งานใดบ้างที่ผู้หญิงไทยสามารถทำได้ในประเทศเยอรมันนี

ผมอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณหวานใจ ชายต่างชาติ อีกครั้งหนึ่งครับ ครั้งนี้คุณหวานใจ ชายต่างชาติ จะมาเล่าถึงประสบการณ์ของเธอเกี่ยวกับการทำงานในประเทศเยอรมันนี รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับการขอวีซ่าประเภทต่างๆในประเทศเยอรมันนีด้วยครับ นี่คือมุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการทำงานในประเทศเยอรมันนี

ผมอยากจะแนะนำคุณกับ คุณ หวานใจ ชายต่างชาติ

ภาพถ่ายจาก คุณ หวานใจ ชายต่างชาติ

จากการสังเกตและจากที่คุณเรียนรู้มา คุณคิดว่างานประจำประเภทใดที่คนไทยที่อาศัยอยู่ในเยอรมันนีสามารถทำได้และได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมด้วยครับ

จากที่ดิฉันสังเกตุมา งานประจำที่คนไทยส่วนมากที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมันจะเลือกทำคือ
– ทำความสะอาด
– ทำร้านอาหาร
– ทำร้านนวด
– ทำร้านเพ้นท์เล็บ
ซึ่งแต่ละอาชีพนั้นจะต้องให้ความสำคัญทางด้านภาษาด๊อยช์เป็นหลักค่ะ เพราะหากไม่ได้ภาษาโอกาสที่จะได้งานทำก็น้อยค่ะ เพราะฝรั่งที่นี่ส่วนใหญ่สื่อสารกันด้วยภาษาด๊อยช์เป็นหลักค่ะ
ส่วนรายได้ ค่าตอบแทนในแต่ละสาขาอาชีพนั้น เท่าที่ดิฉันเคยไปสัมภาษณ์คนไทยที่ทำงานในแต่ละอาชีพดังกล่าว ได้ข้อมูลเบื้องต้นมาดังนี้ค่ะ

– อาชีพทำความสะอาด เช่น ทำความสะอาดบ้านคนแก่ , ทำความสะอาดโรงแรม , ทำความสะอาดโรงเรียนอนุบาล , ทำความสะอาดคลินิก , ทำความสะอาดในห้างสรรพสินค้า , ทำความสะอาดตึกและ อาคารต่างๆ จะได้รับค่าจ้าง เป็นชั่วโมงๆละ 8.50 ยูโร/ต่อชั่วโมง (314.50 บาท/ต่อชั่วโมง) ส่วนมากนายจ้างจะจ้างเป็นแบบมินิจ๊อบค่ะ คือ เดือนนึงจะต้องทำงานให้ได้ 48-52 ชั่วโมง และจะได้ค่าแรงเป็นเงิน 450 ยูโร/เดือน (16,650 บาท/เดือน)

เมืองเบราน์ชไวก์ ประเทศเยอรมัน

หมายเหตุ :
1. มินิจ๊อบ คือ การทำงานที่ไม่ต้องเสียภาษีค่ะ ซึ่งมีรายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ 450 ยูโร/เดือน (16,650 บาท/เดือน)
2. คลินิกบางที่อาจจะให้ค่าจ้างที่แพงกว่าค่ะ เพราะบางที่เป็นคลินิกส่วนบุคคล คลินิกบางที่จ้างชั่วโมงละ 10-15 ยูโร/ชั่วโมง (370 – 555 บาท/ชั่วโมง) ซึ่งอัตราค่าจ้างดังกล่าวของแต่ละที่ จะต้องคุยกับนายจ้างและตกลงกันก่อนว่าจะได้ค่าจ้างเท่าไรต่อเดือนค่ะ

