ภาษาใจสำคัญในวัฒนธรรมที่แตกต่าง

ผมอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณ Manilla Larsen อีกครั้งหนึ่งครับ ครั้งนี้คุณ Manilla จะมาเล่าถึงประสบการณ์ของเธอเกี่ยวกับการพบเจอวัฒนธรรมที่แตกต่างระหว่างคนไทยกับคนนอร์เวย์ และเกี่ยวกับการอยู่อาศัย, การทำงาน, การหาความรัก(คู่รัก)ในประเทศนอร์เวย์

ผมอยากจะแนะนำคุณกับคุณ Manilla Larsen

ย้ายมาอยู่ประเทศนอร์เวย์ (Norway)

ภาพถ่ายจาก คุณ Manilla Larsen

ตั้งแต่ที่คุณ Manilla ย้ายจากประเทศไทยมาอยู่ที่ประเทศนอร์เวย์ครั้งแรกมีวัฒนธรรมหรือการปฏิบัติอย่างใดของชาวนอร์เวย์บ้างครับที่คุณ Manilla รู้สึกประหลาดใจ ( cultural shock ) ช่วยบอกผมมาอย่างน้อยสัก 3 ข้อ

1. วัฒนธรรมครอบครัวคือความแตกต่างข้อแรกที่ดิฉันมองเห็น ครอบครัวไทยจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีขนาดใหญ่ มีเครือญาติเกี่ยวพันธ์กันหลายฝ่าย ในแต่ละบ้านมีลูกโดยประมาณ 3-4 คน ซึ่งก่อนหน้านี้มันเป็นเรื่องปกติมากที่ครอบครัวไทยจะมีลูกมากกว่า 4 คน และมันเป็นผลทำให้ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างใหญ่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าขนาดของครอบครัวไทยจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วในปัจจุบันก็ตาม แต่ครอบครัวนอร์เวย์เป็นครอบครัวเล็กมีเครือญาติค่อนข้างน้อยค่ะ แต่ละครอบครัวมีลูกโดยประมาณ 2-3 คน ถึงแม้ในปัจจุบันนี้วัฒนธรรมครอบครัวของคนไทยจะเปลี่ยนมาใกล้เคียงกับนอร์เวย์แล้วก็ตามแต่วัฒนธรรมครอบครัวแบบไทยก็เหมือนจะอยู่ในสายเลือดของคนไทยไปแล้วว่าครอบครัวใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตา ช่วยเหลือเกื้อหนุนกัน ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องราวต่างๆในครอบครัวที่มีทั้งทุกข์ สุข ความขัดแย้งและความสูญเสียในครอบครัว ครอบครัวของคนไทยก็ยังถือว่าเป็นครอบครัวที่เหนียวแน่น แต่ในส่วนของครอบครัวในนอร์เวย์ก็มีส่วนคล้ายกันกับของไทยแต่ไม่ใช่เลยทีเดียว ครอบครัวชาวนอร์เวย์จะเหนียวแน่นเฉพาะในเครือญาติสนิทใกล้ชิดเท่านั้น เช่น พ่อแม่ลูก ปู่ย่าตายาย มีการช่วยเหลือเกื้อกูลและไปมาหาสู่กันเป็นประจำ และเหนียวแน่นกันในวงเล็กๆเพียงเท่านั้น

2. ลูกๆในครอบครัว ลูกๆของครอบครัวไทยจะเคารพพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้านมาก และในขณะเดียวกันลูกๆในครอบครัวถูกเลี้ยงมาโดยที่มักจะได้ยินคำพูดของพ่อแม่เสมอว่า “ตั้งใจเรียนนะลูก โตขึ้นจะได้ทำงานดีๆ หาเงินเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ได้” ซึ่งประโยคเหล่านี้มันแฝงอยู่ในใจของลูกๆคนไทย และนี่ถือว่าเป็นกลยุทธ์พื้นฐานของครอบครัวคนไทย ถึงแม้ว่าประโยคสั้นๆนี้จะมีความหมายที่แท้จริงที่ว่าเมื่อลูกโตขึ้นให้ลูกๆรู้จักกตัญญูรู้คุณผู้ให้กำเนิด มันทำให้วัฒนธรรมครอบครัวของคนไทยและนอร์เวย์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ ซึ่งสำหรับครอบครัวของชาวนอร์เวย์เขาสอนให้ลูกๆให้มีความคิดเป็นของตัวเองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่างๆด้วยตัวเอง เมื่อไหร่ที่ลูกๆประสบความสำเร็จในชีวิต ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ลูกฝัน ผู้ให้กำเนิดก็จะเป็นได้แค่เพียงผู้อยู่เบื้องหลัง และเป็นผู้ให้ ผู้ช่วยของลูกๆเพียงเท่านั้น และไม่ว่าพ่อแม่ในครอบครัวนอร์เวย์จะรักลูกมากเพียงใดมันก็จะมีคำว่าหน้าที่รับผิดชอบต่อเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองต่อท้ายอยู่เสมอ ซึ่งในครอบครัวของคนไทยจะแตกต่างตรงที่ว่าเลี้ยงด้วยความรัก อย่าเพิ่งคิดว่าครอบครัวนอร์เวย์ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยความรักนะคะ ให้เห็นง่ายๆคือในกรณีคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ในเมืองไทยลูกอยู่กับใครคนนั้นเลี้ยงดูและรับผิดชอบคนเดียว และคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในเมืองไทยไม่สามารถเรียกร้องอะไรกับอีกฝ่ายได้มากมาย และถ้าอีกฝ่ายอยากจะช่วยเหลือก็มักจะมาจากความผูกพันในสายเลือดของตัวเองเท่านั้น แต่ในนอร์เวย์เมื่อใดที่ท่านให้กำเนิดลูกไม่ว่าลูกจะอยู่กับใคร หรือไม่ว่าคุณพ่อท่านนั้นคุณแม่ท่านนั้นจะไม่ยอมรับลูกตัวเองแต่ถ้าพิสูจน์ได้แล้วว่าเขาเป็นลูกคุณจริงๆคุณก็จะต้องรับผิดชอบในการช่วยจ่ายค่าเลี้ยงดูและช่วยไปจนลูกๆบรรลุนิติภาวะ นี่คือความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างวัฒนธรรมในครอบครัวของคนไทยและนอร์เวย์ค่ะ

วัฒนธรรมในครอบครัวอีกหนึ่งอย่างที่แตกต่างมากในสายตาชาวนอร์เวย์คือ เมื่อลูกๆของคุณโตแล้วเข้าวัยทำงานแล้ว ลูกๆ ทั้งชาวไทยและนอร์เวย์จะแยกย้ายออกไปหางานทำและสร้างชีวิตของตัวเอง แต่ที่แตกต่างคือ ลูกๆของชาวไทยต้องคอยช่วยเหลือค้ำจุนครอบครัวของตัวเองเสมอ ต้องส่งเสียเลี้ยงดูบิดามารดา แต่ลูกของชาวนอร์เวย์ไม่ทำและมักจะเป็นพ่อแม่ที่คอยช่วยเหลือจุนเจือลูกๆเสียมากกว่า ซึ่งมันเหมือนจะเป็นเรื่องแตกต่างที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่มันกับสร้างปัญหาให้กับคู่รักระหว่างชาวไทยและต่างชาติ และเป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงและสร้างความแตกร้าวให้กับพวกเขาถ้ามันขาดซึ่งความเข้าใจและเห็นใจกันและกัน

และอีกเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยแตกต่างแต่ก็แตกต่างนั่นคือลูกๆคนใดที่โสดหรือไร้คู่นานๆ ลูกๆคนไทยส่วนใหญ่มักจะอยู่ดูแลพ่อแม่หรือดูแลผู้สูงอายุในบ้าน และจะถูกมองในทางบวก ว่าเลี้ยงดูพ่อแม่ผู้มีพระคุณ น่าชื่นชม แต่ในส่วนของชาวนอร์เวย์คนไหนที่โสดนานๆไร้คู่นานๆและต้องอยู่กับพ่อกับแม่ มันเป็นเรื่องผิดปกติมากเลยทีเดียว ลูกๆเหล่านี้ต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างหรือจะว่าง่ายๆ ลูกๆเหล่านี้จะถูกมองว่าแย่และล้มเหลวที่ต้องมาขอความช่วยเหลือและพึ่งพาจากพ่อแม่

3. วัฒนธรรมการรับประทานอาหาร เรื่องนี้คนไทยเจอบ่อยค่ะ คนไทยในนอร์เวย์แทบจะทุกคนจะได้ยินว่า “พวกคุณกินอาหารกันตลอดเวลาเลยเน๊าะ” เนื่องจากว่าคนไทยชอบกินจุบกินจิบกัน แต่คนนอร์เวย์จะไม่กินจุบจิบและกินเป็นเวลา นอกจากนี้คนไทยหลายๆคนก็ยังติดการกินข้าววันละสามมื้ออยู่ แต่ในนอร์เวย์จะไม่กินข้าวเป็นอาหารหลัก โดยส่วนใหญ่พวกเขาจะกินข้าวเป็นอาหารหลักในมื้อเย็นเท่านั้น(middag) บ่อยครั้งที่คนนอร์เวย์จะมีการสอบถามมาว่าจะต้องเตรียมอาหารแบบใดบ้างถ้าพวกเขาจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องการเตรียมอาหาร และบ่อยครั้งที่เราจะได้ยินคนไทยหลายๆ คนพูดว่ากินขนมปังไม่อยู่ท้องเลย ซึ่งคนนอร์เวย์กินขนมปังเยอะไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้ามื้อกลางวันหรือรอบดึกหรือแม้แต่มื้อค่ำสำหรับเด็กๆที่มาหลังจากอาหารเย็น นอกเหนือจากข้าวและขนมปังแล้วก็ยังมีวัฒนธรรมการกินผัก คนไทยทานผักเยอะมาก ทั้งสด ลวก ต้ม และในการปรุงอาหาร รวมไปถึงการกินพริก คนไทยเรามักจะมีผักเป็นเครื่องเคียงในอาหารแทบทุกประเภท แต่ชาวนอร์เวย์กินผักต้มและสลัดเท่านั้น ผักต้มส่วนใหญ่ก็แครรอท บล็อกคอรี่ กระหล่ำ ถ้าสลัดก็สลัดผักรวมมีแตงกว่ามีมะเขือเทศมีหอมหัวใหญ่ส่วนเรื่องการกินพริกแน่นอนค่ะอาหารไทยมีรสจัดจ้านอยู่แล้วส่วนประกอบก็จะมีพริกในการทำอาหาร แต่ชาวนอร์เวย์เผ็ดที่สุดของพวกเขาคือพริกไทยเท่านั้นเอง และวัฒนธรรมการบริโภคพริกของชาวนอร์เวย์ก็เพิ่งมีมาเมื่อไม่นานมานี้เอง มีคนนอร์เวย์หลายคนที่ทานพริกแล้วพูดว่าพวกเขาแทบจะพ่นไฟได้ หรือไม่ก็ปากของพวกเขากำลังถูกไหม้และสงสัยลิ้นของพวกเขาจะพิการหรือไม่ ซึ่งมันสร้างความเฮฮาให้กับพวกเราชาวไทยเหลือเกิน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่บ่งบอกว่าคนไทยกินอาหารรสจัด แต่คนนอร์เวย์กินอาหารรสจืด

4. มารยาทในการรับประทานอาหารเย็น คนไทยสามารถนั่งล้อมวงทานอาหารกันได้ แต่คนนอร์เวย์จะนั่งโต๊ะทานอาหาร และทุกบ้านต้องมีโต๊ะรับประทานอาหาร และในเวลาอาการเย็นจะเป็นเวลาส่วนตัวของครอบครัวของพวกเขา พวกเขาจะไม่รับแขกเวลานี้ นอกเหนือจากว่าจะมีการเชิญกันรับประทานอาหารกันเป็นทางการ แต่สำหรับคนไทยถึงแม้จะอยู่ระหว่างรับประทานอาหารเย็น พวกเราก็ยินดีที่จะรับแขกและเชิญชวนแขกเข้าร่วมรับประทานอาหารด้วย ความแตกต่างตรงนี้จะเห็นกันได้ชัดเลยทีเดียว และถ้าบ้านไหนมีเด็กๆที่ชอบไปเล่นด้วยกันบ่อยครั้งที่ครอบครัวของชาวนอร์เวย์จะบอกว่าเล่นกันได้แต่พอถึงเวลาอาหารเย็นต้องแยกย้ายกัน

ตอนนี้คุณอยู่ประเทศนอร์เวย์สักระยะแล้ว และเมื่อคุณได้กลับไปประเทศไทยคุณรู้สึกว่ามีบางวัฒนธรรมของไทยที่ทำให้คุณรู้สึกประหลาดใจบ้างไหมครับ มีอะไรในประเทศไทยที่คุณรู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปและมันแปลกไปกว่าที่เคย
อะไรที่คุณชอบแบบที่คนนอร์เวย์ทำมากว่าแบบที่คนไทยทำ ช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 ข้อครับ

มันเปลี่ยนแปลงมากๆค่ะ ตอนที่ดิฉันจากเมืองไทยมาดิฉันเพิ่งจะพ้นจากการเป็นวัยรุ่นและเริ่มเข้าสู่วัยทำงานใหม่ๆ จากเมืองไทยมาครั้งแรกอายุ 21 ปีค่ะ กว่าจะได้กลับอายุก็เข้าไป 24-25 ปีแล้ว ณ ปีนั้นดิฉันคิดว่าหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากๆ ดิฉันมีความรู้สึกว่า ณ ช่วงนั้น ดิฉันได้รับการตอบรับในสังคมในฐานะ “เมียฝรั่ง” หรือมีคู่สมรสเป็นชาวต่างประเทศค่อนข้างดีและ positive มากค่ะ เหมือนเราประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตเลยค่ะ แต่มาปีหลังๆระยะหลังๆนี้ดูเหมือนว่าการเป็น “เมียฝรั่ง” หรือมีคู่สมรสเป็นชาวต่างประเทศมันเป็นเรื่องปกติแล้ว ผู้คนชินกับวัฒนธรรมนี้ไปแล้ว และด้วยเหตุนี้ดิฉันมองมันว่าเป็นสิ่งที่ดีค่ะ ดิฉันได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่มีความรู้สึกถูกกดดัน ไม่ต้องรู้สึกเหมือนถูกจับผิด เนื่องด้วยว่าดิฉันได้ตั้งใจว่าจะตั้งรกรากที่นอร์เวย์ดิฉันจึงมองไม่เห็นความจำเป็นในการไปซื้อที่ดิน สร้างบ้านหลังโตๆที่เมืองไทย และนี่ก็คือความคิดเห็นในส่วนตัวของดิฉันนะคะ ไม่ใช่ว่าการปลูกบ้านสร้างเรือนที่เมืองไทยเป็นเรื่องที่ไม่ดีหรืออวดรวยแต่อย่างใด อีกอย่างด้วยที่ว่าลูกสาวของดิฉันขึ้นสัญชาตินอร์เวย์เพียงสัญชาติเดียวและน้องยังต้องการความช่วยเหลือที่จำเป็นในการดำรงชีวิตจากหน่วยงานภาครัฐของนอร์เวย์ มันจึงทำให้ดิฉันมั่นใจและตัดสินใจแน่วแน่ว่าดิฉันจะดูแลและเลี้ยงดูลูกสาวของดิฉันที่นอร์เวย์ และด้วยสาเหตุนี้ดิฉันจึงไม่สามารถเดินทางไปเมืองไทยไม่ค่อยบ่อย ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงต่างๆมันจึงมีมากมายหลากหลายประเด็น

