โอกาสดีที่ได้รับ เมื่อมาอยู่นอร์เวย์

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศนอร์เวย์ เธอคือคุณ Manilla Larsen และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศนอร์เวย์

ผมอยากจะแนะนำคุณกับคุณ Manilla Larsen

ย้ายมาอยู่ประเทศนอร์เวย์ (Norway)

เมือง: (Hokksund)

ภาพถ่ายจาก คุณ Manilla Larsen

ทางเรารับปรึกษาปัญหาด้านกฏหมายเบื้องต้น รวมถึงจัดอบรมแบ่งปันข้อคิด ข้อกฏหมายให้กับคนไทยในนอร์เวย์ด้วย นี้เวปไซต์ของพวกเรา

สมาคมสตรีไทยในนอร์เวย์

Facebook ของสมาคมสตรีไทยในนอร์เวย์

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศนอร์เวย์เพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศนอร์เวย์ครับ

เริ่มแรกมาอยู่ที่นอร์เวย์ด้วยการแต่งงานและติดตามสามีมา
(ณ ปัจจุบันหย่าได้ 10ปีแล้ว)
อาศัยอยู่ในเมือง Hokksund ตลอดระยะเวลา 16 ปีในการย้ายมาอยู่นอร์เวย์ Hokksund เป็นเมืองเล็กๆในเขตทางภาคตะวันออกของนอร์เวย์ห่างจากออสโล้ประมาณ 50 นาทีโดยรถ หรือ 1 ชั่วโมงรถยนต์

Hokksund sentrum (ตลาดของHokksund ในฤดูหนาว)

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

เกิดและโตที่ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ชีวิตในวัยเด็กเป็นชีวิตที่ดีและอบอุ่นค่ะ มีพ่อแม่ครบ มีญาติๆรายล้อม ชีวิตเด็กบ้านนอกวันธรรมดาไปโรงเรียน วันเสาร์-อาทิตย์เป็นเด็กเลี้ยงควายให้คุณตา
แต่พอช่วงมาวัยรุ่นชีวิตหักเหค่ะ ครอบครัวต้องแตกแยก คุณพ่อคุณแม่หย่า เราอายุ 16-17 ปี เราและน้องๆเลือกที่จะอยู่กับคุณแม่ ยอมรับว่าชีวิตช่วงนี้ลำบากมากหักเหสุดๆ เราเป็นพี่คนโตเรียนหนังสือ(ปวช) ยังไม่จบเลยค่ะครอบครัวมาแตกแยก ปัญหาทางการเงินหนักขึ้นเรื่อยๆ ด้วยที่ว่าเราและน้องๆ ยังต้องเรียนหนังสือแม่ทำงานคนเดียว เราตัดสินใจหยุดเรียนเพื่อช่วยลดภาระทางบ้าน แต่ด้วยมีความประพฤติที่ดีทางโรงเรียนจึงอนุญาตให้ทำงานส่งและเข้าสอบและจบปวช.ในที่สุด พอจบปุ๊บก็เดินทางไปที่ภูเก็ตเพื่อช่วยคุณแม่ทำงานส่งเสียน้องๆ งานที่ได้ส่วนใหญ่ก็พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร งานแรกคือร้านอาหารอินเดีย เงินเดือนต่ำมาก พอเก่งภาษาก็เริ่มสมัครงานโรงแรม อยู่ภูเก็ต 2 ปีครึ่งค่ะ ทำงานที่โรงแรมได้ไม่นานก็เจอกับพ่อของลูกสาวที่โรงแรมที่ทำงานและย้ายตามเขามา ครั้งแรกมานอร์เวย์ตอนปี 2001 มาศึกษาดูใจกันก่อนค่ะ มาตัดสินใจแต่งงานกันอีกทีก็ปี 2002 และนั้นคือจุดเริ่มต้นในการใช้ชีวิตในนอร์เวย์ค่ะ

ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรที่ประเทศนอร์เวย์ ช่วยบอกเรางานของคุณเป็นอย่างไรครับ

ตอนนี้ทำงานสองอย่างไปพร้อมๆกันค่ะ เป็นล่ามให้กับหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนค่ะ และงานหลักคือเป็นพนักงานของบริษัทจัดหางาน เป็นผู้ดูแลเด็กเล็กในโรงเรียนอนุบาลต่างๆในเขตใกล้เคียงค่ะ การทำงานจะแบ่งรับงานเป็นตารางค่ะ ถ้ารับเป็นล่ามวันนั้นก็จะไม่รับงานที่ ร.ร.อนุบาล จะจัดเป็นตารางไว้ค่ะ แต่อย่างน้อยต้องทำงานที่ ร.ร.อนุบาล 3 วันต่อสัปดาห์ เพราะการเป็นล่ามนั้นทำเป็นรายชั่วโมงรายได้จะไม่มากเท่าทำงานที่ ร.ร.อนุบาลค่ะ

คุณพูดภาษานอร์เวย์ได้ไหม คุณคิดว่าภาษานอร์เวย์ยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษานอร์เวย์จนเข้าใจได้ และคุณพูดภาษาอื่นได้อีกไหม

ภาษาแข็งแรงค่ะ พูด อ่าน เขียนภาษานอร์เวย์ได้ดีมาก (ดีกว่าภาษาอังกฤษค่ะ) ได้มีโอกาสเรียนภาษาค่อนข้างเยอะค่ะ ในปีที่มา (2002) ทางรัฐบาลกำหนดให้เรียนภาษาที่ 850 ชั่วโมง (ถ้าจำไม่ผิด) คือดิฉันเรียนภาษาถึงสองภาคเรียน ดิฉันเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยในปีนั้น พูดภาษานอร์เวย์ได้ค่อนข้างเร็ว (สามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องก่อนย้ายมาอยู่ที่นอร์เวย์)

ปี 2004 ดิฉันได้ไปตรวจสุขภาพคิดว่าตัวเองเป็นคอพอก แต่หมอวินิจฉัยพบว่าเป็นมะเร็งที่ต่อมไทลอยด์ ดิฉันถูกส่งเข้าผ่าตัดในระยะเวลาค่อนข้างเร็ว เพราะเพิ่งคลอดลูกสาวได้แค่ปีเดียวเอง ในช่วงเวลาที่รักษาตัวและได้รับเงินคนป่วยดิฉันขอไปเรียนภาษาเพิ่มเติม ทางกรมแรงงานของเขตที่ดิฉันพำนักยินยอม และดิฉันก็มีโอกาสได้เรียนเทียบระดับยูนิไฮของที่นั่น ทำให้ภาษานอร์เวย์ของดิฉันแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆจนรับทำงานเป็นล่ามเมื่อตอนปี 2005 จนถึงปัจจุบัน

