วัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทยที่คนไทยพบเจอในแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกา

ผมอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณโบราน โอเนล อีกครั้งหนึ่งครับ ครั้งนี้คุณโบราน จะมาเล่าถึงประสบการณ์ของเธอเกี่ยวกับการพบเจอวัฒนธรรมที่แตกต่าง (culture shock) ระหว่างคนไทยกับคนลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาครับ

ผมอยากจะแนะนำคุณกับ คุณ โบราน โอเนล

ภาพถ่ายจาก คุณ โบราน โอเนล

ตั้งแต่ที่คุณ Boran ย้ายจากประเทศไทยมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาครั้งแรก มีวัฒนธรรมหรือการปฏิบัติอย่างใดของชาวสหรัฐอเมริกาบ้างครับที่คุณ Boran รู้สึกประหลาดใจ ( cultural shock ) ช่วยบอกผมมาอย่างน้อยสัก 3 ข้อ

1) ดิฉันประหลาดใจเรื่องของการที่มี Homeless อยู่ไปทั่วทุกหนทุกแห่งโดยเฉพาะที่ Venice beach ที่ถึงขนาดตั้งแคมป์หรือนอนเรียงแถวกันยาวเหยียด จนทำให้ดิฉันรู้สึกหวาดกลัวเวลาที่ต้องเดินผ่านเพราะบางคนจะพยายามเข้ามาขอความช่วยเหลือ อาหารหรือเงิน แต่ที่กลัวที่สุดคือกลัวโดนการจี้ ปล้นหรือทำร้ายร่างกายจากคนเหล่านี้ค่ะ

2) สิ่งที่ทำให้ดิฉันประหลาดใจอีกเรื่อง อันเนื่องมาจากค่านิยมของคนไทยในประเทศไทยที่มีต่อคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ ที่หลายๆคนคิดว่าอยู่เมืองนอกสุขสบาย รวย มีเงินส่งกลับไทยเยอะๆไม่ว่าจะส่งเงินไปช่วยเหลือคนในครอบครัวหรือสร้างบ้านหรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งที่ดิฉันเห็นตั้งแต่วันแรกที่ก้าวมาถึงอเมริกาคือคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นี่มีความอดทนสูง ขยัน ประหยัดอดออมกันมาก

ในช่วงปี 2011 ที่ดิฉันได้เข้ามาเรียนที่แอลเอและได้ไปอาศัยอพาร์ตเมนต์ให้เช่า 2 ห้อง 1 ห้องน้ำ จากเจ้าของคนไทยที่เป็นคนเซ็นต์สัญญาเช่า และแบ่งห้องย่อยให้คนอื่นเช่าอีกที ซึ่งในอพาร์ตเมนต์เล็กๆแคบๆนี้มีคนอาศัยอยู่ด้วยกัน 7 คน!!! โดยแต่ละคนจะตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปเรียนหรือไปทำงาน และกว่าจะกลับมาถึงห้องพักผ่อนก็หลัง 21:00น. และชีวิตของทุกคนก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางเดินนี้ และพยายามหารายได้เพื่อช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวที่ไทยและเพื่อชีวิตที่ดีกว่าค่ะ

3) การที่อยู่ในตัวเมืองซึ่งมีจำนวนประชากรที่ค่อนข้างแออัดทำให้ดิฉันได้ยินเสียงไซเรน ไม่ว่าจะเป็นรถตำรวจ รถพยาบาลหรือรถดับเพลิง รวมถึงเฮเลิคอปเตอร์ของตำรวจที่ออกปฏิบัติการ 24 ชม. ที่ทำให้ดิฉันประหลาดใจที่สุดคือการได้ยินเสียงไซเรนทุกวันและวันละหลายๆครั้ง ตอนที่มาอยู่อาศัยที่แอลเอใหม่ๆจึงทำให้ดิฉันหวาดกลัวในความปลอดภัยของตนเอง แต่พอเริ่มปรับตัวได้และอยู่นานขึ้นจึงเริ่มชินกับเสียงไซเรนนี้ค่ะ

ตอนนี้คุณอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกามาสักระยะแล้ว และเมื่อคุณได้กลับไปประเทศไทยคุณรู้สึกว่ามีบางวัฒนธรรมของไทยที่ทำให้คุณรู้สึกประหลาดใจบ้างไหมครับ มีอะไรในประเทศไทยที่คุณรู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปและมันแปลกไปกว่าที่เคย
อะไรที่คุณชอบแบบที่คนอเมริกันทำมากว่าแบบที่คนไทยทำ ช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 ข้อครับ

