ชีวิตติดเกาะอยู่กับชาวไวกิ้ง ดินแดนภูเขาไฟ

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศไอซ์แลนด์ เธอคือคุณ AJ และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศไอซ์แลนด์

ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณ AJ (ชื่อเล่น จิ๋ว)

ย้ายมาอยู่ประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland)

เมือง:เรคยาวิก (Reykjavík)

ภาพถ่ายจาก คุณ AJ

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศไอซ์แลนด์เพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศไอซ์แลนด์ครับ

ชื่อเล่นชื่อจิ๋วนะคะ แต่ใช้ชื่อ สากลคือ AJ อายุ 40 ปี เราอาศัยอยู่ที่เมืองหลวงคือ Reykjavík เริ่มย้ายมาจากไทย ตั้งแต่ปี 2014 โดยมาพร้อมกับลูกสาวซึ่งตอนนั้นน้องได้เข้าอายุ 17 ปีค่ะ เรื่องของการย้ายถิ่นฐานเพราะได้พบรักกับสามีและจดทะเบียนสมรส หลังจากคบกันได้ครบหนึ่งปีที่ไทย หลังจากช่วงปี 2012 ตอนนั้นเป็นแค่ bf gfกัน แฟนตอนนั้นได้ทำจดหมายเชิญให้มาท่องเที่ยว และเรียนรู้นิสัยใจคอกันก่อน สามเดือนที่ Iceland พอกลับไปไทยได้ประมาณสัก 7 เดือนแฟนก็บินตามไปขอจดทะเบียนสมรส แล้วเรากับลูกก็ย้ายตามมาเลยค่ะ ใช้เวลาแค่ 2 เดือนในการตระเตรียมทุกอย่าง

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

เราเป็นเด็ก กทม.โดยกำเนิดค่ะ มีพี่น้องสี่คนรวมเราด้วย พี่ชายสองคน น้องสาวหนึ่งคน เกิดและโตครอบครัวมีบ้านอยู่ที่ กรุงเทพแถวๆรามอินทรา พอจบประถม 6 แม่ส่งไปอาศัยอยู่กับน้าและป้าซึ่งเป็นสาวโสด โดยน้าและป้าดูแลบ้านให้กับครอบครัวอาจารย์แพทย์ พอเราย้ายไปอาจารย์แพทย์เป็นคนส่งเรียนและอุปถัมภ์ด้านการศึกษา ที่พักอาศัยและดูแลแทนพ่อแม่ค่ะจนจบชั้นมัธยมต้น ซึ่งดิฉัน เก่งด้านศิลปะทางโรงเรียนได้ให้โควต้าสาขาศิลปกรรมของ สถาบันเทคโนโลราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้มาหนึ่งคน เราจึงได้สิทธิ์ทางนั้นโดยไม่ต้องสอบแข่งขัน (ปกติเป็นสถาบันที่เข้ายากมากค่ะ) หลังจากเข้าเรียนระดับ ปวช. ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่หอพักเองจนจบ ปวช. แล้วไปพบรักกับนักศึกษาเพื่อนกันจากนั้นมีบุตรเป็นลูกสาวคนนี้ ก็เลยต้องดรอปการศึกษาต่อที่จะเข้าวิทยาเพาะช่างค่ะ