ปี 2008 ดิฉันตัดสินใจขอหย่ากับพ่อของลูกและย้ายออกมา ในขณะนั้นดิฉันก็เรียนต่อไฮสคูลของนอร์เวย์ไปด้วยเพราะปรึกษากับครูที่ปรึกษาว่าอยากจะเป็นตำรวจ และดิฉันก็จบการศึกษาระดับไฮสคูลมา แต่ต้องทิ้งความฝันในอาชีพตำรวจเพราะหน้าที่รับผิดชอบต่อลูกสาว รวมถึงเราไม่สามารถสอบเข้า ร.ร.เตรียมตำรวจได้ (นักเรียนหลายพัน แต่สายวิชากฎหมายหรือตำวรจเปิดรับแค่ 30 คนเท่านั้น)

หลังจากทดสอบเสร็จและสำเร็จการศึกษาดิฉันก็มีโอกาสได้รับงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กไทยที่ติดตามแม่หรือครอบครัวมาอยู่นอร์เวย์ ในขณะที่เป็นพี่เลี้ยงอยู่ ทาง ร.ร. ที่ทำงานอยู่ตอนนั้นก็ได้บรรจุให้เป็นครูชั่วคราว อาทิตย์ละ 2-3 ชม. ตั้งแต่นั้นมาดิฉันก็ทำอาชีพครูสองภาษามาถึง 8 ปี และทำงานให้กับ 3 เขตเทศบาล แต่ด้วยที่ว่าดิฉันไม่ได้มีวุฒิการศึกษาทางครูจึงถูกลดตำแหน่งเรื่อยๆและในที่สุดก็หมดหน้าที่ไป ปัจจุบันดิฉันทำประกาศนียบัตรวิชาชีพในการดูแลเด็กและเยาวชน สอบทฤษฎีผ่านเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงสอบปฏิบัติ ด้วยที่ว่าการทำอาชีพครูสองภาษาและพี่เลี้ยงไม่มากตามที่กระทรวงการศึกษาของนอร์เวย์กำหนดไว้ ดิฉันจึงต้องรอและทำงานเก็บชั่วโมงไปอีก ประมาณ 2 ปี ดิฉันก็จะสามารถสอบปฏิบัติได้ ในขณะเดียวกันดิฉันก็ทั้งทำงานและเรียนเพิ่มเติม ปีหน้าดิฉันวางแผนไว้ว่าจะเรียนวิชาวิทยาเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้น ดังนั้นเรื่องภาษาดิฉันดีใจที่สามารถจะบอกได้ว่าดิฉันค่อนข้างแข็งแรงเรื่องภาษานอร์เวย์ ส่วนที่ว่าพูดภาษาอื่นได้ไหม พูดไม่ได้ค่ะ แต่สื่อสารและสนทนากับชาวสวีเดนและเดนมาร์กได้ดีพอสมควร

ภาพที่พวกเราใส่ชุดประจำชาติของนอร์เวย์

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนนอร์เวย์ แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

ในมุมมองของดิฉัน ดิฉันคิดว่ามันทั้งยากและไม่ยากที่จะปรับตัวในการใช้ชีวิตในนอร์เวย์ ความยากคือ ความไม่เคยชิน ไม่เคยชินกับสภาพอากาศ สภาพแวดล้อม ภาษาและวัฒนธรรม สภาพอากาศของไทยและนอร์เวย์แตกต่างกันยังกับฟ้ากับเหว จากอุณหภูมิมากว่า 20 องศาแทบทุกวันที่ไทย มาเจอกับอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 20 องศาทุกวัน มิหนำซ้ำต่ำกว่ามากจนติดลบ ในปีแรกที่ดิฉันมา -25 องศาหิมะเยอะมากๆๆ ขาวโพลนไปทั่วทุกทิศ ดิฉันใส่เสื้อผ้ามาสามชั้นในปีนั้น พอมาถึงขอสามีเก่าสัมผัสกับหิมะแต่ก็ต้องรีบๆเข้าบ้าน มันหนาวจนจะแข็งและลื่นมาก เสื้อผ้าที่ใส่ รองเท้าที่ใส่ มันไม่สามารถใช้กับหิมะและสภาพอากาศของนอร์เวย์เสียเลย ดิฉันต้องซื้อเสื้อใหม่หลายอย่าง นอกจากเสื้อผ้าก็ลำบากเวลาไปไหนมาไหนมันหนาวมาก อยากออกไปข้างนอก อยากไปชมเมืองก็ไปลำบาก มันเย็นเข้ากระดูกเลยทีเดียว สามีเลยบอกจะไปไหนให้บอกจะไปส่ง สรุปเราได้แต่พึ่งเขาตลอดเวลาไปไหนมาไหนเองไม่เป็น ไม่ชินกับการที่ต้องอยู่ข้างในบ้านเยอะๆ เพราะไปไหนมาไหนก็กลัวหนาว สรุปกิจวัตรประจำวันของดิฉันคือไปทำงาน ไปโรงเรียน กลับบ้าน อยู่บ้าน เหงาพอตัว

นอกจากอากาศจะหนาวแล้วที่นอร์เวย์จะมืดมาก ถ้าเทียบกับเมืองไทย จากฤดูใบไม้ร่วงจากเดือนกันยายน ตุลาคม อากาศก็เริ่มหนาว เวลาตอนหัวค่ำก็มืดเร็ว ตื่นเช้ามาก็ยังมืดอยู่มาก บ่อยครั้งที่ทำให้จิตใจหดหู่ โดยส่วนตัวของดิฉันสภาพอากาศมันเป็นปัญหาใหญ่มากในช่วงแรกๆ รวมทั้งดิฉันเองก็มีโรคคอพอกและโลหิตจางเป็นโรคประจำตัว ซึ่งลำบากมากในตอนเช้าที่จะต้องตื่นนอนมาตอนเช้าๆ เตรียมตัวออกจากบ้าน ทะเลาะกับสามีประจำ เพราะนาฬิกาปลุกแต่เราไม่ตื่น ยอมรับว่าลำบากทั้งกายและใจเลยทีเดียว แต่ก็ยังดีที่เราพอมีเพื่อนจากชั้นเรียน มีเพื่อนรุ่นพี่ที่มาอยู่ก่อนให้ได้พูดคุยปรับทุกข์ปรับสุขกัน