ประเด็นที่ 2 ในยุคที่ดิฉันเป็นวัยรุ่น มันเป็นช่วงแรกๆที่ปัญหาวัยรุ่นท้องในวัยเรียนได้เกิดขึ้น ซึ่งมันมีผลกระทบหลายอย่างมากค่ะกับตัวดิฉันเองและในหมู่วัยรุ่นในยุคนั้น อายุ 15-16 หลายคนพลาดมีแฟนตั้งท้องออกจากเรียน เรียนไม่จบ บ่อยครั้งที่ดิฉันทั้งโมโหทั้งสงสารทั้งเห็นใจหลายๆคนในยุคนั้น และบ่อยครั้งมากที่ดิฉันได้มีโอกาสชื่นชมยินดีและภูมิใจในหลายๆคนในยุคนั้นที่ผ่านปัญหาและอุปสรรคมาได้ด้วยดี ดิฉันเองเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในวัย 26ปี ดิฉันยังว่ายากเลยค่ะ แต่พอคิดย้อนไปในยุคนั้นเพื่อนๆ ของดิฉันอายุ 15-16 ปีเองค่ะ รับผิดชอบตัวเองก็ยังไม่ค่อยจะได้แต่ต้องมารับผิดชอบชีวิตน้อยๆที่เกิดมาในท้องอีก ถึงแม้ยุคนั้นมันจะเป็นแค่ยุคเริ่มต้น ดิฉันก็ได้เห็นแล้ววัยรุ่นในยุคนั้นต้องแกร่งและอดทน ต่อสู้กับทุกๆสิ่งทุกๆอย่างจริงๆค่ะ
และนี่เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ดิฉันเห็น ปัญหาการตั้งท้องในวัยรุ่นมันรุนแรงขึ้นเยอะขึ้นค่ะ จากบทสำรวจและบทสัมภาษณ์ของหลายๆหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วัยรุ่นที่พบเจอกับปัญหาท้องในวัยเรียนนั้นได้เพิ่มขึ้น และอายุของวัยรุ่นที่ท้องในวัยเรียนจากเมื่อ 20 ปีก่อน(ยุคของดิฉัน) หรือแค่เมื่อ 10 ปี อายุเด็กเหล่านี้ได้ลดลงไปที่เด็กอายุ 12-13 ปีเองค่ะ จากที่ดิฉันเคยชื่นชมเพื่อนๆในยุคของดิฉันที่ต้องมีลูกเร็วมีครอบครัวเร็ว มีหน้าที่รับผิดที่เหนือกว่าวัยของตัว มันทำให้ดิฉันรู้สึกว่าโลกเรามันหมุนเร็วเสียเหลือเกินค่ะ การเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว ดิฉันรู้สึกเสียใจ สงสารและเห็นใจทั้งเด็กๆที่เจอปัญหาและผู้ปกครองของเด็กๆด้วย ดิฉันไม่อยากให้โลกเราต้องเปลี่ยนแปลงงไปในลักษณะนี้เลยค่ะ วัยรุ่นควรจะเป็นวัยรุ่นวัยเรียน เด็กๆควรจะได้รับอิสระ เป็นเด็กได้เล่น ได้พัฒนาการตัวไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่ก้าวกระโดดแบบนี้ วัฒนธรรมการแต่งกาย การเต้น การเปลี่ยนแปลงตัวเองจากวัยเด็กไปเป็นวัยผู้ใหญ่มันช่างโหดร้ายจริงๆ ค่ะในความคิดของดิฉัน นี่คือความเปลี่ยนแปลงข้อที่ 2 ในความคิดของดิฉันค่ะ

การเปลี่ยนแปลงข้อที่ 3 สื่อและมีเดียต่างๆ ดิฉันไม่เคยคิดเลยว่าหลานชายตัวเล็กๆของดิฉันจะรู้จักผลิตภัณฑ์ของ Apple เป็นอย่างดี เขารู้จัก iPhone, iPad หลายๆรุ่น ซึ่งโดยส่วนตัวของดิฉันแล้วดิฉันรู้จักและสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัท Apple ได้ก็ตอนที่ดิฉันอายุ 25-26 แล้วและเพิ่งทำงานและมีรายได้เป็นของตัวเอง มันทำให้ดิฉันแปลกใจมากค่ะว่าหลานชายตัวน้อยอายุไม่ถึง 10 ขวบด้วยซ้ำได้รู้จักผลิตภัณฑ์ของ Apple และไม่ใช่แค่รู้จักผลิตภัณฑ์สื่อสารออนไลน์เพียงเท่านั้นนะคะแต่เขายังใช้มันเป็นด้วยค่ะ ใช้สื่อสาร ใช้ทำงานโรงเรียนด้วยค่ะ โลกมันพัฒนาไปเร็วจริงๆค่ะ น่าตื่นเต้นและน่ากลัวไปด่วยเลยค่ะสำหรับเราๆที่เป็นคุณแม่คุณพ่อแล้ว นอกจากเด็กๆตัวน้อยๆจะสามารถใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสื่อสารเป็นแล้วพวกเขายังใช้ประโยชน์จากมันเป็นด้วยค่ะ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทั้งน่ากลัวและต้องเฉลียวใจไปด้วย อยากจะมองโลกให้มันสวยๆนะคะแต่เด็กๆหลายคนยังไม่แตกฉานพอในการใช้สื่อและมีเดียค่ะ แม้กระทั่งผู้ใหญ่อย่างเราๆด้วยค่ะ ซึ่งมันไม่เรื่องแปลกเลยถ้าคุณจะเห็นเด็กมีมือถือ มี iPhone มี smart phone หรือถ้าเราจะถามลูกๆหลานๆตัวน้อยๆของพวกเราว่าพวกเขาอยากได้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดหรือวันพิเศษของพวกเขา พวกเขาคงจะตอบว่าอยากได้ iPhone XS แน่นอนเลยค่ะ
เป็นเปลี่ยนแปลงที่ดีแต่ก็แฝงไปด้วยความน่ากลัวทีเดียวค่ะ