– อาชีพทำร้านอาหาร เช่น เป็นกุ๊กในครัว , เด็กเสิร์ฟหรือ พนักงานขายอาหาร ส่วนใหญ่คนไทยจะไปทำงานกับเจ้านายคนไทยด้วยกันหรือทำที่ร้านอาหารของคนเวียดนามหรือ ร้านอาหารจีนค่ะ ซึ่งจะได้ค่าจ้างชั่วโมงที่ต่างกันค่ะ
เท่าที่ดิฉันเคยถามคนไทยหลายคนที่ทำงานที่ร้านอาหารต่างๆ ส่วนมากคนไทยจะเลือกทำที่ร้านอาหารจีนหรือร้านอาหารเวียดนามค่ะ และเจ้าของร้านจะจ่ายค่าแรงที่ถูกแต่ไม่ต้องเสียภาษีค่ะ เช่น นายจ้างได้จ่ายค่าจ้าง 5 ยูโร/ชั่วโมง (187 บาท/ชั่วโมง) แต่ทางร้านเค้าจะไม่แจ้งการเสียภาษีกับรัฐบาลให้ค่ะ เพราะเค้าจ่ายค่าจ้างที่ถูกให้แล้ว แต่เวลาทำงานก็เพิ่มชั่วโมงทำงานให้เยอะๆเพื่อที่จะได้เงินเยอะตามมาค่ะ คือวันนึงสามารถทำงานได้ 10-12 ชั่วโมง แต่อันที่จริงแล้วตามกฎหมายแรงงานของประเทศเยอรมันทางรัฐบาลจะกำหนดให้ลูกจ้างทำงานได้ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวันค่ะ และหากใครที่ทำงานเกินชั่วโมงตามที่กำหนดจะต้องจ่ายภาษีค่ะ แต่คนไทยหลายคนไม่อยากจะจ่ายภาษีกันเพราะการจ่ายภาษีที่ประเทศเยอรมันนั้นแพงมากค่ะ หลายคนจึงหลีกเลี่ยงการทำงานแบบจ่ายภาษี และเลือกทำงานแบบมินิจ๊อบ คือ แรงงานขั้นต่ำ แต่แอบทำงานแบบเพิ่มชั่วโมงในการทำงานค่ะ คือจะได้เงินเยอะๆแต่หลีกเลี่ยงการเสียภาษีนั่นเองค่ะ เพราะหากเปรียบเทียบกับการทำงานแบบถูกต้องตามกฎหมายแล้ว นายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าจ้าง 8.50 ยูโร/ต่อชั่วโมง (314.50 บาท/ต่อชั่วโมง) คือเดือนนึงจะต้องทำงานให้ได้ 48-52 ชั่วโมง และจะได้ค่าแรงเป็นเงิน 450 ยูโร/เดือน (16,650 บาท/เดือน) แต่คนไทยมักจะทำเอกสารการทำงานเป็นแบบมินิจ๊อบ คือ แรงงานขั้นต่ำที่ไม่ต้องเสียภาษี แต่ลับหลังคือทำงานเกินชั่วโมงที่กำหนด คือพวกเค้าจะได้รายได้ที่มากกว่าเดิมเท่าตัวค่ะ แต่มักจะมีปัญหาต่างๆตามมาทีหลังค่ะ เช่น หากทางเจ้าหน้าที่ของกรมแรงงานมาตรวจเจอ บุคคลนั้นจะต้องถูกปรับและเสียภาษีย้อนหลังได้ค่ะ หรือหากใครที่เป็นเจ้าของร้านและหลีกเลี่ยงการเสียภาษี อาจจะถูกทางรัฐบาลสั่งปิดร้านได้เช่นกันค่ะ และหากใครที่ทำงานแบบเสียภาษีนายจ้างที่จ้างจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเช่นกันค่ะ ด้วยเหตุนี้นายจ้างก็กลัวจะเสียภาษีเพิ่ม ส่วนลูกจ้างก็กลัวจะเสียภาษีเพิ่ม หากทำงานเกินชั่วโมงตามที่รัฐบาลกำหนดค่ะ บางคนเลยต้องเลือกเสี่ยงดวงยอมทำงานมืดเพื่อที่จะได้รับเงินค่าจ้างแบบเต็มๆแต่หลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีนั่นเองค่ะ

– อาชีพทำร้านนวด เช่น เป็นพนักงานนวดในร้านนวดไทย เช่น นวด 45 นาที ราคา 39 – 45 ยูโร (1,560 – 1,800 บาท) ส่วนคนนวดที่เป็นลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 20 – 25 ยูโร (740 – 925 บาท) ต่อการนวดลูกค้า 1 คนค่ะ คือเจ้าของร้านเค้าจะหักค่านวดให้ตามจำนวนของลูกค้าที่เข้ามานวดในแต่ละวันค่ะ หากมีลูกค้าเยอะและได้เงินทิป บางร้านก็จะนำเงินทิปมาแบ่งกันในช่วงสิ้นเดือนค่ะ
ส่วนค่าจ้างรายได้ต่อเดือนนั้น อันนี้ขึ้นอยู่กับการจ้างของเจ้าของร้านค่ะ บางคนอาจจะทำแบบมินิจ๊อบ คือ ไม่เสียภาษี เพราะรายได้น้อย หรือบางคนอาจจะเลือกทำแบบเสียภาษี คือ ทำเต็มเวลา ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะทำงานกี่ชั่วโมงและทำงานเสียภาษีแบบไหนค่ะ
บางคนเสียภาษีหักแล้วได้เงินเดือน 1,200 ยูโร/เดือน (44,400 บาท/เดือน) หรือรายได้หักภาษีแล้ว 1,500 ยูโร/เดือน (55,500/เดือน) ซึ่งการทำงานที่ได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นแน่นอนค่ะก็ต้องเพิ่มชั่วโมงในการทำงานเช่นกันค่ะ ร้านนวดไทยบางที่มีแบบนวดที่แอบแฝงค่ะ คือ จะมีนวดและมีเพศสัมพันธ์หรือมีเซ็กส์กับลูกค้า ซึ่งอันนี้ก็เป็นความสมัครใจของสาวไทยคนๆนั้นค่ะ
หมายเหตุ : หากใครที่ไม่มีประสบการณ์ในการนวด ทางร้านนวดบางร้านเค้ารับสอนนวดให้ฟรีค่ะ และจากนั้นต้องทำสัญญาว่าจ้างทำงานให้กับร้านนวดนั้นค่ะ