พอช่วงระหว่างนั้นก็มีเรียน มหาวิทยาลัยสุโขทัยไปในตัว เพราะคิดว่าจะเอาปริญญาไปสมัครงานแต่จริงๆก็แทบไม่ต้องใช้ จากนั้นก็ทำงานบริษัทการ์เมนต์เป็นฝ่ายจัดซื้อและดีไซด์เนอร์เสื้อผ้า อยู่ได้ประมาณ 6-7 ปีค่ะ แล้วแยกทางกับแฟนเก่าคนไทยได้ปีนึง แล้วคบกับแฟนคนอังกฤษอายุห่างกันสี่ปีค่ะ เขาเป็นอาจารย์ที่ไทย เราอยู่ด้วยกันที่ไทยสี่ปี ช่วงนั้นดิฉันก็ทำงานให้กับบริษัทรองเท้าเป็น designer ต้องไปทำงานที่จีน ด้วยบ่อยๆ จนต้องออกมาทำงานออกแบบเสื้อผ้าและ แฟชั่นทุกอย่าง เป็นผู้จัดการด้วยให้อีกบริษัทซึ่งมีเจ้านายเป็นไต้หวันแต่ products และ ทุกอย่างทำผลิตที่ไทยแต่ส่งออกไปขายไต้หวันค่ะ ทำอยู่จนสองปี แล้วช่วงนั้นก็เริ่มเลิกกับแฟนคนอังกฤษเพราะเขาติดดื่มมากเกินไป เราก็บ้างานไม่ค่อยมีเวลาด้วยกันมาก

หลังจากนั้นก็โสดอยู่ปีกว่าๆค่ะ ก็ยังทำงานเกี่ยวกับ freelance designer อยู่ในวงการแฟชั่น และรับทำงานให้ต่างชาติส่วนใหญ่ ใช้ชีวิตมีเพื่อนคลุกคลีอยู่แต่กับเพื่อนต่างชาติส่วนใหญ่ค่ะ จนได้พบกับแฟน (สามีคนปัจจุบัน) ชอบนิสัยเขาและเรียบง่าย ถูกชะตา เลยยอมจดทะเบียนย้ายประเทศนี่ล่ะค่ะ

คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรมาบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ประเทศไอซ์แลนด์ครับ

อาชีพที่เคยทำมาก่อนย้ายมา Iceland คือ fashion designer ค่ะ พอย้ายมาสามปีแรกไม่ได้ทำงานเลยค่ะ พอดีโชคดีหน่อยที่สามีเป็นเจ้าของธุรกิจการท่องเที่ยว luxly travel มีชื่อที่นี่ค่ะ เลยไม่ได้ทำงานเลยมาอยู่แรกๆ เพราะสามีต้องการให้เราเรียนรู้ หรือปรับตัวกับสถานที่ใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ การอยู่การกินการใช้ชีวิต สามีต้องการให้เรารับและเรียนรู้วัฒนธรรมของคน Icelandic อย่างเข้าใจให้มากๆ โดยรวมสามีจะอยากให้เราใช้ชีวิตแบบไม่ใช่สังคมไทยๆๆๆ เพราะเขาคิดว่าคุณคิดย้ายมาแล้วก็ควรอยู่กับสังคมที่ใหม่ๆให้ได้ ซึ่งถามเราว่าเรามีปัญหาไหม?? เราไม่มีเลยค่ะ เราปรับตัวง่ายมาก เพราะเราสมัยอยู่เมืองไทยเราก็ค่อนข้างมีแต่เพื่อนต่างชาติ อาหารการกิน เราก็ชอบ European food อยู่แล้ว ค่อนข้างปรับตัวง่ายทั้งแม่และลูกสาวด้วยค่ะ โดยนิสัยส่วนตัวเราสบายๆ ไม่เหงาหรือ รู้สึก Home sick เลยด้วยค่ะ สามปีแรกเราไม่ได้ทำงานโดยตรง ส่วนใหญ่เราจะออกท่องเที่ยวเดือนเว้นเดือน บางที ติดกันทุกเดือน ทั่วยุโรปเลยค่ะ ไปจนเริ่มอิ่มตัว แต่กิจการโดยตรงที่มีทำเป็น hobby คือ เปิด thai cooking class สอนทำอาหารไทยกับกลุ่มคน Icelandic ค่ะ

งานตรงนี้คือมีบริษัทของสามีเป็นหลัก เราก็ Add งานเราเข้าไป jam ด้วย ประมาณงานอีเว้นท์ค่ะ ถ้าบริษัทไหนมาจ้างอีเว้นท์ของสามีเป็นกรุ๊ปใหญ่ๆ บางคนมีไปขับ ATV QUADS บางคนอยากทำอาหารไทยก็จะจองกันมา หลักๆแล้วสอน 20-40 คนต่อคลาสเลยค่ะ สนุกมากได้เงินดี สอนแบบส่วนตัวที่บ้านก็มีค่ะ แต่ไม่ใช่งานประจำ