ภาษา ดิฉันพูดและใช้ภาษาอังกฤษคล่องในช่วงนั้น การเรียนภาษาจึงเป็นไปอย่างราบรื่น แต่จะต้องปรับทักษะการพูดและสำเนียงตลอดเวลา เรื่องจากภาษาพื้นบ้านอีสานเราจะใช้ ”ร” น้อยมาก ทำให้การเรียนรู้ภาษาตกมาอยู่ที่เราต้องเรียนการออกเสียงและใช้ “ร” อยู่ตลอดเวลา มีการขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาเป็นอย่างมาก แม้ว่าชาวนอร์เวย์เขาจะไม่หัวเราะเยาะเราเลยก็ตาม การเรียนรู้ภาษานี้ต้องขอบคุณการที่เราได้เป็นคุณแม่ ช่วงที่ดิฉันเป็นคุณแม่เป็นช่วงที่ดิฉันได้รับสิทธิ์อยู่บ้านเลี้ยงลูกแบบได้เงินเดือน ดิฉันมีเวลามากขึ้นในการดูแลลูกและเรียนภาษาไปพร้อมๆกัน เช่นการไปเยี่ยมเยียนคุณย่าของลูกสาว ทำให้เราได้ใช้ภาษานอร์เวย์เยอะ การได้เข้าไปทำความรู้จักกับคุณแม่ท่านอื่นๆที่มีลูกอายุไล่เลี่ยกัน (เป็นแนวความคิดของอนามัยเด็กที่ให้รวมตัวกัน) พวกเขาเป็นชาวนอร์เวย์ล้วนๆ พวกเราจะเจอกันทุกเดือน แล้วดิฉันก็มีโอกาสได้ใช้ภาษาและพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ นอกจากนี้ก็ได้มารับรู้อีกว่าลูกสาวของดิฉันเริ่มไม่ปกติ น้องอาเจียนบ่อยมาก ต้องพบแพทย์ พัฒนาการช้า ต้องพบหมอกายภาพ แล้วพวกเราก็เริ่มทำกายภาพบำบัดให้ลูกสาวของดิฉัน (น้องอารียา) ตั้งแต่อารียาได้ 8 เดือน มันเป็นความโชคร้ายแต่ก็มีข้อดีที่ดิฉันได้เรียนรู้ภาษาไปในตัวกับการพบปะแม่ๆท่านอื่นๆและทีมแพทย์ฝ่ายต่างๆ แล้วมันก็กลายเป็นว่าดิฉันลืมการปรับเปลี่ยนตัวเองไปโฟกัสที่การดูแลลูกสาว และพาเขาไปทำกายภาพ ว่ายน้ำ พบแพทย์ พบพยาบาล

ส่วนในเรื่องของวัฒนธรรมนั้นดูเหมือนว่าดิฉันจะเจอปัญหาเรื่องการส่งเสียครอบครัวทางเมืองไทย ตั้งแต่เริ่มทำงานมาดิฉันก็ช่วยคุณแม่ทำงานส่งเสียน้องมาตลอด แต่มาอยู่นอร์เวย์สามีไม่ยอม พวกเขาไม่มีวัฒนธรรมแบบนี้ ไม่เลี้ยงดูครอบครัว มีแต่พ่อแม่ที่ต้องเป็นฝ่ายให้เรา มันลำบากใจทุกครั้งที่ไม่ได้ส่งเงินไปช่วยครอบครัว พร้อมๆกับลำบากใจทุกครั้งที่ได้ส่งเพราะเกรงใจสามี ณ ปัจจุบันนี้น้องๆ มีครอบครัวของตัวเอง ดิฉันไม่ได้ช่วยเกลือครอบครัวมาเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว

ส่วนข้อดี ดิฉันมีความรู้สึกว่า สิ่งต่างๆที่ดิฉันพบเจอไม่ว่าจะปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อม อากาศหรือวัฒนธรรม อุปสรรคอื่นๆ ความทุกข์ ความสุขหลายๆทาง นอร์เวย์ทำให้ดิฉันเติบโต หล่อหลอมเป็นบุคคลที่เป็นคนดีคนหนึ่ง (คิดว่าน่ะค่ะ) นอร์เวย์สอนให้ดิฉันรู้จักคิดและวางแผนในการจัดเตรียมตัวเองที่จะเผชิญกับอากาศและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างในแต่ละฤดูกาล นอร์เวย์สอนให้ดิฉันรู้จักคิด รู้จักจักทำ ทำในสิ่งที่ดี ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเอง ลูกและผู้อื่น (เช่นเรื่องง่ายอย่างการแยกขยะ ทำงานเสียภาษี เป็นต้น) นอร์เวย์สอนให้ดิฉันได้รู้จักการเป็นแม่ที่ดี ทุกๆคนคิดเสมอว่าลูกของตัวเองจะต้องออกมาเป็นคนมีสุขภาพดี แข็งแรง เลี้ยงง่าย แต่อารียาออกมาเพื่อเป็นของขวัญชิ้นพิเศษให้กับดิฉัน อารียาทำให้ดิฉันเป็นคุณแม่ที่ดีที่ดิฉันไม่เคยคิดว่าดิฉันจะเป็นได้ การเป็นคุณแม่ของอารียา ให้ สอน เสริมและสร้างทุกๆอย่างที่ดิฉันไม่เคยคิดและคาดหวังมาก่อน ปัจจุบันนี้ดิฉันและอารียาซื้อบ้านหลังเล็กๆอยู่ เราสองได้รับความช่วยเหลือทางรัฐบาลของนอร์เวย์ เราได้รถยนต์มาใช้ อารียามีเงินเดือนเป็นของตัวเอง พวกเราดูแลกันและกัน มีกันและกัน ดังนั้นดิฉันจึงถือว่านี้เป็นข้อดี นอร์เวย์ได้สอนให้ดิฉันรู้จักช่วยเหลือตัวเองและยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นหรือเปล่าครับ

ในบริเวณที่ดิฉันอยู่และระแวกใกล้เคียงมีคนไทยอาศัยอยู่ค่ะ แรกๆเรามีกัน 5-6 ค่ะและทยอยเพิ่มขึ้นปีละคนสองคน ณ ปัจจุบันนี้ มีกัน 30-40 คนได้แล้วมั้งค่ะ และระแวกนี้ก็ใกล้เคียงเมืองใหญ่ๆอย่างดรามเม้น ดังนั้นสามารถบอกได้ว่าชุมนุมคนไทยที่นี่ค่อนข้างแข็งแรงค่ะ พวกเราคบค้าสมาคมกัน ไปมาหาสู่กัน มีเรื่องราวทั้งและไม่ดีมาแชร์มาแลกเปลี่ยน แบ่งปันกัน และรู้จักกันทั่วถึง แต่โดยส่วนใหญ่คนที่สนิทกันมากๆก็จะเป็นกลุ่มเล็กๆไปมาหาสู่กันบ่อยกว่าคนที่รู้จักกันธรรมดา ช่วยเหลือจุนเจือกันเหมือนพี่น้อง ดิฉันเองก็มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่รักกันมาก ดูแลกันเหมือนพี่น้องค่ะ แบ่งปันกัน ถือกับข้าวซื้ออาหารไปทำกินกัน

ชุมชนคนไทยที่นี้มีอาชีพที่แตกต่างกันไปค่ะ ทำความสะอาด พนักงานห้างร้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยครู ช่างไม้ ช่างยนต์ ช่างไฟ และประกอบธุรกิจของตัวเอง อย่างเปิดร้านอาหาร ร้านค้า ร้านนวดแผนโบราณ เป็นต้น บางคนมาใหม่ก็ยังเรียนภาษาอยู่ บางคนก็ต้องดูแลลูกเล็ก แต่โดยส่วนใหญ่ก็เรียนภาษากันให้จบแล้วหางานทำค่ะ บางคนก็เรียนภาษาไปด้วยทำงานไปด้วยค่ะ

