วัฒนธรรมที่คนไทยพบเจอในอลาสก้าประเทศอเมริกา

ผมอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณ Somsri Sonphimai  อีกครั้งหนึ่งครับ ครั้งนี้คุณ Somsri จะมาเล่าถึงประสบการณ์ของเธอเกี่ยวกับการพบเจอวัฒนธรรมที่แตกต่างระหว่างคนไทยกับคนอเมริกา

ผมอยากจะแนะนำคุณกับ คุณ Somsri Sonphimai

ย้ายมาอยู่ประเทศ อเมริกา (USA)

เมือง: บาร์โรว์ อลาสก้า (Barrow, Alaska)

ภาพถ่ายจาก คุณ Somsri Sonphimai

ตั้งแต่ที่คุณ Somsri ย้ายจากประเทศไทยมาอยู่ที่ออลาสก้าประเทศอเมริกาครั้งแรก มีวัฒนธรรมหรือการปฏิบัติอย่างใดของชาวอลาสกาบ้างครับที่คุณ Somsri รู้สึกประหลาดใจ ( cultural shock ) ช่วยบอกผมมาอย่างน้อยสัก 3 ข้อ

มีหลายอย่างค่ะที่ดิฉันรู้สึกแปลกประหลาดใจในวัฒนธรรมของคนที่นี่และความแตกต่างจากวัฒนธรรมของคนไทย

ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่เมือง Barrow, Alaska ดิฉันเห็นคนอเมริกันส่วนมากที่มีอายุแล้ว มักจะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง ดูแลตัวเอง ถ้าดูแลตัวเองไม่ได้แล้วก็จะย้ายไปอยู่ที่บ้านพักคนชรา ไม่มาอาศัยอยู่กับลูกๆหรือให้ลูกๆดูแลเหมือนคนไทย น้อยมากๆที่จะเห็นพวกเขามาอาศัยอยู่กับลูกๆของเขาค่ะ แล้วลูกๆเขาพออายุ 18 ขึ้นไปก็จะเริ่มแยกย้ายออกจากบ้านไปอยู่ตามลำพัง แต่พอมาอยู่ที่เมือง Barrow สิ่งที่ดิฉันเห็นก็คือลูกๆยังอาศัยอยู่กับพ่อกับแม่ ให้พ่อแม่ดูแลพวกเขาอยู่ถึงแม้ว่าลูกๆเขาจะอายุมากแล้วก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉันประหลาดใจก็คือพ่อแม่จะช่วยเหลือลูกๆในเรื่องเงินทองแตกต่างจากลูกๆของคนไทยส่วนมากที่ยังช่วยเหลือพ่อแม่ส่งเงินให้พ่อแม่ใช้ แต่ที่นี่กลับกัน มีแต่พ่อแม่ให้เงินลูกๆค่ะ เวลาออกไปทานอาหารข้างนอกก็มีแต่พ่อแม่เป็นคนจ่าย

การหางานทำที่นี่เขาจะไม่จำกัดอายุ ขอเพียงมีประสบการณ์มีความรู้ก็มีโอกาสหางานทำได้ง่ายถึงอายุจะมากแล้วก็ตาม ไม่เหมือนที่เมืองไทยถ้าอายุเกินกำหนด โอกาสที่จะได้ทำงานตามประสบการณ์และความรู้จะมีน้อยมากโดยเฉพาะงานในออฟฟิศค่ะ และถ้าคนในครอบครัวป่วยเช่นพ่อแม่หรือสามี/ภรรยาหรือลูกไม่สบายต้องใช้เวลารักษาตัว ที่ทำงานอนุญาตให้พักลาหยุดเพื่อมาดูแลคนในครอบครัว ลาได้นานขนาด 3 เดือนโดยที่จะไม่ถูกไล่ออกจากงานค่ะ แต่ก็จะไม่ได้ค่าแรง จะได้ค่าแรงก็ต่อเมื่อมีวันหยุดเก็บสะสมสามารถเอามาใช้ได้ เวลาพนักงานที่เพิ่งจะคลอดลูกใหม่ๆก็สามารถเอาลูกมาทำงานได้ด้วย บางคนพาลูกมาทำงานด้วยจนกระทั่งลูกจะครบรอบปีก็มีค่ะ