– อาชีพทำร้านเล็บหรือเพ้นท์เล็บ การเพ้นท์เล็บที่นี่จะได้เงินดีค่ะ และเพ้นท์เล็บในแต่ละทีก็มีราคาแพงมากๆ ทำทีนึงประมาณ 30-45 นาที ได้เงิน 30 – 45 ยูโร (1,200 – 2,000 บาท ต่อการทำเล็บหนึ่งครั้งค่ะ)
เพราะฝรั่งที่นี่เค้านิยมทำเล็บ เพ้นท์เล็บกันค่ะ วันนึงเพ้นท์เล็บได้สัก 4-5 คน ทำแค่ 4-5 ชม.ต่อวัน ก็ได้วันละ 8,000-10,000 บาทต่อวันแล้วค่ะ ส่วนค่าจ้างที่เจ้าของร้านให้กับลูกจ้างนั้นจะได้รับเป็นเงิน 20 – 25 ยูโร (740 – 925 บาท) ต่อการทำเล็บให้กับลูกค้า 1 คนค่ะ
การเพ้นท์เล็บในแต่ล่ะครั้งส่วนใหญ่เล็บจะยาวไวและทุกๆสัปดาห์มักจะมีลูกค้าเข้ามาต่อเล็บหรือทำการเพ้นท์เล็บใหม่ค่ะ รายได้ดีเลยทีเดียวค่ะ
ดิฉันมีเพื่อนผู้หญิงคนเวียดนามอยู่หนึ่งคนค่ะ เค้าทำเพ้นท์เล็บอยู่ที่ร้านทำเล็บร้านหนึ่งในเมืองค่ะ เค้าเล่าให้ดิฉันฟังว่า เค้าได้รับเงินค่าจ้างเดือนละ 3,000 ยูโร/เดือน (111,000 บาท/เดือน) เค้าทำงานวันละ 11 ชั่วโมงทุกวัน ซึ่งเค้าไม่จ่ายภาษีค่ะ คือเวลาเขียนเอกสารทำงาน เค้าเขียนว่าทำมินิจ๊อบ คือไม่ต้องเสียภาษี แต่อันที่จริงแล้ว เค้าทำงานเกินเวลาและได้เงินค่าจ้างมาก แต่เค้าต้องคอยเสี่ยงกับการหลบหนีตำรวจอยู่เป็นประจำค่ะ
หมายเหตุ : หากใครที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำเล็บหรือเพ้นท์เล็บ ทางร้านบางร้านเค้ารับสอนให้ฟรีค่ะ และจากนั้นต้องทำสัญญาว่าจ้างทำงานให้กับร้านนั้นค่ะ

ผู้หญิงไทยหลายคนเคยพูดว่า จริงอยู่ถ้าคุณอยู่ประเทศเยอรมันนีหรือประเทศในยุโรป คุณอาจจะหาเงินได้มากกว่าที่อยู่ประเทศไทย แต่คุณต้องไม่ลืมว่าการอยู่ในต่างประเทศนั้นถึงจะหาเงินได้มากแต่ก็ต้องจ่ายภาษีมากด้วยเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งคือค่าครองชีพในต่างประเทศนั้นสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าที่พักอาศัย ค่าอาหาร ค่าขนส่ง เป็นต้น จนบางครั้งถ้าถึงที่สุดแล้วการมาทำงานในต่างประเทศอาจจะไม่ได้มีเงินเหลือมากเท่ากับที่อยู่ในประเทศไทยด้วยซ้ำ

คุณ Tan มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรครับ และคุณ Tan มีคำแนะนำให้ผู้หญิงไทยอย่างไรบ้างครับถ้าพวกเขาอยากจะมีค่าครองชีพที่ต่ำลงกว่านี้ถ้าจำเป็นต้องมาใช้ชีวิตในต่างประเทศจริงๆ