ภาพจากเมือง Hokksund

ส่วนชีวิตและความเป็นอยู่นั้นมีความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างดีค่ะ ยิ่งถ้ามีงานทำหรือได้งานประจำแล้วความเป็นอยู่จะเข้าขั้นดีค่ะ เพราะปกตินั้นสามีของพวกเราจะเป็นคนดูแลครอบครัวโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ชีวิตความเป็นอยู่ก็ค่อนข้างที่จะขึ้นอยู่กับสามี และมีความอึดอัดบ้างโดยเฉพาะกับความครัวที่มีรายได้จำกัด แต่สาวๆชาวไทยที่นี่ยินดีที่จะทำงาน อยากจะทำงานช่วยเหลือดูแลกันในครอบครัวค่ะ แต่ก็มีบางส่วนบางครอบครัวที่ยังลำบากอยู่บ้าง บางคนบางครอบครัวมีปัญหาในเรื่องของสุขภาพหรือหลายๆอย่างหลายๆเรื่องในครอบครัวก็จะชะงัก ถ้าคุณมีสุขภาพที่ไม่ดี โดยเฉพาะกับคนที่เป็นผู้นำในครอบครัวเช่นสามีหรือภรรยา เพราะถ้าหากเป็นเด็กเล็กในบ้านป่วยสวัสดิการทางสังคมที่นี่ดีสามารถหยุดดูแลลูกได้โดยได้เงินเดือน หรือได้หยุดพิเศษ แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ป่วยแล้วจะมีกฏระเบียบและหลักการหลายอย่างเข้ามา ถึงแม้จะมีสวัสดิการสำหรับคนที่ป่วย การเยียวยาและรักษาผู้ป่วยใช้ทั้งเงินและเวลาและสภาพจิตใจของคนในครอบครัว การฟื้นฟูสภาพครอบครัวก็ลำบากบ้าง เพราะฉะนั้นการมีสุขภาพที่ดีทำให้ทุกๆอย่างดีไปด้วยค่ะ สุขภาพจิตดี ครอบครัวอบอุ่น
แต่ถึงไงโดยรวมๆแล้วคนไทยในนอร์เวย์มีคุณภาพชีวิตที่ค่อนข้างดีค่ะ

พระอาทิตย์ตกดินเหนือสะพาน Hokksund

อะไรที่คนนอรเวย์ชอบ และคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายนอรเวย์ เป็นอย่างไร (บุคลิกลักษณะ) ผู้หญิงนอรเวย์เป็นอย่างไร และครอบครัวของคนนอรเวย์เป็นอย่างไร

เอาเป็นว่าดิฉันตอบในรูปแบบของดิฉันนะคะ ชาวนอร์เวย์หรือชาวนอร์สเป็นคนที่เฟรนด์ลี่ค่ะ มีการทักทายและส่งยิ้มให้ถ้าเดินสวนกัน หรือถ้าพอจะรู้จักกันบ้างก็มียืนทักทายถามสารทุกข์สุขดิบค่ะ หรือแค่รู้จักกันผ่านๆก็จะมีการทักทายกันนิดหน่อย ประโยคเด็ดที่ชาวนอร์สชอบใช้กันในการเริ่มสนทนาคือการพูดถึงสภาพอากาศ ณ ขณะนั้น และก่อนจะเดินจากกันไปก็มักจะมีคำอวยพร เช่น ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีของคุณ (Have a nice day) หรือ enjoy…your day/ the weather.

Sandel Hotell คือโรงแรมแห่งเดียวของเมืองHokksund

ค่าครองชีพที่นอรเวย์เป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพที่นอร์เวย์สูงมากค่ะ
1. ภาษีรายได้สูงค่ะ
2. สินค้านำเข้าจะมีราคาแพง
3. สินค้าประเภทเนื้อหรือแอลกอฮอล์จะมีราคาแพง

สามสิ่งที่ราคาดี
1. ผักและผลไม้ราคาค่อนข้างดีค่ะ (นอร์เวย์อยากจะเน้นให้ประชาชนกินอาหารที่มีประโยชน์)
2. เสื้อผ้าที่ไม่มียี่ห้อดังๆที่นอร์เวย์จะถูก
3. น้ำมัน ที่นอร์เวย์น้ำมันถูกถ้าเปรียบเทียบกับหลายๆประเทศที่มีน้ำมันเป็นของตัวเอง

ภาพพระอาทิตย์เที่ยงคืน

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในนอรเวย์ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในนอรเวย์ครับ

ข้อดีของการใช้ชีวิตในนอร์เวย์

– สวัสดิการทางสังคมดี มีการคุ้มครองผู้ป่วยที่ดี ในกรณีของดิฉันที่มีลูกสาวที่เกิดมาพิการตลอดชีวิต การอยู่ที่นอร์เวย์ทำให้ดิฉันและลูกสาวได้รับความสะดวกสบายมากมายในการดำรงชีวิตที่นี่

– สังคมของนอร์เวย์เป็นสังคมที่สอนให้เราต้องช่วยเหลือตัวเอง วันรุ่นส่วนมากเมื่ออายุราวๆ 18 ปีพวกเขาจะย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ไปศึกษาต่อ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ตรงนี้ดิฉันเห็นด้วยมันทำให้วัยรุ่นหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่เรียนรู้การสร้างชีวิตมาด้วยตัวเอง เพราะการดำรงชีวิตมันศิลปะและเป็นศิลปะของแต่ละบุคคล และหลายๆคน ค้นหาตัวเองจนเจอได้ทำงานที่ตัวเองรัก ได้ใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการ ถึงแม้จะมีค่อนข้างเยอะที่หาตัวเองไม่เจอแต่ก็ยังสามารถใช้ชีวิตที่ตัวเองลิขิตเองได้ และก็มีบางส่วนที่ล้มเหลวติดยาเสพติด ติดเหล้าและเป็นพวกเร่ร่อนไร้ที่อยู่อาศัย แต่ดิฉันก็ถือแนวทางการดำเนินชีวิตด้วยตัวเองนี้ว่าเป็นข้อดีค่ะ และทำให้แต่ละบุคคลต้องรับผิดชอบตัวเองด้วยตัวของเขาเอง

– ชีวิตการทำงาน ชีวิตการทำงานในนอร์เวย์เป็นชีวิตที่ดี มีกฎหมายแรงงานที่เข้มแข็งรองรับ มีการจ่ายค่าแรงเป็นรายชั่วโมง มีกฎหมายการลาคลอดรองรับ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับเมืองไทยแล้วมันเป็นอะไรที่แตกต่างมาก หลายๆคนที่มาจากเมืองไทยพอใจในตรงนี้และคงจะเห็นด้วยกับดิฉัน ด้วยที่ว่าที่นอร์เวย์จ่ายค่าแรงเป็นรายชั่วโมงทำให้กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังศึกษาอยู่สามารถรับจ็อบ part time ไปด้วยได้ ซึ่งที่เมืองไทยทำได้แค่งานที่ทำกันช่วงหลังเลิกเรียนเท่านั้น ทำให้นักศึกษาต้องทำงานหนักกว่านักศึกษาของนอร์เวย์และค่อนข้างที่จะบั่นทอนสุขภาพของตัวเอง และกฎหมายแรงงานที่เข้มแข็งทำให้ชีวิตการทำงานในวัยทำงานเป็นชีวิตที่ดีมีคุณภาพ ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ส่วนกฎหมายลาคลอดและอยู่บ้านเลี้ยงลูกบอกเลยว่าดีมากๆ สำหรับคนไทยที่ย้ายมาอยู่นอร์เวย์มีเงินเดือนคุณแม่รองรับ เด็กๆได้สวัสดิการเด็ก เพราะช่วงปีแรกๆของชีวิตคุณแม่หรือคุณพ่อได้รับโอกาสในการเลี้ยงดูลูกน้อยเป็นอย่างดี ครอบครัวอบอุ่นเป็นครอบครัวที่มีสมรรถภาพ แต่ที่เมืองไทยกฎหมายลาคลอดแย่มากทีเดียว ทำให้มีช่องว่างระหว่างแม่และเด็กหรือพ่อและเด็กมากมาย ยิ่งถ้าเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวด้วยแล้วทำให้ชีวิตในวัยทำงานของคนไทยหนักหน่วงเลยที่เดียว ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีกฎหมายใหม่ที่เข้ามาช่วยเหลือจุดนี้ก็ตาม