ความเปลี่ยนแปลงอีกหนึ่งสิ่งที่ดิฉันพอจะสังเกตุเห็นคือ การท่องเที่ยวในประเทศไทย เมื่อหลายสิบปีก่อนดิฉันมีความรู้สึกว่าคนไทยท่องเที่ยวในเมืองไทยน้อยกว่า ณ ปัจจุบันมาก เวลาที่ดิฉันเดินทางกลับเมืองไทยไปเที่ยวพักผ่อนดิฉันจะเจอแต่ชาวต่างชาติที่นิยมมาเที่ยวในเมืองไทย แต่ ณ ปัจจุบัน คนไทยเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้นค่ะ ไปนั่งตามร้านอาหารต่างๆ ก็จะมีทั้งคนไทยและคนต่างชาติปะปนกันไป แต่ก่อนโดยส่วนมากจะเป็นชาวต่างชาติเสียมากกว่าโดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม

ดิฉันดีใจและภูมิใจกับคนไทยด้วยกันค่ะที่แบ่งเวลาดูแลรักษาสุขภาพตัวเองโดยการหาเวลาไปพักผ่อนหย่อนใจในประเทศไทยของเราเอง ถึงแม้จะมีหลายๆคนที่ไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นด้วยก็ตาม
ความเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ดิฉันมองว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นบวกมากค่ะ อาจจะเพราะว่ากฎหมายแรงงานของไทยดีขึ้น หรือคนไทยเข้าใจกฎหมายแรงงานดีขึ้น ไม่ว่าจะกรณีใด ดิฉันคิดว่าแต่ก่อนคนไทยมีแต่ทำงาน เก็บเงิน ดูแลครอบครัว พักผ่อนง่ายๆกับครอบครัว แต่ปัจจุบันนี้คนไทยได้เล็งเห็นแล้วว่า ทำงานมาเหนื่อยแล้วต้องหากำไรให้ตัวเอง ให้ครอบครัว หรือพูดง่ายๆให้กำไรกับชีวิตบ้างโดยที่ไม่ต้องทำแต่งานเก็บแต่เงินเพียงอย่าง รู้จักใช้ประโยชน์จากวันหยุด หันมาดูแลตัว ทำสิ่งที่รักที่ชอบ และให้กำไรกับชีวิตตัวเองโดยการไปหาประสบการณ์ในการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ นี่คืออีกการเปลี่ยนแปลงที่ดิฉันพอจะเห็นได้ชัดเจนค่ะ

เมื่อคุณมาถึงประเทศนอร์เวย์ใหม่ๆคุณรู้สึกอย่างไรกับอาหารของชาวนอร์เวย์เมนูไหนที่คุณชอบและเมนูไหนที่คุณไม่ชอบคุณรู้สึกว่าเมนูไหนแปลกอย่างที่คุณไม่เคยเจอมาก่อน

เมื่อตอนที่ย้ายมานอร์เวย์ใหม่ๆ ดิฉันตื่นเต้นมากค่ะ ดิฉันมาใกล้และตรงกับเทศกาลคริสมาสต์และขึ้นปีใหม่ของที่นี่พอดี ทุกอย่างตื่นตาตื่นใจไปหมดเลยค่ะ อาหารก็เช่นกัน ยิ่งในช่วงคริสมาสต์ที่มีการอบหมูที่ชาวนอร์เวย์เรียกมันว่า Ribber มีเครื่องเคียงเป็นผักดอกสองสี ผักต้ม ลูกพรำอบ แอปเปิ้ลอบ มันน่าทานมากค่ะ ซึ่งโดยส่วนตัวดิฉันชอบทานเนื้อสัตว์อยู่แล้ว ในช่วงเทศกาลคริสมาสต์ จะเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดที่สำคัญค่ะ ครอบครัวจะรวมตัวกัน แลกของขวัญ ให้ของขวัญกับเด็กๆและทานอาหารร่วมกัน ทำกิจกรรมสนุกๆกับเด็ก ปู่ย่าตายายในบ้านก็มักจะทำเค้กอบขนมให้เด็กๆ ดิฉันชอบและอบอุ่นมากค่ะในช่วงที่มาใหม่ๆ มันทำให้อากาสหนาวๆอุ่นขึ้นมาทันทีค่ะ

นอกจากจะมีอบหมู ซี่โครงหมู น่องหมูแล้ว บางบ้านบางครอบครัวก็จะมีการนึ่งซี่โครงแกะแห้ง (pinnekjøtt) เสิร์ฟกับซอส ถั่วบด ผักที่ทอดหัวบด และมันฝรั่งต้ม รสชาติดีทีเดียวค่ะ และเป็นครั้งแรกที่ดิฉันได้ชิมอาหารแบบนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้เคยได้ชิมสเต็กเนื้อแกะมาแล้วครั้งหนึ่งในเมืองไทย แต่อาหารคริสมาสต์ที่นี่น่าทานจริงๆค่ะ นอกจากนี้ดิฉันก็มีโอกาสได้ลองชิมเนื้อกวางและเนื้อควายป่า (moose หรือที่ชาวนอร์เวย์เรียกว่าตัวเอ็ล elg) รสชาติดีมากค่ะ พวกเราเอามาทำสเต็กบ้าง แกงเนื้อใส่เครื่องตามสูตรนอร์เวย์บ้าง และดิฉันเอามาทำอาหารไทยด้วยค่ะ ทั้งทำในแบบอีสานอย่างแกงอ่อมเนื้อและลาบค่ะ รสชาติดีมากๆค่ะ แต่เนื้อเอ็ลแพงค่ะราคาสูงจนไม่กล้าซื้อเลยนอกจากนานๆที หรือถ้าใครมีเพื่อนอยู่ในสมาคมล่าสัตว์อาจจะได้เนื้อสวยๆราคาๆ ดีมาทานค่ะ

อาหารที่ดิฉันไม่ชอบคือ sennep, ครีมเหลือง ที่ใช้ทานกับไส้กรอกย่างหรือไส้กรอกลวก ดิฉันเคยลองทานครั้งหนึ่ง รสชาติมันออกเลี่ยนๆเหมือนมีสบู่ผสม (ถ้าดิฉันจำไม่ผิด) มีส่วนน้อยมากค่ะที่ดิฉันไม่ชอบอาหารนอร์เวย์รสชาติอาหารออกแนวจืดๆแต่อร่อยค่ะ โดยส่วนตัวแล้วดิฉันเป็นคนชอบลองทานอาหารต่างๆด้วย

อาหารอีกประเภทหนึงที่ดิฉันไม่ค่อยชอยคือปลาแชลมอนรมควันค่ะ มันจะมีสูตรพิเศษในการทานถึงจะอร่อย โดยส่วนตัวดิฉันไม่ชอบค่ะเพราะเป็นปลาดิบที่เอาไปรมควันและอบเครื่องเทศ มันออกรสชาติแปลกๆและมีกลิ่นเฉพาะตัวด้วยค่ะ (โดยปกติไม่ชอบกินอาหารดิบหรือปลาดิบอยู่แล้วค่ะ)

