หอมกลิ่นถิ่นอาระเบีย – บาห์เรนและเลบานอน

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศบาห์เรนและประเทศเลบานอน เธอคือคุณ Nadia และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศบาห์เรนและประเทศเลบานอน

ผมอยากจะแนะนำคุณกับคุณ Nadia

ย้ายมาอยู่ประเทศบาห์เรน (Bahrain) เมื่อปี 2010

ภาพถ่ายจาก คุณ Nadia (ภาพถ่ายจากบาห์เรนและเลบานอน)

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศบาห์เรนเพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศบาห์เรนครับ

ครั้งแรกที่มาอยู่ที่ประเทศบาห์เรนคือการเดินทางออกต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต และอาศัยอยู่ในเขต Sanad ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบาห์เรน ก่อนหน้าที่ดิฉันจะมาที่บาห์เรนคือปกติก็ทำงานอยู่ที่กรุงเทพย่านสุขุมวิทในโรงแรมแห่งหนึ่งแถวอโศก ตอนนั้นทำงานหน้าที่เกี่ยวกับ พนักงานต้อนรับ รีเซฟชั่น สปา

ก่อนหน้านั้นก็คือจุดเปลี่ยนของชีวิตด้วย ฝเพราะทำงานด้านออกแบบถ่ายภาพมาก่อน แต่พอย้ายมาทำงานด้านสปาและสุขภาพ ทุกอย่างคือต้องเริ่มต้นใหม่หมด ไปเรียนหลักสูตรการนวดไทย-เท้า เพื่อไปเป็นฐานการสมัครงาน รับเงินเดือนใหม่ เรียนรู้ใหม่ เพื่อนร่วมงาน สังคม ฝึกภาษาใหม่ หน้าที่รีเซฟชั่น ทีนี้พอเราเรียนรู้งานใหม่ๆรวมไปถึงเนื้องานสปาทรีทเม้นท์ เราก็ครูพักลักจำเก็บประสบการณ์จากพนักงานนวด คอยสอนบอกเราไปด้วย ดิฉันเองเป็นคนชอบเรียนรู้สรรหาอะไรใหม่ๆจนมีเพื่อนร่วมงานท่านนึงแนะนำงานที่ประเทศบาห์เรนมาให้ ซึ่งก็ไม่เคยรู้ว่าอยู่โซนไหนของโลก เพื่อนบอกว่าอยู่ตะวันออกกลาง ประเทศรวยน้ำมัน เมืองแขก เราก็เลยตัดสินใจอยากลองประสบการณ์เพิ่มเลยตอบรับตกลงไป จากรีเซฟชั่นไปเป็น พนักงานเธอราพิสอีก! คือถ้าดิฉันเลือกที่จะทำงานด้านนี้แล้วก็เลยอยากรู้ถึงแก่นของการสปา การทำทรีทเม้นท์ต่างๆจะได้ให้คำอธิบายลูกค้าได้ เรียนรู้งานไปในตัว ไหนๆก็เปลี่ยนมาจับงานด้านนี้แล้ว เลยตัดสินใจเดินทางออกต่างประเทศ ซึ่งตอนแรกทางบ้านไม่เห็นด้วย เพราะด้วยนิสัยคนอาหรับ ความเป็นอยู่ที่ต่างจากไทย วัฒนธรรม อาหารการกิน แล้วอีกอย่างที่ทางบ้านจะกลัว เพราะเราไม่เคยทำอาชีพนี้มาก่อน แล้วจะมีคนไทยที่ชอบมาทำประวัติเสียไว้ คนดีๆก็มีเลยโดนหางเลข กลัวจะโดนหลอกถึงขนาดคุณแม่ร้องไห้ไม่ให้มา แต่ดิฉันมีหลักฐาน ข้อมูลของ โรงแรมเบื้องต้นอยู่บ้างเลยให้ก็อปปี้ไว้กับครอบครัวว่าถ้ามีอะไรคือเราทำงานอยู่โรงแรมนี้ คือ Al Areen Palace and Spa เดิมทีคือโรงแรมในเชนของ Ban yan Tree ตอนที่มาคือต้องการพนักงานด่วนมากที่สุด เลยทำเป็นลักษณะวีซ่าท่องเที่ยวก่อน 14 วัน ซึ่งเป็นระบบสนธิสัญญาระหว่างไทยกับบาห์เรน หลังจากนั้นคือบริษัทดำเนินการต่อเนื่องให้ปกติ แล้วบวกกับสถานการณ์การเมืองไทยปี 2010 มีการประท้วง เศรษฐกิจเริ่มไม่ดี ดิฉันจึงเริ่มเดินทางออกต่างประเทศ

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

พื้นเพดิฉันเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด แต่อยู่กับครอบครัวบุญธรรมตอนร่วมอายุได้ขวบกว่าๆสองขวบ มีพี่น้องกับครอบครัวบุญธรรม รวมดิฉันเป็น 4 คน ดิฉันคือคนโต เราเติบโตด้วยกันมาเหมือนครอบครัวพี่น้อง ฝหรือญาติแท้ๆ ที่บ้านจะเลี้ยงแบบง่ายๆไม่ยึดติด ไม่ตามใจ เป็นครอบครัวฐานะปานกลาง แต่แม่บุญธรรมเป็นคนเมตตามาก

ชอบศึกษาเกี่ยวกับธรรมะ มีอะไรจะสอนบอกศีลธรรมกับเรา วัยเด็กตอนเรียนประถมจะเรียนได้คะแนนดีอยู่ลำดับต้นๆระหว่าง 1-5 แต่พอเริ่มเข้าระดับมัธยมจะมีบ้างติดเพื่อน ชอบทำกิจกรรม จะมีดื้อๆซนๆ หน่อยก็เลยทำให้คะแนนก็จะลดลงบ้างเพราะ ตอนมัธยมต้นจะได้โควต้ามาเรียนสายธุรกิจ พอเข้ามัธยมปลายก็ชอบเกี่ยวกับด้านศิลปะ ชอบวาดรูป จะเป็นคนค่อนข้างสุนทรีย์มาก ชอบเพลงดนตรี การแสดง และเพื่อนๆก็จะชอบทำกิจกรรมเราเองก็ชอบตามประสาวัยเรียน วัยรุ่นแต่จะไม่นอกลู่นอกด้วย พอเริ่มเข้าระดับอนุปริญญา (ปวส.) ตอนนั้นดีใจมากที่เป็นเด็กมัธยมแต่สามารถสอบเข้าแข่งขันกับกลุ่มอาชีวะได้ ที่วิทยาลัยเพาะช่าง Rachamangala Institue of technology Pochang Campus ในคณะออกแบบ เอก Product Design จนจบการศึกษาก็เข้ามาต่อในระดับปริญญาตรีหลักสูตรสองปีสุดท้าย( ภาคเสาร์-อาทิตย์)ใน คณะ Communication of Arts / Fine and applied Arts. ที่สถาบันราชภัฏ สวนสุนันทา Rajabhat Soan Sunandha University
ในขณะที่เรียนสองปีสุดท้ายก็จะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ตอนที่ทำงานก็เริ่มจับสายงานโรงแรมมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่ทำในด้านที่ออกแบบงาน art work ทั่วไปจนจบแต่ก็ยังทำงานต่อเนื่องไปสักพักนึงค่อยเริ่มขยายไปงานใหม่ที่ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกที

ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ประเทศบาห์เรน

ปัจจุบันดิฉันทำงานเกี่ยวกับด้านการสปาสุขภาพและความงามค่ะอยู่ในโรงแรมแห่งนึงในประเทศเลบานอน เพิ่งจะย้ายมาเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2018 แต่หลังจากที่ตอนอยู่ที่ไทยจบการศึกษาระดับปริญญาตรีไปได้สักพักภายใน 3-4 ปีก็ยังทำงานเกี่ยวกับด้านสายที่เรียนมา แต่อาจจะมีเปลี่ยนบริษัทบ้าง แต่ก่อนที่จะมาทำงานด้านสปาอย่างที่กล่าวเบื้องต้น งานสุดท้ายที่ทำคือเป็นช่างภาพถ่ายเกี่ยวกับจิลเวลลี่และงานกราฟฟิคทั่วไป เจ้านายเป็นคนฝรั่งเศสที่เข้ามาอยู่ในไทย ก็มีบ้างที่ต้องสลับใช้ภาษาอังกฤษ ก็ยังไม่เก่งมากแต่ก็พอสื่อสารได้ ตอนนั้นมีความรู้สึกไม่ค่อยอยากนั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างเดียวซึ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะซีเรียส เราเริ่มคิดถึงสุขภาพและความงามเกี่ยวกับผู้หญิงว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้เราได้มีความผ่อนคลายไปในตัวอย่างแท้จริง แต่ก็บอกกับตัวเองว่าวิชาความรู้ที่เรียนมาเราจะนำมาใช้ประโยชน์และประยุกต์ในสายงานใหม่ได้

ดังที่ได้กล่าวในเบื้องต้น ดิฉันต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่หมดเริ่มเรียนความรู้ใหม่ๆ หาใบประกอบวิชาชีพเพิ่ม อีกอย่างที่สนใจหันมาทำอาชีพสายนี้คือคิดว่ามันคงช่วยเรื่องรายได้ที่ดีขึ้นจากค่าทิปหรือคอมมิสชั่นที่นอกเหนือจากแค่ฐานเงินเดือน เริ่มจากการเข้ามาทำรีเซฟชั่นสปาได้ประมาณหนึ่งปี ก็ต้องพูดภาษาเพิ่ม ตอบคำถามลูกค้าให้ได้ ของโรงแรมย่านอโศก อาศัยที่เราทำคอมพิวเตอร์ได้ พูดภาษาได้บ้าง บางครั้งเจ้านายอยากให้เราช่วยออกแบบโปรโมชั่นสปา บางครั้งมีบ้างที่เข้าไปร่วมเทรนทรีทเม้นท์สปากับเพื่อนๆร่วมงานในแผนก มันช่างน่าสนุกดีเวลาเรียนทำทรีทเม้นท์หน้าคล้ายกับการที่เราทำอาหารปรุงแต่งให้มันออกมาอร่อย แต่นี่คือการทำหน้า ทำบอดี้ทรีทเม้นท์ เราต้องทำให้ลูกค้าพึงพอใจและแฮปปี้กับทรีทเม้นท์ เพื่อนๆที่นี่น่ารักมากช่วยเหลือให้ความรู้เราเป็นอย่างดี จนวันนึงมีโอกาสได้ออกเดินทางต่างประเทศคือบาห์เรน ในขณะที่เรายังทำรีเซฟชั่น ดิฉันก็อยากเข้าใจสปามากขึ้นอีก ใจก็อยากออกต่างประเทศสักครั้งในชีวิต ยอมเปลี่ยนอาชีพแต่ยังอยู่ในสายงานเดิม เพื่อจะไปทำในตำแหน่งพนักงานสปาเธอราพิส เลยบอกกับตัวเอง “เอาล่ะลุยอีกรอบ”

ก่อนที่จะมาเลบานอนดิฉันจะ ค่อยๆเล่าที่มาที่ไปทีละนิดเพราะด้วยพื้นฐานตนเองก็ชอบเป็นคนท่องเที่ยวหาอะไรใหม่ๆด้วย เดินทางถึงครั้งแรกปี 2010 เดือนมิถุนายน มีบ้างที่เราใหม่ๆจะงงๆ ไหนอากาศจะร้อนเหมือนอยู่ในซาวน่า ต้นไม้สีเขียวใหญ่ไม่ค่อยเห็นถ้าเห็นก็คล้ายๆแห้งๆแล้งๆ มีแต่สีน้ำตาลของทะเลทราย ฝุ่น แต่ยอมรับค่ะบ้านเมืองเค้าเป็นระเบียบเรียบร้อยดี การจราจรไม่ต้องมีตำรวจมายืนจอด ยืนเก็บค่าปรับเหมือนที่ไทย ให้ตากแดดร้อนเสียเวลา เอาตำรวจทำงานหลักๆที่สำคัญดีกว่า ทุกคนเคารพกฏเป็นอย่างดีไม่ว่าชาติใดๆที่เข้ามาทำงานที่บาห์เรน เพราะกฎหมายเค้าก็จะเฉียบกว่าเมืองไทยค่ะ บาห์เรนเป็นประเทศเกาะเล็กๆ เทียบเท่าภูเก็ตหรือไม่ก็กรุงเทพ ถ้ารถไม่ติดก็ขับจากเหนือจรดใต้ก็ใช้เวลาแค่ ชม. หรือ ชม. เศษๆเอง มันถึงกันง่ายดีไม่นานมาก

ตอนที่อยู่เข้าไปทำงานโรงแรมในบาห์เรนแล้วจะโชคดีมากที่ได้เจอทีมงานคนไทยระดับ Professional brand ด้วยทีมงานสปาชั้นนำของโรงแรมบันยันทรี แต่ในนามเจ้าของโรงแรมอาหรับจะใช้ชื่อ Al Areen Palace and Spa ก็ซึ่งรองรับแขกระดับวีไอพี ระดับราชวงค์ของประเทศ ณ ตอนนั้น ทีมงานก็จะเป็นคนไทยส่วนใหญ่ และเพื่อนๆต่างชาติ อินโดนีเชีย ฟิลิปินส์ เลยจะทำให้มีความเป็นอยู่ง่ายกินง่าย รายได้ดีขึ้น รุ่นพี่รุ่นน้องช่วยเหลือกันดี

เราดูเป็นน้องใหม่มากต้องตาม เรียนรู้ ขยัน อดทน เอาวิชาให้มากที่สุดในด้วยความที่ตัดสินใจจับงานทางนี้แล้ว จริงๆจะว่าโหดก็โหดนะคะ เราไม่คิดว่ารายละเอียดต่างๆก็เยอะไม่ใช่น้อย มากกว่าที่คิด เคยคิดถึงบ้านมากๆตอนสามเดือนแรกที่เข้ามาทำ ก็ไม่เคยออกต่างประเทศมาก่อนมันก็ต้องปรับตัวเยอะเป็นธรรมดา แล้วยิ่งสังคมคนไทยโดยส่วนใหญ่จะเคยชินความสะดวกสบายเพราะมีครบทุกอย่างที่อยากได้

