมาคือเป็น กลุ่มที่เค้าเรียกว่า junkie มาขอเงิน…เราบอกว่าเราไม่มีเหรียญ เค้าก็ขู่ว่าเดี๋ยวเค้าจะขับรถมาชนเรา! ตกใจมากๆ ดีที่รถเมล์มาพอดี…เลยรีบขึ้นรถเลย

สถานที่ไหนในประเทศออสเตรเลียที่คุณชอบไปเที่ยวมาก – ประเทศออสเตรเลียสวยไหมครับ เมืองของคุณสวยไหมครับ คุณชอบเมืองของคุณไหมครับ

ชอบซิดนีย์มากๆเลยค่ะ มีให้เที่ยวทั้งทะเล ทั้งภูเขา ทั้ง National Park หรือแม้แต่ชีวิตสไลต์ city life รวมอยู่ในเมืองเดียวกันเลย

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

ต้าชอบพาแฟนออกไปตะลุยหาร้านอาหารใหม่ๆทานค่ะ ที่ซิดนีย์มีร้านอาหารที่หลากหลายมาก หลายชนชาติ หลายบรรยากาศ ต้าชอบกินมากๆเลยค่ะ 555

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ในต่างประเทศ /ออสเตรเลีย จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

ต้าคิดว่าถ้ามีโอกาสมาใช้ชีวิตต่างประเทศ มันดีแน่นอนค่ะ มาเปิดโลก มาเปิดมุมมอง มาเพิ่มประสบการณ์ให้ชีวิต แต่มาแล้วมีเป้าหมายอะไรมี timeline ต้องคิดให้ชัดเจน เพราะว่าหลายๆครั้งชีวิตในต่างประเทศมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้ เราต้องมีการปรับตัวที่ต้องทำให้ตัวเราออกจาก comfort zone มากมาย ทั้งชีวิตประจำวัน ภาษา เป็นต้นต้าไม่แนะนำให้ผู้หญิงไทยที่มีความสามารถ มาเป็นเพียงแค่ “แรงงานต่างด้าว” คนนึงเพียงเพราะขอแค่ได้มาอาศัยอยู่ต่างประเทศ ชีวิตคนเรามีโอกาสมากมายที่จะเอาความรู้ ความสามารถมาช่วยเหลือคนอื่น และพัฒนาชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เราเอามันไปใช้มันให้คุ้มค่าดีกว่าน้ำมันเปลืองให้กับชีวิตที่ไร้จุดหมา

คุณ Patwaran Bundit

เพิ่มเติม

Big Sister Official Website

Big Sister On Facebook

 

ชีวิตหญิงไทยในต่างแดน เฟสบุ๊คเพจ 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

One thought on “มาเปิดโลก มาเปิดมุมมอง มาเพิ่มประสบการณ์ในต่างประเทศ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s