ตามที่คุณได้เขียนมาดิฉันเห็นด้วยค่ะ คนไทยที่อยู่เมืองไทยส่วนใหญ่จะคิดว่าการที่มาทำงานในต่างประเทศนั้นได้ค่าจ้างที่สูง แต่ก็อย่าลืมค่ะว่าค่าครองชีพที่ต่างประเทศนั้นก็สูงด้วยเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ฯลฯ เพราะการทำงานที่เมืองนอกจะต้องเสียภาษีค่ะ และภาษีที่เมืองนอกนี้ก็จ่ายแพงมากๆค่ะ จนในบางครั้งเงินเดือนในแต่ละเดือนนี่แทบจะไม่พอเก็บเลยค่ะ อย่ามองแค่ว่าจะมีรายได้เข้ามาเพียงอย่างเดียวค่ะ ต้องคำนึงถึงรายจ่ายในแต่ละวันแต่ละเดือนด้วยว่าค่าใช้จ่ายต่างๆนั้นคุ้มค่าหรือเพียงพอกับรายได้หรือไม่ คนไทยบางคนที่คิดมาทำงานที่ต่างประเทศบางคนจึงมักหางานพิเศษหลายๆอย่างทำด้วยค่ะ เพื่อที่จะได้มีรายได้หลายๆทางให้คุ้มค่ากับตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายที่อยู่ในต่างประเทศค่ะ และบางคนทำงานพิเศษหลายอย่างแต่ไม่ได้แจ้งกับทางรัฐบาลว่าเค้าทำงานหลายอย่างค่ะ เนื่องจากกลัวว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มมากขึ้นตามมานั่นเองค่ะ ซึ่งเสี่ยงมากๆค่ะต่อการทำงานและมีผลกับใบอยู่หรือวีซ่าที่เค้าทำเรื่องมาค่ะ เพราะหากทางรัฐบาลรู้หรือตรวจสอบแล้วว่าเค้าคนนั้นทำงานมืดหรือทำงานไม่เสียภาษี อาจจะมีผลต่างๆตามมาได้ในภายหลังค่ะ เช่น อาจจะถูกเสียภาษีย้อนหลัง หรืออาจจะมีผลกับวีซ่าถูกส่งกลับเมืองไทยกะทันหันก็ได้ค่ะ

คำถามที่ว่าจะทำอย่างไรให้มีค่าครองชีพที่ต่ำกว่านี้ถ้าจำเป็นต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศจริงๆ ดิฉันขอแนะนำคือ ให้คุณทำตารางรายรับรายจ่าย และแบ่งเงินเก็บแบ่งเงินไว้ใช้จ่ายในส่วนต่างๆค่ะ และทำอาหารรับประทานเองจะช่วยประหยัดได้มากเลยค่ะ เพราะหากไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยๆค่อนข้างจะมีราคาแพงค่ะ เช่น ส้มตำครกนึงราคา 15 ยูโร (555 บาท) คือได้น้อย ไม่อิ่มค่ะ ทางที่ดีซื้ออุปกรณ์มาทำรับประทานเองที่บ้านจะดีกว่าค่ะ สมัยตอนที่ดิฉันอยู่ที่เมืองไทยดิฉันทำอาหารไม่เป็นหรอกค่ะ ตั้งแต่มาใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศเลยจำเป็นที่จะต้องหัดทำอาหารรับประทานเองทุกอย่างค่ะ ลองผิดลองถูกหัดทำดูค่ะ หากไม่รู้ก็ดูในยูทูปและหัดทำตามค่ะ พอทำรับประทานเองทุกวันจากที่ฝีมือไม่อร่อยเราก็ค่อยๆพัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ จนทุกวันนี้ดิฉันสามารถทำอาหารได้หลายอย่าง ทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่งค่ะ บางครั้งทำรับประทานเองอร่อยและแบ่งให้เพื่อนบ้านชิม เค้าชมว่าอร่อยและออเดอร์อาหารนั้นกับดิฉันด้วยค่ะ เช่น ปอเปี๊ยะและขนมจีบค่ะ เลยกลายเป็นรายได้เสริมอีกทางนึงค่ะ และไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยค่ะ รู้จักใช้รู้จักเก็บ ไม่เล่นการพนัน จะทำให้มีเงินเก็บมากยิ่งขึ้นค่ะ

เมืองเบราน์ชไวก์ ประเทศเยอรมัน

จากประสบการณ์ของคุณ คุณคิดว่าพอจะเป็นไปได้ไหมครับที่ผู้หญิงไทยจะเป็นเจ้าของกิจการอะไรสักอย่างเองในประเทศเยอรมันนี ผมหมายถึงเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยตัวเอง อาจจะเป็นธุรกิจออนไลน์หรือธุรกิจทั่วไปก็ได้ครับ ซึ่งผลประกอบการอาจจะไม่ได้มีกำไรมากนัก หรือเริ่มต้นธุรกิจจากเงินลงทุนไม่มากนักหรือไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลย และคุณเคยได้ยินเรื่องราวความสำเร็จนี้จากผู้หญิงไทยในเยอรมันนีบ้างไหมครับ