ส่วนเมนูพิสดารของชาวนอร์เวย์คือเมนูหัวแกะ ที่นี่เรียกมันว่า Smalehove มันเป็นเมนูตามวัฒนธรรมของชาวนอร์เวย์(ชาวนา/เกษตรกร) อาหารประเภทจะมีให้เห็นกันในช่วงเดือนพฤศจิกายนค่ะ มันจะเป็นอาหารก่อนคริสมาสต์ คือทางนอร์เวย์จะมีการนับ 4 วันอาทิตย์ก่อนที่ถึงคริสมาสต์ ในวันอาทิตย์ที่ 4 หรือวันอาทิตย์สุดท้ายก่อนคริสมาสจะเป็นวันอาทิตย์สุดท้ายที่จะต้องเสิร์ฟเมนูหัวแกะนี้ (ตามประเพณีเก่าแก่ แต่ทุกวันนี้ประเพณีนี้เลือนหายไปบ้างแล้วค่ะ) ดิฉันไม่เคยลองทานค่ะ กลัว ไม่คิดอยากจะลองด้วยค่ะ เพราะมันเสิร์ฟเป็นหัวแกะทั้งหัวเลยค่ะ ซึ่งหัวแกะนี้จะต้องต้มทั้งหัวในหม้อใหญ่ พอสุกก็ผ่าครึ่งแล้วเสิร์ฟมันต้มและหัวผักบด
ดูน่ากลัวมากค่ะ เป็นเมนูพิสดารที่น่าจะให้แขกบ้านแขกเมืองได้ลองทานดูค่ะ แต่ต้องใจกล้าพอสมควรค่ะ หรือถ้าจะคิดในทางบวกรสชาติคงไม่ไกลจากหัวหมูที่ใช้ไหว้เจ้าของชาวไทยเชื้อสายจีนค่ะ

Credit ภาพจาก matprat.no

ส่งอีกเมนูพิศดารคือ Lutefisk ค่ะ เป็นเมนูปลาค่ะ อันนี้เป็นอาหารนอร์เวย์ของแท้และดั้งเดิมค่ะ Lutefisk หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Stockfisk. ( dried whitefish with lye) Lutefisk คือปลาเนื้อขาวแห้ง โดยการทำนั้นได้มีการเอาเนื้อปลาไปแช่ในทินเนอร์(ไม่แน่ใจค่ะ แต่เป็นสารที่เป็นส่วนผสมของกาว) ก่อนแล้วเอามาตากแห้ง เป็นวิธีการถนอมอาหารแบบดั้งเดิมค่ะ ก่อนนำมาประกอบอาหารต้องมีขั้นการเตรียมที่ค่อนข้างยุ่งยากทีเดียวค่ะ อย่างเช่นต้องนำLutefisk ไปแช่น้ำทิ้งไว้ก่อน 5-6 วันก่อนที่จะนำเนื้อปลานั้นมาประกอบอาหารค่ะ เมนูนี้ดิฉันก็ยังไม่มีโอกาสได้ลองค่ะเพราะต้องเป็นคนที่ทำอาหารประเภทนี้เป็นจริงๆถึงจะอร่อยและน่าทาน เคยที่อยากจะลองในร้านอาหารค่ะแต่ไม่กล้า เลยยังไม่ได้ลองเสียที

Credit ภาพจาก MatPrat.no

ก่อนที่คุณจะย้ายมาอยู่ประเทศนอร์เวย์คุณเคยคิดว่าประเทศนอร์เวย์เป็นอย่างไร และพอคุณได้มาอยู่มาใช้ชีวิตจริงๆ สิ่งที่คุณเคยคิดไว้นั้นมันเป็นอย่างที่คิดไว้ไหมครับ คุณ Manilla รู้สึกปลอดภัยในนอร์เวย์ครับ

ก่อนที่จะมาอยู่นอร์เวย์ดิฉันไม่ได้คาดหวังอะไรค่ะ สิ่งเดียวที่ดิฉันคาดหวังคือมาสร้างครอบครัวของตัวเอง เพราะตอนที่เจอพ่อของอารียา ณ ตอนนั้นคือเขาเป็นผู้ชายในสเป็คค่ะ สูงใหญ่(กล้าม) ผิวขาว ผมบลอนเข้ม ตาสีฟ้า โสด ไม่มีลูก ไม่เคยแต่งงานมาก่อน เรามองเห็นแล้วว่าเขาใช่ของเราแล้วหล่ะดิฉันก็ตกลงติดตามเขามาดูใจทันทีค่ะ 3 เดือน และตลอดระยะเวลาสามเดือนที่มาอยู่นอร์เวย์ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามที่คาดหวังน่ะค่ะ อะไรๆก็ดูลงตัวหมดเลยค่ะ แต่มีจุดที่ต้องเสียใจเหมือนกันค่ะเพราะหลังจาก 3 เดือนผ่านไปดิฉันต้องกลับเมืองไทยค่ะ ทางฝ่ายชายมีอาการลังเลไม่อยากจะแต่งงานและไม่อยากรับเรากลับมาที่นอร์เวย์ ดิฉันเสียใจมากทีเดียว แต่เขาก็ยังติดต่อดิฉันอยู่เรื่อยๆ ดิฉันเลยไม่หมดหวัง ผ่านไป 3เดือนเขาตัดสินกลับมาที่ไทยและทำเรื่องแต่งงานค่ะ สมหวังค่ะทุกอย่างลงตัว

ปีแรกทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ค่ะ ดิฉันเป็นภรรยาที่ดี เขาก็ดูแลดีค่ะ เทคแคร์ไปรับไปส่งเวลาที่ดิฉันจะไปไหนมาไหน รวมถึงไปรับไปส่งที่ทำงานด้วยค่ะ ดีใจและภูมิใจค่ะช่วงนั้นอากาศหนาวเย็นยะเยือกมีเขาไปรับไปส่ง เขาทำหน้าที่ได้ดีค่ะดิฉันรู้สึกพอใจในทุกๆอย่างและพร้อมมากที่จะเป็นครอบครัวจริงๆ แล้วดิฉันกับสามีก็เริ่มไม่ใช้ยาคุมกำเนิด และดิฉันก็ตั้งท้องในระยะเวลาไม่นานหลังจากที่ไม่ได้คุมกำเนิด ดิฉันมีความสุขมากค่ะทุกอย่างลงตัวจริงๆ มันเป็นไปตามที่ดิฉันคาดหวังไว้จริงๆค่ะ ครอบครัวเล็กๆของดิฉันกำลังก่อตัวมากขึ้นแล้วดิฉันก็คลอดลูกสาว มันวิเศษมากค่ะ มันคือของขวัญชิ้นพิเศษจริงๆ ลูกคือของขวัญวันคริสมาสต์ชิ้นพิเศษของเราจริงๆ (อารียาเกิดวันที่ 26 พฤศจิกายน 1 เดือนก่อนวันคริสมาสต์)

