จาก Business development เปลี่ยนมาเป็น นักพัฒนาเด็กที่นอร์เวย์

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศนอร์เวย์ เธอคือคุณดิว และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศนอร์เวย์

ผมอยากจะแนะนำคุณกับคุณ ดิว

ย้ายมาอยู่ประเทศนอร์เวย์ (Norway) เมื่อปี ตุลาคม 2008

เมือง: เชสโมโครเชส (Skedsmokorset)

ภาพถ่ายจาก คุณ ดิว

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศนอร์เวย์ เพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศนอร์เวย์ครับ

ตอนนี้ดิวอาศัยอยู่ที่เมือง Skedsmokorset อ่านว่า เชสโมโครเชส ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ติดกับออสโล โดยใช้เวลาเดินทางเข้าออสโลประมาณ 30 นาทีค่ะ ดิวย้ายมาอยู่นอร์เวย์ เพราะโดนขโมยหัวใจจากหนุ่มที่นี่ เลยหอบผ้ามาตามหาหัวใจค่ะ 5555 ดิวล้อเล่นค่ะ ดิวแต่งงานกับหนุ่มนอร์เวย์ และย้ายตามสามีมาใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกันที่นอร์เวย์ เพราะต้องการให้ครอบครัวที่เราตัดสินใจเลือกแล้วสมบูรณ์ ดิวเลยตัดสินใจย้ายถิ่นมานี่แหละค่ะ

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

โดยกำเนิดดิวมีพื้นเพอยู่ที่กรุงเทพฯค่ะ โดยที่คุณตาเป็นลูกครึ่งมอญ – ศรีลังกา ที่เติบโตที่เมืองไทย คุณทวดผู้ชายเป็นวิศวกรที่ประเทศอังกฤษส่งมาดูแลสร้างทางรถไฟ และทวดหญิงเป็นสาวมอญที่อพยพมาจากประเทศพม่า เมื่อคุณทวดชายจะเกินทางกลับประเทศ ด้วยความกลัวคุณทวดหญิงเลยพาคุณตาหนี และมาตั้งรกรากอยู่บางรักค่ะ ส่วนคุณยายเป็นลูกครึ่งไทย-จีน

คุณแม่ของดิวรับราชการ เมื่อดิวอายุ 6 ขวบ คุณแม่ต้องย้ายไปรับตำแหน่งที่ต่างจังหวัด คือจังหวัดอำนาจเจริญ ทางภาคอิสาน ดิวก็ตามคุณแม่ไปด้วย เราไปกันสองสาวค่ะ เพราะคุณพ่อดิวเสียชีวิตตั้งแต่ตอนที่คุณแม่ท้อง เมื่อย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ก็ต้องปรับชีวิตค่อนข้างมาก อย่างแรกภาษาค่ะ เพราะฟังภาษาอิสานไม่เข้าใจ แต่เป็นเด็กก็ปรับตัวได้ค่อนข้างดี ดิวในตอนเด็กพูดภาษาอิสานโดยใช้ภาษากลางพูดเป็นสำเนียงอิสาน แต่คำศัพท์เฉพาะของทางภาคอิสาน ดิวรู้น้อยมาก เพราะที่บ้านพูดภาษากลางกับคุณแม่ และเพื่อนสนิทดิวก็พูดแต่ภาษากลางกันค่ะ อีกอย่างดิวอยู่ที่โรงเรียนด้วยความที่สำเนียงไม่ติดสำเนียงอิสาน และอ่านหนังสือค่อนข้างเก่ง เลยได้เป็นตัวแทนโรงเรียนแข่งอ่านหนังสือ และเป็นยอดนักพูดของโรงเรียนระดับอำเภอและจังหวัดค่ะ รวมทั้งเป็นผู้นำสวดมนต์ และเป็นประชาสัมพันธ์โรงเรียน ควบด้วยบรรณารักษ์ห้องสมุด เป็นทีมโยทะวาธิต และนักวอลเลย์บอลทีมโรงเรียนด้วย จัดว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยงค์เลยค่ะ แต่ผลการเรียนไม่ตกนะคะ สอบได้ลำดับ 1-3 ตลอด

หลังจากย้ายมาอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ คุณแม่แต่งงานใหม่กับคนในพื้นที่ มีน้องให้ดิว 2 คนค่ะ ครอบครัวเราเป็นครอบครัวระดับกลางมีฐานะดี ในระหว่างที่อาศัยอยู่ที่อำนาจเจริญ ดิวก็จะกลับมาที่ กรุงเทพฯทุกปิดเทอม เพราะคุณตาให้กลับมาอยู่ด้วย โดยมาอยู่ที่บ้านคุณป้า เพราะคุณตาอยู่กับคุณป้าค่ะ

ดิวอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คุณตาให้ย้ายกลับมาเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่กรุงเทพฯ เพราะคุณแม่ต้องย้ายไปรับตำแหน่งหลายจังหวัด คุณตาคิดว่าย้ายตามบ่อยๆไม่ดีเลยให้ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกัน โดยมาอยู่บ้านคุณป้าค่ะ ดิวเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายวิทย์-คณิต และจบมหาวิทยาลัย วุฒิ วทบ.เอกเคมีค่ะ

ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรที่ประเทศนอร์เวย์ ช่วยบอกเรางานของคุณเป็นอย่างไรครับ