จนมาช่วงเวลาหนึ่งเราเริ่มเบื่อการออกเที่ยวแต่ไม่ทำงาน และเหมือนๆกับว่าเราไม่ตื่นเต้นในการไป holiday แล้วเพราะเรา holiday ตลอดเวลาเกินไป ทีนี้เป็นคนชอบทำอาหารชอบครีเอทเมนูใหม่ๆและสนใจทำอาหารแนวสุขภาพมาก สามีก็เป็นคนชอบอาหารแนวนี้ เราเลยได้ไปลงเรียนหลักสูตร Raw food เพื่อนำมาครีเอทเมนูเอง จากนั้นเราก็เริ่มหาร้านอาหารแนวสุขภาพทำค่ะ ได้งานเป็นเชฟ อย่างที่ตั้งใจไว้ คืออยากไปเรียนรู้วิธีการทำนั่นเอง แต่ในหัวคือมีโครงการเปิดร้าน อาหารแนวฟิวชั่น สุขภาพ ไม่เหมือนร้านอาหารทั่วๆไปนะคะ แบบแนวร้านอาหารไทยแบบคนอื่นคือไม่ทำค่ะ อยากทำฉีกๆแนวออกไป

พอทำที่แรกได้ 5 เดือนสามีก็ให้ลาออกค่ะ แล้วเราก็ไปท่องเที่ยวพักผ่อนอีกสามสี่เดือน แล้วทีนี้เราอยากทำงานอีกแต่ ขอตำแหน่งใหญ่กว่าเดิม เราเลยเริ่มส่ง CV สมัครงานอีก สรุปเราได้งานร้านอาหารฟิวชั่นที่ใหม่ค่ะทำตำแหน่ง shift manager และเชฟค่ะ ภูมิใจมากเพราะเราจริงๆเพิ่งเป็นงานที่สองที่เราเริ่มทำเอง แต่เราสามารถหางานในตำแหน่งผู้จัดการชิฟและเชฟได้ เราเป็นคนที่ค่อนข้างมั่นใจและขยันมาก เวลาเราสัมภาษณ์งานคิดว่า ต่างชาติเขาคงมองเอาจากการคุย ไม่เหมือนเมืองไทยค่ะ รับคนทำงานคือจะดูแค่วุฒิอะไร จบที่ไหนมา แต่ต่างชาติมองแค่ มีประสบการณ์อะไรมา วัดใจว่าเก่งแค่ไหน เอกสารการจบไม่ต้อง ทดลองงานสามวันคือรู้แล้ว บุคลิคภาพคน นี่คือสิ่งที่ชอบในการทำงานต่างแดน เงินเดือนค่อนข้างสูงค่ะเพราะเป็นตำแหน่งหัวหน้า ตอนนี้ทำมา 9 เดือนแล้วค่ะสบายๆมากเลย เพราะดิฉันโชคดีที่ไม่มีรายจ่ายแชร์อะไรกับสามีเลย สามีจ่ายหมด จ่ายยันค่าเติมน้ำมันรถให้ ดิฉัน ค่าอาหารการกิน ถ้าต้องการของใน supermarket เขาก็จะมีบัตรของวงเงินนั้นๆไปให้ใช้จ่ายค่ะ ดิฉันไม่ได้ลำบากเรื่องเงินเลยค่อนข้างโชคดีกว่าคนไทยหลายๆคนมาก รายได้ที่ได้มาดิฉันก็ส่งไปดูแลทางบ้าน และใช้จ่ายไปในการท่องเที่ยวนี่ล่ะค่ะ

คุณพูดภาษาไอซ์แลนด์ได้ไหม คุณคิดว่าภาษาไอซ์แลนด์ยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาไอซ์แลนด์จนเข้าใจและสื่อสารได้ และคุณพูดภาษาอื่นได้อีกไหม