ข้อเสียของการใช้ชีวิตในนอร์เวย์

– ห่างไกลครอบครัวที่โตมาด้วยกัน หลายคนที่ย้ายมาอยู่ที่นี่จะแต่งงานติดตามสามีมา แรกๆพวกเราต้องห่างจากลูก (ถ้ามีลูกและผ่านการแต่งงานมาก่อน) และจากคนที่รัก เพื่อนสนิทมา สภาพอากาศที่ร้อน อาหารร้านค้าที่สะดวกสบายหาซื้อได้ตามข้างถนน พอย้ายมาที่นอร์เวย์ สิ่งเหล่านี้หายากที่เดียวที่นอร์เวย์ มันทำให้หลายๆคนเกิดอาการห่อเหี่ยว หดหู่ใจ เหงา หลายคนเป็นต่อเนื่องทำให้มีอาการเป็นโรคซึมเศร้าเลยทีเดียว สังคมนอร์เวย์เป็นสังคมเดี่ยวๆด้วย ครอบครัวเล็ก บางบ้านห่างไกลผู้คนห่างไกลตัวเมืองทำให้หลายๆคนเกิดอาการคิดถึงบ้านเกิด มีการบั่นทอนทางจิตใจเกิดขึ้น ซึ่งถ้าคนไหนที่อยู่ทางเหนือของนอร์เวย์ด้วยแล้วมันยิ่งทำให้อาการเหล่านี้รุนแรงและเรื้อรัง เพราะฤดูหนาวของทางเหนือที่นอร์เวย์หนาวและยาวมากแทบจะตลอดทั้งปีเลย สำหรับคนไทยแล้วสภาพอากาศของนอร์เวย์ก็กลายเป็นข้อเสียข้อที่สองของการอยู่นอร์เวย์

– อาการขึ้นต่อกับสามี หนาวมาจะไปไหนมาไหนต้องให้สามีไปรับไปส่ง โดยเฉพาะคนที่อยู่ไกลตัวเมืองและไม่มีใบขับขี่ จะซื้ออาหารและของใช้เข้าบ้านที ต้องถือของหนักตะลุยหิมะสูงท่วมหัว ดังนั้นเมื่อสามีสามารถขับรถไปรับไปส่งได้จึงเป็นการดี แต่เราต้องขึ้นต่อกับสามี และฤดูใบไม้ผลิหิมะละลายกลายเป็นน้ำแข็ง ถนนหนทางเดินลำบากมาก บางคนถึงกลับบาดเจ็บแขนหัก ขาหัก สะโพกหักจากอุบัติเหตุการลื่นล้มบนน้ำแข็ง ถ้าเป็นฤดูใบไม้ร่วงฤดูนี้ก็ทั้งมืดทั้งแฉะ อุบัติเหตุเรื่องการถูกรถชนรถเฉี่ยวค่อนข้างเยอะทีเดียว ดังนั้นเรื่องการขึ้นต่อกับสามีในเรื่องการเดินทางและอีกหลายๆอย่างจึงเกิดขึ้น หลายคนยังขึ้นรถไฟเองรถบัสเองไม่เป็นเลยหลังจากมาอยู่นอร์เวย์ ที่ดิฉันเอาตรงนี้มาเป็นข้อเสีย เพราะวันใดที่เราไม่มีสามีไม่ว่าจะตายจากกันหรือหย่าจากกัน ทุกอย่างในการเริ่มต้นใหม่โดยที่ไม่มีเขาหนักมากกว่าหลายๆคนที่ไม่ขึ้นต่อกับสามี โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่ห่างไกลตัวเมืองหรือร้านค้าและรถโดยสารประจำทางมีน้อย

ในความคิดของคุณ อะไรคือปัญหาที่มีขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักชาวไทยกับชาวนอร์เวย์

ในความคิดของดิฉันปัญหาที่มีขึ้นหรือเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ หรือคู่รักระหว่างชาวไทยกับชาสนอร์เวย์นั้น คือความคาดหวังที่สูงเกินไปในความสัมพันธ์ของเรา ไม่ใช่ทุกคู่ที่ได้ได้สามีที่ตามใจเรา (happy wife happy life) และก็ไม่ใช่ว่าภรรยาจากเอเชียทุกคนที่จะคอยเป็นแต่ช้างเท้าหลัง เป็นแม่บ้าน หรือจะดูแลลูกและสามี
บางคนบางคู่ความสัมพันธ์ในช่วงแรกๆดีไปหมด แต่พอช่วงหลังๆมาเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่รู้จักกันดีพอ รับตัวตนที่แท้จริงของกันและกันไม่ได้ จากความรักหวานแหววไม่มีการพัฒนาเป็นความรักที่ดีและสมบูรณ์ ( just in love, than over, never next level to be true love) บางคนบางความสัมพันธ์มองชีวิตคู่เหมือนเกมส์ หาแต่คนรวยๆหล่อๆ โพร์ไฟล์ หรูๆเริ่ดๆมีแต่ความปลอมแปลงในความสัมพันธ์ บางคนบางคู่มองความสัมพันธ์เป็นเพียงแค่ธุรกิจ บางคนมองว่าถ้าได้แฟนแก่กว่ารวยกว่า หน้าที่การงานดี ถือว่าดีแล้วฉันมีที่พึ่ง ผู้ชายบางคนก็เสาะแสวงหาภรรยาที่อ่อนกว่าตัวเอง ขยันขันแข็ง กระตือรือล้น รักครอบครัว ทำงานเก่ง เพื่อว่าเมื่อวันหนึ่งเขาจะได้มีที่พึ่งเหมือนต่างฝ่ายต่างหาประโยชน์จากกัน