ตอนนี้ทำอาชีพเป็นครูผู้ช่วย ที่โรงเรียนอนุบาลที่นอร์เวย์ค่ะ โรงเรียนอนุบาลที่ทำเป็นของรัฐบาล ก็คล้ายๆครูข้าราชการที่ไทย หน้าที่ก็ต้องดูแลเด็ก และพยายามสอดแทรกการสอนในรูปแบบที่ไม่เชิงสอนทางวิชาการ เพราะที่นอร์เวย์มีกฏหมายคุ้มครองเด็ก ที่จะไม่ให้บังคับนำเด็กมานั่งเรียนเป็นรายวิชา แต่จะมีแผนงานมาให้จากทางหน่วยงานที่ควบคุม และทางโรงเรียนจะนำมาประชุมกัน และวางแผนกันในโรงเรียนว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ความรู้กับเด็กได้ครบตามแผนที่ได้มา โดยที่เราสอดแทรกเข้าไปในรูปแบบของการเรียนรู้และการเล่นตามธรรมชาติของเด็ก

ที่นอร์เวย์การปล่อยให้เด็กได้เติบโตด้วยความสดใส และพัฒนาไปตามธรรมชาติของเด็กเป็นสิ่งที่ทางการมุ่งหวัง การที่เด็กมีความสุขตามวัยจะทำให้รอยหยักในสมองเจริญเติบโตได้เต็มที่ และเสริมสร้างความาุขในวัยให้เป็นไปตามสมควรค่ะ

ใน 1 ห้องเรียนจะมีบุคลากรประมาณ 3-5 คนแล้วแต่จำนวนของเด็ก แบ่งเป็นครูผู้มีความเชี่ยวชาญและครูผู้ช่วย และเด็กจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดยที่นอร์เวย์ ในห้องเรียนจะคละเด็กตั้งแต่อายุ 3-6 ขวบ เพื่อการเรียนรู้สังคมในการอยู่ร่วมกัน ครูในห้องเรียนจะมีการประชุมวางแผนการพัฒนาเด็ก กิจกรรมที่จะทำ กิจกรรมพิเศษตามเทศการต่างๆ และตามฤดูกาลด้วย และจะมีแผนการรวมที่พาเด็กออกไปเรียนรู้นอกโรงเรียน ในทุกสัปดาห์ และมีกิจกรรมเสริมพิเศษ เช่น ว่ายน้ำ เล่นสเก็ตน้ำแข็ง เป็นต้น

นอกจากนี้เรายังมีการช่วยเหลือ พูดคุย แนะนำ ต่อผู้ปกครองด้วย หากมองแล้วผู้ปกครองมีปัญหา หรือสร้างปัญหาต่อเด็ก ทางครูก็จะหาหนทางช่วยแก้ไขและแนะนำให้ดีขึ้น

รวมไปถึงการดูแลเด็กแบบเจาะลึก คือ หากเด็กได้รับการทำร้าย ทุบดี จากผู้ปกครองหรือคนที่บ้าน ทางครูจะทำการแจ้งหน่วยงานเด็กให้เข้ามาดูแล เพราะถือว่าเด็กโดนคุกคามสิทธิมนุษยชน และกฏหมายคุ้มครองเด็กที่นอร์เวย์ค่อนข้างเข้มแข็งมาก พ่อแม่สามารถเสียลูกไปได้ หากทุบตี ทำร้ายลูกตัวเองค่ะ

คุณพูดภาษานอร์เวย์ ได้ไหม คุณคิดว่าภาษานอร์เวย์ยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาแล้ว เสร็จได้ พูดภาษาอื่น ไหม

พูดภาษานอร์เวย์ได้ค่ะ ทุกคนที่ย้ายมาอยู่ที่นอร์เวย์จะต้องเรียนภาษานอร์เวย์ และมีผลต่อการขอวีซ่า และการทำงานด้วยตอนนี้

ตอนที่ย้ายมาตอนแรก ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นหลักเลยค่ะ ใช้อยู่หลายปีทีเดียว เพราะคล่องและคุ้นเคย แต่ตอนนี้ใช้ภาษานอร์เวย์เป็นหลัก และเป็นภาษาที่ใช้อัตโนมัติในการคิดด้วย

ตอนนี้ดิวอยู่นอร์เวย์เข้าปีที่ 10 แล้วค่ะ ตอนที่ย้ายมาในปีแรก ไปเรียนภาษาอยู่ 5 เดือน รู้สึกว่ามันยากมาก ยากกว่าภาษาอังกฤษมากเลย ก็พอจะเข้าใจคำและความหมายง่ายๆ พอพูดได้บ้าง เลยตัดสินใจออกไปขอฝึกงานที่โรงเรียนอนุบาล เพื่อฝึกการฟังและการพูด ถือว่าประสบความสำเร็จนะคะ เพราะหลังฝึกงานก็ได้งานทำค่ะ

แต่ข้อดีและข้อเสียของการออกไปฝึกงานก็มี เพราะในความเป็นจริง ควรจะเรียนภาษาและแกรมม่าให้แน่นกว่านี้ก่อน แต่ข้อดีคือ เราสามารถพูดได้เร็ว ได้ฟัง ได้เรียนรู้จากเพืี่อนร่วมงานที่มีสำเนียงที่แตกต่างกัน และเรียนรู้จากเด็กๆนั่นเอง