หลักๆแล้วจะใช้ภาษาอังกฤษ 85% ค่ะเพราะเวลาคนที่มาที่นี่ถ้าคุณพูดภาษาอังกฤษได้จะหัดภาษา Icelandic ยากกว่าคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้น่ะค่ะ คนที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้ถึง 90% เราเลยไม่มีความจำเป็นมากที่ต้องหัดภาษา Icelandic
แต่ดิฉันอ่านออกเขียนได้มากกว่าออกเสียงพูด เพราะพูดนั้นค่อนข้างยาก แต่ก็สามารถสื่อสารได้บ้างแล้วค่ะ โดยส่วนตัวต้องพูดได้อ่านได้บ้างเพราะต้องทำ Icelandic passport ต้องไปสอบค่ะและหลวงบังคับให้ไปเรียนต้องมีชั่วโมงเรียนไปยื่นขอสอบพาสน์ ส่วนตัวดิฉันลงเรียนแต่ไม่ค่อยมีเวลาไป จะชอบใช้อ่านเองหรือสื่อสารจากที่ทำงานเอาบ่อยๆล่ะค่ะ แต่อย่างว่าเกือบทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้เราเลยค่อนข้างไม่ได้ใช้ Icelandic มากเท่าไหร่ค่ะ

อ้อและอีกส่วนหนึ่งในการเลือกหางานเราจะยึดหลักว่าเราจะต้องทำงานที่เราชอบด้วย ไม่ใช่งานอะไรก็ได้ที่มีรายได้แล้วทำๆไป เพราะเราค่อนข้างเลือกจากความรู้สึก ถ้าเราทำงานที่เรารัก เราจะ enjoy ไปกับงานนั้นๆ และดิฉันไม่มีความจำเป็นต้องก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อให้มีรายได้ค่ะ อย่างที่บอกว่าตัวดิฉันเองไม่มีรายจ่ายใดๆนอกจากส่งพ่อแม่ที่ไทยค่ะ เลยใช้เวลาเลือกงานนานมากสามปีเลยทีเดียว แต่ทุกวันนี้รู้สึกดีมากค่ะงานดีเงินดี ทุกคนน่ารัก เจ้านายดี ตั้งใจว่าจะทำถึงปีหน้าแล้วคงแพลนเรื่องทำร้านอาหารเองค่ะ ส่วนวงการแฟชั่น ถามว่าทำไมไม่กลับมาออกแบบแฟชั่นที่นี่ก็ได้นี่ ตอบเลยว่าตลาดแฟชั่นที่นี่เล็กมากค่ะเพราะประชากรน้อย อีกอย่างเราอยู่ในวงการพวกนี้มานานเราอยากหาประสบการณ์ใหม่ๆกับชีวิต ซึ่งออกแบบอาหารก็คือแฟชั่นอย่างหนึ่ง สนุกและชอบมากค่ะ

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนไอซ์แลนด์ แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

ในมุมมองสำหรับดิฉันนั้นไม่มีอะไรยากในการปรับตัวเลยค่ะ ทั้งเรื่องอากาศเราก็ปรับตัวได้ง่ายมาก เข้าใจว่าช่วงหน้าหนาวคือมีหิมะเดินทางลำบากขึ้นหรือหนาวมากเราก็แค่ใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ ในเมื่อเราเลือกแล้วที่จะอยู่ที่นี่เราต้องคิดในแง่บวกว่ามันก็สวยนะมีหิมะขาวๆ หรือหนาวเราก็จะชอบมากกว่า อากาศที่ร้อนจัดๆ เพราะเวลาเราเจออากาศร้อนมากๆดิฉันจะเพลียและไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรเลยค่ะ เลยค่อนข้างเป็นคนชอบอยู่ที่เย็นๆเลยไม่มีปัญหาในด้านนี้มาก โดยรวมๆคือดิฉันจะไม่ได้อยู่ Iceland ตลอดเวลา ถ้าอากาศไม่ดีนานมากจริงๆก็จะบินไปหาเที่ยว เบรคๆเรื่องอากาศแย่ๆที่ประเทศอื่นเอาค่ะ อันนี้ช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง เรื่องการกินอยู่ก็ไม่มีปัญหาค่ะ ร้านนำเข้าของเอเชียมีเยอะเราหาซื้อมาทำอาหารไทยกินได้ง่ายๆค่ะ และอีกอย่างดิฉันไม่ได้ติดอาหารไทยมาก บางทีมีอะไรกิน ก็กินได้หมดค่ะ ไม่ค่อยเรื่องมากกับตรงนี้ เลยไม่ต้องปรับตัวอะไรยากเลย ส่วนเรื่องที่ต้องปรับตัวมากที่สุดแรกๆน่าจะเป็นเรื่องการขับรถ เพราะต้องเปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยซ้าย เลนขวา อันนี้ใช้เวลาสั้นๆไม่นานค่ะ อย่างอื่นไม่มีอะไรต้องปรับมากเลยสำหรับตัวดิฉัน