แต่ในระหว่างนั้นที่อยู่ก็จะมีรุ่นนะคนไทยที่เป็นหัวหน้าเทรนเนอร์ดิฉันนั่นแหละค่ะ ซึ่งเธอให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี การวางตัวกับคนอารบิก นิสัยใจคอ สถานที่เที่ยวหรือร้านค้าสะดวกซื้อ ที่นี่จะมีร้านสะดวกซื้อ cold store ทั่วไป ก็จะมีบริการส่งถึงที่ให้เราย่านที่พักใกล้ๆ เช่นเราโทรไปสั่งซื้อผักต่างๆเครื่องปรุงต่างๆ ก็ขี่จักรยานมาส่งเราที่หอพักได้ คนขี่ก็จะเป็นอินเดียลูกจ้างในร้าน เวลามาส่งเราก็จะช่วยให้ค่าทิปเค้ากลับไปด้วย ซึ่งเป็นปกติของที่บาห์เรนตามแหล่งชุมชนนี่คือเบื้องต้นวิถีชีวิตง่ายๆ บางทีก็มีเพื่อนๆจะพากันออกไปกิน เที่ยวบ้างเพื่อผ่อนคลายหลังเลิกงานหรือวันหยุดให้มีสีสัน จนเวลาผ่านไปสองปีครบกำหนดสัญญา ปรากฏว่าเราอยู่ได้ดี คิดว่าน่าจะอยู่ต่อประเทศนี้ได้ด้วยเงินและรายได้ที่ดีขึ้นสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ แต่ยังไม่หมดเท่านี้ ดิฉันตัดสินใจไม่ต่อสัญญา ซึ่งตอนแรกรุ่นพี่เทรนเนอร์ไม่อยากให้ออก อยากให้ดิฉันอยู่ช่วยงานและปรับตำแหน่งให้ เพราะดิฉันสามารถช่วยจัดตารางเข้างานหรือทำสต๊อกสินค้าได้นอกจากงานนวด แต่ตอนนั้นดิฉันคิดว่ายังไม่เก่งพอ ขอประสบการณ์ทรีทเมนท์ใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีกเถอะยังสนุกอยู่ จะเข้าปีที่สามดิฉันตัดสินใจเปลี่ยนสปอนเซอร์มาทำอีกแบรนด์ในประเทศเดียวกันคือ The Kempinski Hotel คราวนี้เพื่อนๆหลากหลายกว่าเดิมมากมีความเป็นสากลเยอะมากการแข่งขันที่สูงขึ้นจะไม่ใช่ทีมงานคนไทยกันเองแบบเมื่อก่อน เราก็ต้องวิ่งๆๆๆ อีกที่จะเรียนรู้คอนเซปต์ของที่นี่ว่าเค้าทำอะไรอย่างไร งานที่นี่ค่อนข้างหนักมากจริงๆเพราะลูกค้าจะเข้าตลอด ส่วนใหญ่เป็นลูกค้ามาจากซาอุดิอาระเบีย เพราะโรงแรม Kempinski จะติดกับห้างใหญ่ กลุ่มอาหรับก็จะขยันช้อป ขยันซื้อ ขยันจ่ายมาก แล้วมากันทียกทั้งครอบครัว แล้วคนอาหรับจะชอบสปามาก บางทีหน้าที่งานดิฉันก็ควบคู่ไปกันกับทั้งนวดและรีเซฟชั่นด้วย เพราะคนไม่พอบางทีก็ต้องสลับช่วยกับพนักงานรีเซฟชั่นด้วยที่นี่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฟิลิปปินส์ ซึ่งภาษาเค้าจะคล่องกว่าคนไทย หรือไม่ก็พนักงานของคนบาห์เรนที่พูดภาษาอารบิกกับลูกค้าได้

ทำอยู่กับแบรนด์นี้สักพักสองปีเจ้าของโรงแรมอยากเปลี่ยนแบรนด์ใหม่ ก็เลยทำการถอนทางธุรกิจแล้วเอาแบรนด์ใหม่เข้ามาอย่างในเครือของ Starwood ดิฉันก็ยังไม่ได้ย้ายไปไหนเลยลองอยู่ต่อกับแบรนด์ใหม่อย่าง The Westin and The Le’ Meridian ซึ่งพนักงานบางส่วนก็อยู่ต่อ บางส่วนย้ายออกไปตามแบรนด์เดิมของ Kempinski แต่อาจจะต่างสาขา ที่ไม่ย้ายเพราะอาจจะด้วยความเคยชินในบาห์เรนแล้วจากที่แรกๆไม่ชอบก็อยู่ได้เรื่อยๆ เพราะบาห์เรนจะหาของกินจากไทยได้ง่ายมาก ความเป็นระบบระเบียบทำให้เราสบายใจที่จะอยู่ ถึงจะร้อนไปนิดแต่ถ้าเทียบกับที่ไทยอย่างน้อยรถก็ไม่ติด ไม่ต้องเสี่ยงฝนตก อากาศชื้นนานๆหรือน้ำท่วม อาจจะด้วยเพราะที่นี่พนักงานหรือคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่สวัสดิการที่พักจะดีตรงที่เปิดแอร์ได้ตลอดวัน อาจจะด้วยเป็นถิ่นที่มีพลังงานปิโตรเลียม ที่นี่จะร้อนแห้งมีลมไหวๆ แต่ไปๆมาๆก็อยู่ได้ดีเลยทีเดียว ถ้าวันว่างมีโอกาสก็จะไปนั่งจิบชากาแฟ รับลมตามทะเลเมืองได้ หรือแม้กระทั่งกิจกรรมว่ายน้ำในวันหยุด ร้านอาหารไทยที่บางร้านเผลอๆทำได้อร่อยกว่าที่ไทยอีกค่ะ ดิฉันก็จะใช้ชีวิตเรื่อยๆของที่บาห์เรน เพราะกินง่ายอยู่ง่าย บางปีได้พักร้อนนานๆมากกว่า 30-45 วัน และยังมีเงินเก็บบางส่วนให้รางวัลตัวเองไปเที่ยวยุโรปบ้างผ่อนคลาย จนเมื่อปี 2015 ปลายปีดิฉันป่วยมีการผ่าตัดใหญ่ที่หน้าท้อง ได้ใช้สวัสดิการของโรงแรมประกันสุขภาพ ซึ่งดีมากเลยไม่ต้องจ่ายค่าใดๆ จะมีบ้างระหว่างมาทำส่องกล้อง อัลตร้าซาวน์ที่เราชำระต่างหาก แต่ตอนผ่าตัดเคยเช็คราคาร่วมประมาณเกือบสองแสน คือไม่ต้องจ่ายใดๆเลย ตอนนั้นคิดว่าคงจะนวดไม่ได้แล้วแน่เพราะต้องใช้แรงขับเคลื่อนหน้าท้องด้วย บวกกับงานที่โรงแรมนี้ค่อนข้างหนักมาก เลยพักฟื้นอยู่ช่วงนึงไม่ยกของหนัก เลยคิดถึงสุขภาพอีกจนปี 2016ตัดสินใจย้ายและมาได้งานที่ใหม่กับอีกแบรนด์ในประเทศเดิมค่ะคือ Movenpick Hotel Airport Bahrain ซึ่งงานก็ไม่ได้เยอะมากเทียบเท่าที่เดิม แต่อาจจะมีบ้างที่อัตราเลทเงินเดือนปรับลดลงหน่อย แต่ก็คิดเสียว่าเพื่อสุขภาพ เราจะได้เซฟร่างกายไม่เหนื่อยเกินไป แต่ระบบแบรนด์ที่นี่ก็ดีมากค่ะ มีโบนัสให้ปีละสองครั้ง ดิฉันได้ใช้สวัสดิการของโรงแรมในเครือไปเที่ยวยุโรปอีก คือที่สวิสเซอร์แลนด์ พักที่ Lausanne เพราะคือประเทศต้นกำเนิดแบรนด์ และเที่ยวฝรั่งเศสที่ Chamonix อย่างน้อยคือความสุขเล็กๆให้หายเหนื่อยกับการทำงานและประสบการณ์ออกเที่ยวด้วยตนเองค่ะ จากที่มาบาห์เรนปี 2010 และทำแบรนด์สุดท้าย Movenpick ในปี 2018 เดือนมกราคมเกือบร่วมเจ็ดปีครึ่ง ตอนนั้นโรงแรมมีโปรเจครีโนเวททุกอย่างเศรษฐกิจคงต้องลดลงพร้อมกับรายได้ เช่นอาจจะไม่มีคอมมิสชั่นหรือโบนัสเช่นแต่ก่อน พนักงานมีบ้างพากันลาออกไม่ว่าจะหัวเรือใหญ่ก็โยกย้ายเพื่ออนาคตของทุกคน ในส่วนดิฉันเพื่อนเดิมๆบางท่านคนไทยที่อยู่บาห์เรนด้วยกันมาก็ค่อยๆโยกย้ายด้วยภาระแต่ละคน บางคนแต่งงานย้ายตามสามีไปที่อื่น หรือเพื่อนๆย้ายประเทศ มีบ้างที่หดหาย เพราะอยู่ร่วมทุกข์สุขกันมาถึงจะต่างโรงแรม บวกกับเศรษฐกิจของบาห์เรนก็เงียบลงมาก ดิฉันเลยคิดว่าถ้าเราเปลี่ยนไปที่อื่นในประเทศเดิมก็จะเหมือนเดิมคือเศรษฐกิจของโรงแรมทุกที่ไม่ค่อยดี เพราะจะมีเพื่อนๆทำโรงแรมด้วยกันแต่คนละที่จะส่งข่าวสารกันตลอดบอกเหมือนกันว่าเศรษฐกิจไม่ดี

เลยเริ่มหางานเมื่อตอนปลายปี 2017 จนมาได้เจอที่เลบานอน ซึ่งตอนนั้นก็ศึกษาเบื้องต้นก่อนว่าอย่างไร เลบานอนจะแยกออกจาก GCC แยกจาก บาห์เรน กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย โอมาน ดูไบ หรืออบูดาบี ซึ่งถือเป็นประเทศ Paris in Middle east เป็นประเทศที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติถือว่าสวยเลยทีเดียว ดิฉันเองก็คิดแค่ว่าเปลี่ยนจากที่แห้งๆทะเลทรายกลับคืนสู่ธรรมชาติบ้าง อยู่บาห์เรนมานานแระ ลองหาอะไรใหม่ๆอีก แต่มุมมองบางกลุ่มพูดถึงแต่เรื่องสงคราม นั่นคือเบื้องต้นความคิดภาพรวม แต่ดิฉันคิดว่าการที่จะทำสงครามนั้นไม่ได้เกิดปุปปับทีเดียว มันต้องดูระหว่างผลกระทบจากประเทศเพื่อนบ้านฝ่ายสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนด้วยเพราะมันจะกระทบกับภาพรวมประชาชาติ เราก็ยังเห็นผู้คนใช้ชีวิตปกติ อาจจะด้วยเพราะจังหวะที่เคยมีข่าวที่นายกรัฐมนตรีของเลบานอนหายตัวไปที่ซาอุดิอารเบียพอดี จนมีการไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศที่ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นตัวกลางช่วยอีกที กลับมาที่เรื่องของงานที่เลบานอนอีกที ดิฉันได้เห็นจากออฟเฟอร์ของรายได้และภาพรวมรายได้ของ โรงแรม ถือว่าพออยู่ได้แต่ติดที่วันพักร้อนไม่เหมือนทางโซน GCC ซึ่งจะน้อยกว่าครึ่งและต้องเป็นไปตามกฎหมายแรงงานของที่เลบานอนด้วย ที่นี่ทำวีซ่าค่อนข้างยากมากการที่จะให้ผู้หญิงไทยเข้ามาทำอาชีพนี้ไม่ง่ายนัก ซึ่งสถานฑูตก็ไม่ได้กล่าวอะไรเกี่ยวกับสงคราม แต่อาจจะเพราะมีลักษณะที่ถูกเอเจนซี่ปลอมหลอกมาบ้าง คนที่ตั้งใจมาทำงานดีๆเลยพาเสีย แต่มันจะมีสาเหตุมากกว่านั้นอีกค่ะที่สถานฑูตไม่ค่อยให้มาที่นี่เพราะอะไรทำไมทำวีซ่ายาก หรือทำไมเค้าถึงห้ามไม่ให้มา ครั้งแรกที่ถึงสนามบินตอนค่ำๆค่ะ มีคนของโรงแรมมารับ มาพร้อมกันกับคนไทยอีกสองคน ปรากฏว่าสิ่งที่ต่างกันสิ้นเชิงกับที่บาห์เรนคือการขับรถ ถนนหนทางหวาดเสียวมากค่ะ! ถนนบางทีไม่มีขีดที่
เลน ขับรถคือตามใจฉันมาก คร่อมเส้น ไหนจะขึ้นลงเขาลดเลี้ยวเคี้ยวคด พาปวดศรีษะมาก เพราะตอนที่อยู่บาห์เรนดิฉันก็ได้สอบใบขับขี่และขับรถเองด้วย พอมาที่เลบานอนนี่คือไม่กล้าขับเลยจริงๆ แต่ตื่นเช้ามานี่คือแบบว่าสวรรค์มากๆ ธรรมชาติกับหมอกบางๆต้นซีดาร์ ซึ่งเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประเทศคือสวยมากค่ะ เพราะบริษัทโรงแรมใหม่นี้อยู่บนเขาที่ห่างจากตัวเมืองมา 20 นาที แล้วหลังจากนั้นดิฉันก็ค่อยๆเริ่มทำงานกับบริษัทมาค่ะ

คุณพูดภาษาอาหรับได้ไหม คุณคิดว่าภาษาอาหรับยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาอาหรับจนเข้าใจและสื่อสารได้ และคุณพูดภาษาอื่นได้อีกไหม

เรื่องภาษาอาหรับนี่ต้องขอบอกก่อนเลยนะคะว่าพูดไม่ได้เลยที่เป็นประโยคยาวๆเพราะค่อนข้างยากมาก การออกเสียงต้องออกมาจากลำคอ เคอะห์ คะห์ ยากมาก จะได้แต่ก็ประโยคสั้นๆแต่พอเข้าใจ การทักทาย เช่น “อัส ซาลาม มาเลกุม” แปลว่า สวัสดี เป็นอย่างไรบ้าง ก็จะตอบกลับว่า “มาเลกุม ซาลาม” แปลว่า สวัสดี สบายดี หรือ อย่างคำพูดว่า ไม่เป็นไร จะพูดในประโยค “มาฟิ มุชกิล” คำว่า “มาฟิ” หมายถึงไม่,ไม่มี แต่ถ้า “ฟิ” ก็จะหมายถึง มี ไม่ว่าจะถามว่า มีสิ่งไหนหรือไม่มีอะไรก็โต้ตอบคำสั้นๆแบบนี้เอา หรืออย่างจะพูดให้ รอ หรือไปอย่างช้าๆ ชะลอ ก็จะพูดว่า ” ช่เว่ย ชเว่ย” บางทีเจอแขกอาหรับก็เล่นพูดผสมซะเองทั้งอังกฤษอารบิก แต่ก็ไหลไปได้เนียนๆสั้นๆ ขำๆค่ะ มีอีกคำเช่นประมาณว่า ช่างมัน ปล่อยมันเถอะ จะพูดว่า “คาลิ วาลิห์” หรือจะพูดให้รู้ ว่า Yes / No ในภาษาอารบิก คือ ซ่ะห์ / ล่ะห์