การเรียนรู้ภาษานอร์เวย์ต้องใช้ความขยันเข้าช่วย เพราะแกรมม่ายาก การผันคำมีเยอะ ต้องคอยทบทวนตลอดค่ะ และคนเอเชียจะมีปัญหาในการออกเสียงสระ และคำ เพราะมีสระบางตัว จะออกเสียงค่อนข้างพิเศษ ที่ไม่มีในภาษาไทยโดยตรง ดังนั้นการฝึกออกเสียง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้เลยเช่นกันนะคะ

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนนอร์เวย์ แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

สำหรับการปรับตัวของดิวที่มาอยู่ที่นอร์เวย์ ก็ถือว่าต้องปรับตัวกันพอสมควร ในเรืี่องความคิดของการใช้ชีวิตครอบครัว วัฒนธรรม ภาษา และการเข้าใจกันลึกซึ้ง การมีครอบครัวคน 2 คนอยู่ด้วยกัน และมีตัวแปรเป็นสิ่งรอบด้าน คนรอบด้าน ต้องช่วยกันปรับตัวกันให้มากอยู่แล้วค่ะ แล้วที่นี่หากสามีภรรยาหย่ากัน เค้าก็จะช่วยกันเลี้ยงลูกด้วย

ที่นี่ผู้ชายจะนิยมให้ภรรยาทำงาน และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนเรื่องงานบ้านและการดูแลลูก ทั้งสามีและภรรยาจะแบ่งงานกันทำ แม้แต่ทำกับข้าว ก็แบ่งวันกันทำค่ะ ผู้ชายที่นี่เลี้ยงลูกได้ค่อนข้างเก่งมากๆ สำหรับดิวมันเป็นธรรมดานะคะที่คนอยู่ด้วยกัน จะช่วยกันออกค่าใช้จ่ายในบ้าน เป็นการช่วยเหลือกันค่ะ เงินไม่ได้งอกออกมาเอง ทำงานเหนื่อยกว่าจะได้เงินมานะคะ

อย่างครอบครัวดิว เราไม่มีลูกด้วยกัน แต่สามีมีลูกติด 3 คน แต่ตอนที่ดิวแต่งงานในปีแรกๆ มีลูกอยู่ที่บ้าน 2 คนค่ะ เด็กที่นี่ถ้าพ่อแม่แยกทางกันเค้าจะช่วยกันเลี้ยงดูลูก ที่บ้านก็เหมือนกัน แบ่งกันระหว่างสามีดิว และภรรยาเก่า 50-50 แต่สามีดิวจ่ายค่าเลี้ยงดูมากกว่าเพราะรายได้มากกว่าค่ะ

ดังนั้นเมื่อดิวมาอยู่ที่นี่ เลยต้องรู้จักกับภรรยาเก่าเค้าไปด้วย ในส่วนตัวดิวไม่มีปัญหา เพราะดิวมองว่า ปัญหาของสามีและภรรยาเก่าไม่เกี่ยวกับดิว และเค้ามีลูกด้วยกัน เราจะไปบังคับให้เด็กห่างเหินเพราะพ่อแต่งงานใหม่ไม่ได้ และเห็นแก่เด็กสงสารด้วยค่ะ ที่บ้านก็เลยไปไหนมาไหนกับภรรยาเก่าและสามีของเค้า จัดงานฉลองคริสมาสต์ด้วยกัน ไปกิจกรรมทุกอย่างของลูกด้วยกัน จนตอนนี้ลูกสาวของสามีมีลูก พวกเราก็ช่วยกันเลี้ยงหลาน และยังมีงานเลี้ยงจัดด้วยกันตลอดค่ะ

ส่วนในเรื่องงานถือว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดี เพราะสังคมคนที่นี่สามารถพูดคุยกันได้ค่อนข้างเปิดเผยกว่าคนไทย และสามารถออกความคิดเห็นกันได้ ไม่ต้องมาเกรงใจกันเกี่ยวกับอายุหรือตำแหน่งหน้าที่ ที่นี่เปิดใจคุยกันแบบแฟร์ๆได้เลยค่ะ

ส่วนเรื่องดินฟ้าอากาศ ก็ต้องปรับตัวมากหน่อย เพราะที่นี่หนาว และบางครั้งในหนึ่งวันจะมี 3 ฤดู หนาว หิมะ ฝน แดด ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ถ้่าเราเตรียมเสื้อผ้าให้พร้อม ร่างกายก็จะอบอุ่นเพียงพอค่ะ

ดิวว่าไม่ว่าอยู่ที่ไหน กับใคร เราสามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ทั้งนั้น เหมือนที่เค้ากล่าวกันว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม บางครั้งหลายอย่างอาจจะขัดใจ หรือไม่ถูกใจเรา แต่เราเองก็ต้องยอมรับว่า เราเลือกแล้วที่จะมีชีวิตที่นี่ ดังนั้นกาีเปิดใจยอมรับ และมองรอบตัวด้วยมุมมองที่กว้างขึ้น จะช่วยทำให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้นค่ะ

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นหรือเปล่าครับ

ในเขตแถวที่ดิวอยู่ มีคนไทยอยู่พอสมควรค่ะ มีทั้งผู้ปกครองเด็กที่อนุบาลด้วย ทุกคนก็ทำงานต่างกันไปนะคะ บางคนทำงานร้านค้า บางคนทำความสะอาด มีหลากหลายงานค่ะ เท่าที่ได้พบปะพูดคุยก็มีความสุขกันดีนะคะ