ดิฉันเคยได้ยินเรื่องราวความสำเร็จของผู้หญิงไทยในประเทศเยอรมัน ซึ่งมีหลายคนเลยค่ะที่พวกเค้าประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นทางด้านธุรกิจส่วนตัวหรือธุรกิจออนไลน์ ซึ่งล้วนแต่เป็นแรงบันดาลใจให้กับสาวไทยหลายๆคนได้กล้าคิดกล้าเสี่ยงลงทุน นับจากศูนย์ ถึงจะไม่ได้กำไรอะไรมากแต่หากไม่ลงมือทำเลยก็จะไม่รู้ถึงความลำบากของการที่จะได้มาซึ่งความสำเร็จค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่เท่าที่ดิฉันได้สังเกตและเห็นมาจากหลายๆคนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนมากก็จะเป็นเกี่ยวกับงานธุรกิจออนไลน์ค่ะ เนื่องจากสังคมในยุคนี้คนส่วนใหญ่ล้วนแต่ใช้สื่อจากอินเตอร์เน็ต จึงทำให้เกิดการซื้อขายกันได้ง่ายขึ้นค่ะผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ส่วนมากก็จะเห็นขายกันทาง Facebook หรือ Instagram ซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ
คนไทยบางคนที่อยู่ที่ประเทศเยอรมัน ก็ยังเป็นเจ้าของกิจการต่างๆได้ค่ะ เช่น ร้านนวด , ร้านอาหารไทย , ร้านขายของชำ , เจ้าของบริษัททำความสะอาด เป็นต้นค่ะ
ดิฉันเห็นคนไทยหลายๆคนประสบความสำเร็จและมีเงินเก็บส่งบ้านของเค้าที่เมืองไทย ดิฉันดีใจแทนพวกเค้าค่ะ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ขยันทำงานจึงมีเงินเก็บ รู้จักใช้รู้จักเก็บ ก็ทำให้มีกิจการต่างๆและ ประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้กับคนต่างชาติค่ะ

คนไทยที่อาศัยอยู่ในเยอรมันนีสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้อย่างสะดวกไหมครับ และสามารถเปิดบัญชีในแบบใดได้บ้างครับ และธนาคารไหนดีที่สุดในเยอรมันนีครับ

คนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนีและทำงานที่นี่ คุณสามารถเปิดบัญชีได้ที่ธนาคารเกือบทุกธนาคารค่ะ แต่มีบางธนาคารที่ใช้บริการผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้เท่านั้นค่ะ แต่ส่วนใหญ่แล้วคุณต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับการเปิดบัญชีของธนาคารนั้นๆค่ะ
ในกรณีของนักเรียนนักศึกษาที่มาเรียนต่อในประเทศเยอรมัน มักจะไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆค่ะ ซึ่งบัญชีของธนาคารมีอยู่หลายประเภทค่ะ สำหรับบัญชีเงินเชื่อ (Guthaben-Konto) คุณสามารถถอนเงินออกจากบัญชีนั้นๆได้ค่ะ เฉพาะจำนวนที่ออมไว้ก่อนหน้าแล้วเท่านั้นค่ะ
ส่วนบัญชีธนาคารแบบเบิกเงินเกินบัญชีได้ (Dispo) อนุญาตให้คุณถอนเงินออก แม้คุณจะไม่มีเงินอยู่ในบัญชีแล้วก็ตาม ธนาคารจะให้คุณกู้ยืมเงินจนถึงจำนวนจำกัด นอกจากที่คุณจะต้องชำระเงินส่วนนั้นคืนแล้ว คุณต้องชำระค่าดอกเบี้ยด้วย อัตราดอกเบี้ยมักจะสูงมากค่ะ เพราะฉะนั้นควรเลือกดูธนาคารที่ไม่เสียค่าดอกเบี้ยมาก เพราะมีหลายธนาคารให้เลือกใช้บริการค่ะ ในกรณีที่คุณต้องการที่จะเปิดบัญชีธนาคารต่างๆ คุณสามารถทำได้ที่สำนักงานย่อยของธนาคารทุกสาขาเลยค่ะ ธนาคารหลายแห่งอนุญาตให้คุณเปิดบัญชีผ่านระบบออนไลน์หรือทางไปรษณีย์ได้ค่ะ สำหรับกรณีดังกล่าว ซึ่งทางธนาคารจะทำการตรวจเช็คข้อมูลของคุณก่อนทุกครั้งค่ะ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องนำบัตรประจำตัวหรือหนังสือเดินทางไปแสดงด้วยทุกๆครั้งที่ทำการเปิดและปิดบัญชีค่ะ
ในเรื่องของการโอนเงิน สำหรับการชำระค่าเช่าบ้านและการรับเงินเดือน คุณต้องมีบัญชีกระแสรายวัน ผู้ว่าจ้างของคุณจะจ่ายเงินเดือนให้โดยการโอนเงิน ส่วนคุณจะต้องชำระค่าเช่าบ้านด้วยการโอนเงิน สำหรับการโอนเงินที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ คุณสามารถใช้รายการโอนเงินประจำ สำหรับการโอนเงินอื่นๆคุณจะได้รับเอกสารหรือแบบฟอร์มการโอนเงิน (Überweisungsträger) จากธนาคาร หรือธนาคารออมสิน ต้องการโอนเงินเป็นจำนวนเท่าไร? จะโอนให้ใคร? คุณต้องกรอกข้อมูลเหล่านี้ลงในแบบฟอร์มการโอนเงิน แล้วยื่นแบบฟอร์มการโอนเงินให้กับทางธนาคาร หรือธนาคารออมสิน คุณต้องการโอนเงินทางอินเตอร์เน็ต? ถ้าเป็นเช่นนั้นกรุณาแจ้งกับธนาคารเมื่อเปิดบัญชีว่าคุณต้องการทำธุรกรรมทางอินเตอร์เน็ต (Online-Banking) หรือจากบ้าน (Home-Banking)
บัตรเดบิตและบัตรเครดิต
คุณสามารถถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มได้ทุกเครื่องด้วยบัตรเดบิต เพียงแค่ต้องป้อนรหัสลับเท่านั้น คุณสามารถใช้บัตรเครดิตในการชำระเงินในร้านค้าและในอินเตอร์เน็ต สำหรับเงินสดแล้วคุณสามารถฝากเงินเข้าที่สำนักงานสาขาย่อยของธนาคาร หรือ ธนาคารออมสินของคุณ