มีบ้างที่เรียนจากเพื่อนร่วมงานที่เป็นแขกให้ช่วยสอนแต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ เพราะจำประโยคยาวๆไม่ได้เลย ถ้าเป็นที่บาห์เรนจะดีหน่อยตรงที่คนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ดีและเราคล่องกว่า เพราะบาห์เรนเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ แต่ส่วนของที่เลบานอนจะพูดอารบิกและฝรั่งเศสเยอะมาก อังกฤษจะพูดไม่ค่อยเยอะ ที่เลบานอนจะเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมาก่อนด้วยค่ะ คนที่นี่ถนัดฝรั่งเศส เยอะค่ะบางทีถ้าทักกันเค้าก็ไม่พูดอารบิก จะเป็น Bonjour – สวัสดี , Merci – ขอบคุณ ประมาณนี้ซะมากกว่า ถ้าจะไปไหนมาไหนด้วยรถแท็กซี่นี่คือจะต้องเสี่ยงวัดดวงเอาเพราะแท็กซี่เลบานอนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยเยอะ แต่ถ้าเป็นที่บาห์เรนจะสบายมากค่ะ ลืมบอกไปว่าที่เลบานอนจะแยกโซนในการใช้ชีวิตอยู่มากค่ะระหว่าง มุสลิม และคริสเตียนมีกันเกือบครึ่งๆค่ะ อยู่ที่ว่าคุณจะไปเจอโซนไหน สวัสดีทักทายก็ว่ากันไป แต่โซนที่ดิฉันอยู่จะเป็นคริสเตียน พูดฝรั่งเศสกันก็เยอะ ภาษาอังกฤษก็พอได้ ซึ่งจริงๆดิฉันก็สนใจจะเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มแต่ต้องหาครูฝึกจากเพื่อนๆร่วมงานกันเองก่อนค่ะที่พอมีเวลาและฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ก็คนกันเองอ่ะน่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า…..และภาษาอื่นที่พอได้ง่ายก็จะเป็นพวกภาษาเยอรมันค่ะเรียนไปแค่ level A 1.2 แต่ตอนนี้ต้องกลับไปรีเฟรชใหม่อีกทีเพราะไม่ค่อยได้ใช้ ที่ไปเรียนอาจจะครั้งที่เที่ยวยุโรปแล้วประทับใจ โซนสวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ทำให้เราสนใจอยากไปเรียนเพิ่มเล็กๆน้อยๆ ก็จะพูดแนะนำตัวง่ายๆ เช่น Ich bin Nadia ฉันคือ นาเดีย order หรือ Mein name ist Nadia ชื่อของฉันคือ นาเดีย , Ich komme aus Thailand ฉันมาจากเมืองไทย , Ich lebe im Bangkok ฉันอาศัยอยู่กรุงเทพ แล้วก็จะพูดบอกเกี่ยวกับเวลาหรือถามนับตัวเลข Wie spät ist das? กี่โมงแล้ว ก็จะตอบตามนาฬิกาตัวเลขค่ะ ภาษาเยอรมันก็จะมียากตรงการใช้แกรมม่า เกี่ยวกับการแยก เพศ Die , Der และ Das ก็น่าจะคล้ายๆกับภาษาฝรั่งเศส ที่มี Le / La ถ้าดิฉันจำไม่ผิด ทุกวันนี้ก็ยังเปิดหนังสืออ่านทบทวนตอนว่างๆบ้าง อย่างน้อยเหนื่อยจากงานหลักมาก็มีงานลองนอกเหนือสปามาทำแก้เบื่อได้บ้างค่ะ ก็ต้องกลับไปทบทวนใหม่ค่ะ

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนบาห์เรน /เลบานอน แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด ช่วยบอกเราได้ไหมครับ

ดิฉันคิดว่าการปรับตัวทุกที่ยากหมด อาจจะต่างกันมากน้อยเพียงใด ระยะเวลานานเท่าไหร่ถึงจะปรับตัวได้ ขึ้นอยู่กับหลายๆองค์ประกอบ เช่น วัฒนธรรม ภาษา สภาพภูมิอากาศ สถานที่ อัตราค่าเงิน ความปลอดภัย อาหาร ระบบระเบียบกฎหมาย สำหรับดิฉัน ณ เวลานี้สามารถบอกได้เป็น สองส่วนก่อนว่าด้วยเรื่องทั่วๆไปและเรื่องที่สองลึกลงไปอีกเกี่ยวกับไปถึงนิสัยใจคอคน วัฒธรรมและข้อกฏหมาย เรื่องทั่วๆเช่น เกี่ยวกับอากาศ ที่นี่ถือว่าอากาศกำลังดี ไม่ร้อนเหมือนบาห์เรน ภูมิประเทศมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติเยอะกว่าบาห์เรนแน่นอน แต่การเดินทางค่อนข้างใช้เวลานานและไม่ค่อยมีถนนที่สะดวกอย่างเช่นที่ไทย ไม่มีรถไฟฟ้า หรือใต้ดินหรือทางด่วนมอเตอร์เวย์ตัดผ่าน บวกกับการขับขี่รถที่ไม่เป็นระเบียบของเลบานอนถ้าเทียบกับที่บาห์เรน ไหนจะขึ้นเขาที่คดเคี้ยวด้วยภูมิประเทศเป็นเขาด้วย เรื่องของอาหารส่วนใหญ่ หรืออาหารอารบิกก็จะมีใกล้เคียงกันบางอย่างเหมือนที่บาห์เรน แต่ที่เลบานอนจะขึ้นชื่ออาหารบ้านเค้าหลายชนิด เช่นพวกสลัดผักต่างๆ หรือถั่วบดฮัมมูส แต่สำหรับดิฉันแล้วก็จะทานได้อยู่ไม่กี่อย่าง ส่วนใหญ่คนไทยเราก็จะรู้ๆกันค่ะว่าต้องทานรสจัดกลมกล่อมสไตล์คนไทย ถ้าถามว่าที่นี่ร้านอาหารไทยค่อนข้าหายากมากๆค่ะ บางเมนูถ้าจะอยากทานจริงๆจะแฝงตามร้านอาหารจีนหรือญี่ปุ่นของที่นี่ แต่รสชาติเรียกว่าแค่ใกล้เคียงดีกว่า ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ เครื่องปรุงวัตถุดิบบางชนิดจะหายาก

แต่ถ้าเป็นที่บาห์เรนขอบอกได้เลยค่ะว่าคนไทยจะไม่อดตายอยากได้หาสิ่งไหนมีหมดคนไทยถึงเข้ามาอยู่เยอะและสินค้านำเข้าจากไทยเยอะมากอาจจะแพงหน่อยแต่อิ่มก็ใช้ไปได้นานค่ะ จิ้มจุ่ม หมูกะทะ อีกทั้งร้านอาหารฝีมือรสชาตินี่คือ Original ของแท้ แต่คือมาที่เลบานอนตอนแรกที่มาทำงานที่โรงแรมนี้จะมีอาหารสำหรับพนักงาน แรกๆนี่จะทานแต่ผัก เพราะยังไม่รู้จักร้านค้าอะไรมากมายที่พักก็ไม่มีอะไรให้เลยอุปกรณ์การทำอาหาร ซึ่งตรงนี้ต่างจากที่บาห์เรนครั้งแรกที่เข้ามามาก ถ้าทานทุกวันนี่คงจะเป็นม้าเป็นวัวแน่เลย!!! คือหาของไทยยากมาก ซึ่งก็มีผลต่อการดำรงค์ชีวิตค่ะ แต่ด้วยความอยู่รอดคนไทยเราก็หาเอาเท่าที่หาได้แล้วมาประยุกต์เอาค่ะ อาจจะมีรสแปลกๆไปบ้างแต่ก็ให้ผ่าน ค่าแท็กซี่ที่เลบานอนจะแพงมาก แพงกว่าบาห์เรน ปกติดิฉันก็คิดว่าที่บาห์เรนแพงกว่าบ้านเราที่ไทยแล้ว พอมาที่นี่ยิ่งแพงเข้าไปอีก สมมุติจะเข้าเมืองไปกลับถ้าที่บาห์เรนก็จะตกราวๆ 5 -6 dinar bahrain หรือราวๆ 500-600 ไทยบาท ( 1 BHD = 87 THB ถ้าเป็นเมื่อครั้งก่อนการประท้วงที่บาห์เรนปี 2011 ค่าเงินจะดีมาก 1 BHD=95 THB ) แต่ถ้าเป็นที่เลบานอนในระยะทางระยะเวลาเท่ากันก็จะเพิ่มขึ้นมาราวๆ 45,000 – 50,000 เลบานิสปอนด์ /30-35 $ หรือราวๆ 900-1,000 ไทยบาท ที่เลบานอนจะสามารถใช้เงินบ้านเค้าร่วมกับดอลลาห์ใช้จ่ายได้ด้วยกันซึ่งมีอัตราล็อคค่าเงินอยู่แล้ว ( 1$ = 1,500 LBP / 10$ = 15,000 LBP / 100$ = 150,000 LBP) คิดเปรียบเทียบง่ายๆค่ะ เลขเยอะเหมือนจะรวยเลยใช่ไหมคะ!!?? 1,500 LBP = 30 THB เวลาจะซื้อของก็คำนวนกันเป็นอย่างๆไปค่ะ แต่เรื่องอัตราราคาน้ำมันโซนประเทศแถบนี้จะถูกกว่าบ้านเราเยอะค่ะ ตอนที่ดิฉันอยู่บาห์เรนเวลาเช่าขับรถไปเติมน้ำมันก็อยู่ที่โมเดลของรถแต่ละรุ่นว่าถังน้ำมันใหญ่ไหม สมมุติถ้าเป็นโตโยต้า โคโรล่าถังใหญ่เต็มถังก็อยู่ที่ 5 dinar หรือ 500 บาทประมาณ หรือถ้าเป็นพวกรถขนาดกลางถึงเล็กเติมแค่ 3 dinar หรือ 300 บาทก็เอาอยู่แล้วค่ะขับได้นานอยู่ถ้าไม่ไปไหนมาก สำหรับที่เลบานอนยังไม่เคยลองขับเพราะด้วยความที่เราไม่มั่นใจถนนหนทางบ้านเค้าแต่ก็สังเกตุเวลาแท็กซี่เค้าแวะจอดก็ราคาไม่ต่างกันมากค่ะ อ้อลืมบอกอีกเรื่องเกี่ยวกับการสอบใบขับขี่ ที่บาห์เรนเป๊ะมากค่ะ ละเอียด ครูบาห์เรนจะเป็นครูที่ทำงานร่วมกับตำรวจจราจรและเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ สอนแค่ที่เดียวไม่ได้เป็นแบบที่เมืองไทยมีโรงเรียนสอนขับยิบย่อย ต้องกำหนดเวลากับครูให้แน่เพื่อเร่งเรียนให้จบชม. และให้ทันเพราะครูจะมีลูกศิษย์เยอะมากรออยู่ ถ้าเราสอบผ่านก็ดีไปแต่ถ้าสอบไม่ผ่านจะต้องมาเรียนเพิ่มใหม่ตามที่ตำรวจจราจรมากำหนดเพิ่มชม. ทำให้เราต้องต่อคิวเสียเวลาไปอีก อยู่ที่จังหวะนักเรียนด้วยว่าเยอะมากน้อยแค่ไหน และค่าเรียนขับรถก็แพงค่ะแต่อาจจะไม่เท่า โซนยุโรป

การเรียนขับรถที่บาห์เรนก็ตกราวๆ 150 BHD ถ้าสำหรับคนสอบไม่ผ่านก็ต้องลงทะเบียนขอสอบเพิ่มเวลาไปอีกเรื่อยจนกว่าจะผ่าน สำหรับดิฉันตกครั้งเดียวค่ะยังโชคดีไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้

ส่วนที่สองนะคะตรงนี้แหละจะช่วยระบุเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับตัวยากง่าย นิสัยใจคอคน วัฒนธรรม ข้อกฏหมาย มันอาจจะมีบางจุดที่ดูโหดร้ายบ้าง แต่ก็ต้องปรับเพื่อความอยู่รอดและฝึกปฏิบัติทางใจเพิ่มด้วย

อย่างที่ดิฉันเคยเล่าครั้งเบื้องต้นที่เข้ามาอยู่บาห์เรนว่าเจออะไรใครที่ช่วยเหลือเราบ้าง และทำไมที่เค้าว่าเค้าห้ามไม่ให้มาเลบานอนหรือสถานฑูตปล่อยคนไทยเข้ามายากเพราะอะไร แต่การเข้ามาเลบานอนครั้งนี้ต่างจากบาห์เรนค่ะ ดิฉันยังคงเจอทีมงานคนไทยชุดเก่าอยู่บ้าง แต่… ไม่มีใครเก่งภาษาสื่อสารอะไรได้เลยเหมือนที่บาห์เรนครั้งแรก แล้วพวกเค้ามามีแต่ความรู้มีแค่นวดไม่เข้าใจการสปา ไม่รู้ตาสีตาสาแบบต้องผ่านเอเจนซี่เสียค่าหัวกัน เสียรู้ ไหนจะการปิดกั้นทางความคิดเห็นกับคนที่นี่จะลำบากอยู่หน่อย เจ้านายบอกว่าห้ามยิ้มให้คนถือว่าเป็นการเชื้อเชิญฉันท์ชู้สาว เราก็คนไทยมารยาท land of smile ใช้ไม่ได้กับที่นี่ ต่างจากที่บาห์เรนซึ่งอิสระกว่านี้มากแต่เคารพกันและกัน แต่เราก็ต้องทำตาม โอ่…แล้วเรื่องที่พักนี่ต่างจากที่บาห์เรนมากค่ะที่บาห์เรนจะดีกว่า บริษัทจะใส่ใจกว่า เราสามารถรู้สึกได้ว่าทำไมเค้าทรีทกับคนนอกแบบนี้หรือ เราเองก็สงสารเพื่อนร่วมงานเราชุดแรกที่อดทนอยู่มาก่อนดิฉันหน้านี้ ถึงต่อให้เค้าจะไม่รู้ภาษาแต่เราก็รู้สึกได้ว่าเค้าก็ไม่ได้มีความสุขค่ะมันเป็นเรื่องสัณชาตญานของ Humanity ways ไปโดยปริยาย ทีนี้สิค่ะพอเข้ามาก็ต้องทำงานให้ครบสัญญาบอกกับตัวเองอีก “งานเข้าแล้ว!! จะไหวไหมเนี่ย” แล้วนี่คือการทำงานกับทีมงานเลบานิสชุดใหญ่ ซึ่งส่วนตัวเคยทำงานเจอมาบ้างที่บาห์เรนแต่จะมีความสากลกว่าไม่เยอะเท่าที่นี่แน่นอนค่ะ บางทียังไม่ค่อยมีความเจริญทางความคิดบางด้าน เพราะเค้าอาจจะถือด้วยว่าบ้านเมืองเค้ามีอารยะธรรมแบบนี้มานาน “จุดแหล่งกำเนิดแห่งมนุษยชาติของโลก” แล้วพื้นฐานคนที่นี่รูปร่างหน้าตา สวยหล่อ คล้ายยุโรป แต่ค่อนข้างหยิ่งและหัวสูงมากๆค่ะ ยิ่งถ้าเป็นชาติอื่นที่เข้ามาเป็นแรงงานจะกดขี่มาก หรือแรงงานจากซีเรียที่อพยพเข้ามาอยู่ เพราะเคยมีเพื่อนที่เป็นอาหรับที่บาห์เรนก็เคยบอกเตือนมาขนาดคนแขกกันยังรู้สึกกันได้ คนดีก็มีนะคะแต่ต้องเป็นคนที่เค้าเคยไปเที่ยวเอเชีย ไปไทยหรือรู้จักไทยอย่างแท้จริงคนที่เปิดกว้าง แต่จะส่วนน้อยมากค่ะ ดิฉันพอจะเข้าใจว่าบ้านเมืองเค้าผ่านการทำสงครามมา เกิดความแตกแยกในหมู่คณะหรือศาสนาซึ่งเป็นคนเลบานิสกันเอง ไหนจะคนอพยพมาจากซีเรีย ปัญหาแตกแยกทางการเมืองคอรัปชั่น ที่ดิฉันเคยฟังความคร่าวๆจากแท็กซี่คนเลบานิสระบายความในใจบ้านเมืองเค้า พอดีเป็นจังหวะเลือกตั้งที่ผ่านมาเค้าก็บอกว่าที่นี่จะตั้งรัฐบาลขึ้นมามีผู้นำทีตั้ง 3 คน ประธานาธิปดีศาสนานึง นายกอีกศาสนานึง ไหนจะอีกคนมีแตกออกมาอีกนิกายนึง ซึ่งเยอะมากเกินความจำเป็น เราก็ได้แต่ฟังค่ะ มันก็คงมีผลสำหรับบ้านเมืองเค้า บางพวกเค้าจะไม่ค่อยเปิดรับชาติอื่นมากเท่าไหร่ที่เข้ามาทำงานหรืออยู่ในประเทศเค้า ใครเจอนายจ้างดี ดีไปค่ะ ถ้านายจ้างบางบ้านนี่กดขี่พวกแม่บ้านพ่อบ้านคนดำโซนแอฟฟริกันที่เข้ามาทำงานด้วย ดิฉันเจอแบบนี้แล้วบางทีก็นับถือใจพวกเค้ากันมากที่อดทนกับสถานการณ์ต่างๆ แม้แต่เพื่อนร่วมงานคนไทยหรือแม้แต่ดิฉันเองที่ต้องเจอระบบสองมาตราฐาน คือ ฉันทำได้แต่พวกเธอห้ามทำ ( คนชาติอื่น ) ต้องขอบอกไว้ก่อนด้วยว่าการที่เราจะเข้ามาอยู่กับคนโซนนี้ต้องทำใจค่ะ นิสัยแขกอาหรับจะไม่ค่อยแอคทีฟอะไรที่เป็นเนื้องานจริงเท่าไหร่พูดง่ายๆขี้เกียจค่ะ จะติดไปทางรักสวยรักงามสร้างอิมเมจเยอะ แต่ผู้ชายเลบานอนตอนแรกที่เจ้านายบอกไม่ให้ยิ้ม มันก็เป็นบางกลุ่มแต่ระวังไว้ก็ไม่เสียหาย นิสัยจริงๆผู้ชายที่นี่เทคแคร์ผู้หญิงดีมาก รักครอบครัวมีบ้างที่เค้าอาจจะบ่นผู้หญิงบ้านเค้าว่าค่อนข้างเยอะ อย่างคนเอเชียจะแอคทีฟและทำงานตั้งใจดีกว่าการใส่ใจแม่บ้านจะดีกว่า ที่บาห์เรนก็มีบ้างแต่จะไม่มีเหยียดคนเท่าที่เลบานอนค่ะ คนบาห์เรนจะรักคนไทย อยู่กันง่ายๆบางทีหน้าตาก็คล้ายทางคนใต้ที่ไทยค่ะและมีความกันเองกว่า ความเคารพคนจะดีกว่า บางคนพูดไทยคล่องมากค่ะ เพราะมีภรรยาเป็นเจ้าของร้านอาหารไทย ช่วยกันทำมาหากินส่งอาหารเดลิเวอรี่