ดิวว่าการที่ได้ทำงานนอกบ้าน สร้างพลัง สังคม และการเรียนรู้ให้ค่อนข้างมากค่ะ และทำให้ไม่เหงาอีกด้วย ที่สำคัญมีเงินในกระเป๋าค่า อิอิ

ส่วนมากดิวจะสามารถพูดคุยกับทุกคนที่ได้เจอ ได้รู้จักกันนะคะ แต่ไม่บ่อยมากที่จะนัดเจอกันหรือไปไหนมาไหนด้วยกัน เพราะส่วนมากดิวจะใช้เวลาพักผ่อน และทำกิจกรรมกับครอบครัวเป็นหลัก รวมทั้งไปเยี่ยมและช่วยเลี้ยงหลาน (ลูกของลูกเลี้ยงดิวค่ะ) วันหยุดก็จะไปซื้อกับข้าวกับสามีค่ะ ทำงานบ้านด้วยกัน ถ้าอากาศดีก็ไปเดินออกกำลังกายด้วยกัน ทำสวนด้วยกัน หาอะไรทำร่วมกันค่ะ

เพื่อนสนิทของดิวอยู่ต่างเมืองกัน คุยกันทุกวันค่ะ แต่จะได้พบกันปีละ 1-2 ครั้ง แต่เราก็รักกันดีค่ะ มีเวลาที่ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ และมีเวลาให้ตัวเองและครอบครัวค่ะ

เพิ่มเติมนะคะ

ดิวเปิดเพจมนุษย์แม่เมืองหนาวด้วยค่ะ ดิวเป็นแอดมิน สมาชิกในเพจเป็นคุณแม่ที่อยู่นอร์เวย์ ดิวทำงานกับเด็ก เลยอยากเป็นสื่อกลางที่จะเปิดและปรับทัศนคติของสาวไทยที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เพื่อให้เข้าใจกฏหมาย และการเลี้ยงลูกของสังคมที่นี่ เพื่อที่จะไม่มีปัญหากับทางหน่วยงานเด็กของนอรเวย์ รวมทั้งได้ให้คำปรึกษาและพูดคุยกับคุณแม่ที่มีปัญหาชีวิตในครอบครัว ดิวก็ได้คุยกับคนไทยที่นี่ถือว่าค่อนข้างมากค่ะ

อะไรที่คนนอรเวย์ชอบ และคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายนอรเวย์ เป็นอย่างไร (บุคลิกลักษณะ) ผู้หญิงนอรเวย์เป็นอย่างไร และครอบครัวของคนนอรเวย์เป็นอย่างไร

บุคลิกของคนนอร์เวย์ ก็แตกต่างกันไปนะคะ แต่ส่วนมากก็จะนิ่งๆ ตามความหนาวของประเทศค่ะ

อย่างที่ดิวเคยเล่าไป คนที่นี่จะชอบให้ภรรยาทำงานและช่วยออกค่าใช้จ่ายบ้าง ตามสไตล์ฝรั่งนะคะ ที่ถือว่าทุกคนสิทธิเท่าเทียมกัน และช่วยกันแฟร์ๆ ผู้ชายที่นี่จะเลี้ยงลูกเก่งและสามารถช่วยเหลือทำงานบ้านได้ แต่พวกขี้เกียจไม่ยอมทำก็มีเยอะเป็นธรรมดาค่ะ

คนนอร์เวย์จะค่อนข้างสปอยล์เอาใจลูกมาก และเด็กมักจะไม่ช่วยทำงานในบ้าน เพราะพ่อแม่ตามใจนั่นเองค่ะ ดังนั้นสาวไทยที่แต่งงานกับหนุ่มนอร์เวย์ที่มีลูกติด ส่วนมากก็มักจะมีปัญหาจุกจิกเรื่องลูกติดกันบ้าง เด็กบางบ้านเมื่ออายุ 18 ปีก็ย้ายออกไปดูแลตัวเองหางานทำ แต่บางบ้านก็ยังติดอยู่กับพ่อแม่ และพาแฟนเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยก็มีค่ะ

คนนอร์เวย์เมื่อมีการหย่าร้างเลิกรา ก็จะยังช่วยกันดูแลลูก แต่จะแบ่งเวลาดูแลลูกยังไงนั้นอยู่ที่ตกลง และปัญหาของแต่ละคู่ค่ะ

ส่วนสาวๆนอร์เวย์ เค้าจะมั่นใจ กล้าแสดงความคิดเห็น ดังนั้นกาีหย่าในนอร์เวย์จึงมีเปอร์เซนต์ค่อนข้างสูง เพราะสาวๆที่นี่จะไม่อดทน หากไม่พอใจ ก็จบกัน ไม่ต้องอาย ไม่ต้องเกรงใจพ่อแม่หรือคนรอบข้าง

คนนอร์เวย์เองจะไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ที่แก่ แต่จะใช้การไปเยี่ยมไปหา บางคนก็อยู่บ้านตัวเองตอนแก่แต่ยังสามารถดูแลตัวเองได้ แต่บางคนก็จะไปอาศัยที่บ้านพักคนชรา โดยที่ลูกหลานไปเยี่ยมค่ะ มีส่วนน้อยที่ลูกหลานไม่มีบ้านของตัวเอง ก็ใช้อาศัยอยู่ด้วยกันแต่คนละชั้นกัน ด้วยวัฒนธรรมและสังคมของเค้าจะไม่มาเป็นห่วงหรือต้องรู้สึกว่าจะต้องดูแลคนแก่ในครอบครัว ความกตัญญูจะไม่ฝังแน่นเหมือนคนไทย และเรื่องการตอบแทนดูแลจะไม่มีค่ะ ดังนั้นบ่อยครั้งที่สามีคนนอร์เวย์ มักมีปัญหากับภรรยาชาวไทยในเรื่องที่ภรรยาส่งเงินกลับไทยไปให้ครอบครัวที่ไทยค่ะ