เมืองที่คุณย้ายไปอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่มากไหม และคุณคิดว่าคนไทยที่นั่นเขามีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายดีไหมอย่างไร

เมืองที่ดิฉันอยู่คิดว่ามีคนไทยอยู่เยอะพอควรนะคะ ส่วนใหญ่อยู่เป็นครอบครัวเลยแต่ไม่ค่อยแน่ชัดว่าจำนวนเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ดิฉันจะไม่ค่อยสมาคมกับสังคมคนไทยมากค่ะเพราะด้วยบุคลิคตัวเองและนิสัย รสนิยม ต่างกับคนไทยส่วนใหญ่ที่นี่ เลยค่อนข้างคบคนน้อย ดิฉันไม่เคยไปงานสมาคมคนไทยค่ะ ไม่ค่อยไปปาร์ตี้กับคนไทยเยอะๆ ส่วนมากไปบ้างหาเพื่อนสนิทจริงๆ ดิฉันจะใช้เวลาอยู่กับตัวเองค่อนข้างเยอะ เที่ยวคนเดียวกินคนเดียวและใช้เวลากับครอบครัวซะส่วนมาก เพราะ สามีเป็นเพื่อนที่ดีได้ค่ะคุยกันได้ทุกเรื่องเราเลยไม่ค่อยมีสังคมไทยมากค่ะ

ส่วนเรื่องว่าคนอื่นอยู่สุขสบายดีไหม อันนี้ยังไม่กล้าวัดหรือประเมินผลมากเพราะความสุขของคนเราทุกคนมันต่างกัน เพราะบางคนเขาไม่ได้มีอะไรมากการเงินหรือฐานะ แต่ดูเขาพึงพอใจแค่นั้นดูเขาก็มีความสุขแล้ว ส่วนบางคนดิฉันเห็นเขาอวดนั่นนี่มั่งมีกว่าใครๆ แต่ดูจากการใช้ชีวิตจริงๆเหมือนเขาไม่ได้มีความสุขเลยค่ะ ถึงบอกว่าอันนี้ไม่กล้าตอบว่าอะไรคือความสุขของใคร เอาเป็นว่าส่วนตัวเองนั้นดีใจพอใจและมีความสุขกับชีวิตที่อาศัยอยู่ที่นี่ ตอนนี้มาก คุณภาพชีวิตก็ดีมากค่ะ รักที่นี่เลย

อะไรที่คนไอซ์แลนด์ชอบและคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายไอซ์แลนด์เป็นอย่างไร ผู้หญิงไอซ์แลนด์เป็นอย่างไรและครอบครัวของคนไอซ์แลนด์ เป็นอย่างไร