อีกเรื่องค่ะเกี่ยวกับการทำบัตรประจำตัวพลเมือง Resident permit card ทุกคนที่เข้ามาจะต้องมารายงานตัว ที่บาห์เรนทำงานง่ายกว่าค่ะเป็นระบบรวดเร็วไม่มีนอกใน และไม่ต้องมาหลายรอบ ลงทะเบียนคิวออนไลน์ล่วงหน้าสามวันไปถึงรับบัตรคิว พกโทรศัพท์เข้าไปได้ ตรวจสุขภาพ ถ่ายภาพ พิมพ์ลายนิ้วมือวันเดียวจบ แค่รอบัตร แต่ถ้าที่กรมตำรวจของเลบานอน Manual ค่ะ อย่างแรกเลยห้ามพกโทรศัพท์อุปกรณ์ทุกชนิด ตำรวจทหารยืนกันหลา! โอ่อะไรจะขนาดนั้นนี่ เท่าที่รู้มาว่าทำไมเค้าไม่ให้พกโทรศัพท์เข้าไปเพราะเค้าต้องการเป็นความลับของราชการ การชำระจ่ายต่างๆ ขอบอกว่าวีซ่าที่นี่แพงมาก มากกว่าบาห์เรนค่ะ มาถึงกดบัตรคิวก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ เครื่องเปิดมีเสียงเรียกนัมเบอร์ที่เค้าเตอร์ แต่เรียกค้างอยู่เบอร์เดียวมานานกว่าครึ่งชม. แต่จริงๆคือคนเข้าถึงไหนกี่คนต่อกี่คนตั้งนานแล้ว เครื่องกดบัตรคือเปิดไว้กินไฟเฉยๆ ที่เจอก็จะมีทั้งแรงงานเอเชียหรือสาวๆรัสเชียที่ทำงานตามบาร์ ทุกคนต้องมาพร้อมกับผู้ดูแลของสปอนเซอร์ตัวแทนนายจ้าง บางคนก็เดินตามมากะนายจ้างเลย แล้วสถานที่เก่าและแคบมาก คือแบบว่าดิฉันก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ เหมือนในหนังเลยพวกตำรวจมาตั้งด่านฐานอะไรสักอย่าง เดินไปห้องบัญชาการห้องนี้ห้องนั้นรายงานตัว แล้วต้องมาแบบนี้หลายรอบมากในหนึ่งเดือน เวลาไปตรวจสุขภาพก็ต้องไปอีกโรงพยาบาล ไปแล้วก็รอผลสามวันถัดมาก็ไปอีก พอเสร็จอีกวันไปกรมตำรวจ ไปๆมาๆอะไรแบบนี้เยอะมาก!! คือตอนนี้ค่อยๆเริ่มคิดแล้วล่ะว่าคนจะอยู่ที่นี่ให้ได้ใจต้องแข็งอดทนจริงๆ ต้องเจออะไรอีกหลายๆอย่างที่จะตามมา แต่มันก็มีคนที่เข้ามาลำบากกว่าดิฉันมาแบบไม่มีวีซ่าจะเป็นน้าผู้ชายคนนึงที่มาเป็นช่าง คนสวนบ้านของคนเลบานิส ก็หนีไม่พ้นที่สถานฑูตไทยจะต้องช่วยเหลือ ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็เป็นที่มาที่ไปที่ทำไมถึงบอกว่าสถานฑูตถึงห้ามนักห้ามหนา ปล่อยคนไทยเข้ามายาก ไม่ใช่แค่คิดว่าจะมีผู้หญิงมาขายบริการ หรือบางคนมาแบบโดนกดขี่ข่มเหงทำให้อยู่ยาก หรือบางคนฝืนอยู่เพราะเพียงแค่ว่าทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้วเลยใจจำจอมต้องอยู่

แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ประทับใจกับระบบของประเทศนี้ก็กลับถิ่นฐานภูมิลำเนาเดิมหรือย้ายประเทศอีก แต่ถ้าบางท่านก็โชคดีที่มีครอบครัวอยู่แต่งงานกับคนเลบานิสก็จะถือว่าโชคดีค่ะ ยิ่งถ้าครอบครัวยอมรับด้วยยิ่งดี อาจจะทำให้อะไรหลายๆอย่างอยู่ง่ายขึ้นอีกหน่อย ส่วนตัวดิฉันเคยคิดว่าเราอาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวอีกเยอะสำหรับที่เลบานอนเพราะมาในฐานะคนทำงาน แต่ด้านนึงที่จะช่วยเราปรับคือการหากิจกรรมสันทนาการไม่ให้เบื่อเช่น ปลูกต้นไม้หน้าระเบียง หาเวลาไปพักส่วนตัวนอกสถานที่จิบกาแฟภาคบ่ายในวันหยุด ถ่ายภาพนอกสถานที่ เพิ่มทัศนคติด้านบวกให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้เปิดโลกทัศน์ให้มาก ถือว่ามาท่องเที่ยวเอา เพราะมันคือช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ดิฉันอาจจะไม่ได้อยู่ที่เลบานอนได้นานเท่าที่บาห์เรนหรือไทย แต่ก็จะพยามสร้างความสุขง่ายให้กับตัวดิฉันเองและคนรอบข้างค่ะ ไม่ใช่ว่าโลกสวย แต่นั่นคือการฝึกสมาธิข่มใจได้ดีอีกทางเช่นกันค่ะ

ที่ที่คุณอยู่ (บาห์เรนและเลบานอน) มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นหรือเปล่าครับ

ที่บาห์เรนคนไทยจะเยอะกว่าที่เลบานอนหลายเท่าค่ะ คนไทยที่บาห์เรน ตอนนี้อาจจะราวๆ 2 พันคน ส่วนถ้าที่เลบานอนอยู่ราวๆร้อยกว่าคน จากที่ได้ถามผ่านสถานฑูตไทยโดยตรง ถ้าถามว่าความเป็นอยู่ดีไหม เป็นที่บาห์เรนจะมีความเป็นอยู่ดีกว่าในเรื่องของที่พักอาศัยภาพรวม ห้องพักจะเป็นสตูดิโอบ้างขึ้นอยู่กับบริษัทที่ดิฉันทำงาน หรือไม่ก็เป็นแฟลตอาคารอย่างดีมีระบบรักษาความปลอดภัย ตอนอยู่บาห์เรนเพื่อนๆจะเยอะมากไม่ใช่แค่คนไทย แต่ถ้าเป็นคนไทยด้วยกันเองค่อนข้างจะได้ดีกัน มีความกินดีอยู่ดีกันหลายท่าน และใช้ชีวิตกันแบบชิลล์ๆมาก หรือคนไทยบางกลุ่มที่รู้จักเพิ่มเติมก้อคงจะเป็นตามร้านค้า ร้านอาหารไทย ค่อนข้างขยันเกี่ยวกับธุรกิจมาก มีบางทีที่สถานฑูตไทยจะมีการจัดวันพ่อประจำปีก็จะมีร้านค้าเหล่านี้มาเป็นสปอนเซอร์ให้ในงานคนไทย ร่วมรับประทานฟรี ได้เจอคนไทยเยอะมากค่ะ

แต่พอมาที่เลบานอนปกติดิฉันก็ไม่ได้รู้จักใครมากนอกจากเพื่อนคนไทยในที่ทำงาน แต่มีอยู่ครั้งนึงดิฉันเคยได้ไปเยี่ยมเพื่อนของเพื่อนด้วยกัน เป็นผู้ชาย ทำงานเกี่ยวกับช่างทำจิวเวอรี่ในเลบานอน บางคนอยู่ร่วมเกือบ 20 กว่าปี บางคนอยู่ได้เกือบ 10 ปี ที่พักค่อยข้างเก่ามากเพราะเป็นตึกเก่าในเมืองที่อดีตเคยผ่านสงครามมา บางทีดูเผินๆรอบด้านดูเงียบๆไม่ค่อยมีคนย่านนั้น ในบ้านก็อยู่กัน 7-8 คนได้ แต่ด้วยภูมิปัญญาไทยของแต่ละท่านดีมากค่ะเค้าสรรหาพืชพันธุ์ผักไทยต่างๆเอามาปลูกรอบๆ เช่น มะกรูด มะระ ใบแมงลัก มะละกอ และอื่นๆเท่าที่พอปลูกได้กับพื้นที่ที่มี พี่บางคนก็ประยุกต์พื้นที่ใช้สอยทำเป็นที่ออกกำลังกาย ประดิษฐ์กระสอบทรายไว้ซ้อมมวยบ้างหลังเลิกงาน อย่างน้อยพวกเค้าก็คงต้องผ่อนคลายหาความสุขให้ตนเองด้วย ส่วนถ้าเป็นผู้หญิงไทยบางท่านถ้าโชคดีหน่อยก็ได้แต่งงานกับสามีเลบานอน บ้านของชาวเลบานอนบางหลังเราอาจจะเห็นดูเป็นคล้ายๆหินเก่าๆไว้ป้องกันการเกิดสงคราม แต่ไม่น่าเชื่อค่ะข้างในบ้านบางหลังแต่งได้ดูดีมาก น่าอยู่น่ารักถ้ายิ่งบนเขาแล้วด้วยอยู่แบบสงบๆ แล้วก็มีน้าผู้ชายคนไทยอีกคนค่ะ แกไม่มีความรู้อะไรมาก อายุน่าจะ 50 กว่าๆได้แล้ว น้าคนนี้แกอยู่มาได้เกือบสามสิบปีพูดอารบิกได้ดีแต่ภาษาอังกฤษไม่ได้ เค้าเป็นคนสวนในอัตราเงินเดือน 500$ นายจ้างเลบานิสคนนี้มีฐานะดีมากก้อจะมีทิป ต่างหาก น้าคนนี้มาเลบานอนทั้งๆที่ไม่มีวีซ่ามาเดินหางานตามบ้าน จนมีสถานฑูตมาช่วยทีหลังเกี่ยวกับเอกสารแก จนแกมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในบ้านนักเขียน

นายดีมากค่ะแต่เสียไปแล้ว เหลือแต่นายหญิง แกเองต้องทำหน้าที่หลายอย่างมากในบ้าน รวมไปถึงต้องเลี้ยงดูลูกสาวของนายจ้างที่สติไม่ดีเป็นออทิสติกอายุ 40กว่าๆ บางทีลูกสาวก็จะติดน้าชายคนนี้เหมือนเป็นพี่เลี้ยง แต่ถ้านางอาละวาดเมื่อไรคือบ้านแตก ของพังค่ะ น้าก็ต้องไปเกลี้ยกล่อม บางทีเผลอๆโดนลูกสาวเค้าตี ทุบ มาบ้าง แต่น้าแกไม่ถือเพราะแกมารู้ว่านางไม่สมประกอบ สักพักนางก็จะสงบเย็นลงแล้วก็ร่าเริงปกติ ดิฉันได้เคยนั่งคุยกับแกฟังเรื่องราวอันทรหดของแกแล้วนับถือใจแกมากๆค่ะกับความอดทนที่ยาวนาน เป็นดิฉันเองมาแค่นี้ก็ปอดแล้วไม่ไหวแน่!! บางคนเค้าคงไม่มีทางเลือกจริงๆ คงเลยต้องทั้งทนอยู่-อยู่ทน ดิฉันกับเพื่อนๆมาเยี่ยมแกในบ้านนายจ้างแก ซึ่งเค้าอนุญาตให้พาเพื่อนมาได้ในวันหยุดเพราะบ้านสวยมาก แกเองก็เป็นคนสวนมือระดับพระกาฬค่ะ ปลูกต้นไม้ให้บ้านเค้าสวยๆทั้งนั้น เผลอๆมีผักไทยๆด้วยพวกดิฉันมาเยี่ยมก็มาแลกเปลี่ยนขอผักจากแกเนี่ยแหละค่ะ นี่คือมุมมองอีกด้านจริงที่ดิฉันไม่เคยคิดเคยเจอมาก่อนเลยจริงๆต่างจากบาห์เรนมากๆค่ะ ดิฉันเองกับเพื่อนคนไทยกลุ่มนี้ 5 คนที่ทำบริษัทเดียวส่วนใหญ่ก็จะอยู่แบบวิธีคนชาวอีสาน อาจจะมีแค่ดิฉันที่หลงมาคนเดียวก็ต้องแชร์ฝึกฟังกันและกันด้านสำเนียงเสียงภาษาของแต่ละภาคด้วย เพื่อนๆเว้ากันมันมาก! เราเองต้องคอยแปลเอาค่ะ คนอีสานเป็นคนสนุกสนานแต่มีบ้างที่ไม่รู้ตาสีตาสา ดิฉันก็มีบ้างต้องช่วยเหลือไกด์ไลน์ปรับคุณภาพชีวิตกันและกันด้วยความที่พวกเค้าเหล่านั้นอาจจะไม่ได้พูดภาษาเก่งหรือเรียนมาสูง แต่เราเป็นคนไทยก็ช่วยกันเท่าที่ช่วยได้บางด้าน ถ้าใครคนใดคนนึงทำกับข้าวกับปลาให้เราทาน ดิฉันก็จะหาเวลาทำกับข้าวแชร์ให้เพื่อนๆด้วย มีบ้างที่บางครั้งมีปัญหาเกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน บริษัท ข้อกฎหมาย ดิฉันเองก็จะติดต่อสถานฑูตไทยที่กรุงซาอุดิอาระเบียเพื่อให้คำปรึกษาแล้วค่อยแจ้งข่าวบอกกล่าวเกี่ยวกับคนไทย จริงๆที่เลบานอนจะมีแค่กงศุลย่อยค่ะทีมงานก็จะเป็นคนเลบานิสทำงานให้สถานฑูตไทยในซาอุดิอาระเบีย แต่ก็พูดคุยได้เช่นกัน หรือน้องๆบางคนอาจจะมีข่าวกับคนไทยหลายๆคอนเนคชั่นเค้าก็จะเอามาแชร์ให้เราอีกทอดค่ะ