ทำไมดิฉันมองว่าความคาดหวังที่สูงเกินไปในความสัมพันธ์เป็นปัญหา เพราะว่าสภาพสังคมของชาวนอร์เวย์นั้นมันถูกสร้างมาด้วยกฎหมายที่ระบุว่าคู่สมรสมีหน้าที่รับผิดชอบต่อกัน ดูแลซึ่งกันและกัน แต่ชีวิตสมรสของชาวไทยมันคือผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง คู่สมรสในนอร์เวย์จะใช้บัญชีร่วมกัน ใช้จ่ายร่วมกัน หรือไม่ก็บัญชีของใครของมัน
แต่คู่สมรสชาวไทยส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นฝ่ายที่ทำงานนอกบ้านแต่เงินเดือนจะต้องให้ภรรยาเป็นคนดูแล ดังนั้นหากคู่สมรสระหว่างสาวไทยกับสามีชาวนอร์เวย์ต่างมีแนวความคิดเรื่องการเงินที่แตกต่างกันแบบนี้ ปัญหาในคู่สมรสก็จะเกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะถ้าคุณคาดหวังว่าสามีคุณจะเข้าใจในจุดนี้และคุณจะได้เป็นดูแลเงินเดือนของเขาด้วยแล้ว คุณยิ่งจะผิดหวังมาก และต่างฝ่ายต่างผิดหวังในกันและกัน ในส่วนของชาวนอร์เวย์บ่อยครั้งที่ดิฉันจะได้ยินคือพวกเขาเบื่อหน่ายเหลือเกินที่ผู้หญิงชาวนอร์เวย์พูดถึงความเสมอภาคในชีวิตสมรส ทำให้พวกเขารู้สึกถูกกดขี่ หมดความแมนเพราะต้องทำทุกอย่างรับผิดชอบทุกอย่างด้วยกัน เช่นเรื่องงานบ้านหรือการดูแลลูก พวกเขาจริงเสาะแสวงหาหญิงสาวชาวไทยหรือเอเชียมาเป็นคู่สมรส ด้วยที่ภรรยาที่มาจากเมืองไทยหรือเอเชียมีความเป็นแม่บ้านแม่เรือนมากกว่าภรรยาชาวนอร์เวย์ ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เลย มีบ้างที่เป็นความจริงว่าพวกเขาผิดหวังจากภรรยาชาวนอร์เวย์ เหมือนกันกับภรรยาชาวไทยที่ผิดกับสามีคนไทยที่เจ้าชู้ ใช้ความรุนแรง เพราะฉะนั้นคู่สมรสในแต่ละคู่ควรปรับระดับความคาดหวังตรงนี้ มองหาความจริงใจ ความรัก ความหวังดีต่อกันมาเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตคู่ค่ะ อย่าคาดหวังในเงินตรา สิ่งของ ความสุขความสบายที่เขาจะให้ หรือเขาเองก็อย่าคาดหวังว่าเราจะเป็นภรรยาที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนและยอมเขาตลอดเวลา อย่าหลอกตัวเองหรือยอมโดนหลอมกับความจอมปลอม คำหวาน คำสัญญาที่ไร้ซึ่งความจริงใจความหวังดี อย่ามองหาผลประโยชน์ในตัวเขา เพราะเขาเองก็มองหาผลประโยชน์จากตัวคุณเช่นกัน

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหม และคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่า

มีค่ะ ครอบครัวที่เมืองไทยมีเพียงน้องสาวและน้องชายที่ต่างก็มีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว คิดถึงเมืองไทย คิดถึงบ้านเกิด มีบ้างค่ะ แต่เป็นระดับที่ไม่บั่นทอนจิตใจ ด้วยที่ว่าดิฉันเองมีลูกสาวที่เป็นครอบครัวเล็กๆของดิฉันที่นี่ในนอร์เวย์ มีชีวิตประจำวันในอีกรูปแบบหนึ่ง มันทำให้ดิฉันคิดว่านอร์เวย์ได้เป็นบ้านหลังใหม่ของดิฉันไปแล้วและเมืองไทยได้กลายเป็นเมืองเกิด เมืองแห่งความหลัง เมืองที่จะต้องกลับไปเยือนเพียงเท่านั้น รวมถึงว่าดิฉันเองก็มีคุณแม่ที่อาศัยอยู่ที่สวีเดน เมือง Stockholm ด้วย ทำให้ดิฉันคิดถึงเมืองไทยน้อยลง แต่ไม่เคยลืมบ้านเกิดเมืองนอนค่ะ และด้วยที่ว่าดิฉันย้ายมาที่นอร์เวย์ในช่วงอายุแค่ 21 ปี มันทำให้ดิฉันมีความรู้สึกว่าดิฉันมาสร้างอนาคตของดิฉันที่นี่และเติบโตขึ้นที่นี่ค่ะ

ครอบครัวของดิฉันจากสวีเดนและเมืองไทย

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในนอรเวย์ครับ

น้อยครั้งมากที่ดิฉันจะรู้สึกไม่ปลอดภัยในบริเวณที่ดิฉันอยู่ หรือในนอร์เวย์โดยทั่วๆไป
มันก็จะมีบ้างที่ดูเหมือนจะไม่ปลอดภัยในช่วงเวลาดึกๆ เปลี่ยวๆ หรือในบริเวณพื้นที่มืดเวลาไปเดินรับลมหรือออกกำลังกายเพราะมีการข่าวการข่มขืนเกิดขึ้นบ่อย ทั้งช่วงเวลากลางคืนหรือในบริเวณที่เปลี่ยวๆ
แต่โดยส่วนตัวของดิฉัน ดิฉันอยู่บริเวณที่เป็นเขตชุมชน เดินไม่ไกลก็ถึงตลาด ร้านค้าหรือสวนสาธารณะที่มีเพื่อนบ้านและผู้คนเดินกัน ดิฉันจึงไม่ค่อยมีความรู้สึกกลัวหรือกังวลเรื่องความปลอดภัยเสียเท่าไหร่ นอกจากนี้ก็มีเป็นบางช่วงบางฤดูกาลที่มีการโจรกรรม งัดแงะบ้านเรือนเพื่อขโมยทรัพย์สิน แต่ดิฉันไม่เคยเจอ อยู่นอร์เวย์มา 16 ปีเคยโดยล้วงกระเป๋า 1 ครั้ง และลืมเสื้อกันหนาวในร้านเสื้อ พอกลับไปเอาก็พบว่าไอโฟนในกระเป๋าเสื้อหายไปแล้ว ซึ่งกรณีแบบนี้เจอน้อยมากและในรอบ 16 ปีเจอแค่สองครั้งถือว่าน้อยมาก และนอร์เวย์ปลอดภัยน่าอยู่ค่ะ