สังคมของที่นี่การทักทายกันจะเป็นการถามสารทุกข์สุขดิบส่วนตัว จะไม่มีการทักทายหรือพูดจาเสียดสีอย่างที่คนไทยหลายคนชอบกัน เช่น อ้วนจัง ดำจัง อะไรทำนองนี้ เพราะเค้าถือว่า เป็นคำถามที่ไร้มรรยาทโดยสิ้นเชิง เจอกันคุยกันแต่เรื่องที่ดีเป็นหลัก ใครจะอ้วน ผอม มีชีวิตยังไงเค้าจะไม่ก้าวก่ายกันค่ะ

นิสัยใจคอส่วนมากของคนที่นี่ก็จะตรงต่อเวลา ไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบ หากมีปัญหาเค้าก็พูดกันตรงๆ ผิดถูกว่ากันไปตามนั้น ทุกคนสามารถออกความคิดเห็นได้ แม้แต่เด็กก็มีสิทธิส่วนบุคคลของตัวเองค่อนข้างสูง สามารถตัดสินใจเองได้ มีหน่วยงานเด็กคอยคุ้มครอง เพื่อไม่ให้พ่อแม่ทำร้ายเด็กค่ะ

ค่าครองชีพที่นอรเวย์เป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

จริงๆแล้วดิวว่า ของที่นอร์เวย์แพงทุกอย่างนะคะ 5555 เพราะค่าครองชีพที่นี่สูงมากๆ และรายได้ค่อนข้างดี ทำให้ราคาสิ่งต่างๆรอบตัว ผกผันกับรายได้ค่ะ ที่นี่จะจ้างคนจำกัดในการทำงาน เพราะค่าตัวของพนักงานสูงไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ตาม และเมื่อเป็นพนักงานประจำ หากเจ็บป่วย คลอดลูก ลูกป่วย มีสิทธิ์หยุดและได้เงินเดือนตามปกติ หากป่วยเรื้อรังรัฐบาลก็เลี้ยงค่ะ

แต่ถ้าจะให้เลือกสิ่งที่มีคุณค่าสมราคา ขอเลือกเป็น

1. ค่ารักษาพยาบาลค่ะ เพราะหากมีการรักษาครบ 1,000 ครูนหลังจากนั้นจะฟรี และหากเจ็บป่วยต้องมีการผ่าตัดรักษาต่อเนื่องก็จะฟรีเช่นกัน

2. ภาษี จริงๆภาษีที่นอร์เวย์ค่อนข้างสูงมาก อย่างดิวเองจ่าย 36% สามีจ่าย 49% ค่ะ แต่รัฐบาลก็เอาไปพัฒนาประเทศ ใช้รองรับเมื่อเราป่วย และเมื่อแก่ตัวก็จะได้เงินจากรัฐบาลเลี้ยงค่ะ ดิวถือว่าคุ้มค่าอยู่มากเลย

3. ประกันการเดินทาง ที่นี่ประกันกาจเดินทางถือว่าราคาไม่แพง และยังบริการฉับไว ครอบคลุม คุ้มครอง และเคลียร์ประกันง่ายมากๆด้วย คุ้มกับราคามากๆค่ะ

ส่วนของที่ดิวคิดว่าแพงมากเกินไป ตัดสินใจยากจริงๆค่ะ แต่ขอเลือกเอามาเป็นตัวอย่างแล้วกันนะคะ

1. ค่าไฟ เพราะที่นอร์เวย์มีหน้าหนาวที่ยาวนาน เลยจำเป็นต้องใช้ไฟเยอะมากสำหรับเครื่องทำความร้อน ค่าไฟสูงพุ่งกระฉูดมากค่ะ

2. ไปรษณีย์ ที่นี่มีการส่งแบบเลือกได้แค่ 2 แบบ ลงทะเบียนกับไม่ลงทะเบียน ค่าบริการขึ้นปีละ 2 ครั้ง แถมยังมีปัญหาล่าช้าบ่อยมากๆ ดิวเลยคิดว่าไม่คุ้มค่าบริการจริงๆค่ะ

3. ค่าที่จอดรถ แพงมากกก ค่าจอดรถมหาโหด แถมยังหาที่จอดยากอีกด้วย ยังดีที่ตามห้างยังให้จอดฟรี 3 ชม.นะคะ

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในนอรเวย์ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในนอรเวย์ครับ

ข้อดีข้อเสียนี่คือขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละคนนะคะ ความคิดจะแตกต่างกัน ดิวขอยกตัวอย่างละกันนะคะ

ข้อดี
1. รู้สึกปลอดภัย ถึงแม้ว่าที่นอร์เวย์จะมีปัญหาการลักขโมยบ้าง หรือมีการทำร้ายกัน แต่ถ้าเทียบกับที่ไทยแล้ว ที่นี่ก็ยังรู้สึกปลอดภัยกว่าอยู่มากๆค่ะ ไปไหนดึกดื่น เดินเที่ยวในป่า ก็ยังสามารถทำได้แบบไม่ต้องคอยเดินห่วงหน้าภะวงหลัง ความกดดันและความระแวงน้อยกว่ามากๆ