อะไรที่คนบาห์เรนชอบ และคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายบาห์เรนเป็นอย่างไร ผู้หญิงบาห์เรนเป็นอย่างไร และครอบครัวของคนบาห์เรนเป็นอย่างไรครับ

นิสัยของคนทั้งสองประเทศนี้ขอบอกในภาพรวมๆก่อนแล้วกันค่ะเกี่ยวกับคนอาหรับหรือ อารบิก นิสัยค่อนข้างจะจุกจิก หรือที่เรียกว่าเยอะค่ะ จะเยอะมากเยอะน้อยก็อยู่ที่ฐานครอบครัวนิสัยสังคมอีกที ครั้งแรกๆที่ออกต่างประเทศใหม่ๆก็มีคนบอกหลายคนว่าถ้าใครทำงานอยู่กับแขกเหล่านี้ได้ แต่ถ้าพ้นวาระไปแล้วจะสบายมาก เพราะชาวอาหรับถือว่ามีนิสัยค่อนเข้ายุ่งวุ่นวาย เยอะหลายเรื่องตามใจฉันสุดๆต่างจากเอเชีย อเมริกาหรือยุโรปค่อนข้างจะคุยกันง่ายกว่า แล้วคนอาหรับนี่คือเรื่องกลิ่นความสะอาดจะเป็นอะไรที่ซีเรียสมากๆๆๆ บางครอบครัวนี่คือต้องกลับมาทานข้าวที่บ้านอย่างเดียวไม่ไปเสี่ยงมือพ่อครัวแม่ครัวที่ไม่คุ้นเคยนอกบ้าน แต่ก็มีบ้านที่ยังมีกลุ่มที่ไม่เคร่งจนเกินไปออกมาทานอาหารนอกบ้านได้หรือสังคัมกับคนอาหรับด้วยกัน แต่บางคนไปไหนมาไหนทีกลิ่นน้ำหอมนี่จะฟุ้งเตะจมูก รู้เลยว่ากลิ่นแขกอาหรับ แต่ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบค่ะ ดิฉันก็เคยลองซื้อน้ำหอมแขกมาใช้ติดทนนานดี บางกลิ่นไม่ฉุนเกินไป บางกลิ่นนี่ถ้ายิ่งเป็นมาดามผู้หญิงยืนห่างสามเมตรยังได้กลิ่นฟุ้งเลย แล้วคนอาหรับนี่การใช้จ่ายก็ค่อนข้างฟุ้งเฟ้อพอสมควร ชอบจับจ่ายซื้อของเยอะ คงด้วยบางคนมีฐานะหน่อย เวลาซื้อของทีเช่นเสื้อผ้าลูกเด็กเล็กๆ ซื้อกันเป็นโหลๆเพราะลูกดกเยอะด้วยค่ะ เรื่องครอบครัวก็จะให้ความสำคัญต้นๆเหมือนกันค่ะ โดยปกติอย่างเท่าที่เราทราบกันมุสลิมสามารถแต่งงานได้ 4 คน แต่การจะแต่งงานใหม่นั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากคนแรกก่อนตามลำดับ นั่นหมายถึงตัวผู้ชายอาหรับเองก็ต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบสูงพอควร สามารถเลี้ยงดูภรรยาและลูกให้ได้กันทุกคน และต้องอยู่แบบเคารพกันค่ะ

ผู้ชายบาห์เรนส่วนใหญ่ที่นี่นุ่งห่มผ้าชุดตามสไตล์มุสลิมเรียกว่า “โต๊ป”แต่ก็มีบ้างถ้าคนรุ่นใหม่ที่ยังพอแต่งตัวอิสระได้ ถ้าผู้หญิง “อาบายา” แค่ไม่นุ่งสั้นหรือเปิดเผยเกินไปซึ่งต่างจากทางซาอุดิอารเบีย,คูเวต,กาตาร์,อบูดาบี ซึ่งจะเคร่งศาสนากว่า ถือว่าก็เป็นเมืองแขกที่เปิดใกล้เคียงกับดูไบแต่ก็ยังอยู่ในกรอบพองาม ที่นี่เมืองมุสลิมแต่ก็มีแหล่งขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์อยู่บ้างหลักๆใหญ่ๆสองที่สำหรับชาวต่างชาติด้วย จะขายเป็นเวลามีดื่มกันบ้างตามวาระโอกาสสำหรับคนสมัยใหม่ แต่ก็มีคนบาห์เรนที่เห็นก็จะชอบขับรถเป็น Bike gang กันบ้างหรือรถหรูๆตามที่ท้องถนน เปิดเพลง ฮิปฮอปสากลบ้างตามกลุ่มวัย เสียงบางทีก็ค่อนข้างจะดังมันเหมือนกับว่าไลฟ์สไตล์ได้รับวัฒนธรรมมาจากเมืองนอกบ้าง และอีกทั้งทุกๆปีจะมีการแข่งรถ Formula 1 จะมีอีเว้นท์หลักๆสามวันค่ะ ก็เข้าไปดูรถแข่งหรือการแสดงรถแต่ละรุ่น สวยๆ กิจกรรมตามเต้นท์สินค้า และคอนเสิร์ตนักร้องดังๆระดับโลกที่แวะเวียนออนทัวร์เข้ามา ถ้าเป็นวัย40 อัพขึ้นไปก็จะมีบ้างสมาคมหมากรุก ชา กาแฟสไตล์ “Arabic coffee” แล้วก็มีบางกลุ่มที่นิยมสูบยาที่เรียกว่า ” Shisha” ซึ่งขอบอกว่าแรงกว่าบุหรี่หลายเท่า มีกลิ่นรสชาติต่างๆให้เลือก เช่น มินต์ ฟรุ๊ตตี้ต่างๆ รสชาติคงคิดว่าเหมือนจะกลมกล่อมใช่ไหมล่ะคะ!!? แต่..ควันแรงมาก สำหรับดิฉันเคยอยากรู้ว่ามันคืออะไร ปกติไม่ใช่คนสูบบุหรี่ แต่ทดลองครั้งแรกคือจอดค่ะ!! สำลักควัน แต่มีเพื่อนบางท่านสูบนะคะอย่างมากก็ได้แค่นั่งข้างๆหรือดูโต๊ะอื่นๆที่นั่งสูบกัน เพราะการสูบยาพวกนี้ก็ถือว่าเป็นที่นิยมในหมู่คนอาหรับ แม้แต่ผู้หญิงก็สูบปกติ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่นี่จะคุยง่ายไม่ค่อยถือตัวมาก อาจจะด้วยเพราะชินกับการที่มีต่างด้าวหรือชาติอื่นเข้ามาทำงานมาพำนักเยอะ ผู้ชายที่นี่จะทำงานเยอะกว่าผู้หญิงค่ะ ผู้หญิงก็จะเป็นแม่บ้าน หรือถ้าพวกนี้ทำงานตามบริษัท บางคนค่อนข้างขี้เกียจเลยหรือไม่ก็ทำงานแบบเรื่อยๆเอื่อยๆไม่รีบ ซึ่งขัดกับสไตล์ยุโรปหรือเอเชียค่ะ ลืมบอกไปว่าอีกอย่างผู้หญิงอาหรับโซนนี้หรือโซนไหนๆก็ตามจะตีบทแตกเก่งค่ะ ร้องไห้เก่ง บางทีเรื่องเล็กๆนางก็ร้องได้ สร้างบทบาทได้ ต้องตามให้ทันอารมณ์พวกนาง

อะไรที่คนเลบานอนชอบ และคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายเลบานอนเป็นอย่างไร ผู้หญิงเลบานอนเป็นอย่างไร และครอบครัวของคนเลบานอนเป็นอย่างไรครับ

ในส่วนของที่เลบานอนจะมีลักษณะนิสัยทั้งคริสเตียน ผสมอารบิกในคนเดียวกัน และอีกกลุ่มที่เป็นมุสลิมอยู่แล้วก็มีนิสัยความเยอะเช่นกันตามที่ได้เกริ่นไป ที่นี่จะดีอย่างนึงกว่าบาห์เรนสำหรับนักดื่มสามารถหาซื้อ เหล้า ไวน์ เบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮลล์ได้ง่ายกว่า ร้านสะดวกซื้อมีขายทุกที่ ดื่มได้ทั้งปี รามาดานก็ขาย ด้วยความที่เป็นประเทศภูมิประเทศอากาศสวยงาม คนที้นี่ก็ชอบท่องเที่ยวบ้างยิ่งฤดูร้อนเป็นอะไรที่จะกิจกรรมเยอะมาก นิยมถ่ายรูปลงอินสตราแกรมเก๋ๆภาพสวยๆแนวศิลปะกันเยอะ และที่นี่เป็นแหล่งศิลปะทุกรูปแบบก็จะมีไม่ว่าเทศกาลดนตรีทุกๆปี แจ๊ส ไวโอลิน โอเปร่า หรือต่างๆก็จะหมุนเวียนกันเข้ามา แล้วศิลปะการแต่งบ้านที่นี่คือไม่แพ้กันเลยค่ะ บวกกับที่นิสัยแขกชอบ ช้อปจ่าย ก็สรรหาซื้อของมาแต่งบ้านกันได้ อีกอย่างต้นไม้จะเยอะกว่าบาห์เรนดอกไม้จะงามๆ คนที่นี่ก็ขยันปลูกพืชดอกหน้าระเบียงกันเยอะค่ะรวมถึงดิฉันเองด้วย ผู้ชายเลบานอนที่นี่ค่อนข้างสวีทค่ะจะหลงสาวเอเชียเยอะ อาจจะเพราะไม่เรื่องมากเท่าสาวๆบ้านเค้าเอง สวยก็สวยกว่าแต่ไหงกับหลงเสน่ห์คนเอเชียแทน!!?? แต่อย่างที่เคยบอกค่ะที่นี่ถ้ามาใหม่ๆห้ามยิ้ม ห้ามแสดงความเป็นมิตรสนิทกันเร็วเพราะเค้าจะตีความไปอีกอย่างเลย ผู้หญิงบ้านนี้ก็มักจะถือตัวเยอะกว่าที่บาห์เรน ที่เรียกว่ามาแนวหัวสูงค่ะ แต่งตัวเปิดเผยกว่าเพราะด้วยที่เป็นมิกซ์คริสเตียน แต่ก็มีส่วนน้อยที่ยังมีน่ารักอยู่บ้าง แต่จะมีที่น่ารักน่ารักก็จะเป็นรุ่นป้าๆยุควินเทจหน่อยจะอัธยาศัยดีเป็นมิตรกับผู้หญิงอย่างเราได้บ้าง พวกนี้บางทีก็มีความอ่อนโยนผ่านโลกมามากกว่า ใจดี รักสัตว์ ครอบครัวคนเลบานอนบางครอบครัวอบอุ่นดีมากๆเลยค่ะ มีบางครอบครัวที่เลี้ยงลูกสปอยไม่น่ารักบ้าง สอนลูกให้พูดจาเชิงกดขี่ไม่พี่เลี้ยงบ้างหรือคนต่างด้าวบ้าง หรือข่มเด็กลี้ภัยที่มาจากซีเรียบ้าง ต้องแล้วแต่เลยค่ะว่าจะมาเจอดีหรือไม่ดีครอบครัวไหน สาวไทยที่คิดจะแต่งงานก็ต้องดูดีๆไม่ใช่แค่คิดว่ามีรถมีเงินเลี้ยงดูเรา แต่เรื่องความสุขที่เหนือกว่าเงินก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะสำหรับคนที่จะให้ชีวิตครอบครัว

ค่าครองชีพที่บาห์เรนเป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพบาห์เรนอย่างที่เคยเทียบค่าเงินให้ทราบไปโดยประมาณ 3 สิ่งที่ดิฉันคิดว่ามันแพงเกินไป คือ
1. ค่าแท็กซี่ เพราะดิฉันคิดว่า โซนอาหรับนี้ ทั้งรถและน้ำมันก็ราคาถูกแต่ทำไมค่าแท็กซี่ยังคงแพง ยิ่งถ้าเรียกจากหน้าห้างสรรพสินค้าหรือหน้าโรงแรมก็จะชาร์จเพิ่มอีก 1 BD หรือ 100 บาท รวมถึงการเริ่มต้นกดมิเตอร์ที่ 1.5 ดีน่าห์หรือราวๆ 150 บาท และกิโลเมตรตามระยะทางซึ่งแพงมาก ที่นี่จะมีแท็กซี่ผีอยู่ ผีคือพวกที่ไม่ใข่คนขับบาห์เรนนี่โดยตรงจะถูกว่ามิเตอร์หน่อย แต่บางคันก็ยังแพงต้องต่อราคาค่ะ

2. การเช่าพวกอาคารที่พักอาศัย แฟลต ที่นี่ถ้าเทียบราคาจะตกอยู่ราคาที่ 250 -350 BD หรือราวๆ 25,000-35,000 บาทถ้าเทียบราคาโดยเฉลี่ย แต่ก็ขึ้นอยู่ที่สถานที่อีกทีอาจจะแพงกว่านี้ก็มี หนึ่งแฟลตจะมีสองห้องนอนหรือสาม มีห้องครัว ห้องน้ำ แอร์ รวมค่าน้ำค่าไฟแล้ว สำหรับกลุ่มคนที่เช่าเองบางคนก็ต้องหาผู้ร่วมแชร์เพื่อให้ค่าเช่าลดลง แต่สำหรับดิฉันจะมีสวัสดิการบริษัทก็จะสบายไป

3. พวกตั๋วเข้าสถานบันเทิงทั่วไปหรืองานเทศกาล งานอิเว้นท์เพื่อเป็นกิจกรรมวันว่างเช่น การเที่ยวสวนน้ำสวนสนุกที่นี่มีสวนน้ำขนาดใหญ่มากเปิดบริการ แต่ตั๋วสำหรับคนที่จะซื้อเข้าไปได้อยู่ที่ 18 BD หรือราวๆ 1,800 บาท ไม่อนุญาตให้นำอาหารเข้าไปต้องไปซื้อเพิ่มด้านใน บวกกับค่าเช่าล็อคเกอร์ เก็บกระเป๋า 5 BD หรือ 500 บาท ซึ่งรวมๆแล้วก็มากกว่า สองพัน แต่ขอบอกว่าข้างในสวยมากจริงๆและสนุกมากๆ ดิฉันกับเพื่อนๆที่ทำงานบริษัทแรกจะโชคดีที่ได้เข้าฟรีค่ะ เพราะเจ้าของโรงแรมกับสวนน้ำแห่งนี้คือเจ้าของเดียวกัน ตรงนี้เลยเป็นผลพลอยได้เข้าไปทดลองเล่นฟรีไปครั้งแรกและมีส่วนลด หรืออย่างอีกที่จะเป็นงานแข่งรถ Formula 1 ซึ่งจะจัดทุกๆเดือนเมษายนของปี มีทั้งหมด 3 วัน ตั๋วก็จะเริ่มต้นที่ราคา 60 BD ต่อวัน แสตนด์ที่นั่งทั่วไปเลือกวันที่จะไปได้ ส่วน 70 , 80 ,90 ,100 BD ก็จะตามระดับสแตนด์ตำแหน่งที่นั่งชมตำแหน่งดีๆหรือแพงสุดนี่คือ 120 BD หรือ 12,000 บาท คือเข้าได้สามวันและที่นั่งก็ตำแหน่งดีคือสามารถชมตอนรับรางวัลได้ ในงานวันสุดท้ายก็จะมีคอนเสริต์ศิลปินดังๆมาแต่ละปี จึงทำให้ราคาตั๋วค่อนข้างแพงมาก แต่คนที่มาดูจะเป็นต่างชาติเสียมากกว่ากับกลุ่มวัยรุ่นบาห์เรน แล้วก็มีการขายของที่ระลึกพวกก็แพงเหมือนกัน