ดอกเบี้ย
คุณจะได้รับดอกเบี้ยจากธนาคาร หรือ ธนาคารออมสิน สำหรับเงินที่มีในบัญชี ในบัญชีกระแสรายวันคุณจะได้ดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย ถ้าคุณต้องการออมทรัพย์คุณสามารถเปิดบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีเงินฝาก กรณีนั้นคุณจะได้รับดอกเบี้ยมากกว่าในบัญชีกระแสรายวันค่ะ
จากเท่าที่ดิฉันได้สอบถามคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมันนี คนไทยส่วนมากจะนิยมเปิดบัญชีของธนาคาร TARGOBANK , Postbank ค่ะ เพราะไม่เสียค่าธรรมเนียมรายเดือนค่ะและสามารถกดเงินใช้ฟรีในต่างประเทศได้ไม่เกิน 5 ครั้งต่อปีค่ะ
แต่หากคุณจะเปิดบัญชีในกรณีของการสะสมทรัพย์ คือ ไม่เสียค่าธรรมเนียมรายเดือนค่ะ ในกรณีของเด็กก็สามารถเปิดบัญชี ฝและทำบัตรเครดิตได้ ตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไปค่ะ
ในกรณีที่มีการเสียค่าธรรมเนียมของการใชับริการของธนาคารในแต่ละแห่งนั้น หากคุณมีรายได้มากกว่า 1,000 ยูโร คือไม่เสียค่าธรรมเนียมค่ะ แต่หากคุณมีรายได้ที่ต่ำกว่า 1,000 ยูโร คือจะต้องเสียค่าธรรมเนียมประมาณ 5-9 ยูโรต่อเดือน ซึ่งแล้วแต่ธนาคารค่ะ

เมืองเบราน์ชไวก์ ประเทศเยอรมัน

คุณคิดว่าการขอวีซ่าเพื่ออาศัยอยู่ในเยอรมันนีอย่างถาวรนั้นยากไหมครับ และมีขั้นตอนอย่างไรบ้างครับ และการขอวีซ่าท่องเที่ยวเยอรมันนีล่ะครับขอยากไหมครับ

การขอวีซ่าถาวรเพื่อมาอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมันค่ะ

ย้อนไปเมื่อปี 2009 ที่สามีดิฉันทำเรื่องให้ดิฉันมาแต่งงานกับเค้าที่เยอรมัน ตอนนั้นดิฉันไปเรียนภาษาเยอรมันอยู่ที่เมืองไทย 2 เดือนค่ะ (เรียนหลักสูตรแบบเร่งรัด) ที่สถาบันสอนภาษาเยอรมันชื่อเกอเธ่ อยู่ที่ ถ.สาธร ซ.1 (แยกวิทยุ) ซึ่งสถาบันแห่งนี้เป็นที่ๆเดียวที่ทางสถานฑูตเยอรมันได้ยอมรับการสอนและถูกต้องตามหลักของกระทรวงศึกษาธิการที่ทางประเทศเยอรมันเค้าต้องการใบประกาศนียบัตรในการเรียนจบภาษาเยอรมันขั้นพื้นฐานนั้นเอง ที่นั่นรับรองเรื่องเอกสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขอวีซ่ามาท่องเที่ยวหรือขอวีซ่ามาแต่งงานหรือขอวีซ่ามาทำงาน ฯลฯ

สาวไทยทุกๆคนที่จะมาแต่งงานกับหนุ่มเยอรมันจะต้องไปเรียนภาษาเยอรมันก่อนที่จะทำเรื่องมาอยู่ที่เยอรมันค่ะ ภาษาเยอรมันที่จะต้องเรียนในตอนนั้นจะเป็นการเรียนภาษาเยอรมันแบบเบื้องต้นค่ะ คือ เรียนในชั้น A1 ก่อน หลักสูตรนี้ธรรมดาแล้วเค้าจะเรียนกัน 3 เดือน แต่เรียนแบบหลักสูตรเร่งรัดหรือเรียนทุกวัน จะเรียนแค่ 2 เดือนค่ะ ราคาในการเรียนต่อคอร์ส ตอนนั้นที่ดิฉันเรียนคอร์สละ 7,500 บาทค่ะ