ครั้งล่าสุดที่ดิฉันกลับไปที่ประเทศไทยคือเมื่อสามปีที่แล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดิฉันตกใจมากที่สุดคือเรื่องค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นมาก ราคาของสินค้าทุกชนิดแพงกว่าเดิม 1.5-3 เท่า ยกตัวอย่างเช่น หมูปิ้งที่ดิฉันมักจะซื้อกินเป็นอาหารเช้าในบางครั้ง เพราะสามารถจอดรถซื้อได้ตามริมถนนทั่วไป แต่เมื่อปี 2014 ราคาหมูปิ้งดีดขึ้นไปอยู่ที่ไม้ละ 15 บาท จากเดิมตอนปี 2011 อยู่ที่ไม้ละ 5 บาท รวมถึงราคาอาหาร สินค้า และราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ปีค่ะ

อีกเรื่องนึงที่ดิฉันสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าเปลี่ยนแปลงไปมากคือเรื่องน้ำใจของคนไทยบางส่วนในเมืองท่องเที่ยว (ย้ำว่าแค่บางส่วนนะคะ เพราะว่ายังมีคนที่ดีๆและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อนคนไทยด้วยกันอีกเยอะ) คนบางกลุ่มในนี้มักจะชอบเอาเปรียบกับคนต่างชาติ รวมถึงคนไทยที่มากับต่างชาติ หรือแม้กระทั่งคนในประเทศด้วยกันเอง ด้วยการขึ้นราคาสินค้า หรือตั้งราคาสินค้าหรืออาหารที่แพงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมากกับการเห็นแก่ได้ของคนประเภทนี้ ซึ่งส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์โดยรวมของคนไทยทั้งประเทศค่ะ

สิ่งที่ดิฉันชื่นชอบและชื่นชมในสิ่งที่คนอเมริกันทำคือ การที่ไม่ตัดสินค่าของคนจากสีผิว การศึกษา อายุและเชื้อชาติ ค่อนข้างให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกันมากกว่าคนไทย ยกตัวอย่างเช่นคนสูงอายุที่อเมริกายังสามารถไปสมัครงานหรือทำงานที่สามารถทำได้ จึงมักจะเห็นคนมีอายุไปทำงานเป็นอาสาสมัครตามสวนสาธารณะ สวนสัตว์หรือเป็นพนักงานในห้างสรรพสินค้าทั่วๆไป ซึ่งในทางกลับกันที่ประเทศไทยงานส่วนใหญ่จะจำกัดอายุ ถึงแม้ว่าจะมีประสบการณ์และความสามารถมากก็ตามค่ะ

เมื่อคุณมาถึงสหรัฐอเมริกาใหม่ๆคุณรู้สึกอย่างไรกับอาหารของชาวสหรัฐอเมริกาเมนูไหนที่คุณชอบและเมนูไหนที่คุณไม่ชอบ คุณ Boran รู้สึกว่าเมนูไหนแปลกอย่างที่คุณ Boran ไม่เคยเจอมาก่อน

ถ้านึกถึงอาหารของอเมริกาก็คงหนีไม่พ้นพวกแฮมเบอร์เกอร์ แซนวิช พิซซ่าหรือบาบีคิว ที่มีขายกันทั่วทุกมุมถนนหนทาง ทั้งแบบเป็นร้านแฟร์นไชด์หรือเป็นแบบ family business ตอนที่มาอยู่ช่วงแรกๆ ดิฉันไม่ชอบทานพิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ แซนวิชเลยเพราะมีแต่แป้งและชีส อาจจะมีพวกเนื้อสัตว์แปรรูปต่างๆและผักอีกนิดหน่อย แถมยังรสชาดจืดชืดซึ่งไม่ถูกรสปากคนไทยแบบดิฉันเลย แต่พออยู่นานขึ้นก็เริ่มปรับตัวให้เข้ากับคนที่นี่ ได้กินอาหารของคนที่นี่ รวมถึงรสชาติอาหารก็กินได้หลากหลายขึ้น จากปกติจะชอบกินอาหารที่มีรสจัด เปรี้ยว เผ็ด ซึ่งเป็นรสชาดที่คนไทยทั่วๆไปคุ้นเคย ปัจจุบันก็เริ่มจะรู้สึกว่าอาหารแบบคนอเมริกันก็อร่อยถูกปาก แต่ก็ยังไม่สามารถกินได้ทุกมื้อ ส่วนใหญ่ดิฉันก็ยังกินอาหารไทยอย่างน้อย 4-5 วันต่อสัปดาห์อยู่ค่ะ โชคดีอย่างนึงที่สามีดิฉันก็ชอบอาหารไทยด้วย เลยไม่ค่อยจะมีปัญหากับเรื่องอาหารการกินกันเท่าไหร่