ส่วนที่จะคุ้มค่าสมราคาก็จะมี
1. พวกน้ำมันค่ะ เพราะถูกมาก เติมเต็มถังก็ 3-5 BD ขึ้นอยู่กับโมเดลรถ ซึ่งต่างจากที่ไทยมากเติมกันทีเป็นพัน

2. พวกการผ่อนโปรโมชั่นอุปกรณ์สื่อสาร electronics บางโปรโมชั่นแต่ละเดือนรวมพร้อมอินเตอร์เน็ตค่ายต่างๆความเร็วสูงแข่งกันมาก บางรุ่นไม่ต้องวางดาวน์และเป็นรุ่นยอดนิยม มาใหม่ด้วย อยู่ที่ค่ายนั้นๆจัดโปรโมชั่น แค่ยื่น Resident ID Card เจ้าหน้าที่จะเช็คข้อมูลว่าสามารถผ่อนได้ไหมก่อนดำเนินการ รุ่นนี้ได้หรือไม่ได้ตามกำลังฐานเงินเดือนเราถ้าได้นานกี่ปีกี่เดือนว่ากันไป เพราะโดยส่วนใหญ่แรงงานที่เข้ามาทำที่นี่ระยะยาวตามสัญญาจ้างงาน

3. พวกของกินของใช้พื้นบ้านทั่วไปก็ถือว่าสมราคา บางอย่างอาจจะมีนำเข้าจากไทย จีน อินเดียบ้าง บางอย่างราคาสูงกว่าเล็กน้อยแต่ก็มีกำลังในการซื้อจ่ายเพราะด้วยฐานเงินเดือนหรือรายรับที่ลงตัว เช่น เครื่องปรุง ซอส ผงชูรส น้ำปลา เส้นหมี่ ก๋วยเตี๋ยว ผัก ผลไม้ต่างๆ เพราะพวกนี้มีผลต่อการดำรงค์ชีวิตและทำให้อยู่ง่ายขึ้นอีกค่ะ

ค่าครองชีพที่เลบานอนเป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ส่วนค่าครองชีพที่เลบานอนจากที่ดิฉันได้อยู่มาช่วงครึ่งปีแรกก็พอจะจับทางได้คร่าวๆว่า ส่วนใหญ่ที่นี่จะแพงมากค่ะ แพงกว่าบาห์เรน เช่นเดียวกัน

1. ค่าแท็กซี่โดยสารที่เคยเล่าไป ตอนช่วงต้นๆจะแพงกว่าบาห์เรนมาก และแท็กซี่ไม่ค่อยปลอดภัยรถจะเก่ามาก บางคันหน้าต่างประตูจะเป็นรุ่นแบบหมุนกระจกเอาอัตโนมือค่ะ!! ไหนบางคันจะชอบสูบบุหรี่ในรถอีกต้องคอยบอก ถ้าจะเรียกรถที่ปลอดภัย บริการมารยาทดีต้อง Taxi Allo เป็นบริษัทที่ให้บริการเรียกแท็กซี่เลยก็จะแพงขึ้นอีกเล็กน้อย เหมือนบริการระดับ 5 ดาวรับลูกค้าต่างชาติหรือมีกำลังจ่าย ซึ่งมีระบบออนไลน์ลิงค์รับลูกค้ากัน แต่ก็สบายใจกว่าค่ะ แต่ที่นี่ไม่ค่อยมีรถบัสแบบ บขส., หมอชิต ,เอกมัยแบบที่ไทยจะไปไหนมาไหนถ้าไม่เช่าก็ต้องจ้างพวกนี้เอาค่ะถ้าจะไปเที่ยวอีกเมือง ซึ่งก็ไม่ต่ำกว่า 100$ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องอาศัยบริษัททัวร์พานำเที่ยวเอา ส่วนพวกรถเมล์ประจำทางอาจจะถูกกว่าแน่นอนแต่ก็ไม่ค่อยกล้านั่งเท่าไหร่ค่ะ

2. พวกอาหารการกินต่างๆ ถ้าเทียบก็จะมีบางอย่างคล้ายๆที่บาห์เรนทั่วไป KFC , Macdonal หรือไก่ย่างอารบิก Shawma , Sanwich , Burger meal อะไรประมาณนี้จะแพงกว่าบาห์เรนหรือบ้านเราที่ไทยมาก บางทีสั่งหนึ่งเซทมื้อง่ายๆ หนึ่งมื้อบางทีปาไป 10-20 $ ตกประมาณมื้อละ 300-400 บาทบ้านเราแพงมากค่ะ ขนาดชิ้นเล็กๆธรรมดา ราคา 7-10$ ก็ยังราคา 160-200 บาทไทย

3. พวกค่าไฟค่ะที่นี่ ที่ดิฉันทราบมาแพงมาก แต่ไม่เคยทราบราคา อีกอย่างระบบประเทศนี้จะมีการตัดสลับกระแสไฟแบ่งไปตามเขตและตามเวลา วันนึงจะมีการตัดกระแสไฟเกือบทั้งวันค่ะ วันละ 5-6 รอบ ไฟก็จะหยุดใช้งานไป 1 – 2 นาทีไม่เกิน หรือบางเขตอาจจะนานกว่านี้ จริงดิฉันคิดว่าโซนอาหรับไม่ว่าจะเป็นบาห์เรน เลบานอนหรือประเทศใกล้เคียงไหนๆก็ตามไม่น่าจะแพงเพราะเป็นแหล่งพลังงานอย่างดี แต่ดันกลับแพงซะงั้นและมากกว่าที่ไทยอีก

ส่วนที่จะดูว่าคุ้มค่าสมราคาอยู่บ้างเช่น
1. ผัก ผลไม้ ต่างๆ เพราะด้วยความที่ประเทศเป็นพื้นที่ที่มีอุณหภูมิอากาศดีทำให้ผลการผลิตจากการเกษตรดีตามทั้งผัก ผลไม้จะเยอะและรสชาติดี หากินง่ายค่ะ ราคาถูก ทั้งนี้อาจจะรวมไปถึง พวกไม้ดอกไม้ประดับตามบ้านด้วยที่ปลูกกันตามระเบียง แต่งบ้าน จะขึ้นง่าย

2. พวกของแต่งบ้าน แนวVintage สำหรับดิฉันถือว่าถูกนะคะ เพราะบางอย่างที่ไทยจะขายแพงกว่า ซึ่งดิฉันก็ชอบงานแนวนี้ด้วย ถ้าเป็นที่นี่ความคลาสสิคบวกราคามันดูแล้วสมราคา บางชิ้นอาจจะถูกกว่าที่คิด เพราะสไตล์ที่นี่จะมีปนๆคริสเตียนบ้างไม่ได้อารบิกจ๋าเหมือนที่บาห์เรน แต่ถ้าเป็นที่บาห์เรนก็จะมีเอกลักษณ์เก๋ไปอีกแบบ ราคาลงตัว แต่ถ้านึกจะขนกลับไทยก็นั่นแหละค่ะไปเสียค่าขนส่งต่างหากเอา

3. จริงๆ ข้อที่สามนี้ยังนึกไม่ค่อยออกว่ามีอะไรถูกบ้างที่เลบานอน แต่ต้องบอกภาพรวม ของที่นี่ค่อนข้างแพงกว่าบาห์เรนหลายอย่างพอตัว แต่ถ้าจะให้อีกอย่างแนะนำเป็นพวกเครื่องดื่มเช่น ไวน์แล้วกันค่ะที่นี่ไวน์ค่อนข้างถูกมีหลากหลาย ราคาก็ตามระยะเวลาปีที่บ่ม อย่างที่พอถูกสุดก็ราว 8-9$ หรือ ขวดละ 200 กว่าบาทนิดๆ รสชาติกำลังดีนี่คือเกรดกลางๆ แต่ถ้าอยากได้รสชาตินุ่มๆนิ่มๆต่างยี่ห้อก็ราคาอีกเกรด หาซื้อง่ายกว่าบาห์เรนเพราะบาห์เรนจะเป็นแหล่งมุสลิม ห้ามเครื่องดื่มมากกว่า แต่ถ้าที่เลบานอนจะมีคริสเตียนอยู่เยอะด้วย จะซื้อขายเหล้า เบียร์ ไวน์ง่ายเหมือนยุโรปอยู่บ้าง บวกกับอากาศช่วงฤดูหนาว คนก็นิยมจิบไวน์กันค่ะ

ค่ะมีอะไรที่ไม่คิดว่าจะแพงกว่าบาห์เรนอีกค่ะ ยิ่งถ้าเกี่ยวกับวีซ่าทำงานที่นี่ก็แพงเว่อร์มากค่ะถ้าเทียบกับโซน GCC กฏหมายแข็งกว่า แต่วีซ่าทำงานก็ไม่แพงเท่ากับที่เลบานอน และออกจะดูซิกแซกเยอะด้วยค่ะเอาเป็นว่า หลงมาแล้วอ่ะนะคะ! ก็ต้องลุยสู้ๆอดออมต่อไป

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในบาห์เรนตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในบาห์เรนครับ

ข้อดีของการอยู่บาห์เรน

– ภาพรวมความเป็นอยู่ง่ายๆมาก อาหารการกินหาง่ายแทบจะเหมือนอยู่บ้านเราเพราะคนไทยอยู่เยอะก็จะมีหลากหลาย กลุ่มคนไทยบางคนแต่งงานกับคนพื้นที่หรือย้ายตามครอบครัวมาก็จะทำธุรกิจอาหาร สปาเยอะจริงๆ เรื่องกินคนไทยเรื่องใหญ่ค่ะ ตอนที่ดิฉันเคยมีโอกาสท่องเที่ยวแถบยุโรปไปตามล่าหาร้านอาหารไทย รสชาติก็ยังไม่แซ่บเท่าที่บาห์เรนค่ะ ถูกปากกว่าจริงๆ
-บาห์เรนเป็นเมืองมุสลิมที่เปิดมากกว่าพวกซาอุดิอาระเบีย, กาตาร์,คูเวต,อบูดาบี คือยังมีสถานบันเทิงเปิดบริการตามโรงแรมหรือคลับ จะทำให้ไม่น่าเบื่อมากเกินไป จะมีชาวอาหรับจากที่อื่นเข้ามาเที่ยวบาห์เรนเยอะเช่นกันเพื่อผ่อนคลาย รวมไปถึงชาวต่างชาติอื่นๆ
-บาห์เรนเป็นเมืองที่มีมนต์เสน่ห์ในตัวถึงแม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่คนจะให้ความเฟรนด์ลี่ง่ายๆ หลายคนที่ออกไปจากประเทศแล้วคิดถึงบาห์เรน ถึงจะร้อนระอุเหมือนอยู่ในซาวน่าตามภูมิประเทศไปบ้างแต่มันจะมีเรื่องเล่าความทรงจำดี อบอุ่นเกี่ยวๆกับเพื่อนๆหลากหลายที่มารู้จักกัน ยิ่งเวลามีงานสมาคมคนไทยเฉลิมฉลองในวาระเฉลอมพระชนม์พรรษาเมื่อสมัย ร.9 ก็จะมีการจัดงานเทอดพระเกียรติของสถานฑูตไทยทุกปี คนไทยก็จะรวมตัวกันไม่ว่าจะร้านค้าต่างๆ การแสดงฝีมือด้านศิลปะการแกะสลัก ร่วมรับประทานอาหารค่ำฟรี ตรงนี้สามารถช่วยเป็นหน้าเป็นตาให้กับต่างชาติได้เยอะมาก ซึ่งอีกอย่างความสัมพันธไมตรีระหว่างไทย-บาห์เรนเกี่ยวโยงกันดีมากมาช้านาน คิงส์บาห์เรนจะเข้าร่วมงานด้วยทุกปีเป็นงานใหญ่ ทำให้ตรงนี้เองด้วยดิฉันรู้สึกว่าคนไทยเข้า-ออกท่องเที่ยวง่าย

ส่วนข้อเสียของการอยู่บาห์เรน

– จะมีบ้างที่ต้องระวังบางเขตบางจุดต่างๆที่ยังมีการเกิดการประท้วงตามหมู่บ้านของมุสลิมสองนิกาย สุหนี่และชีอ่ะห์ แต่ก็ไม่เยอะเท่าช่วงปี 2011 ซึ่งตอนนั้นต้องระวังตัวกันมากจะมีเผายางและแปลกค่ะที่นี่ถ้าช่วงวาเลนไทน์ทีไรไม่ฉลองความรักนะคะ เท่าที่จำได้อยู่จะชอบออกมาประท้วงกัน ก็ไม่ทราบทำไมต้องวันนี้ แต่จุดปลอดภัยก็มีอยู่ค่ะ
-ด้วยความที่อยู่ง่ายหากินง่าย มีฟรีวีซ่าระหว่างประเทศ 14 วัน ปรากฏว่ามีการลักลอบของผู้หญิงไทยเข้ามาขายบริการเยอะมาก มานั่งดริ๊งค์จับลูกค้าตามที่แม่แทคเอาตัวมา จริงๆเวลาข่าวออกมาพอได้ยินประเทศบาห์เรนปุ๊บ!!บางคนคิดแค่ว่าเป็นประเทศไม่ดี สำหรับดิฉันกล้าพูดเลยค่ะว่าประเทศเค้าไม่ได้มีอะไรเล้ย!! ปกติดีค่ะ แต่ที่เสียคือผู้หญิงไทยที่มาทำประวัติไม่ดีสะสมไว้ ส่วนคนดีๆบางคนเลยพ่วงรู้สึกแย่โดนเหมาไปเลย บางทีดิฉันก็เห็นก็ได้เจอ คุย พบเห็นมาบ้าง บางทีเราไปผ่อนคลายกับเพื่อนร่วมงานตามผับหลังเลิกงาน พวกนางๆก็มีมาเขม่นๆดิฉัน เลยพางงๆ เธอคงคิดว่าดิฉันจะไปแย่งแขกเธอมั๊งคะ!! ฮ่าๆๆๆ สักพักเธอคงรู้ไม่ใช่พวกเดียวกับเธอก็ไปตามทางของเธอ คือดิฉันเองก็ถือว่าต่างคนต่างอยู่เพราะคนละแนวทางค่ะ บางทีก็รู้สึกไม่ค่อยโอเคเท่าไรกับภาพลักษณ์แบบนี้
-พูดถึงเศรษฐกิจบาห์เรน ช่วงนี้จะลดลงค่ะ คือไม่ไปสูงกว่านี้ จะเป็นแบบเรื่อยๆเอื่อยๆค่ะ สำหรับคนที่คาดหวังมาทำงานอาจจะมีเบื่อไปบ้างที่จะขยันเข้ามากอบโกยเงินแต่จะต้องเป็นไปแบบช้าๆไม่เฟื่องฟู บริษัทใหม่ๆที่วางแผนว่าจะเปิดต้องชะลอตัวเลื่อนออกไป ยิ่งธุรกิจท่องเที่ยวโรงแรมก็ไม่บูมเช่นยุคก่อน ต้องทำใจตรงนี้ส่วนนึง แต่ถ้าใครเป็นแม่บ้าน ภรรยาดิฉันคิดว่าก็น่าจะอยู่ได้เรื่อยๆอยู่