2. อากาศและธรรมชาติที่บริสุทธิ์ นอร์เวน์เป็นประเทศที่รักษาธรรมชาติและความสมดุลได้ดีมาก ประชากรให้ความสนใจและรักษา คนนอร์ชชอบไปอยู่บ้านพักตากอากาศในวันหยุด บางที่ไม่มีไฟฟ้าด้วยซ้ำ ทางรัฐบาลก็ดูแลและอนุรักษ์ธรรมชาติได้ดีค่ะ ตื่นเช้ามาเจออากาศสดชื่น สูดหายใจแบบเต็มปอด มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีพลังมากขึ้น

3. ขับรถดีมีมรรยาทและเคารพกฏจราจร ต้องชื่นชมเลยว่า ที่นอร์เวย์ขับรถกันดีมากๆ และมีน้ำใจต่อกัน และกฏหมายจราจรที่นี่ค่อนข้างเข้มงวดมาก ดังนั้นทุกคนต้องช่วนกันดูแลและประคองใบขับขี่ให้ดีค่ะ หากพลาดไปปัญหาเกิดขึ้นได้ทันที ขับรถเร็วโดนปรับและยึดใบขับขี่ เมาแล้วขับโดนยึดใบขับขี่ ทุกคนจึงเคารพกฏและพยายามทำให้ดีค่ะ

ข้อเสีย
1. รถบัสมาเป็เวลา ถ้าใครไม่ทีรถหรืออยู่ไกล ชีวิตจะลำบากนิดนึง เพราะที่นอร์เวย์รถมาเป็นเวลาและบางที่นานๆมาที บาที่มาถี่แต่ขับอ้อมโลก พอตกดึกหารถได้น้อยและสายรถไม่มากเหมือนบ้านเรา ยังดีที่รถจะมาค่อนข้างตรงเวลา ดังนั้นจะไปไหนมาไหนต้องเช็ครถ ต้องเผื่อเวลาให้ดีค่ะ

2. วินเตอร์ต้องกลายเป็นตัวละครในดิสนีย์ออนไอซ์ในนอร์เวย์ ใช่ค่ะที่นอร์เวย์หนาวและหิมะเยอะ พอมีหิมะทีพ่อคุณแม่คุณเอ๊ย หิมะมาพอไถ พอแข็ง พื้นกลายเป็นน้ำแข็ง ขับรถ เดินนี่คือ สวมวิญญาณเอลซ่ากันเลยทีเดียวค่ะ ต้องใช้ตัวช่วยใต้รองเท้าไว้เกาะหิมะเวลาเดิน รถก็ต้องค่อยๆขับ ขับๆอยู่บางทีเห็นรถคันหน้าหมุนติ้วๆออกถนนไป เราคนขับตามเหงื่อท่วมค่ะถึงข้างนอกรถจะ -15 องศาก็ตามที โอยย ตื่นเต้นมากค่ะ

3. หมอพบตัวยากยิ่งกว่าเจมส์ บอนด์ 007 ที่สติเลอะเลือน และหวานเย็นยังกับหมีขาวจำศีล คือระบบการรักษาของที่นอร์เวน์นี่คือ ช้าม่กิหากป่วยจะไปเจอหมอเลยไม่ได้ ต้องโทรเข้าชิงคิว แถมได้ยากได้เย็น ครั้งไหนป่วยมีบุญหนุนนำก็จะได้คิวค่ะ แต่พ่อคุณแม่คุณทั้งหลายใจเย็นสุดๆ ไม่เป็นไรรอดูอาการ รักษาธรรมชาติ ไม่ให้ยานี่คือคำตอบสุดฮิต และบางครั้งบางคราว หมอจะวินิจฉัยโรคเราไม่ถูก หรือต้องเปิดกูเกิ้ลเป็นตัวช่วย และส่วนมากเราควรจะพิจารณาอาการของเราไปก่อนหรือโทรคุยกับหมอที่ไทย แล้วค่อยไปบอกหมอนอร์เวย์ค่ะ ดังนั้นถ้าไม่จำเป็น จะไม่ค่อยไปเจอหมอกันค่ะ ไปแล้วนอกจากไม่หาย ยังอารมณ์เสียด้วย แต่จริงๆหมอเก่งก็มีค่ะ แต่ช้าค่ะ

อะไรคือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนนอรเวย์ในเรื่องของความโรแมนติก

จริงๆเรื่องความโรแมนติกเนี่ย จะบอกว่าเป็นความชอบส่วนบุคคลมากกว่านะคะ จะบอดว่าอะไรคือปัญหาก็ไม่เชิงเพราะคนไทยด้วยกันเองบางทีก็ไม่โรแมนติก หรือคนนอร์ชกับคนนอร์ชก็อาจจะไม่โรแมนติก

แต่ถ้าพูดถึงความโรแมนติกในรูปแบบของการแสดงความรักอย่างเปิดเผย ที่แตกต่างกันอาจจะเพราะ คนนอร์ชสามารถจุ๊บปากกันเบาๆในที่สาธารณะ กอดกัน แสดงความรักต่อกันได้แบบไม่มีคนอื่นมาจ้องมองสนใจ เพราะวัฒนธรรมของเค้าเป็นแบบนั้น แต่ด้วยความที่คนไทยโดนสอนมาว่า เราจะเก็บอาการกิริยาการแสดงออก คนไทยเลยค่อนข้างจะระมัดระวังต่อการแสดงความรักในที่รโหฐานนะคะ