ในการเรียนภาษาเยอรมัน ถามว่าภาษามันยากไหม สำหรับดิฉันแรกๆมันค่อนข้างจะยากค่ะ เพราะมันออกเสียงแตกต่างจากภาษาอังกฤษเยอะเลยค่ะ และหากออกเสียงผิดเพี้ยนไป ความหมายของคำนั้นๆก็เปลี่ยนตามไปด้วยค่ะ แต่หากใครมีพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างดีอยู่แล้ว ภาษาเยอรมันก็ไม่ยากเกินความสามารถค่ะ ตอนนั้นจำได้ว่าไปเรียนภาษาเยอรมันทุกวันเลยค่ะ เรียนกับอาจารย์คนไทยวัยเดียวกันกับดิฉันนี่แหละค่ะ และก็มีอาจารย์ที่เป็นรุ่นน้องเรามาสอนที่นั้นอีกสองคนค่ะ ถามว่าเรียนแล้วได้อะไรในชั้นเรียน การเรียนของที่นั่นอาจารย์เค้าจะสอนทางด้านทักษะของการ ฟัง พูด อ่าน และเขียนค่ะ ส่วนเพื่อนๆในห้องเรียนที่เราเรียนอยู่ที่เกอเธ่นั้นก็จะมีประมาณ 25-30 คน ส่วนใหญ่คนที่มาเรียนในห้องนั้นจะมีสาวไทยที่ได้แฟนคนเยอรมันมาเรียนกันเยอะค่ะ นอกจากนั้นก็มีบางคนที่มาเรียนภาษาเพื่อไปเรียนต่อและมาเรียนภาษาเพื่อไปทำงานเป็นพ่อครัวที่เยอรมันค่ะ ส่วนบรรยากาศการเรียนภาษาในห้องเรียนนั้นจะเป็นการสอนแบบไม่ซีเรียส ดิฉันเรียนที่นั่นไม่คิดว่าเหมือนไปเรียนเลยค่ะ เหมือนได้ไปเจอกับเพื่อนใหม่ และไปร่วมทำกิจกรรมและเล่นเกมส์กันซะมากกว่าค่ะ เพราะที่นั่นเค้าจะเน้นสอนเหมือนเป็นลักษณะของการเข้ากลุ่ม ให้คนในกลุ่มได้ร่วมเล่นกิจกรรม เช่น ร่วมกันเล่นเกมส์ หาคำนามหรือคำกริยาของภาษาเยอรมัน เป็นต้น ไปเรียนแล้วสนุกและได้เจอเพื่อนๆมากมายอีกด้วยค่ะ หลังจากที่เรียนภาษาจบภายใน 2 เดือนแล้ว จากนั้นจะมีการนัดสอบ

ส่วนข้อสอบที่ทางสถาบันสอนภาษา เค้าจะออกมาใน 4 ลักษณะ มีดังนี้ค่ะ
– การฟัง เค้าจะให้เราฟังจากเทปซึ่งเป็นบทสนทนา เค้าจะให้เราฟังและจับใจความว่าในเทปนั้นเค้าพูดถึงอะไร เช่น ประกาศจากสถานีรถไฟให้เราฟังว่ารถไฟจะออกจากสถานีกี่โมง และไปถึงที่หมายกี่โมง ในระหว่างนั้นจะต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟไปขึ้นเที่ยวอื่นอีกไหม หรือ ยังไงเราต้องฟังให้ดีจากเทปนั้นล่ะค่ะ

– การพูด เค้าจะให้เราเลือกภาพมาหนึ่งหรือสองใบและให้เราอธิบายตามภาพที่เราได้ เช่น เราจับได้ภาพเด็กผู้หญิง นอนดูทีวีเราก็ต้องอธิบายไปตามภาพนั้นว่าเราเห็นอะไรในภาพบ้าง คือพูดง่ายๆครูเค้าจะฟังจากการพูดของเราว่าเราใช้ภาษาที่เรียนมาได้อย่างถูกต้อง ตามหลักของแกรมม่าหรือไม่นั่นเองค่ะ

– การอ่าน ส่วนในเรื่องของการอ่าน ข้อสอบเค้าจะมีบทความมาให้เราอ่านหรือเป็นพวกคอลัมน์บทหนึ่งที่ตัดเอามาจากหนังสือพิมพ์(ภาษาเยอรมัน) มาให้เราอ่านและจากนั้นเค้าจะมีคำถามมาถามเราด้านล่างของประโยคนั้นๆ เช่น มีรูปของแผนผังห้างสรรพสินค้าที่หนึ่ง ว่าแต่ละชั้นมีสินค้าอะไรขายบ้าง ในคำถามจะถามว่าหากไปซื้อพวกเครื่องครัวจะต้องไปซื้อที่ชั้นไหน หรือพวกชุดของสุภาพสตรีต้องไปซื้อที่ชั้นไหน เป็นต้นค่ะ