และสิ่งที่ดิฉันคาดหวังไว้ก็ดำเนินต่อไปค่ะ จนกระทั่งเข้าปีที่ 3 ดิฉันก็เริ่มได้เห็นและสัมผัสอะไรหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่มันบอกกับดิฉันว่าดิฉันได้เริ่มที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นคุณแม่ และมีแนวความคิดใหม่ๆเข้ามา ดิฉันเริ่มทบทวน เริ่มคุย เริ่มปรับความคิดต่างให้ตรงกับพ่อของอารียาแต่เขากลับมองว่าดิฉันมีแต่ข้อคิดในทางลบกับเขา มีแต่บ่นว่าเขาไม่ดีอย่างนั้นเขาไม่ดีอย่างนี้ สุดท้ายดิฉันก็เริ่มเงียบและวางแผนช้าๆ ผ่านไปสองปีดิฉันติดสินใจขอหย่า และข้อตกลงในการหย่าคือดิฉันจะออกไปโดยไม่เอาสินสมรสใดๆ ขอแค่ดิฉันได้ดูแลลูกเป็นหลัก ลูกต้องอยู่กับดิฉัน แล้วเราก็ตกลงกันเรื่องหน้าที่รับผิดชอบของลูก และคือจุดที่ดิฉันมองเห็นแล้วว่าการสร้างครอบครัวให้เป็นครอบครัวที่อบอุ่นครอบครัวที่ดีเปี่ยมไปด้วยความสุขมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันมีองค์ประกอบมากมายหลายอย่างจริงๆ ไม่มีใครที่อยากจะเลือกทำให้ลูกของตัวเองต้องเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวหย่าร้างหรือแตกแยกกัน แต่ถ้านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เราก็ต้องตัดสินใจ ดังนั้นดิฉันจึงตัดสินใจและไม่ผิดหวังกับการตัดสินใจครั้งนั้นค่ะ จากความคาดหวังที่มีครอบครัวเล็กๆ พ่อ แม่ ลูก กลายเป็นครอบครัวเล็กๆแบบแม่กับลูก และสร้างรอยยิ้มให้กันแค่นี้เราสองคนก็มีความสุขแล้วค่ะ เพราะรอยยิ้มที่ความสุขของอารียามันมีค่ามากพอแล้วสำหรับดิฉันค่ะ

มีเรื่องใดบ้างครับที่เป็นวัฒนธรรมต้องห้ามในประเทศนอร์เวย์ ( สิ่งที่ห้ามทำเมื่ออยู่ในประเทศนอร์เวย์ )

สิ่งที่ห้ามทำในนอร์เวย์ก็มีนะคะ แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร มันอาจจะเสียหายได้ค่ะ เช่นการทำงานดำหรือทำงานที่ไม่เสียภาษี ตามกฎหมายคือห้ามอยู่แล้วแต่ก็ทำกันค่ะทั้งในกลุ่มคนไทยและนอร์เวย์

งานดำส่วนใหญ่ที่ว่ากันก็งานทำความสะอาดตามบ้าน พี่เลี้ยงเด็ก รับจ้างแท็กซี่ ช่างไฟ ช่างไม้ ช่างยนต์ ซึ่งทำกันค่อนข้างเยอะค่ะ แต่ก็มีทั้งที่รอดและไม่รอด บางคนที่โดนจับได้ก็มีทั้งโดนจำคุกและโดนปรับค่ะ แล้วแต่ว่าทำรายได้แบบนี้ได้มากน้อยเท่าใด บางคนติดคุกเป็นปี บางคนติดคุกแค่ไม่กี่เดือน บางคนโดนปรับหลายหมื่นก็มีค่ะ จริงๆแล้วทุกคนที่อาศัยอยู่ในนอร์เวย์จะรู้กันค่ะ ถึงแม้ว่าจะมีข้อยกเว้นภาษีสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานหรือในกลุ่มวัยรุ่นที่เริ่มทดลองงาน ซึ่งมีรายได้ต่อปีไม่สูง บุคคลในกลุ่มนี้ก็จะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีรายได้ รายได้ต่อปีไม่เงิน 6-7 หมื่นเงินนอร์เวย์ก็จะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีรายได้ค่ะ แต่พอเริ่มทำงานมากขึ้นบุคคลเหล่านี้ก็จะได้รับเอกสารจากกรมศุลกากรเป็นตารางแจ้งการเก็บภาษีรายได้ ว่าถ้าแต่ละเดือนมีรายได้เท่าใดต้องเสียภาษีเท่าไหร่

รัฐบาลของนอร์เวย์ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องนี้ค่ะ แม้กระทั่งคนที่มีงานประจำและมีการคำนวณการเสียภาษีที่แน่นอนแล้วก็ยังมีบางคนที่ต้องเสียภาษีย้อนคืนให้กับหน่วยรัฐ เช่นในกรณีที่มีการทำงานนอกเวลามากกว่าที่เคยทำ หรือว่าไม่มีการแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายได้ พอสิ้นปีมาหน่วยรัฐคำนวณภาษีรายได้ประจำปีเสร็จก็จะมีการแจ้งทันทีว่าต้องจ่ายภาษีย้อนหรือได้ภาษีคืนในกรณีที่เราจ่ายมากเกินไป

อีกอย่างหนึ่งที่เพิ่งได้รับการยอมรับในนอร์เวย์คือการแต่งงานในกลุ่มเพศเดียวกัน (homofile) นอร์เวย์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เพิ่งยอมรับและได้มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายตัวนี้ ซึ่งกฎหมายตัวนี้ก็เพิ่งเริ่มใช้เมื่อปี 2009 นี้เอง ทั้งๆที่นอร์เวย์เป็นประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศสันติและเป็นประเทศอิสระภาพที่ทุกๆคนมีสิทธิ์ออกสิทธิ์ออกเสียงและแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้อย่างอิสระ แต่นอร์เวย์ก็ยังช้ากว่าหลายๆประเทศในยุโรปในเรื่องนี้

จากการสังเกตและจากที่คุณเรียนรู้มา คุณคิดว่างานประจำประเภทใดที่คนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศนอร์เวย์สามารถทำได้และได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมด้วยครับ

จากการสังเกตุของดิฉันคนไทยในนอร์เวย์เหมาะกับงานเกือบทุกประเภทค่ะ ค่าตอบแทนก็เหมาะสมค่ะกับการทำงานของแต่ละอาชีพ งานบริการ งานของภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงงานประกอบกิจการและทำธุรกิจส่วนบุคคล คนไทยบางคนทำงานกับบริษัทของนอร์เวย์ แล้วย้ายมาพำนักที่นอร์เวย์ก็มีค่ะ ถึงแม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วคนไทยจะย้ายตามสามีและครอบครัวมาก่อนแล้วค่อยมาตั้งต้นเรียนภาษา ฝึกและศึกษางานไปก่อน ตลาดงานของคนไทยในนอร์เวย์ในความคิดของดิฉัน ดิฉันว่ามันเป็นตลาดที่กว้างทีเดียวค่ะ ค่าตอบแทนก็ดีด้วยค่ะ

โดยประสบการณ์ดิฉันแบ่งตลาดงานในกลุ่มคนไทยออกเป็น 2 ประเภทค่ะ ประเภทแรกคือประเภทที่มีพื้นฐานการศึกษาค่อนข้างสูง (ประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือสูงกว่า) และประเภทที่สองคือประเภทที่มีพื้นฐานการศึกษาที่น้อย (ประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาตอนต้น) ซึ่งในกลุ่มแรกนั้นโอกาสในการทำงานสูงมากรวมถึงโอกาสในการเลือกงานที่จะทำและรักที่จะทำ และยิ่งถ้ามีประสบการณ์ในการทำงานประเภทนั้นๆมาด้วยคนไทยในกลุ่มนี้ก็จะมีโอกาสในการทำงานสูงมาก ศึกษาภาษาภาคบังคับเสร็จ เข้าใจภาษา ยื่นสมัครงาน โอกาสในการได้ทำงานสูงเลยทีเดียว เช่น คนไทยในนอร์เวย์ท่านใดที่มีใบประกาศนียบัตรวิชาชีพพยาบาลมาจากเมืองไทยจะสมัครงานประเภทนี้ที่นอร์เวย์มีโอกาสได้งานสูงมาก ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องผ่านขั้นตอนการเทียบวุฒิการศึกษาให้ผ่าน ต้องผ่านคอร์สภาษาที่ตรงตามรายวิชา ผ่านคอร์สสำคัญๆ อื่นๆบางคอร์ส พวกเขาก็มีโอกาสได้งานสูงทีเดียว และต่อเนื่องไปจนได้งานประจำ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำงานทุกวันและได้ค่าตอบแทนที่พอเหมาะและเหมาะสมกับสายอาชีพของตัว
บางสายอาชีพ เช่น การบัญชี จากประสบการณ์ที่ดิฉันได้สัมผัสมาพวกเขาได้รับโอกาสในการทำงานค่อนข้างเร็วค่ะ และได้งานก่อนที่พวกเขาจะเก่งภาษาเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่พวกเขามีความสามารถในการทำงานในสายอาชีพของตัวเอง