ส่วนเมนูที่ดิฉันชอบมากที่สุดก็คงเป็นบาบีคิวรสจัดจ้านสไตล์เท็กซัสอย่างพวก Pork spare ribs, Hot link sausage จากร้าน Bludso’s ที่เปิดขายใน Los Angeles ค่ะ

ส่วนเมนูที่ดิฉันคิดว่าแปลกที่สุดในสายตาของดิฉันก็คงจะเป็น Potatoes salad ซึ่งจากชื่อก็คิดว่าเป็นสลัด แต่ส่วนผสมที่ใส่ในอาหารชนิดนี้สำหรับดิฉันแล้วมันเหมือนกันการทำของหวานมากกว่าสลัดค่ะ

ก่อนที่คุณจะย้ายมาอยู่สหรัฐอเมริกา คุณเคยคิดฝันว่า สหรัฐอเมริกา, หรือดินแดนของพวกฝรั่งเป็นอย่างไร เคยคิดไหมครับว่าดินแดนของพวกฝรั่งนั้นทางเดินโรยด้วยทองคำและถ้าได้อยู่ที่นั่นจะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม และพอคุณได้มาอยู่มาใช้ชีวิตจริงๆ สิ่งที่คุณเคยคิดฝันไว้นั้นมันเป็นอย่างที่คิดไว้ไหมครับ ช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 สิ่งว่าอะไรที่คุณคิดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศไทย และช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 สิ่งคุณคิดว่าคุณไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้เลยถ้าขาด 3 สิ่งนี้จากทางสหรัฐอเมริกา

ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ ดิฉันคิดว่าอเมริกาคือดินแดนศิวิไลซ์ ผู้คนเคารพซึ่งกันและกัน ไม่มีการเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิว มีมารยาท เคารพในกฏหมาย ชีวิตมีความปลอดภัย เวลาเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายเจ้าหน้าที่จะเข้ามาจัดการดูแลตามที่เห็นในหนังฮอลลีวูดทั่วๆไป ไม่เคยมีในความคิดที่ว่าดินแดนของพวกฝรั่งนั้นโรยไปด้วยทองคำ ณ ตอนนั้นดิฉันไม่ได้รู้จักแม้กระทั่งคำว่ากรีนการ์ดหรือใบเขียวเลยด้วยซ้ำค่ะ แต่ยอมรับว่าการที่ได้เข้ามาเรียน มามีโอกาสศึกษาเพิ่มเติมในประเทศสหรัฐอเมริกาจะทำให้เพิ่มโอกาสที่ทำให้ได้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ได้มีงานทำที่ดีและรายได้ดี อีกทั้งอัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกันมากของเงินบาทและเงินดอลล่าร์ก็เป็นอีกจุดที่ดึงดูดใจค่ะ และพอได้มาใช้ชีวิตแบบจริงจังจึงได้เห็นว่าคนที่นี่ทำงานกันหนักมาก โดยเฉพาะคนเอเชียและละตินอเมริกัน บางคนต้องทำงาน 2-3 จ๊อบเพื่อที่จะโอบอุ้มครอบครัวเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงมาก แต่ในทางกลับกันก็เห็นฝรั่งหัวทองหลายๆคนมายืนถือป้ายข้างถนนขอเงินไปกินข้าว ไม่มีบ้านอยู่ อาศัยนอนตามข้างตึกหรือข้างถนน หรือที่เรียกกันว่า Homeless ซึ่งทำให้ดิฉันอดแปลกใจในจำนวนของคนไม่มีบ้าน แต่ก็ชื่นชมในสวัสดิการของรัฐที่คอยช่วยเหลือและโอบอุ้มคนที่รายได้น้อย เพื่อที่จะทำให้ช่องหว่างของความแตกต่างระหว่างคนรายได้น้อยและชนชั้นกลางไม่แตกต่างกันมากเกินไปค่ะ

ส่วนเรื่องที่ดิฉันเคยจินตนาการไว้ก่อนที่จะได้เข้ามาอาศัยอยู่จริงดังความเห็นข้างต้น ก็สอดคล้องกับความเป็นจริง อเมริกาก็ยังเป็นเมืองแห่งโอกาสและเสรีภาพสำหรับคนที่ขยันและตั้งใจไขว่คว้าหาโอกาสอยู่เสมอ เพียงแต่คุณแค่เข้าตามตรอกออกตามประตู มีรายได้ก็จ่ายภาษี ทำทุกอย่างให้ถูกกฏหมาย ทำทุกๆวันให้ดีที่สุด อย่าหยุดการเรียนรู้ แล้วเราก็จะมีความสุขไปกับการใช้ชีวิตที่อเมริกาค่ะ