อายุในการเดทของผู้หญิงค่ะ ที่นี่เขาจะไม่ถือสาเรื่องผู้หญิงมีอายุมาก ไม่เหมือนที่เมืองไทย ถ้าอายุ 30 ขึ้นไป เขาว่าอายุเยอะสำหรับการออกเดทหรือจะเริ่มมีครอบครัว ที่นี่อายุ 40-50 ก็ยังออกเดทกันได้เป็นเรื่องธรรมดา

ดิฉันเข้าใจว่าคนอเมริกันรักสัตว์รักหมาค่ะ เขาจะดูแลหมารักหมาเหมือนลูกเขา แต่พอย้ายมาอยู่ที่นี่สิ่งที่เห็นคือเขาเอาหมาล่ามโซ่ไว้ข้างนอกบ้านค่ะ บางตัวก็ถูกล่ามโซ่โดยที่ไม่มีบ้านหรือที่หลบภัย แล้วโซ่ก็สั้นมากแทบจะขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ เวลาหิมะตกหรือฝนตกก็ไม่มีที่หลบหิมะหลบฝน สงสารมันมากๆค่ะ เพราะดิฉันเป็นคนที่รักหมารักแมวพอเห็นก็เศร้าใจ ตอนที่ย้ายมาอยู่ใหม่ๆคนข้างบ้านเขามีหมาเขาล่ามโซ่ไว้ข้างนอก แต่เขามีบ้านให้มันอยู่ พอมีอาหารเหลือก็จะเอาอาหารเอาน้ำให้หมาข้างบ้านค่ะ แต่ก่อนที่จะเอาอาหารให้มันก็ต้องขออนุญาตเจ้าของมันก่อนเพราะเขาอาจจะคิดว่าเราดูถูกเขา

พิธีแต่งงานค่ะ เจ้าบ่าวจะไม่มีสินสอดให้ฝ่ายเจ้าสาว แล้วพ่อแม่ของเจ้าสาวจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายจัดงานแต่งงาน ส่วนพ่อแม่ฝ่ายชายแทบจะไม่ต้องออกอะไรเลยค่ะ แต่ฝ่ายชายจะมีแหวนเพชรเป็นแหวนหมั้นให้ฝ่ายหญิงก่อนแต่งงาน จะไม่มีพิธีจัดงานหมั้นเหมือนที่เมืองไทย แหวนหมั้นว่าที่เจ้าสาวจะใส่ตลอดเวลาไม่ถอดออกเลยค่ะ แบบเหมือนไม่กลัวว่าจะมันจะสกปรกหรือหาย ไม่เหมือนที่เมืองไทยกลัวมันจะเก่าจะสกปรกก็ไม่กล้าใส่ จะใส่ก็ต่อเมื่อจะออกงาน (ขอขำนิดนึงค่ะ คือว่าแฟนดิฉันเพิ่งจะขอแต่งงานและให้แหวนหมั้นค่ะ แล้วดิฉันยังไม่ถนัดใส่แหวนหมั้นเพราะกลัวมันจะเก่า แต่แฟนบอกว่าใส่ไปเถอะไม่ต้องกลัวเพราะมีประกัน ถ้ามันเก่าถ้าเราเอาไปให้ที่ร้านทำความสะอาดได้ มีประกันให้ตลอดชีวิต อ้อ..อย่างนี้นี่เองผู้หญิงที่นี่เขาถึงใส่แหวนหมั้นตลอดเวลาเพราะเขามีประกันแหวนเขา) แล้วหลังแต่งงานฝ่ายหญิงจะใส่แหวนแต่งงานแล้วใส่แหวนหมั้นควบคู่กันเป็นการบ่งบอกให้รู้ว่าเธอแต่งงานแล้ว ฝ่ายชายก็เหมือนกันค่ะใส่แหวนแต่งงานด้วย ถ้าอยากรู้ผู้ชายยังโสดยังไม่แต่งงานก็ดูที่มือซ้ายนิ้วนางของเขาค่ะว่ามีหรือไม่ ถ้ามีก็แสดงว่าแต่งงานแล้ว แต่ก็ไม่เสมอไปเพราะผู้ชายบางคนอาจจะไม่ชอบใส่แหวนค่ะ