คน Icelandic ชอบธรรมชาติค่ะ เราเห็นคนชอบเดินออกกำลังกายหรือไปเดินขึ้นเขา ขนาดอากาศไม่ดีก็ยังเห็นคนที่นี่ชอบเดินในสวนสาธารณะเลย ผู้คนที่นี่น่ารักยิ้มแย้ม friendly คุยง่ายไม่ได้ถือตัว ออกแนวเฮฮา สนุกสนาน โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ เวลาเห็นคนเอเชียจะจ้อง เหมือนสงสัยแต่จะชอบยิ้มและเล่นกับเราด้วย น่ารักมาก ผู้ชายก็จะแนวเย็นชาไม่ค่อยโรแมนติคมากค่ะ แต่เวลาเขารักคือรัก แต่จะไม่มาวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวเรามากหรือจะไม่ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเรามากนัก ใจเย็น ขี้เล่น

ด้านครอบครัวนั้นส่วนใหญ่เขาจะมีวันของครอบครัวทุกอาทิตย์ค่ะ รวมตัวกันทำอาหารรับประทาน คุยกัน มีความสุข อบอุ่นค่ะ โดยเฉพาะด้านทางครอบครัวสามีดิฉันเราอบอุ่นกันมาก ดิฉันจะดูแลพ่อแม่สามีประจำด้วยการทำอาหารไทยที่ท่านชอบส่งทุกอาทิตย์วันที่ดิฉันหยุดงานเลยค่ะ

ค่าครองชีพที่ไอซ์แลนด์เป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพค่อนข้างสูงแต่ค่าแรงก็ค่อนข้างดีค่ะ แต่เห็นบางคนก็รายได้แทบไม่พอเช่นกัน อันนี้บางคนเห็นจัดสรรเกินตัวค่ะ เช่น ผ่อนนั่นนี่เกินความจำเป็น บริหารเงินผิดๆโดยการกู้นอกระบบ ดอกเบี้ยสูง อันนี้ไม่ควร ถ้าเอาจริงๆรายได้ถ้าคนๆหนึ่งทำงานอาศัยและใช้ปกติก็สบายๆค่ะ แต่ถ้าอู้ฟู่ก็ไม่พอใช้จ่ายแน่นอน

ส่วนตัวดิฉันโชคดีที่ได้งานตำแหน่งค่อนข้างรายได้เยอะหน่อยและยิ่งไม่มีค่าใช้จ่าย(นอกจากอยากช้อปปิ้งไร้สาระเอง หรือทานข้าวร้านอาหารกับเพื่อนๆ) ดิฉันจะเหลือเงินเก็บสะสมเยอะหน่อยนั่นเอง

สามอย่างที่คิดว่าแพง

– อาหาร ทั้งนำเข้าของเอเชียหรือของต่างประเทศประเทศอื่นๆ โดยรวมของๆที่นี่ปลูกเองก็ยังมีราคาสูงอยู่ดีค่ะ ทุกอย่างภาษีแพงมากค่ะ ขนาดไอซ์แลนด์ส่งออกปลา ฝราคาปลาก็ยังสูงเลยนะคะ

-Mobile phone ราคามือถือที่นี่แพงมากค่ะ ภาษีสูง ถ้าใครคิดว่าฝากซื้อมือถือที่นี่คิดผิดนะคะ ที่ Iceland นำเข้ามาเจอภาษีหลาย % อย่างเช่นราคามือถือที่ไทยอยู่ที่ 25,000บาท ที่Iceland จะตก 35,000 บาทเลยทีเดียว ค่าซ่อมมือถือก็แพงมากค่ะ บางทีซื้อเครื่องใหม่ได้เลยราคาสูสีกัน

– น้ำมันค่ะ อันนี้เห็นราคาจากเวลาเติมราคาสูงมากลิตรละ 65-70 บาทเลยค่ะ

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในไอซ์แลนด์ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในไอซ์แลนด์

ข้อดีของการอยู่ที่นี่ คือ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ปลอดภัยสูง สะดวกสบายหลายๆอย่าง รายได้สูง ชีวิตความเป็นอยู่ไม่วุ่นวาย อุบัติภัยต่างๆเกิดได้น้อยมากค่ะ

ข้อเสียคือ ค่ารักษาพยาบาล ต่างๆค่อนข้างสูง ค่าทางการแพทย์ สภาพอากาศบ้างเป็นบางเวลา