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในเลบานอนตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในเลบานอนครับ

ข้อดีของการอยู่เลบานอน

-เรื่องอากาศและธรรมชาติ ที่นี่มี 4 ฤดู ที่ๆดิฉันพักอาศัยจะอยู่บนเขา อากาศครบทุกเวอร์ชั่นดีค่ะ และก็กลายเป็นคนชอบปลูกบำรุงรักษาต้นไม้ไปโดยปริยายเพราะบาห์เรนต้นไม้ขึ้นยากกว่า พออากาศดีมันทำให้ตื่นเช้าขึ้น เพื่อมาสูดอากาศสดชื่นได้บ้าง ยิ่งบนเขานี่คือวิวดีมาก ช่วยให้ผ่อนคลายจิตใจไปได้บ้าง

-ได้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนตอนอยู่บาห์เรน มีต้นซีดาร์ซึ่งเป็นต้นไม้เอกลักษณ์ของประเทศ ภูเขา น้ำตก สกี หิมะ ตามฤดูกาลสวยงามมาก และด้วยความที่เป็นคนชอบถ่ายภาพก็จะได้ช็อตสวยๆอาร์ตๆ ไว้บอกเล่าเรื่องราวได้ดี หรืออย่างย่านใจกลางเมืองที่เหมือนยกถนนสไตล์ยุโรปมาอยู่ในอาหรับ ที่ด้านหน้ามีมัสยิสใหญ่อยู่บริเวณนั้น คือหลากหลายทางวัฒนธรรมมาก แปลกดี เป็นสถานที่ทั้งช้อปปิ้ง พักผ่อน ผ่อนคลายไปในตัว

-ได้เรียนภาษาฝรั่งเศสแบบฟรีๆกับบุคคลทั่วไป แค่การทักทายคนเป็นภาษาฝรั่งเศส ” Bonjour” – บองชูวว์ ก็ทำให้เป็นมิตรได้ ถ้านานๆรู้จักและสนิทไปเค้าจะเปิดใจเอง แต่ก็ใช้เวลา นี่คือ Traditional แต่คนที่จะพักอยู่อาศัยได้ดีต้องพักอยู่ตามบนเขาที่มีความสงบปลอดภัยหรือคนแก่รุ่นเก่าๆ ยุควินเทจ

ข้อเสียของการอยู่เลบานอน

– คือดิฉันต้องแจงให้ทราบก่อนค่ะการมาอยู่เลบานอนที่นี่มีหลายสถานะว่ามาอยู่ในฐานะอะไรแต่งงานหรือมาทำงาน ถ้าแต่งงานหรือมีแฟนก็อาจจะโชคดีไปที่ไม่ต้องดิ้นรนเท่ากับคนทำงาน เพราะการมาอาศัยอยูที่นี่เหมือนคนทำงานจะต้องอดทนมาก เรื่องของสภาพจิตใจต้องพร้อม ต้องตั้งสติค่ะ เพราะว่าคนที่นี่เอารัดเอาเปรียบแรงงานสูงมากค่ะ ลูกล่อลูกชนเยอะค่ะ บางทีสัญญาจ้างอีกอย่างแต่ทำกับพนักงานอีกอย่าง พักร้อนก็น้อยมากค่ะต่อปี คนไทยถึงมาที่นี่ยากค่ะเพราะสถานฑูตไทยและกรมแรงงานไม่ค่อยอยากให้คนไทยประสบปัญหาเช่นนี้เพราะเป็นกันเยอะมาก ที่ไทยนี่จะไม่มีที่ทำการสถานฑูตเลบานอนในไทยเลย การจะอยู่กับคนเลบานอนต้องรู้ทันและอยู่ให้เป็นจะได้ไม่โดนเอาเปรียบค่ะ
– ความไม่ปลอดภัย ในที่นี้ไม่ได้หมายความเกี่ยวกับสงครามนะคะ แต่หมายถึงการไปไหนมาไหนผิดที่หรือไม่คุ้นที่ต้องระวังมากกว่าบาห์เรน เพราะเราอาจจะเจอทั้งกลุ่มคนแปลกหน้าผู้ลี้ภัยจากซีเรียตามท้องถนนหลายรูปแบบ หรือแม้กระทั่งคนเลบานิส แท็กซี่ท้องถิ่นบางคัน ยิ่งในสายตาที่เค้ามองคนเอเชียก็จะแปลกๆด้วยค่ะ แปลกกว่าบาห์เรน เพราะที่นี่ยังไม่ค่อยเป็นระเบียบการจัดสังคมเยอะมาก ต้องฉลาดทันที่จะออกไปไหนมาไหน ศึกษาเส้นทางเขตต่างๆให้ดีโซนไหนปลอดภัยหรือควรเลี่ยง หรือแม้กระทั่งการขับรถอย่างที่บอกที่นี่ขับรถเร็ว ถนนไม่มีเลนน์เส้นบอก ขับตามใจ คร่อมเส้นคร่อมเลนน์บ้างจะขับเบียดรถพ่วงก็ไม่กลัวกัน ต้องคอยเตือนคนขับตลอด ไม่มีรถไฟฟ้าหรือ รถไฟ มอเตอร์เวย์ ไปไหนมาไหนรถจะติดมาก อย่างไรก็เอาความปลอดภัยมาก่อนด้วย
– เลบานอนจะมีความขัดแย้งกับตนเองทางสังคม มีความไม่ชัดเจน กฎหมายบางอย่างเลือกปฏิบัติ สร้างมาตราฐานบางอย่างเยอะเกินไป เกี่ยวกับบุคคล เช่นที่อยู่ที่พักคนคริสเตียนกับคนมุสลิมหรือแม้กระทั่งคนในประเทศกับคนต่างด้าว ความเจริญบางด้านยังไม่เข้าถึงอาจจะด้วยปัญหาทางการเมืองที่ถูกสะสมมา ซึ่งจริงๆคนเลบานอนค่อนฉลาดมากแต่กลับขัดแย้งกันเอง เลยทำให้บ้างด้านการใช้ชีวิตไม่พัฒนาหรือล่าช้าบ้างไม่ค่อยเปิดกว้าง ใครถ้าจะเข้ามาอยู่และหาความเจริญเหมือนอาหรับเช่นดูไบหรือเฉียบเช่นยุโรปคงเลิกคิดไปก่อนค่ะ บางทีดิฉันยังเคยคิดเลยบ้านเมืองไทยยังดูเจริญกว่าด้วยซ้ำแต่พอเรามาอยู่ภายใต้บ้านเค้าก็ต้องรับสภาพปรับตัวไป สิ่งที่ต้องฝึกเยอะๆคือพัฒนาจิตใจไว้ก่อนเลยค่ะ

ในมุมมองของคุณ อะไรคือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนบาห์เรนในเรื่องของความโรแมนติก

ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับบาห์เรน โดยปกติบาห์เรนเป็นเมืองมุสลิม การจะเดินไปไหนมาไหนกัน จูงมือ คงไม่สามารถทำได้มากเนื่องจากเป็นเมืองมุสลิม แต่ถ้าการใช้ชีวิตร่วมหลังแต่งงาน คนบาห์เรนก็ค่อนข้างรักครอบครัวพอควร รับผิดชอบดี ถ้าเป็นชาติศาสนาเดียวกัน แต่ถ้าต่างกันด้วยศาสนาอื่น ส่วนใหญ่ ผู้หญิงก็ต้องเข้าประเพณีตามธรรมเนียน แต่ที่เคยเห็นมาบ้างบางทีผู้ชายอารบิกค่อนข้างหึงแรงหวงแรง ชอบตีความเข้าใจผิดจนเกินความพอดี หรืออาจจะกลายไปเป็นลักษณะผู้ชายเยอะจุกจิก ถ้าผู้หญิงเอเชียหรือไทยเราอาจจะมีอึดอัดบ้าง หรืออาจจะกลายเป็นนกน้อยในกรงทอง บางทีคนไทยเราค่อนข้างจะสไตล์ฝรั่ง รักอิสระ เปิดกว้างเรื่องการจะคิดจะทำอะไร แต่ถ้าเป็นอารบิกปุ๊บจะมีความเยอะแฝงในตัว ประมาณว่าเธออย่าดื้อ ฟังฉัน ตามฉัน แต่โดยส่วนรวมถ้าอยู่กันอย่างเข้าใจอย่างแท้จริงวางตัวดีๆบอกได้เลยคนบาห์เรนก็พ่อบุญทุ่มดีๆเลย เทคแคร์พอควรเลยค่ะ ที่เคยๆเห็นพี่ๆเพื่อนๆก็อยู่ใช้ชีวิตราบรื่นดีค่ะ สามีใส่ใจดีมากๆๆๆ ต้องค่อยๆปรับตัวกันเคารพให้เกียรติกันถ้ารักที่เลือกจะอยู่ร่วมกันแล้ว

ในมุมมองของคุณ อะไรคือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนเลบานอนในเรื่องของความโรแมนติก

ในส่วนของเลบานอนเรื่องความโรแมนติก โดยภาพรวมก็จะมีฟิลลิ่งคล้ายๆบาห์เรนอยู่บ้าง แต่!!! ความสวีท เทคแคร์จะมีสูงกว่ามากเพราะสามารถแสดงออกได้เยอะกว่า โดยเฉพาะคนเลบานอนอารบิกที่เป็นคริสเตียน เช่นการทักทาย สวมกอด จูบ ได้มากกว่า ผู้ชายจะตามใจผู้หญิง มีความเรียบง่ายกว่าผู้หญิง เพราะผู้หญิงที่นี่จะมีความจุกจิกและเยอะกว่าผู้ชาย แต่เชื่อไหมคะว่าถ้าได้แต่งงานดีๆกัน พิธีแต่งงานของคนที่นี่ สวยอลังการมากๆ ลองเสิร์ชดูตาม youtube กันได้แต่ส่วนถ้าจะถามว่าปัญหาความสัมพันธ์ความโรแมนติกคนไทยกับคนเลบานอนคืออะไรก็ยังตอบไม่ได้หมด เพราะดิฉันเองก็เพิ่งจะได้รู้จักเลบานอนได้ไม่นาน แต่จะมีบ้างที่จะพอทราบ บางทีด้วยความสวีทก็คงต้องระวังเรื่องความเจ้าชู้กันนิดนึง เพราะคนบ้านนี้มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะศาสนา สังคม อีกอย่างคือที่นี่จะเปิดมากกว่าตรงบางทีก็มีเกย์บ้าง ทอมดี้บ้าง หรือมีกิ๊กคบซ้อนแบบเป็นเรื่องปกติของคนที่นี่ก็ต้องระวังศึกษาให้แน่ใจ อีกอย่างที่นี่น่าจะเป็นอุปสรรคอย่างนึงสำหรับคนไทยคือเกี่ยวกับอาชีพการงาน บางทีต้องวัดดวงกันเลยค่ะ คนที่นี่ถ้าสาวไทยทำหน้าที่การงานดีแบบพอเป็นหน้าเป็นตาให้กับครอบครัวชาวเลบานิสก็ดีไป แต่ถ้าเกิดบอกว่าสปาเป็นพนักงานนวดจะเกิดการไม่ยอมรับขึ้น เพราะสำหรับผู้หญิงบ้านนี้ไม่ค่อยมีใครทำอาชีพนี้ ถ้าใครทำถือว่าครอบครัวและเพื่อนฝูงไม่เปิดรับ ซึ่งดิฉันก็เข้าใจว่าบางคนก็ต้องให้เกียรติสามีหรือคนรักด้วยทางสังคม แต่ก็อยากจะบอกเหลือเกินว่า อาชีพนี้คนทำดีๆก็มีเยอะ แทบจะเทียบกับอาชีพ พยาบาล หมอ ต้องเปิดโลกทัศน์กันบ้าง ฉะนั้นอาจจะต้องทำให้อยู่กันอย่างราบรื่น เข้าใจ

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหม และคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่า

ค่ะดิฉันยังมีอยู่กันครบเลย ดิฉันเป็นคนเดียวที่ทำงานออกต่างประเทศมานาน เพราะกลัวรถติดบ้านเราที่ไทยไปโดยปริยาย และแน่นอนค่ะก็คิดถึงครอบครัวเสมอ จะมีโทรคุยติดต่อเป็นระยะ อาจจะไม่ทุกวัน ในสัปดาห์นึงก็ 2-3 ครั้งที่ได้คุย เพราะส่วนวันอื่น เราก็จะเห็นกันได้จาก Facebook ว่าครอบครัวเรายังออนไลน์เคลื่อนไหว อัพเดทกันตามปกติ บางที่ใน Line คุณแม่ก็จะส่งภาพ ส่งข้อความมาคือการแสดงความห่วงใยเรื่อยๆ ดิฉันเองลืมบอกว่าเป็นทั้งลูกบุญธรรมด้วยก็เลยจะมีแม่สองคน มีทั้งครอบครัวจริงและครอบครัวบุญธรรม แต่จะเติบโตมาทางฝั่งครอบครัวบุญธรรมมากกว่า มีอะไรถ้าได้กลับไทยก็จะเจอทางฝ่ายครอบครัวบุญธรรมเยอะหน่อย ก็จะมีพากันไปเที่ยวและไปกินอาหารไทยที่เราห่างหายไปนานหลายๆเมนูจะคิดถึงมากๆ จะกินแบบหายอยากไปเลย เวลาที่ได้กลับพักร้อนอาจจะปีละครั้ง ก็ขึ้นอยู่กลับจำนวนวันที่เราลาอาจจะ 3-4 อาทิตย์ คือถ้าจะกลับไทยก็จะมีวางโปรแกรมไว้ก่อนล่วงหน้าครึ่งปีว่ากลับไปจะทำอะไร ไปไหน หรือยังไงบ้าง งบประมาณเท่าไหนถึงจะกลับวาเคชั่นได้ดี บางทีเพื่อนๆก็มีบ้างอยากเจอพบปะเราเยอะมากตามประสา แต่ก็ไม่เสมอที่จะต้องออกจากบ้านบ่อยๆ ก็อาจจะไปกับเพื่อนที่ว่างหรือสนิทกันจริงๆ เพราะแน่นอนนั่นคือดิฉันต้องเสียค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าอาหารกับเพื่อนๆหลายสมัยมาก ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ดีที่สุดคือเราอยากให้เวลากับครอบครัวให้มากเท่าที่จะให้ได้ และพักผ่อนในเวลาของเราจริงๆ ถ้าจะออกจากบ้านนั่นคืออาจจะไปติดต่อ อัพเดทธุระส่วนตัวเช่น ไปธนาคารอัพเดตสมุด เล่มใหม่ ไปประกันสังคม เกี่ยวกับสิทธิ์โรงพยาบาล หรืออะไรที่สำคัญกับเราบางด้านเช่น คอร์สระยะสั้นเรียนเสริมเกี่ยวกับสายงาน เป็นต้น เพราะกลับไทยทั้งทีเราต้องรีบดำเนินการหลายอย่างมาก แค่พบปะครอบครัวญาติพี่น้องก็เยอะแล้ว คือบางทีเดือนนึงก็อาจจะยังไม่พอค่ะ ฉะนั้นเวลาเรากลับไปเจอครอบครัวก็เลยต้องอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุดให้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันให้มาก