การใส่รองเท้าเข้าบ้านค่ะ ใหม่ๆดิฉันรับไม่ได้ค่ะเพราะมีความรู้สึกว่ารองเท้ามันสกปรกใส่ออกไปข้างนอกไม่รู้ไปเหยียบอะไรมาบ้างแล้วใส่เข้ามาในบ้านทำให้บ้านสกปรกมากขึ้น ถ้ามีเพื่อนฝรั่งมาที่บ้านดิฉันก็จะขอร้องให้เขาถอดรองเท้า

การเรียกชื่อค่ะ จะไม่มีคำนำหน้าเหมือนคนไทย ไม่ว่าจะอายุมากอายุน้อยหญิงหรือชาย เขาจะเรียกชื่อเลย ใหม่ๆดิฉันรู้สึกกระดากปากค่ะที่จะเรียกคุณแม่สามีแต่ชื่อเขาโดยที่จะไม่มีคำนำหน้า

ชาวอเมริกันเขาจะไม่กินกระดูกหรือเครื่องในสัตว์ค่ะ เช่นกระดูกไก่ เครื่องในไก่เขาจะทิ้ง พอดิฉันเห็นแล้วก็เสียดายค่ะ เวลากินน่องไก่ดิฉันก็จะแทะกระดูกน่องไก่จนแบบแทะเนียนเลย รู้สึกอายๆเหมือนกันเวลาทานอาหารกับคนที่นี่ แล้วเรามานั่งแทะกระดูกไก่ต่อหน้าเขา

ตอนนี้คุณอยู่อลาสก้าสักระยะแล้ว และเมื่อคุณได้กลับไปประเทศไทยคุณรู้สึกว่ามีบางวัฒนธรรมของไทยที่ทำให้คุณรู้สึกประหลาดใจบ้างไหมครับ มีอะไรในประเทศไทยที่คุณรู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปและมันแปลกไปกว่าที่เคย อะไรที่คุณชอบแบบที่คนอะแลสกาทำมากว่าแบบที่คนไทยทำ ช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 ข้อครับ

ความเปลี่ยนแปลงที่ดิฉันเห็นๆอยู่ไม่ว่าจะเวลากลับประเทศไทยหรือเห็นเพื่อนในเฟสบุ๊คโพสต์กันคือ ประชาชนคนไทยนิยมขนบธรรมเนียมประเพณีสากลมากขึ้นค่ะไม่ว่าจะอาหารการกิน เทศกาลหรือ การละเล่น อย่างเช่นที่เมืองไทย แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด KFC เนื้อย่างสเต็ก กาแฟ Starbucks มีให้เลือกแทบทุกมุมเมือง แปลกใจมากค่ะที่อาหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่นิยมของคนไทย ผิดกับดิฉันเลยค่ะดิฉันไม่ชอบทานอาหารเหล่านี้มากนัก ดิฉันจะทำอาหารไทยทานค่ะไม่ว่าจะอยู่เมืองนอกหรือเวลากลับไทยก็จะกินอาหารไทย