ส่วนคนไทยในกลุ่มประเภทที่สองนั้น หนทางในการทำงานก็ค่อนข้างยุ่งยากลำบากหน่อย
โดยส่วนใหญ่เลือกงานจากทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน ในช่วงที่เริ่มเข้าสู่ชีวิตการทำงาน คว้าได้คว้าไว้ก่อน ไม่ค่อยได้คำนึงถึงองค์ประกอบโดยรวม และถ้าหากท่านใดที่เจอปัญหาที่ยากต่อการเรียนรู้ภาษาด้วยแล้วก็จะมีโอกาสในการเลือกทำงานที่หวังไว้น้อยค่ะ และยิ่งขาดประสบการณ์ในการทำงานมาด้วยยิ่งทำให้ช่องทางในการทำงานมันแคบลงค่ะ และหลายๆงานหลายๆตำแหน่งในนอร์เวย์ในปัจจุบันนี้ได้ระบุไว้ว่าก่อนคุณจะได้รับบรรจุเป็นพนักงานประจำคุณต้องผ่านหลักสูตรการเรียนภาษามากี่ชั่วโมง ผ่านหลักสูตรการเรียนสังคมศาสตร์นอร์เวย์หรือไม่ ซึ่งมันเป็นกฏระเบียบในลักษณะเดียวกันกับการได้วีซ่าถาวร และด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างลักษณะนี้มันทำให้คนไทยในนอร์เวย์ในกลุ่มประเภทที่สองมีโอกาสน้อยกว่ากลุ่มแรก และต้องต่อสู้หนักกว่า นานกว่ากลุ่มแรก แต่ก็แค่ช่วงแรกๆเท่านั้นนะคะพอผ่านพ้นขั้นตอนต่างๆไปได้ชีวิตก็จะอยู่ตัว ผลตอบแทนก็จะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกๆคนที่มีงานทำก็ตาม
ในความคิดของดิฉันแล้วโดยส่วนใหญ่คนไทยในนอร์เวย์จะพิจารณา ศึกษา ไตร่ตรองและคำนวณการทำงานในอาชีพของตัวเองค่อนข้างดี ซึ่งมันเป็นผลดีในหลายๆด้าน โดยเฉพาะกับการได้รับผลตอบแทนที่ดีที่จะตามมาหรือตรงตามที่เราต้องการ

คนไทยนอร์เวย์สามารถที่จะทำงานได้แทบจะทุกอาชีพในนอร์เวย์จริงๆค่ะ เราจะเจอได้จากงานบริการ เช่นการบริการการนวดแผนต่างๆ หรือถ้าเราไปเดินในห้างร้านก็จะได้พบเจอพนักงานขายที่เป็นคนไทยหรือมีคนไทยเป็นหุ่นส่วน หรือแค่เราไปส่งลูกไปโรงเรียนเราก็จะเจอพนักงานทำความสะอาดที่เป็นคนไทย ครูสองภาษา พี่เลี้ยงเด็กในโรงเรียนอนุบาลที่เป็นคนไทย หรือไปหาหมอที่โรงพยาบาล เจอหมอ เจอพยาบาลหรือผู้ดูแลผู้ป่วยและคนชราเป็นคนไทย หรือเราจะเดินเข้าร้านอาหารก็จะเจอพนักงานเสิร์ฟเป็นคนไทย หรือถ้าเข้าร้านอาหารไทยโดยเฉพาะเราก็จะเจอเจ้าของกิจการหรือกุ๊กที่เป็นคนไทยค่ะ ดิฉันดีใจและภูมิใจค่ะที่คนไทยในนอร์เวย์โดยส่วนมากมีโอกาสได้ทำงานที่สร้างรายได้ในครอบครัวและสามารถสร้างครอบครัวที่ดีได้ ซึ่งดิฉันมองว่าคนไทยในนอร์เวย์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าก่อนที่แต่ละคนจะประสบความสำเร็จได้จะต้องผ่านอุปสรรคมากมาย แต่ละคนแต่ละกิจการที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟัน ต้องทำงานหนัก ขนขวาย ต้องศึกษา ต้องปรึกษา ต้องหาหนทางกับหลายๆคนหลายๆหน่วยงาน เพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ และรวมไปถึงการได้รับผลตอบแทนที่ตัวเองพอใจและคาดหวังไว้ ถึงแม้ว่ากฎหมายแรงงานของนอร์เวย์จะบัญญัติไว้ตายตัวอยู่แล้วว่าในแต่ละสายอาชีพจะได้ค่าตอบแทนประมาณเท่าใด บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในการทำงานควรเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนไทยในนอร์เวย์ทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมายในชีวิตการทำงาน ดังนั้นคนไทยควรพิจารณา ศึกษา และคำนวณดูให้ดีในการตอบรับหรือตอบตกลงทำสัญญางานต่างๆ อ่านรายละเอียดในสัญญางานให้ดี ถ้าพอใจกับข้อเสนอนั้นๆแล้วค่อยตัดสินใจตอบรับสัญญาจ้างงานนั้นๆค่ะ
และคนไทยเราต้องคิดเสมอว่างานที่เราจะทำต้องเป็นงานที่เราตื่นเช้ามาแล้วเรามีความรู้สึกว่าเราอยากจะไปทำและมีความสุขกับการไปทำงานค่ะ เพราะคำพูดแบบนี้ดิฉันเรียนรู้มาจากชาวนอร์เวย์โดยตรง เราต้องเรียนรู้จากพวกเขาค่ะต้องเอามาปรับใช้ เพราะแม้แต่เจ้าหน้าที่จากกรมแรงงานของนอร์เวย์เองเขาก็แนะนำมาแบบนี้ อย่าเพิ่งคิดว่าดิฉันโลกสวยนะคะเพราะบางครั้งการยอมรับข้อตกลงง่ายๆ อะไรก็ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป เราต้องไขว้ขว้าสิ่งที่ดีให้กับตัวเราเอง และการทะเยอทะยานในชีวิตการทำงานไม่ใช่สิ่งไม่ดีค่ะ แต่คุณต้องทะเยอทะยานในขอบเขตของคุณธรรม ตั้งเป้าหมายที่สูงและท้าทายความสามารถของตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร และดิฉันมองว่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับการดำรงชีวิตในการทำงาน เพราะชีวิตการทำงานคืออีกหนึ่งกิจวัตรหลักๆในการดำรงชีวิตเรา ดังนั้นไม่ว่าจะอาชีพใด ค่าตอบแทนสูงหรือไม่ ถ้าเป็นงานที่คุณไม่ได้รักที่จะทำ คุณจะไม่มีความสุขที่จะทำงาน และการดำเนินชีวิตของคุณก็จะเป็นไปอย่างหนักหน่วงค่ะ วางแผนดีๆ ใช้ความอดทนความพยายามให้มากๆเพื่ออนาคตที่ดีของตัวคุณเองค่ะ