3 สิ่งที่ดิฉันคิดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศไทย

ครอบครัวรวมถึงญาติพี่น้อง เนื่องจากดิฉันอาศัยอยู่แบบครอบครัวเดี่ยว ซึ่งมีแค่สามคนพ่อแม่ลูก ทำให้บางทีก็อดคิดถึงการใช้ชีวิตแบบครอบครัวใหญ่ โดยมีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ใกล้ชิดกันแบบสังคมไทยค่ะ

อาหารการกินแบบไทยแท้ ถึงแม้ที่แอลเอจะมีวัตถุดิบ อุปกรณ์ต่างๆรวมถึงร้านอาหารไทยที่มีรสชาติเป็นไทยแท้หลากหลายร้าน แต่ก็ยังไม่ช่วยให้ความคิดถึงอาหารไทยของดิฉันลดลงได้เลยค่ะ

เทศกาลประจำปีของไทย เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง รวมถึงดิฉันอยากจะมีโอกาสไปถวายศักการะพระบรมศพของพ่อหลวง ร.9 ค่ะ

3 สิ่งที่ดิฉันคิดว่าจะขาดไม่ได้เลยกับการใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา

ครอบครัว ซึ่งหมายถึงสามีและลูกชาย รวมถึงญาติพี่น้องของสามีที่ดีกับดิฉันมากๆเลยค่ะ

รถยนต์ เนื่องจากบางเมืองระบบขนส่งสาธารณะไม่ครอบคลุม การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจะช่วยให้ประหยัดเวลาและสะดวกที่สุดค่ะ

วัตถุดิบสำหรับการปรุงอาหารไทยค่ะ ขาดเธอแล้วคงเหมือนขาดใจกันเลยทีเดียว

เมืองลอสแองเจลิสที่คุณมาอาศัยอยู่เป็นเมืองที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากที่สุดนอกจากทวีปเอเชีย ทำไมคนไทยชอบมาอาศัยอยู่ลอสแองเจลิสมาก

ในความคิดเห็นส่วนตัวของดิฉัน คิดว่าคนไทยหลายๆคนชอบอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีความทันสมัย การคมนาคมที่มีให้เลือกหลากหลาย สภาพอากาศดีตลอดทั้งปี ไม่มีหิมะ ไม่หนาวและไม่ร้อนเกินไป อาหารการกินหาง่ายและไม่แพงมาก มีค่าครองชีพที่สมดุล อีกทั้งยังมี Thai Town , วัดไทยแอลเอ, สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลลิส ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่สามารถรวบรวมคนไทยให้เป็นกลุ่มก้อน มีการจัดตั้งสมาคมและองค์กรไทยต่างๆมากมาย เพื่อคอยให้ข้อมูลข่าวสารและประชาสัมพันธ์ รวมถึงช่วยเหลือคนไทยที่อาศัยอยู่ที่เมืองลอสแองเจลิสแห่งนี้ค่ะ

ผมเคยได้ยินมาว่าชาวอเมริกันเป็นคนที่พูดตรงมาก พวกเขาจะพูดด้วยความจริงถึงแม้ว่าความจริงนั้นจะเป็นความจริงที่ผู้ฟังไม่อยากฟังก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากคนไทย…คนไทยส่วนมากมักจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดความจริงตรงๆหากความจริงนั้นทำลายจิตใจผู้ฟัง คุณ Boran เคยประสบปัญหาจากการพูดตรงของชาวอเมริกันไหมครับ แล้วคนไทยที่นั่นล่ะครับมีปัญหากับเรื่องนี้ไหมช่วงมาอยู่อเมริกาในช่วงแรกๆ

ดิฉันแทบจะมีปัญหากับนิสัยคนอเมริกันสักเท่าไหร่ค่ะ อาจจะเป็นเพราะเมืองลอสแองเจลิสเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาก เนื่องจากมีคนจากทั่วทุกทุมโลกมาอาศัยอยู่ที่นี่ สังเกตเห็นได้จากการที่มีจัดตั้งชุมชนต่างๆ ไปทั่ว เช่น Thai Town , Korea Town, Little Tokyo, China Town และอื่นๆอีกมากมาย มากซะจนคิดว่าความเป็นอเมริกันแท้ๆแทบจะไม่มี เพราะคนส่วนใหญ่จะมาจากการหล่อหลอมผสมผสานกันจากหลายๆวัฒนธรรม ทั้งด้านภาษา ความคิดและอื่นๆค่ะ