คนไทยก็ฉลองเทศกาลของฝรั่งเช่น Hollaween, Thanksgivings, and Christmas ยกตัวอย่างการจัดงานคริสต์มาส ไม่ว่าหันไปทางไหนก็เห็นร้านค้าห้างสรรพสินค้าตกแต่งร้านด้วยคริสต์มาสตรีม ตามโรงแรมก้อจะมีคริสต์มาสดินเนอร์ ตามโชเชียลมีเดียก็จะมีการโพสต์อวยพรวันคริสต์มาส แลกเปลี่ยนของขวัญกันอะไรอย่างนี้น่ะค่ะ เคยถามเพื่อนทางเฟสบุ๊คว่ารู้หรือเปล่าว่าวันคริสต์มาสคืออะไร หลายคนไม่รู้ แต่ก็อวยพรไปตามแฟชั่น

การละเล่นการแสดงก็เหมือนกันค่ะ อย่างเช่นงานวันเด็กวันครู ส่วนมากเด็กจะแสดงในสไตล์สากล การเต้นการรำการร้องเพลง มีส่วนน้อยที่จะได้เห็นการละเล่นแบบสไตล์ไทย สังเกตดูการตั้งชื่อของลูกๆก็เปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ เห็นส่วนมากจะนิยมตั้งชื่อสากลมากกว่าชื่อไทยๆ

สิ่งที่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นอีกอย่างคือขณะนี้ที่เมืองไทยเกือบทุกหลังคาเรือนจะมีรถยนต์รถปิคอัพขับ จะมีไวไฟ มีอินเตอร์เน็ต มีไอโฟนใช้กัน แบบทันสมัยมากค่ะ ความสะดวกสบายก็มีมากขึ้น แต่พอมีรถเยอะก็จะทำให้รถติดมากขึ้น ทำให้ถนนชำรุดมากขึ้น ทำให้มีการซ่อมแซมถนนหนทางอยู่ตลอดเวลา ส่วนอินเตอร์เน็ตหรือไวไฟทำให้ความสื่อสารง่ายขึ้น การติดต่อของคนไกลบ้านอย่างดิฉันก็ดีขึ้น

มีหลายอย่างค่ะที่ดิฉันชอบในสิ่งที่คนอเมริกันทำ
ความเคารพกฎหมายและ ความเคารพสิทธิ์ของคนอื่น ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันไม่ว่าหญิงหรือชาย ไม่ว่าชนชาติไหน ไม่ว่าจะรวยจะจน
การช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาล
ความกล้าหาญ การมีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา ตรงไปตรงมา พูดคำไหนก้อเป็นคำนั้น
Innovation and Technology พวกเขาจะเก่งมากๆในเรื่องนี้ ดูตัวอย่าง ไอโฟน แอ๊ป อินเทอร์เน็ต รถเรือ การก่อสร้างก็เหมือนมีมาตรฐานกว่าที่เมืองไทย เหมือนพวกเขาจะพยายามคิดหาสิ่งที่ทำให้การดำลงชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นค่ะ

เมื่อคุณมาถึงอลาสก้าใหม่ๆคุณรู้สึกอย่างไรกับอาหารของชาวอลาสก้าเมนูไหนที่คุณชอบและเมนูไหนที่คุณไม่ชอบคุณ Somsri รู้สึกว่าเมนูไหนแปลกอย่างที่คุณ Somsri ไม่เคยเจอมาก่อน

ปรกติดิฉันชอบทานอาหารไทยค่ะ เลยดูเหมือนดิฉันเป็นคนทานอาหารยากจะไม่ชอบลองอาหารใหม่ๆ สิ่งที่ลองทานคือ เนื้อคาลิบู ก็พอทานได้ถ้าเป็นแบบซอตเสจแล้วเอาไปทอด แต่ถ้าเป็นเนื้อสเต็กจะไม่ชอบเพราะรสชาติมันจะเป็นแบบ gamey ไม่มีมันติดเลยค่ะ ออกจะฉุนๆและกลิ่นแรง คาลิบูมันเป็นสัตว์ป่าค่ะอาหารมันจะเป็นพวกใบไม้ต้นหญ้าตามป่า เขาว่ากันว่ามันไม่มีมันและจะสะอาดกว่าเนื้อวัวอีกค่ะ แต่ดิฉันไม่ชินกับรสชาติเลยทานไม่ได้ค่ะ