ผู้ชายชาวนอร์เวย์มีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร และคุณคิดว่าผู้ชายชาวนอร์เวย์ เหมาะสมที่ผู้หญิงไทยจะเลือกมาเป็นคู่ชีวิตไหม จากที่คุณได้เรียนรู้หรือพบเจอหรือเคยได้ยินมาอะไรบ้างที่เป็นปัญหาหลักๆเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่างซึ่งทำให้ผู้หญิงไทยและผู้ชายชาวนอร์เวย์มักจะมีปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์ ช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 ข้อครับ

ผู้ชายนอร์เวย์ก็เป็นเหมือนผู้ชายทั่วไปตามโซนยุโรปค่ะ มีทั้งคนดี ไม่ดี เจ้าชู้ ไม่เจ้าชู้ปะปนกันไปค่ะ ลักษณะโดยส่วนใหญ่ของผู้ชายชาวนอร์เวย์หรือชาวนอร์สเขาก็จะมีรูปร่างกายสูง ใหญ่ ผิวขาว ผมบลอนด์ ตาสีฟ้าหรือสีน้ำข้าวที่คนไทยเรียกกัน แต่ถ้าเป็นนอร์เวย์ที่เป็นลูกผสมก็จะมีสีผิวและสีตาที่เปลี่ยนไปค่ะ โดยส่วนใหญ่ชาวนอร์เวย์เป็นคนที่รักสงบ มีอิสรภาพทางด้านต่างๆเยอะแยะมันจึงเป็นผลให้ผู้คนชาวนอร์เวย์มีลักษณะบุคลิกภาพที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นผู้ชายชาวนอร์เวย์ก็เช่นกัน พวกเขาจะมีบุคลิกภาพแตกต่างออกไป ลักษณะนิสัยก็เช่นกันค่ะ โดยส่วนตัวดิฉันชอบลักษณะนิสัยผู้ชายชาวนอร์เวย์ ถึงแม้ว่าดิฉันจะมองว่าดิฉันประสบความสำเร็จในชีวิตคู่น้อยมาก ดิฉันผ่านการหย่าร้างและผ่านความสัมพันธ์ในรูปแบบคู่รักมาหลายครั้ง (3ครั้ง) มันจึงไม่ง่ายเลยสำหรับดิฉันที่ตอบว่าผู้ชายชาวนอร์เวย์เหมาะไหมกับผู้หญิงไทยที่จะเลือกพวกเขามาเป็นคู่ชีวิต เพราะคำว่าคู่ชีวิตเป็นคำสั้นๆที่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ และมีหลากหลายเหตุผลมาประกอบกัน การเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิตจึงไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายชาวนอร์เวย์หรือจากประเทศอื่นๆ
สำหรับดิฉันแล้วดิฉันมองหาผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่รักดิฉันที่ดิฉันเป็นดิฉัน ผู้ชายคนหนึ่งที่มีความจริงใจและซื่อสัตย์ให้กับดิฉัน ผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนช่วยคิด ช่วยทำและช่วยให้ทุกวันๆที่เรามีกันและกันเป็นวันที่ดีขึ้น เป็นวันเรามีความสุขมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กันและกัน ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นวันที่ดีหรือแย่ก็ตาม ดังนั้นดิฉันแนะนำง่ายๆว่าใช้เวลาศึกษากันดีๆก่อนจะตัดสินใจใช่ชีวิตร่วมกัน เพราะการใช้ชีวิตคู่เป็นศิลปะของแต่ละคู่จริงๆค่ะ มันไม่มีคำตอบที่แน่นอนเลยในเรื่องนี้

ปัญหาที่ผู้หญิงไทยและชายชาวนอร์เวย์เจอบ่อยคือวัฒนธรรมการดูแลครอบครัว โดยส่วนมากชาวไทยจะให้การช่วยเหลือทางการเงินในครอบครัว และเป็นการดูแลที่ต่อเนื่องและบางคนดูแลครอบครัวไปตลอดชีวิต ซึ่งในวัฒนธรรมของนอร์เวย์จะช่วยในระดับหนึ่ง หรือในบางโอกาส ดังนั้นเมื่อชายชาวนอร์เวย์ที่คิดจะใช้ชีวิตคู่กับชาวไทยก็จะเจอปัญหานี้บ่อยมาก บางคู่สามารถรับมือได้แต่บางคู่ถึงต้องเลิกลากันไปเลย

วัฒนธรรมเรื่องการตรงต่อเวลา คนไทยจะมีปัญหาเรื่องนี้มากค่ะ คนนอร์เวย์โดยปกติเป็นคนตรงต่อเวลามาก และถ้าเป็นมารยาทในการทำงานในการนัดหมายแล้วมาก่อนเวลาสัก 5-10 นาทีถือว่าเป็นมารยาทที่ดี ส่วนคนไทยนั้นสาย 10 นาทีถือว่าให้อภัย แต่ถ้าสายกว่านี้มากจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นทันทีค่ะ เช่น ถ้าคนไทยสาย 10 นาที คนนอร์เวย์มาก่อน 10นาที ถือว่าเขารอคนไทยเป็นเวลา 20 นาที ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นปัญหาไปโดยทันที และหากปัญหาเหล่านี้ไม่มีการแก้ไขมันก็จะเป็นปัญหายืดเยื้อทันที และสำหรับคู่รักแล้วมันทำให้ปัญหาแบบนี้เป็นปัญหาที่น่าเบื่อหน่ายเลยทีเดียว

ปัญหาตัวที่สาม คือปัญหาการจัดระเบียบเข้าของภายในบ้าน อาจจะฟังดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่จะกลายมาเป็นปัญหาจุกจิกสำหรับคู่รักหลายๆคู่เลยทีเดียว ยิ่งถ้ามีแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้นที่เจ้าระเบียบ ปัญหานี้ก็จะกลายเป็นเรื่องจุกจิกที่ไม่จบไม่สิ้นโดยทันที ซึ่งคนไทยเราชินกับการมีบริเวณเปิดโล่ง มีพื้นที่ใช้สอยเยอะ ที่สำหรับบ้านในนอร์เวย์นั้นมีพื้นที่จำกัด และบางบ้านยังมีเพื่อนบ้านแบบฝาชนฝากันเลยทีเดียว มันจึงเป็นสาเหตุให้ชาวนอร์เวย์ต้องจัดบ้านให้เป็นระบบระเบียบเพราะพื้นที่ใช้สอยที่จำกัดนั้นเอง

คุณ Manilla

เพิ่มเติม

บทสัมภาษณ์:โอกาสดีที่ได้รับ เมื่อมาอยู่นอร์เวย์

สมาคมสตรีไทยในนอร์เวย์

Facebook ของสมาคมสตรีไทยในนอร์เวย์

อาหารประเทศนอร์เวย์

 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

2 thoughts on “ภาษาใจสำคัญในวัฒนธรรมที่แตกต่าง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s