ดิฉันเคยได้ไปเยี่ยมญาติของสามีที่รัฐอินเดียน่า ซึ่งรัฐนั้นมีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว เคยประสบปัญหากับการพูดตรงของคนอเมริกันบ้างเล็กน้อย ซึ่งก็เป็นเรื่องของความแตกต่างทางมุมมองด้านวัฒนธรรมมากกว่า แต่ส่วนใหญ่ที่ดิฉันได้ประสบพบเจอจะใจดี ยิ้มแย้ม อัศยาศัยดี ค่อนข้างที่จะระวังคำพูด ให้เกียรติซึ่งกันและกันมากค่ะ

สภาพอากาศตลอดทั้งปีที่ลอสแองเจลิสเป็นอย่างไรบ้าง (เดือนมกราคมถึงธันวาคม)

สภาพอากาศตลอดทั้งปีที่ลอสแองเจลิสค่อนข้างดีตลอดปี ไม่หนาวถึงขนาดมีหิมะตก และก็ไม่ร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อยค่ะ

ช่วงต้นปีอย่างมกราคม-กุมภาพันธ์ อาจเลยมาถึงมีนาคมที่อากาศจะเย็นในช่วงกลางวันและเย็นจัดในช่วงกลางคืน อุณหภูมิจะอยู่ที่ราวๆ 3-18 องศาเซลเซียส

ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนอากาศจะเย็นสบาย อาจมีฝนตกลงมาบ้างนิดหน่อย อุณหภูมิจะอยู่ราว 11-22 องศาเซลเซียส

ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนอากาศจะเริ่มร้อนขึ้น อุณหภูมิจะอยู่ที่ราวๆ 17-33 องศาเซลเซียส

ช่วงเดือนตุลาคม อากาศจะอบอุ่น อุณหภูมิอยู่ที่ 21-28 องศาเซลเซียส เหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวมากค่ะ

ส่วนเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมจะเป็นช่วงฤดูฝนของที่นี่ แต่หลายปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีฝนตกเลยจนถึงปีที่แล้ว อุณหภูมิส่วนใหญ่จะอยู่ 17-23 องศาเซลเซียส แต่ช่วงที่มีฝนตกหนักๆอุณหภูมิอาจลดต่ำลงได้ถึง 10 องศาเซลเซียสเลยค่ะ

ช่วงที่ผมอยู่ลอสแองเจลิสผมรู้สึกว่าสถานที่แต่ละที่มันอยู่ไกลกันมาก คุณ Boran ใช้วิธีการเดินทางอย่างไรในลอสแองเจลิสครับ เดินหรือว่าต้องใช้รถตลอดเวลา และผมจำได้ว่าการจราจรมันค่อนข้างจะวุ่นวายมากด้วย คุณ Boran คิดว่าการจราจรในลอสแองเจลิสเป็นอย่างไรบ้างครับ

ช่วงแรกๆที่ดิฉันใช้ชีวิตอยู่ในเมืองขนาดใหญ่อย่างลอสเองเจลลิส ก็เริ่มต้นด้วยการนั่งรถไฟใต้ดิน (Subway) และขึ้นรถโดยสารประจำทางทั่วไป ซึ่งความเห็นส่วนตัวของดิฉัน การเดินทางบนท้องถนนไม่ว่าจะเป็นรถบัสหรือด้วยรถยนต์ส่วนตัว ค่อนข้างที่จะใช้เวลามาก เนื่องจากจำนวนประชากรที่หนาแน่นและการจราจรที่คับคั่ง ดังนั้นการเดินทางด้วยรถไฟจึงเป็นทางเลือกที่ใช้เวลารวดเร็วกว่าค่ะ แต่หลังจากดิฉันสอบใบขับขี่ของรัฐแคลิฟอร์เนียได้ก็เริ่มเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์ส่วนตัวแทน พร้อมกับการที่ต้องอดทนฝ่าการจราจรที่หนาแน่นของเมืองลอสแองเจลิส จากการสังเกตของดิฉันที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของการจราจรที่คับคั่งขึ้นทุกปี ถึงแม้ถนนฟรีเวย์บางสายมีการขยายเลนส์ขึ้นเป็น 10-14 เลนส์ก็ไม่ได้ช่วยให้การจราจรที่ติดขัดดีขึ้นได้เลย สาเหตุน่าจะมาจากการที่มีเมืองนี้มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและระบบขนส่งมวลชนที่มีไม่ครอบคลุมและไม่เพียงพอกับจำนวนประชากรค่ะ

เพิ่มเติม

โปสการ์ดจากลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ:จากเชียงรายสู่ลอสแองเจลิสประเทศสหรัฐอเมริกา

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

One Comment Add yours

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s