ส่วนอาหารที่ไม่ชอบมากที่สุดคือ ปลาวาฬ คนที่นี่เขาจะมีประเพณีล่าปลาวาฬค่ะ ปีละ 2 ครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิเดือนเมษายนและในช่วงฤดูปลายใบไม้ล่วงเดือนตุลาคม แต่พอเขาได้ปลาวาฬมาเขาก็จะแจกเนื้อปลาวาฬให้เพื่อนบ้านเขาค่ะ ผู้ชายจะเป็นคนไปล่าปลาวาฬส่วนผู้หญิงก้อจะเป็นคนทำ หมายถึงจะเป็นคนหั่นล้างเก็บเนื้อปลาวาฬ คล้ายคนไทยที่ผู้ชายไปตกปลาผู้หญิงก็ทำปลา เก็บล้าง อะไรอย่างนี้นะค่ะ เคยลองทาน Muktuk มันคือดองกล้ามเนื้อเนื้อปลาวาฬติดหนัง แต่ทานไม่ได้ค่ะ ลองคำเดียวแล้วก็ไม่เอาอีกเลยค่ะ มีเพื่อนร่วมงานเอาเนื้อปลาวาฬผสมกับเลือดปลาวาฬมาให้ลองทานแต่ไม่กล้าทานค่ะ ถึงแม้อาจจะทำให้เขาน้อยใจที่เราไม่ทานอาหารที่เขาอุตส่าห์เอามาให้ทาน แต่ดิฉันก็ขอโทษเขาเพราะทานไม่ได้จริงๆค่ะ

ก่อนที่คุณจะย้ายมาอยู่ อลาสก้าประเทศอเมริกาคุณเคยคิดฝันว่าอะแลสกาประเทศอเมริกา หรือดินแดนของพวกฝรั่งเป็นอย่างไร เคยคิดไหมครับว่าดินแดนของพวกฝรั่งนั้นทางเดินโรยด้วยทองคำและถ้าได้อยู่ที่นั่นจะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม และพอคุณได้มาอยู่มาใช้ชีวิตจริงๆ สิ่งที่คุณเคยคิดฝันไว้นั้นมันเป็นอย่างที่คิดไว้ไหมครับ ช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 สิ่งว่าอะไรที่คุณคิดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศไทย และช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 สิ่งคุณคิดว่าคุณไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้เลยถ้าขาด 3 สิ่งนี้จากทางอลาสก้าประเทศอเมริกา

ก่อนที่จะมาอเมริกาดิฉันวาดภาพว่าอเมริกาจะมีแต่ตึกใหญ่โต ผู้คนเดินตามถนนใส่สูทแต่งตัวโก้หรูถือกระเป๋าหนังไปทำงาน มีแต่คนรวยไฮโซค่ะ แต่ความจริงแล้วคนไหนที่เขามีพร้อมทุกอย่างมีฐานะดีพวกเขาจะทำงานหนักมากค่ะ แต่ก็ส่วนน้อยที่จะมีฐานะดีมีพร้อมทุกอย่าง อเมริกาก็มีบ้านนอกทำไร่ทำสวนทำงานทุกหน้าที่เหมือนที่เมืองไทย บางคนทำงานหนักแต่รายได้น้อย หาเช้ากินค่ำก็มีเยอะ บางคนก็ไม่มีบ้านอยู่ ขอทานตามถนนก็มี แต่ก็ยังโชคดีที่มีรัฐบาลคอยช่วยเหลือ แล้วเมืองที่ดิฉันอยู่ยิ่งเหมือนที่บ้านเกิดที่เมืองไทยเมื่อเวลาหิมะละลายช่วงหน้าร้อนก็จะทำให้ถนนกลายเป็นโคลนเป็นหลุมค่ะ