ภาพจากเมือง Hokksund

สถานที่ไหนในนอร์เวย์ที่คุณชอบไปเที่ยวมาก – นอร์เวย์สวยไหมครับ

ร้านอาหารหรือโรงแรมในนอร์เวย์แพงค่ะ เพราะฉะนั้นการออกไปทานข้าวนอกบ้านหรือไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆดิฉันจะไปไม่ค่อยบ่อยค่ะ นานๆที แต่ดิฉันก็ไปถ้ามีโอกาส โดยเฉพาะถ้าดิฉันมีทุนทรัพย์ที่ดีพอในช่วงเวลานั้นๆ ดิฉันชอบออกไปดูคอนเสิร์ต ดูหนัง ทานอาหารนอกบ้านกับแฟนและเพื่อนๆ มีบ่อยครั้งที่ดิฉันอยากจะเดินทางไปเที่ยวให้ทั่วนอร์เวย์ค่ะ นอร์เวย์เป็นประเทศที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากมายค่ะ ซึ่งวัฒนธรรมการเที่ยวของชาวนอร์เวย์นั้นเป็นไปตามฤดูกาลค่ะ ถ้าเป็นฤดูร้อนก็จะเป็นการท่องเที่ยวแบบ outdoor ค่ะ ทำกิจกรรมข้างนอก ปีนเขา(ภูเขาสูง) ว่ายน้ำอาบแดด ถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิใบไม้ร่วงก็ออกรับลม ชมนก ชมไม้ เดินเที่ยวตามสวนสาธารณะหรือเนินเขา ฤดูหนาวก็เป็นกิจกรรมที่หาความสนุกจากหิมะ เช่นเล่นสกี เล่นสเก็ตน้ำแข็ง ที่สำคัญนอร์เวย์มีวัฒนธรรมการเที่ยวที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนไทย โดยส่วนใหญ่ครอบครัวชาวนอร์เวย์จะมีบ้านพักตากอากาศที่เรียกกันว่า ฮิตตะ (Cabinhouse) พวกเขาจะฮอลิเดย์เดย์กันเป็นครอบครัวและใช้ฮิตตะกันในทุกๆฤดูกาล แต่ถ้าหนาวกันมากๆชาวนอร์เวย์ก็มักจะซื้อตั๋วเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ และไปยังประเทศที่ร้อนกว่า และถ้าฤดูกาลใดอุณหภูมิดี อากาศร้อนมีแดดเยอะการท่องเที่ยวในนอร์เวย์ก็จะบูมทันทีค่ะ คือไม่เดินทางออกนอกประเทศแต่สรรหาที่ไปเที่ยวในนอร์เวย์เองไม่ว่าจะเป็นสวนสัตว์ เดินเขา เช่าฮิตตะ เล่นน้ำ อาบแดดตามชายหาด และในช่วงหน้าร้อนก็จะมีงาน festival ทั่วนอร์เวย์เลยค่ะ เป็น festival แบบหลากหลายรูปแบบเลยทีเดียว

ดิฉันชอบท่องเที่ยวในนอร์เวย์มากค่ะ ยังมีอีกหลากหลายพื้นที่ที่ดิฉันอยากจะไปเที่ยว
ถึงแม้ว่าดิฉันไปเที่ยวมาหลายพื้นที่หลายจังหวัดแล้วก็ตาม
ดิฉันได้ไปจังหวัดทางเหนือของนอร์เวย์มาบ้างแล้ว ได้เห็นแสงเหนือ (the northern light)
ได้เห็นพระอาทิตย์เที่ยงคืน
ได้ไปนั่งรถมอเตอร์ไซค์ใหญ่เที่ยวถนนซิกแซกของนอร์เวย์ ได้นั่งรถมอเตอร์ไซค์ขับตามถนนข้ามหลากหลายพื้นที่
ต้องขอบอกเลยว่าดิฉันได้เดินทางท่องเที่ยวในนอร์เวย์มากกว่าในเมืองไทยเสียอีก
ประเทศนอร์เวย์เป็นประเทศที่สวยแตกต่างจากประเทศไทยมากๆ ค่ะ

พระอาทิตย์ตกดินที่ Hokksund Camping

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

ในเวลาว่างดิฉันเป็นคนที่ทำอะไรหลายๆอย่างค่ะ บางครั้งก็แล้วแต่สภาพอากาศจะอำนวย บางครั้งก็แล้วแค่ทุนทรัพย์ในกระเป๋า บางครั้งก็แล้วแต่สภาพจิตใจและร่างกายค่ะ เวลาว่างของดิฉันแบ่งเป็นสองแบบค่ะ ด้วยที่ว่าดิฉันดูแลลูกสาวเป็นหลักและเกือบ 100% ดิฉันจึงแบ่งเวลาว่างออกเป็นสองแบบค่ะ
เวลาว่างของดิฉันแบบแรกคือทำกิจกรรมกับลูกสาว คนรักและครอบครัวค่ะ พวกเราจะทำกิจกรรมง่ายๆที่ลูกสาวของดิฉันมีความสุข เช่น เดินเที่ยวชมเมือง ขับรถชมเมือง หรือไปทำกิจกรรมสำหรับครอบครัว หรือไม่ก็อยู่ทำอาหารอร่อยๆ ทานกัน ในช่วงฤดูร้อนพวกเราก็จะมีกิจกรรมทำสวน ปลูกผักสวนครัว ปลูกดอกไม้ ที่บ้านเราปลูกสตอเบอรี่ค่ะ ทุกๆหน้าร้อนพวกเราจะมีสตอเบอรี่สดๆจากสวนทานกันเองนะค่ะ
ส่วนเวลาว่างในแบบที่สอง เวลาว่างในแบบส่วนตัว ดิฉันจะทำอะไรที่ดิฉันชอบเป็นการส่วนตัว ดิฉันชอบทำอะไรที่ออกแนว action บ้าง เพราะชีวิตประจำวันกับลูกสาวคือสาวน้อยคนนี้เธอต้องการความช่วยเหลือ และดูแลตลอด 24 ชม.ค่ะมันจึงทำให้ดิฉันชอบมองหาความตื่นเต้นมาเติมเต็มให้กับชีวิตของดิฉันค่ะ เมื่อไหร่ที่ดิฉันฟรีจากลูกสาว (เขาไปอยู่บ้านพักผู้ป่วย ที่หน่วยงานราชการเข้ามาช่วยดูแล) ดิฉันจะเริ่มง่ายๆด้วยการทำเล็บ ทาสี แต่งลวดลายบนเล็บมือและเล็บเท้า (nail art) และบ่อยครั้งที่ดิฉันจะเปลี่ยนสีเล็บและตกแต่งเล็บทุกสัปดาห์