อีกอย่างตั้งแต่สมัยโบราณมาผู้หญิงไทยจะถูกสอนให้สงบเสงี่ยมเรียบร้อย เลยทำให้หลายๆคนไม่ชินกับกาจแสดงอารมณ์หรือพูดเรื่องรักใคร่โรแมนติกต่อกัน แต่ใช้การกระทำในการดูแลครอบครัวให้เป็นตัวแสดงออกมากกว่า

แต่โดยส่วนตัว ดิวเป็นคนโรแมนติก และสามีก็เช่นกัน ดิวถือว่าการทำอะไรกุ๊กกิ๊กต่อกัน มันสร้างความตื่นเต้น และความสดชื่นให้กับชีวิตค่ะ เราสองคนก็เลยทำอะไรน่ารัก เซอร์ไพรส์กันอยู่บ่อยๆ

การบอกรัก การกอด แสดงความรักทั้งคำพูดและร่างกายก็ทำตลอด เพราะดิวคิดเสมอว่า ชีวิตคนเรามันสั้น จะจากกันเมื่อไหร่ไม่รู้ วันนี้ยังมีลมหายใจ ยังบอกรักกันได้ ดิวก็ทำมันให้เต็มที่ค่ะ แล้วสามีก็ชอบมีความสุขด้วย

ดิวไม่ได้โรแมนติกเฉพาะกับครอบครัวนะคะ กับครอบครัวที่ไทย ไม่ว่าจะคุณแม่และน้องๆ รวมไปถึงเพื่อนสนิท ดิวก็บอกรัก และทำอะไรเซอร์ไพรส์ดีๆให้พวกเค้าเหมือนกันค่ะ เค้าจะได้รู้ว่าเรารัก ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้บอกค่ะ

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหม และคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่า

ดิวยังมีครอบครัวอยู่ที่เมืองไทยค่ะ มีคุณแม่และน้องชายน้องสาว คิดถึงครอบครัวนะคะ แต่โชคดีที่สมัยนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าค่ะ และคุณแม่ก็สนใจและปรับตัวได้ดีมากๆ ที่บ้านเลยมีกรุ๊ปแชตส่วนตัวกัน ทักทายคุยกันทุกวันค่ะ บางครั้งก็วีดีโอคอลกลุ่มกัน ก็ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้ห่างไกลกันมากนักค่ะ

อีกอย่างตั้งแต่แต่งงานมาดิวก็บินกลับไทยทุกปีอยู่แล้วไม่เคยขาด ไปไทยก็ใช้เวลากับครอบครัวเต็มที่ พาคุณแม่และน้องๆไปเที่ยว เก็บความสุขไว้เป็นพลังใจให้ชีวิตค่ะ

ด้วยความที่ย้ายมาอยู่จนชินแล้ว และคิดว่าตัวเองเป็นคนตัดสิินใจเลือกชีวิตเอง เลยเฉยๆเรื่องคิดถึงเมืองไทยนะคะ เพราะชอบความสงบของที่นี่ ไม่วุ่นวาย แต่จะคิดถึงอาหารไทยที่สะดวกในการซื้อและสามารถออกไปกินได้ในราคาย่อมเยามากกว่าค่ะ

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในนอรเวย์ครับ

เรื่องความไม่ปลอดภัยนี่คือ ทุกประเทศมีความเสี่ยงที่จะเจออุบัติเหตุ ฆาตกรรม การลักขโมย ปัญหาต่างๆที่เกิดจากคนทั้งนั้น เพราะด้วยนิสัยคน ด้วยคนต่างชาติเข้ามาอยู่รวมกันดังนั้นมีความเสี่ยงทุกที่ค่ะ แต่ที่นอร์เวย์ความเสี่ยงน้อย เลยทำให้รู้สึกปลอดภัยมาก ผู้คนค่อนข้างเคารพซึ่งกันและกัน และเคารพกฏของสังคม เช่น คนจะข้ามถนน รถจะรีบจอดให้ทันที ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตวิ่งมาราธอนข้ามถนน ไม่ต้องกลัวคนขับแท็กซี่ทำไม่ดีหรือโกงมิเตอร์ ไม่ต้องกลัวเด็กช่างกลตีกัน และอะไรอีกหลายอย่างค่ะ

และพวกเรื่องอุบัติเหตุ หรือปัญหาอย่างอื่นค่อนข้างน้อยด้วยที่นอร์เวย์ เลยทำให้รู้สึกปลอดภัยมากๆค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวดิวเองก็คอยสังเกตุ และระวังตัวอยู่เสมอด้วย หากเราไม่ประมาท มีสติอยู่เสมอ มันก็จะดีกับตัวเราเองด้วยค่ะ

สถานที่ไหนในนอรเวย์ที่คุณชอบไปเที่ยวมาก – นอรเวย์สวยไหมครับ

นอร์เวย์เป็นประเทศที่สวยงามด้วยธรรมชาติและมีภูเขาสูงที่สวย รวมไปทั้งวัฒนธรรม อากาศที่แตกต่างของแต่ละภาคพื้นที่ในประเทศค่ะ