พอดิฉันย้ายมาอยู่ที่อเมริกา ดิฉันรู้เลยค่ะว่าโอกาสที่อเมริกามีมากมายถ้ารู้จักขวนขวายไม่มานั่งรอให้คนอื่นช่วยเหลือ ที่นี่เขาจะไม่แบ่งแยกชนชั้นกันทุกคนมีสิทธ์เท่าเทียมทุกคนมีโอกาส ใครมีความสามารถก็สามารถทำให้ชีวิตประสบผลสำเร็จได้ ตั้งแต่ดิฉันมาใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาดิฉันยอมรับค่ะว่าชีวิตดิฉันดีขึ้นดิฉันมีโอกาสมากขึ้น ความสะดวกสบายของครอบครัวของดิฉันที่เมืองไทยก็มีมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นดิฉันก็ไม่ได้มานั่งรอให้สามีหรือคนอื่นหาให้ ดิฉันพยายามหาเองช่วยเหลือตัวเองและพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุดค่ะ อเมริกันเขาจะสนับสนุนมากเลยค่ะในเรื่องการช่วยเหลือตัวเองพึ่งเองค่ะ (being independent and self sufficient)

สิ่งที่ดิฉันคิดถึงมากที่สุดคือ
ครอบครัว พ่อแม่และน้องๆยังอยู่ที่เมืองไทยค่ะ
อาหารไทย ถึงแม้จะทำอาหารไทยทานแต่เครื่องปรุงเครื่องเทศไม่มีพอเหมือนอยู่เมืองไทย
บรรยากาศบ้านนอก อบอุ่นช่วยเหลือเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

สิ่งที่ดิฉันขาดไม่ได้ในอลาสก้าคือ
การสื่อสารกับครอบครัวค่ะ ดิฉันกับครอบครัวใกล้ชิดกันมาก ดิฉันต้องการรับรู้ความเป็นอยู่ของครอบครัว
อาหารไทย อย่างน้อยต้องมีข้าวมีน้ำพริกไว้ทาน ดิฉันทานขนมปังนมเนยทุกวันไม่ได้ค่ะ
อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์

มีเรื่องใดบ้างครับที่เป็นวัฒนธรรมต้องห้ามในประเทศอเมริกา (สิ่งที่ห้ามทำเมื่ออยู่ในอลาสก้าประเทศอเมริกา)

อันนี้ที่อ่านเจอสิ่งที่เขาไม่ต้องการให้ผู้หญิงที่กำลังท้องทำคือ เขาห้ามเดินถอยหลัง เพราะพวกเขาเชื่อว่าจะทำให้คลอดลูกยาก แทนที่เด็กจะออกทางหัวก่อนกลับกลายเป็นออกทางเท้าก่อน (breech delivery)

เวลาลูกๆเขาทำความผิดเขาจะหลีกเลี่ยงการทำร้ายร่างกายเวลาทำโทษลูกเขาค่ะ ส่วนมากเขาใช้การพูดจาตักเตือนแทนค่ะ

เมืองที่อยู่เขามีกฎหมายไม่ให้เปิดบาร์ขายเหล้าค่ะ เพราะแอลกอฮอล์ถ้าดื่มเยอะจะทำให้เกิดความวุ่นวาย เวลาเมาคนที่ดื่มทำร้ายตัวเองทำร้ายผู้อื่นแต่ถ้าใครอยากดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถซื้อเข้าเมืองมาดื่มเป็นส่วนตัวได้แต่ต้องไม่เอามาขายและซื้อมาได้เป็นจำนวนน้อย

Somsri Sonphimai

เพิ่มเติม

การทำงานและหาความรักในอลาสก้าประเทศอเมริกา

คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ:จากพิมายนครราชสีมาสู่บาร์โรว์อลาสก้าอเมริกา

Thais Abroad: From Phimai, Nakhon Ratchasima to Barrow, Alaska, USA

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

One thought on “วัฒนธรรมที่คนไทยพบเจอในอลาสก้าประเทศอเมริกา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s