ในความคิดของคุณ อะไรคือปัญหาที่มีขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักชาวไทยกับชาวไอซ์แลนด์

ในความคิดของดิฉันปัญหาส่วนใหญ่ระหว่างชาวไทยกับชายชาว Icelandic น่าจะมาจากปัญหาเรื่องการดำรงชีวิตในแต่ละวันมากกว่าค่ะ ผู้ชายที่นี่ค่อนข้างไม่โรแมนติค เยือกเย็น จนเหมือนไม่ค่อยแคร์ความรู้สึกมาก ถ้าคนเข้าใจกันก็อยู่ด้วยกันได้แต่ถ้าคนไม่เข้าใจลักษณะนิสัยก็จะเกิดปัญหา อย่างเช่นบางคนไม่ได้ถูกสามีใส่ใจมาก รายละเอียดเล็กๆเขาก็แอบนอกใจไปมีคนอื่น จนตอนหลังๆก็ต้องเลิกลากันไป %คู่ครองของคนไทยกับชาวไอส์แลนดิคนั้นมีน้อยมากค่ะ เพราะเช็คโดยรวมๆผู้ชายชาตินี้ไม่ค่อยสนใจสาวเอเชีย เหมือนชาติอื่นๆเท่าไหร่ ที่เห็นอยู่ด้วยกันส่วนมากจะเป็นผู้ชายสูงอายุกับสาวไทยซะมากกว่า ค่ะ

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหม และคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่าและสถานที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไปเที่ยวมาก

ส่วนตัวดิฉันมีครอบครัวอยู่ที่เมืองไทยค่ะ ครบทุกคนพ่อแม่พี่น้อง ดิฉันจะคิดถึงครอบครัวบ้างแต่ไม่มากค่ะ เพราะทุกวันนี้คุยวีดีโอคอลเอา ง่ายๆ ตอนนี้ไม่ได้กลับไทยสามปีแล้วค่ะ แต่ดิฉันมีหน้าที่ส่งเสียทางบ้านคนเดียว ส่งพ่อแม่ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างเลยค่ะ พอเวลาจะไปไทยครั้งนึงใช้เงินเยอะมากหลักหลายแสนบาท ดิฉันถึงยังไม่ค่อยอยากกลับ เพราะโดยรวมๆถ้าให้กลับเมืองไทยเพราะคิดถึงนั้นดิฉันไม่ได้อยากกลับค่ะ เพราะไม่ได้มีความรู้สึกปลอดภัยที่เมืองไทยหลายเรื่อง ไปทีไรจะวิตกกังวลมาก การขับรถ การใช้ถนน คนพาล อะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอด (ดูจากข่าว) เลยทำให้ไม่อยากไปไทยเท่าไหร่ พอเราได้มาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ปลอดภัยเราจะเริ่มกลัวการกลับไปเมืองที่ต้อง ฝ่าฟันกับทุกอย่างอีกครั้ง มันรู้สึกเครียดและปวดหัวค่ะ ส่วนตัวชอบอะไรไม่วุ่นวาย ส่วนสถานที่ๆชอบไปเมืองไทยคือ กระบี่ค่ะ ทะเลสวย เป็นคนชอบทะเล

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ประเทศไอซ์แลนด์

อย่างที่บอกไปตั้งแต่หัวข้อก่อนหน้านี้ค่ะ ที่นี่มีความปลอดภัยสูงมากทุกเรื่อง การใช้รถใช้ถนนแทบไม่เคยเห็นอุบัติเหตุเลยค่ะเพราะทุกคนเคารพกฏจราจร การทะเลาะวิวาทแทบไม่เคยมีเพราะคนที่นี่ใจเย็นมาก ไม่นักเลง อวดเก่ง เถียงกันเต็มที่ก็แยกย้ายค่ะ จี้ ปล้น แทบไม่เคยเกิด นอกจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจริงๆจะเกิดกับนักท่องเที่ยวที่มากันเอง การขับรถไม่เคารพกฏของนักท่องเที่ยวเองหรือนักท่องเที่ยวขโมยของกันเอง และคนอพยพที่มาอาศัยอยู่ทะเลาะเบาะแว้ง ทุบรถ ขโมยทรัพย์บ้าง แต่ก็ไม่เกิดขึ้นเยอะเลยค่ะนานๆจะมีข่าว โดยปกติถ้าเป็นคนไอซ์แลนดิคเขาจะไม่ทำ เขาเจออะไรเขาจะติดตามเจ้าของคืนตลอด มีความซื่อสัตย์สูงมาก