ที่นอร์เวย์ดิวเคยไปทั้งเมืองท่องเที่ยวหลายเมือง เมืองเก่าภายใต้ยูเนสโก ต้องบอกว่าทุกเมืองสวยหมด แตกต่างกันออกไปค่ะ ถึงแม้บางเมืองจะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว เราก็ยังจะได้สูดอากาศสดชื่น มองเห็นทะเลสาปใหญ่ และธรรมชาติที่สวยงามอยู่ดี วันดีคืนดี มีพี่กวางยักษ์มาทักทายตามถนน หรือมาหาที่บ้านก็มีค่ะ

ดิวเองขับรถล่องขึ้นไปทางเหนือทุกปี เพราะไปเยี่ยมครอบครัวของสามีค่ะ จะได้เห็นธรรมชาติ และทางที่คดเคี้ยวมากมาย ให้ความรู้สึกตื่นเต้นไปอีกแบบค่ะ เลยทำให้ระบุไม่ได้ว่าชอบเมืองไหนมากที่สุด เพราะทุกที่สวยงามทั้งนั้น ถ้าผู้อ่านมีโอกาส อย่าพลาดนอร์เวย์นะคะ

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

ในยามว่างของดิว ดิวชอบอ่านหนังสือค่ะ หรือออกกำลังกาย แชตคุยกับครอบครัว ทำสวนกับสามี หรือทำสปาหน้าสปาตัว แล้วก็ดิวเปิดเพจเป็นแอดมินสำหรับคุณแม่ที่อยู่ที่นอร์้เวย์ ก็จะตอบอินบ็อค หรือโทรคุยกับคนที่มีปัญหาเสียเป็นส่วนมากด้วยค่ะ

สำหรับสาวๆที่อยากจะมาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ ต้องเข้าใจ ยอมรับของการเปลี่ยนแปลงของชีวิตนะคะ ยิ่งประเทศที่มีอากาศหนาว ในหน้าหนาววินเตอร์ อากาศค่อนข้างจะหมองมัว ฟ้าสีเทา อาจจะสร้างปัญหาในด้านอารมณ์ ความหดหู่ได้ ดังนั้นแล้ว เราต้องหาอะไรให้ตัวเองทำ และปรับสภาพค่ะ

อย่างดิวเองตัดสินใจทำห้องออกกำลังกาย ซื้อเครื่องออกกำลังกาย อยากออกตอนไหนก็ได้ตามใจเรา หาหนังสือมาอ่าน สมัยนี้หนังสือออนไลน์มากมายค่ะ สามารถหาอ่านได้ บางครั้งนวดหน้าทำสปา อบผม เราสามารถสร้างความสุขให้ตัวเองได้ ใช้เวลากับตัวเองได้ เราควรดูแลตัวเองค่ะ อย่าไปคิดหรือกระตุ้นให้ตัวเองเกิดปัญหา

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ยุโรป / นอรเวย์ จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

ดิวอยากจะแนะนำสาวๆที่คิดหรือจะตัดสินใจว่าอยากมีแฟนต่างชาติ หรือย้ายมาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศนะคะ

– ใจต้องเปิด ตาต้องกว้าง การที่คุณจะมาอยู่กับใครก็ตามที่ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม และต่างการอบรมเลี้ยงดู เป็นธรรมดาที่จะเกิดปัญหาข้อแตกต่างของกันและกัน การยอมรับ เรียนรู้ ปรับตัวจะเป็นทางออกของปัญหาค่ะ

– แต่งงานไม่ใช่แค่เรืี่องของคน 2 คน การแต่งงานกับพ่อหม้ายลูกติด จงพึงเข้าใจเสมอว่า ลูกและภรรยาเก่าจะเข้ามามีเอี่ยวกับชีวิตเราด้วย หลบเลี่ยง ลีกหนียาก เพราะวัฒนธรรมและการดูแลเด็กที่นี่เค้าจะช่วยกันเลี้ยง ดังนั้นใจต้องเข้ม มีเมตตา และทำใจค่ะ

– สามีไม่ใช่ธนาคาร เรื่องที่ฝรั่งมีเงิน สาวไทยมักคิดแบบนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนต่างต้องทำงานเพื่อหาเงินกันทั้งนั้น รวมไปถึงค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพที่สูงมากนะคะ ดังนั้นบางคน ชีวิตธรรมดาจะไม้อู้ฟู่เหมือนชีวิตตอนฮอลิเดย์ ดังนั้นอย่าคิดว่าสามีจะมีเงินตลอดค่ะ

– สามียุโรปชอบให้ภรรยาทำงาน คนนอร์ชชอบให้ภรรยาทำงาน อันที่จริงน่าจะเกือบทุกปนะเทศนั่นแหละคน คนเราต่างกัน แต่ดิวว่าทุกคนก็ไม่มีใครอยากแบกภาระแค่คนเดียว ทุกคนอยากมีความสุข อยากพักกันทั้งนั้น ดังนั้นเรื่องการทำงานแล้วเอาเงินมาช่วยเหลือจุนเจือกันในครอบครัว ก็เป็นเรื่องสมควรทำอยู่แล้ว ใจเค้าใจเรานะคะ

– ยอมรับสิ่งใหม่ๆรอบตัว การย้ายมาต่างถิ่นใช่ว่าจะสบาย อาหารต้องทำเอง ต้องเรียนภาษา เจอสังคมใหม่ เราต้องพร้อมปรับตัวนะคะ

คุณ ดิว

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่ อย่างต่อเนื่อง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s