ภาพที่พวกเราใส่ชุดประจำชาติของนอร์เวย์

ดิฉันเป็นคนชอบเครื่องยนต์ มีความสนใจในรถยนต์คลาสสิค รถมอเตอร์ไซค์ ดิฉันได้มีโอกาสได้ร่วมเดินทางกับกลุ่ม big bike ในนอร์เวย์และเกิดการหลงรักมันขึ้นมา ณ ปัจจุบันนี้ดิฉันกำลังทำใบขับขี่ big bike อยู่และหวังว่าดิฉันจะได้ใบขับขี่ big bike มาครองในอนาคตอันเร็วนี้ รวมไปถึงได้เป็นเจ้าของ big bike สักคันรวมถึงได้ขับมันท่องเที่ยวไปให้ทั่วนอร์เวย์ นอกจากดิฉันจะชอบเครื่องยนต์แล้วดิฉันก็ชอบอะไรที่เกี่ยววกับน้ำด้วย เช่นว่ายน้ำ ดำน้ำ ล่าสุดดิฉันเพิ่งมีโอกาสได้เข้าคอร์สดำน้ำโดยที่ไม่ใช้อุปกรณ์ดำน้ำ(free diving) มันสนุกมากและตื่นเต้น ถึงแม้ว่าดิฉันจะชอบการดำน้ำด้วยอุปกรณ์มากกว่า แต่กิจกรรมดำน้ำแบบ freediving ก็ยังเป็นสิ่งที่ดิฉันชอบทำและจะทำไปเรื่อยๆ เพราะกิจกรรมดำน้ำประเภทนี้เราไม่ต้องลงทุนมาก ใช้อุปกรณ์ดำน้ำพื้นฐาน คุณก็สามารถดำน้ำดูปลาดูชีวิตใต้น้ำได้ แต่ดิฉันก็รอเข้าคอร์สดำน้ำด้วยอุปกรณ์ในปีหน้าอยู่ เพราะการดำน้ำแบบไม่ใช้อุปกรณ์ ไม่สามารถดำน้ำนานๆ หรือลึกๆได้ถ้าคุณไม่ฝึกฝนและเก่งจริงๆ ดังนั้นดิฉันจึงอยากจะได้ใบอนุญาตดำน้ำและสามารถดำน้ำได้อย่างที่ดิฉันอยากจะทำ นอกจากนี้ดิฉันก็ชอบดูหนัง ไปคอนเสิร์ตด้วยค่ะ ดิฉันดูหนังแทบจะทุกแนว แต่ที่ชอบมากคือแนว adventure action อย่างหนังแบบ Jurassic Park หรือหนังแนว science fiction อย่าง Avatar ส่วนคอนเสิร์ตดิฉันก็ดูคอนเสิร์ตแทบจะทุกแนว ทั้งดนตรีไทย นอร์เวย และสากลค่ะ คอนเสิร์ตล่าสุดที่ดิฉันไปมาคือคอนเสิร์ตของ Eminem, Metallica, the Rival sun และ CC Cowboy ของนอร์เวย์ค่ะ นอกจากกิจกรรมเหล่านี้แล้วดิฉันก็ยังชอบงานปักผ้า งานประดิษฐ์ประดอยและจัดดอกไม้ งานปักผ้าดิฉันจะปักช่วงเวลากลางคืนเมื่อดิฉันเครียดๆและเหงา โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่ค่อนข้างยาวนานของนอร์เวย์ งานปักที่ดิฉันทำค้างอยู่ตอนนี้คืองานปักคอเสื้อและแขนเสื้อที่ดิฉันจะเย็บเข้ากับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ดิฉันเอาไว้ใส่กับชุดประจำชาติของชาวนอร์เวย์ที่ดิฉันมีค่ะ ส่วนเรื่องประดิษฐ์ประดอยดิฉันทำในช่วงเทศกาลคริสต์มาสหรือในการฉลองวันเกิดของลูกสาว คนในครอบครัวและของเพื่อนๆ การจัดดอกไม้ก็เช่นกันค่ะจัดให้คนในครอบครัวและเพื่อนๆในเทศกาลสำคัญหรือในวันเกิด แต่ก็บ่อยครั้งมากที่ดิฉันอารมณ์ดีซื้อดอกไม้มาจัดเพื่อไหว้พระที่บ้านและจัดแจกันเพิ่มความสดชื่นในบ้าน

นอกจากนี้ดิฉันก็มีงานอดิเรกกับสมาคมสตรีไทยในนอร์เวย์ด้วยค่ะ ดิฉันเป็นล่ามให้พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆชาวไทยที่เดือดร้อน ดิฉันร่วมทำกิจกรรมดีๆ กับสมาคมฯ เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่เดือดร้อนในนอร์เวย์ ดิฉันเป็นฑูตกฎหมายให้กับองค์กรของภาครัฐ ที่เรียกว่า ยูร์ค JURK ซึ่งย่อมาจากคำว่าผู้ให้คำแนะนำด้านกฏหมายแด่สตรี ดิฉันมีความสุขมากกับงานอดิเรกแบบนี้ ดิฉันดีใจที่ได้รับโอกาสดีๆที่ได้แนะนำ พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเรื่องกฎหมายกับคนไทยในนอร์เวย์ ถึงแม้จะเป็นข้อกฎหมายเบื้องต้นบางส่วนเท่านั้นก็ตาม มันมีประโยชน์มากทีเดียวซึ่งมันทำให้หลายๆคนพอที่จะมองเห็นผลประโยชน์ของการคำนึงถึงข้อกฎหมายต่างๆ มองเห็นทางออกเมื่อเจอปัญหาหรือเจอความอยุติธรรม นี่แหละคือสิ่งที่ดิฉันชอบและทำในเวลาว่าง หลากหลายและแตกต่างกันไปค่ะ

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ยุโรป / นอรเวย์ จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่นอรเวย์จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น แน่นอนค่ะการย้ายมาอยู่นอร์เวย์จะทำให้ชีวิตดีขึ้น เนื่องด้วยว่าสวัสดิการสังคม ระบอบการบริหาร ระบบแรงงานรายได้ของเขาดี ถ้าคนไทยย้ายมาอยู่ที่นอร์เวย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอนค่ะ
แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีเสมอไปนะคะ กว่าจะถึงจุดที่ว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีหลายๆคนต้องเจอปัญหาและอุปสรรคมากมายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัว ปัญหาครอบครัว ถูกกดขี่ข่มเหง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกทำร้ายร่างกาย คนไทยเราส่วนใหญ่ย้ายมานอร์เวย์โดยการติดตามสามีหรือครอบครัวมา ดังนั้นดิฉันขอแนะนำง่ายๆ ว่าควรจะศึกษากันให้ดีนะคะ เพราะตอนที่เขาเจอเราที่เมืองไทยหรือไปหาเราเมืองไทยมันแตกต่างกันมากกับตัวตนจริงๆ ที่เขาเป็น ควรศึกษาใจคอกันให้ดี ควรศึกษากันและกันให้มาก ควรจริงใจและซื่อสัตย์ต่อกัน ควรคุยกันอย่างเปิดเผยวางอนาคตและวางรูปแบบครอบครัวที่ดีร่วมกัน มองทุกอย่างตามความเป็นจริง ใช้ความดีงามใช้แรงกายแรงใจที่ดีร่วมกันสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ถ้านี่คือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตแล้วไม่ว่าคุณจะมาสร้างชีวิตที่นอร์เวย์หรือประเทศใดๆก็ตามมันจะผ่านพ้นไปได้ด้วยค่ะ แต่หนทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ยังไงเสียก็ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีสติและตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมความดีค่ะ

คุณ Manilla

เพิ่มเติม

ภาพครอบครัว
ครอบครัวของดิฉันจากสวีเดนและเมืองไทย
คุณแม่และป๋าที่อาศัยอยู่สวีเดน
ครอบครัวของลูกสาวค่ะ คุณพ่อ คุณย่า คุณปู่ของเธอ
รวมญาติ ครอบครัวและเพื่อนๆ ของดิฉันในงานวันฉลอง 15ปี ของลูกสาวดิฉันค่ะ น้องชื่ออารียา

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s