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในบาห์เรน

ก็มีอยู่ช่วงตอนอยู่บาห์เรนปี 2011 มีนาคม ตอนนั้นเกิดการประท้วงใหญ่ของประเทศ ก็ถือว่ารุนแรงในระดับนึงแต่สถานการณ์ก็ควบคุมได้ดี ตอนนั้นก็มีเพิ่งพาสถานฑูตกันไว้ ด้วยการให้ข้อมูลตนเอง ถ้าเกิดมีกรณีฉุกเฉินอะไรขึ้นมาจะได้มีหน่วยงานช่วยเหลือคนไทย แต่ก็ผ่านไปแต่โดยดี อาจจะมีบ้างที่เศรษฐกิจตก แต่ถ้าความไม่ปลอดภัยด้านอื่นๆที่เคยๆอยู่อาศัยมาแค่เลี่ยงจุดตามเขตบางเขตที่อาจจะมีกลุ่มมุสลิมนิกายอื่น เผายาง ก่อควัน เรียกร้องสิทธิ์จากรัฐบาลเค้าหรือตามชุมชนหมู่บ้าน มีมาเป็นระยะ ระยะ แต่ก็ไม่บ่อยมาก แต่ภาพโดยรวมบาห์เรนก็ยังปลอดภัยอยู่ เพราะด้วยความที่เป็นแหล่งแรงงานมีหลายชาติเข้ามาทำงาน ยังต้องมีกฏหมายที่แข็งและครอบคลุมประชากรด้วย ยังมีความเป็นระเบียบอยู่เลยไม่ค่อยกล้าฝืนกฏกัน หรืออีกอย่างกรณีถ้าเกิดมีปัญหากับคนในพื้นที่ต้องทำใจอย่างคือ อาจจะมีบ้างที่อารบิกจะเข้าข้างคนกันเองไม่ว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด เช่นการขับรถหรือมีอุบัติเหตุไกล่เกลี่ย ตรงนี้ต้องทำใจ นี่คือนิสัยคนอาหรับส่วนเรื่องฉกชิงวิ่งราวนี่น้อยมากถ้าเทียบกับที่ไทย

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในเลบานอน

แต่ถ้าเป็นที่เลบานอนนี่ล่ะก้อต้องเกี่ยวกับถนนหนทางนี่คือที่สุดแห่งความไม่ปลอดภัยเลยอย่างที่เคยเล่าๆมาช่วงต้น ไม่มีเลน ขับคร่อมกันเป็นเรื่องปกติ ยิ่งการขับผ่านแยกวงเวียนเป็นอะไรที่ไม่เคารพกฏจราจร ซึ่งดิฉันเองก็เคยขับรถอยู่ที่บาห์เรนมาก่อน แต่พอมานั่งรถกับเพื่อนร่วมงานชาวเลบานิส เค้ากลับบอกเป็นเรื่องปกติมาก ใครมาก่อนไปก่อน ไม่มองตามหลักเกณฑ์ ก็ดูเหมือนๆจะอัฉริยะนะคะสกิลแบบนี้ แต่ดิฉันเองคงไม่เอาด้วยแน่กับการจราจรที่นี่ยุ่งเหยิงมากค่ะ และคนออกอาการก้าวร้าวเวลาบนถนนหนทางที่รถติด อีกอย่างการไปไหนมาไหนกับแท็กซี่คนเดียวโดยไม่คุ้นกันมาก่อนก็ต้องระวังเป็นพิเศษ เคยมีประสบการณ์อยู่ครั้งนึงและถือว่าเป็นครั้งแรกและสุดท้ายได้เลย คือแท็กซี่ที่รับผู้โดยสารเพิ่มมาระหว่างทางเป็นระยะ ระยะ เหมือนรถประจำทางเลยค่ะ คืองงๆตอนแรกๆก็นั่งมากับเพื่อนในเมือง แต่ไหงสักพักรับเพิ่มมาอีก เพิ่มอีก กลายเป็นเพื่อนร่วมทางไม่มีส่วนตัว ส่วนความไม่ปลอดภัยด้านอื่นๆก็คงเป็นตามแหล่งชุมชน บางแห่งต้องระวัง หรือกลุ่มผู้อพยพบางส่วนจากซีเรียที่เข้ามาอาศัยในเลบานอน บางคนยังเร่ร่อนไม่มีงาน ก็จะออกมาหางานตามท้องถนน แต่ถ้าจุดที่จะปลอดภัยก้อต้องพักอาศัยห่างออกจากตัวเมืองมา จะดีและปลอดภัย อีกอย่างที่อยากจะขอเสริมอีกหน่อยระหว่างสองประเทศนี้นอกจากความปลอดภัยคือความสะอาด บ้านเมืองที่บาห์เรนอาจจะเป็นเมืองทะเลทราย เต็มไปด้วยฝุ่นแต่ก็จะมีความเป็นระเบียบและสะอาดดีค่ะ บางส่วนของที่เลบานอนต้องบอกเลยว่าเป็นแหล่งเมืองขยะล้นเมืองค่ะ บางจุดไม่ค่อยสะอาดตาเท่าไหร หรือบางทีนั่งรถผ่านจะได้กลิ่นขยะแรงมาก

สถานที่ไหนในบาห์เรนที่คุณชอบไปเที่ยวมาก และสถานที่ไหนในเลบานอนที่คุณชอบไปเที่ยวมากครับ

ค่ะขอเล่าไปพร้อมๆกันสถานที่ท่องเที่ยวและความต่างของสองประเทศนี้เลยแล้วกันนะคะ เมืองหลวงของบาห์เรนคือ มานามา ส่วนที่เมืองหลวงของเลบานอนคือ เบรุต บาห์เรนจะเล็กกว่าเลบานอน ในส่วนของมานามา จะเป็นแหล่งธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า ตึกอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ มีทั้งแหล่งทรัพยากรด้านไข่มุก Pearl of Gulf ของที่นี่จะขึ้นชื่อมาก และมีตลาดเก่า Old Manama Souq แหล่งท่องเที่ยวบ่งบอกถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนที่นี่ ของแต่งบ้าน ที่ระลึกแบบเก๋ๆสไตล์แขก อาจจะปนอินเดียเข้ามาด้วย รวมถึงร้านอาหารไทยที่ขึ้นชื่อและรสชาติดีเยี่ยมหาทานสะดวก ห่างมาจากมานามาจะมีฝั่ง Bay และเป็นรีสอร์ท โรงแรมหลายที่ มีท่าน้ำที่สวยงามและบรรยากาศดีมาก ซึ่งบางทีดิฉันก็ชอบมานั่งเล่นจิบกาแฟ ชมบรรยากาศที่นี่ และนอกเหนือจากมานามาก็จะมี อีกโซน เช่น Marina club beach , Adliya , Juffair ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจุดศูนย์กลางที่ตั้ง Mosque ใหญ่และสวยงามของประเทศ แหล่งห้องสมุดศึกษา แหล่งที่พักอาศัยบริษัทต่างๆ ร้านน่านั่ง เก๋ๆ สะอาด สะดวกสบาย บรรยากาศดีๆอีก รวมถึงร้านอาหารไทย และเป็นย่าน Avenue ร้านค้าอื่นๆไว้รองรับ American Navy ที่พักอาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง Night life ส่วนอีกที่ก็จะเป็น Amwaj Island Lagoona ห่างมาทางทิศเหนือของบาห์เรนประมาณ 20-30 นาทีบรรยากาศก็จะใกล้เคียง manama bay ติดริมทะเล รวมถึงร้านอาหารน่านั่งในลากูน่าอีกมากมาย และที่นี่ รวมถึงที่ได้เอ่ยมาก็ค่อนข้างจะมีชาวซาอุดิอาระเบียมาพักผ่อนในวันสุดสัปดาห์ค่อนข้างเยอะ

ส่วนที่เลบานอน เบรุตก็เช่นเดียวกันคือแหล่งธุรกิจใหญ่ มี Mosque ใหญ่ หอนาฬิกา ห้างสรรพสินค้าที่สร้างขึ้นมาจากวัฒนธรรมฝรั่งเศสเป็น Street Shopping ร้านค้าแบรนด์ดัง แหล่งพบปะซึ่งตรงนี้ต่างจากมานามามาก ที่เบรุตจะสวยกว่า จะรู้สึกว่าเหมือนมาเดินเล่นอยู่ยุโรปในดินแดนอาหรับ จึงถึงได้เรียก “Paris in Middle east” แต่ก็จะมีแหล่ง old town หรือ souq ขายของพื้นเมือง เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ หรือเสื้อผ้าถูกๆแต่เกรดดี เรียกว่าย่าน Dawra และขอแนะนำว่าถ้ามาถึงเบรุตแล้วควรต้องแวะถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกคือ Rouche Rocks ก็เป็นก้อนหิน เขาที่ตั้งตะหง่านอยู่ขอบทะเลเบรุต เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีทริปล่องเรือลอดใต้ช่องเขาที่คล้ายสะพาน ราคาก็อยู่ที่ขนาดเรือเล็กหรือใหญ่ 15$-20$ ส่วนรอบด้านก็จะมีร้านน่านั่งหลากหลายร้านริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนชมพระอาทิตย์ตกดิน รวมไปถึงโรงแรมที่พักในละแวกดังกล่าวไว้บริการนักท่องเที่ยว ส่วนนอกเหนือจากเบรุตอย่างที่เคยกล่าวไว้ว่าเลบานอนคือประเทศที่ทรัพยากรทางธรรมชาติสวยมากมีทุกฤดู บางทีภายในหนึ่งวันสามารถเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบได้เช่นการเดินทางไปบนเขา สถานที่ที่ขอแนะนำอีกเพิ่มเติมเช่น Harrisa Jounieh ขึ้นมาตอนเหนือจากเบรุตประมาณหนึ่งชม. ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมาขอพรเกี่ยวกับความรัก เป็นรูปปั้นเทพี Harissa ตัวแทนทางด้านนี้ และสามารถมองลงมาจากเขาเห็นมุมเมืองทะเล หมู่บ้านแนวเขาสวยมาก และถ้าเดินทางต่อขึ้นไปอีกราวๆสองชม.ข้ามไปอีกเขตก็จะมีโบสถ์ขึ้นชื่ออีกคือ St. Chabel ที่นี่ดิฉันยังไม่เคยมา แต่มีเพื่อนที่ไปมาแล้วได้เล่าให้ฟัง มีนักท่องเที่ยวไปขอพรเกี่ยวกับด้านสุขภาพร่างกาย และในย่านเดียวกันคือเขต Faraya อากาศจะดีมากในช่วงซัมเมอร์ คนละฟิลลิ่งกับเบรุตเลยก็ว่าได้ ยิ่งถ้าเป็นหน้าหนาวคือแหล่งท่องเที่ยว สกี หิมะค่ะ และยังมีอีกหลายๆที่ให้เที่ยวค่ะ เช่น แหล่งถ้ำ น้ำตกที่สวยงาม Jeita Grotto, เมืองประวัติศาสตร์อย่าง Baalbek ,ท่าเรือยอร์ชที่สวยงามอย่าง Byblos และอีกมากมาย อย่างที่บอกสถานที่ท่องเที่ยวที่เลบานอนเยอะกว่าบาห์เรนจริงๆและเน้นแนวธรรมชาติ บางทีดิฉันก็ชอบเสิร์ชหาข้อมูลท่องเที่ยวที่น่าสนใจหรือเราอยากไปเผื่อไว้ ตามที่เราเองเป็นคนชอบท่องเที่ยวไปในตัวค่ะ

อะไรคืออสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

สิ่งที่รักคือการท่องเที่ยวพักผ่อนค่ะ ด้วยความที่บางทีอยากเข้าใจ อยากรู้ อยากเห็นสิ่งรอบด้าน อยากมีเวลาให้กับตัวเองเยอะๆก็เลยชอบสรรหาแหล่งที่เที่ยวไม่ว่าจะภายในหรือนอกประเทศ อีกทั้งเป็นคนรักการถ่ายรูปก็จะเก็บภาพเรื่องราว มุมต่างๆที่เราไปเจอมา

ภาพที่เราถ่ายออกมาก็จะแนวเก๋ๆ ดูไม่เบื่อ ชอบแต่งภาพไปเรื่อยๆ ในยามว่างบางทีก็จะชอบหาเวลาไปลิ้มลองร้านอาหารบางแห่งหรือจิบชากาแฟ สรรหาร้านที่บรรยากาศดีๆน่านั่ง และบางทีมีบ้างช้อปปิ้งตามประสาผู้หญิงค่ะถ้าไม่เสื้อผ้าก็ของใช้ภายในบ้านทั่วไปค่ะ หรือถ้าวันไหนไม่ได้ออกจากบ้านก็จะใช้เวลาว่างเช่น ยืดเส้น ยืดสายทำโยคะ ออกกำลังกาย ฟังเพลง ดูหนังไปตามปกติค่ะ

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ในต่างประเทศ (ในกรณีนี้บาห์เรนและ เลบานอน) จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

การย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ทั้งสองประเทศนี้หรือโซนนี้อาจจะทำให้ชีวิตดีขึ้นบ้างบางกลุ่ม บางคน ในเรื่องของการดำรงค์ชีวิต อาหารการกิน วัฒนธรรม บางคนปรับตัวได้หรือไม่ได้ และก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละบุคคลเช่น บางคนแต่งงาน จำเป็นต้องย้ายมาก็ต้องปรับตัวระยะยาว ถ้าโชคดีมีสามีที่รับผิดชอบช่วยเหลือร่วมกันก็ดีไป หรือบางคนเข้ามาทำงาน ทำธุรกิจ ก็ต้องลงทุนต้องไปศึกษากฎหมายบ้านเค้าเพื่อให้ไม่โดนเอารัดเอาเปรียบ ทุกคนมีเป้าหมายมาทำงานหาเงินให้ได้มากกว่าเมืองไทย แต่ไม่เสมอไปทุกคน อยู่ที่การอดออม ไม่ฟุ้งเฟ้อ แบ่งเก็บแบ่งใช้เป็น และในขณะถ้าได้เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศนั้นๆขอแนะนำว่าให้เข้าหาสถานฑูตไทยเข้าไว้ รับข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม อีกอย่างคือกรณีเข้าประเทศแบบผิดกฎหมายแนะนำให้เปลี่ยน แนวคิดวิธีคิดแบบลักลอบหรือแอบเข้ามาอาศัย ซึ่งมันไม่คุ้มแน่นอนค่ะถ้าเกิดตำรวจจับได้ ทุกคนจะได้เข้ามาอาศัยอยู่แบบสบายๆโปร่งใสชัดเจน

ใครที่เข้ามาถูกต้องอยู่แล้วก็อาศัยค่อยๆเรียนรู้ปรับตัวกันไป เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอย่างคุ้มค่า บางทีจังหวะชีวิตของคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะอยู่แล้วดีขึ้น บางคนอาจจะไม่ดี อยู่ที่เป้าหมายของแต่ละคนอีกที

ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้แนะนำมาหวังว่าคงเป็นประโยชน์ให้ผู้หญิงไทยหลายๆท่านได้ศึกษา ไม่มากก็น้อย ก่อนจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาพักกันค่ะ

คุณ Nadia

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s