สถานที่ไหนในประเทศไอซ์แลนด์ที่คุณชอบไปเที่ยวมาก – ประเทศไอซ์แลนด์สวยไหมครับ คุณชอบไอซ์แลนด์ไหมครับ

ดิฉันชอบทุกๆอย่างของประเทศนี้ ส่วนตัวจะขับรถออกทริปบ่อยมากค่ะ ไปคนเดียวบ้างไปกับเพื่อนบ้างกับลูกสาวหรือกับสามีไปเกือบทั่วค่ะ เพราะที่นี่สวยมากๆ อยู่กับธรรมชาติไม่วุ่นวาย สวยทุกฤดูค่ะ ดิฉันหลงรักประเทศนี้มาก

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

สิ่งที่ดิฉันรักคือการได้ท่องเที่ยว ดิฉันไปมาประมาณ 26 ประเทศ 90 กว่าเมือง ชอบเปิดหูเปิดตา รักในการได้ไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ สามารถเอามาใช้พัฒนา ชีวิตเราได้ด้วยหลายๆอย่าง อย่างเช่นดิฉันชอบออกแบบ อาหาร การไปท่องเที่ยวดิฉันชอบไปหาชิมอาหารแปลกๆ หรือ local food ชิมแล้วเอามาเป็นไอเดียคิดเมนูใหม่ๆค่ะ ส่วนกิจกรรมยามว่างที่ชอบคือ เล่นกีต้าร์ ร้องเพลง วาดรูป คิดสูตรอาหาร แล้วก็ถ่ายรูปค่ะ

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ในต่างประเทศ / ประเทศไอซ์แลนด์จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

การที่ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ ต้องการย้ายมาต่างประเทศ หรืออยากมีคู่ครองชาวต่างชาตินั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เพราะสาวไทยส่วนใหญ่ต่างก็คิดว่ามีสามีต่างชาตินั้นสบาย รวย อยู่เมืองนอกสุขสบาย เพราะคนส่วนมากที่อยู่ต่างประเทศใช้โลกโซเชียลในการ อวดชีวิตความเป็นอยู่แต่ในด้านดีๆ บางคนก็เว่อร์ค่ะ บอกตรงๆคือเปอร์เซ็นน้อยโชคดีที่มาแล้วได้สามีมีฐานะและดูแลเราได้ แต่เอาจริงๆเปอร์เซ็นต์ที่เยอะคือสาวไทยไม่ได้สบายอย่างที่เขาบอกหรอกค่ะ บางคนก็ต้องช่วยสามีจ่ายค่ากินค่าอยู่ ทำงานหนัก ค่าใช้จ่ายสูง และส่วนใหญ่คนไทยฟุ้งเฟ้อค่ะ จากที่เห็นๆและติดการพนันเยอะมาก เป็นหนี้เป็นสิน โกงกัน เพราะสามีก็ไม่ได้มีอะไรมาเลี้ยงดูจุนเจือมาก บางคนก็อยู่ลำบากกับสภาพอากาศหน้าหนาวหรือส่วนใหญ่ติดอาหารไทยเกินไป ซึ่งบางคนก็อยู่ไม่ได้ อยากกลับไทยเพราะเขาคิดว่าลำบาก บางคนเหงาจนกลาย เป็นโรค home sick เพราะสภาพอากาศพาลคิดอะไรลบๆไปหมดก็ไม่อยากจะอยู่ค่ะ อยากกลับไทยแบบนั้นค่ะ

คุณ AJ (ชื่อเล่น จิ๋ว)

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s