– การเขียน จะเป็นในเรื่องของการเขียนจดหมาย เช่น การเขียนจดหมายเชิญให้เพื่อนมาร่วมงานวันเกิด การเขียนจดหมายเล่าให้เพื่อนๆฟังเรื่องการไปเที่ยวพักร้อนมา หรือ การเขียนจดหมายแบบเป็นทางการเพื่อแจ้งกับทางบริษัทที่ซื้อของใช้มา แล้วเกิดการชำรุด เราจะต้องเขียนอย่างเป็นทางการอย่างไรให้ถูกต้อง เป็นต้นค่ะ

สาวไทยที่จะทำเรื่องมาแต่งงานกับหนุ่มเยอรมัน จะต้องไปเรียนภาษาเยอรมันก่อนที่จะมาค่ะ จากนั้นเมื่อเรียนจบก็จะทำการทดสอบตามแนวข้อสอบเบื้องต้นที่ดิฉันได้บอกไปก่อนหน้านั้น ซึ่งข้อสอบจะเต็มร้อยคะแนนค่ะ ตอนนั้นดิฉันสอบผ่านแล้ว จากนั้นเราก็รีบโทรบอกสามีที่เยอรมันทันทีค่ะ ให้เค้าส่งเอกสารวีซ่าขอแต่งงานให้เลยค่ะ พอดิฉันได้รับเอกสารเชิญจากสามีแล้ว ดิฉันก็เอาใบประกาศนียบัตรที่สอบภาษาเยอรมันผ่าน ไปยื่นขอวีซ่าแต่งงานที่สถานฑูตเยอรมันที่กรุงเทพฯทันทีเลยค่ะ ตอนนั้นดิฉันรอวีซ่าอยู่ประมาณ 3 สัปดาห์ค่ะ พอวีซ่าผ่านสามีก็รีบจองตั๋วเครื่องบินให้ดิฉันบินมาที่เยอรมันเลยค่ะ ดิฉันทำตามขั้นตอนตามที่รัฐบาลเยอรมันได้กำหนดไว้อย่างถูกต้องทุกอย่างค่ะ

พอดิฉันได้บินมาอยู่ที่เยอรมันแล้ว จากนั้นสามีก็หาที่เรียนภาษาเยอรมันให้กับดิฉันต่อค่ะ เพราะสาวไทยทุกๆคนพอมาถึงที่เยอรมันแล้วจากนั้นต้องไปเรียนภาษาเยอรมันต่อเพิ่มเติม จากที่เคยเรียนมาจากกรุงเทพฯ ในชั้น A1ค่ะ และพอมาอยู่ที่เยอรมันแล้วทุกคนจำเป็นจะต้องไปเรียนภาษาเยอรมันต่อในชั้น A2 ถึงชั้น B1 ค่ะ เพราะนี่คือกฎหมายของประเทศเยอรมันที่กำหนดให้ทุกๆคน ต้องไปเรียนภาษาเยอรมันเพื่อให้อ่านออกเขียนได้ สื่อสารกับคนเยอรมันได้อย่างเข้าใจ และที่สำคัญใบเรียนจบคอร์สนี้ที่จะต้องนำไปยื่นขอวีซ่าถาวรหลังจากอยู่ที่เยอรมันได้ 3 ปีค่ะ

เพราะฉะนั้นทางรัฐบาลถึงได้บังคับให้ทุกๆคนที่มาอยู่ประเทศเยอรมันจะต้องไปเรียนภาษาเพิ่มเติมให้จบในคอร์สของกระทรวงศึกษาธิการกำหนด คือต้องจบชั้น B1 นั้นเองค่ะ

ตอนนั้นดิฉันเรียนภาษาเยอรมันจบภายใน 4 เดือนเอง อันที่จริงตามหลักแล้วจะต้องเรียน 6 เดือนต่อ 1 คอร์สค่ะ แต่ตอนนั้นดิฉันมาสมัครเรียนช้า ซึ่งคนอื่นเค้าเรียนกันไปแล้วก่อนหน้าดิฉันแล้ว 2 เดือน อาจารย์ที่สถาบันสอนภาษาเลยให้ดิฉันมาลองทำข้อสอบดูว่าดิฉันจะต้องเรียนภาษาคอร์สแรกคือคอร์ส A1 ใหม่ หรือหากดิฉันสอบภาษาผ่านก็ไม่ต้องเรียนซ้ำ คือได้เลื่อนชั้นเรียนไปเรียนชั้น A2 เลย ปรากฏว่าดิฉันสอบผ่านค่ะ เลยไม่ต้องไปเริ่มเรียนใหม่เหมือนคนอื่นเค้า ดิฉันเลยได้เรียนในชั้น A2 เรียนถึงชั้น B1 จบภายใน 4 เดือนค่ะ

ตอนนั้นดิฉันดีใจมากๆค่ะ เพราะดิฉันมาสมัครเรียนช้าแต่ดิฉันก็ทำข้อสอบผ่านฉลุย ซึ่งคนอื่นเค้าเรียนกันจบ 6 เดือนขึ้นไปค่ะ บางคนเค้าก็เรียนจบ 1-2 ปี ซึ่งใช้เวลาเรียนแตกต่างกันค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าใครหัวไวก็จบไวก่อนเพื่อนค่ะ ใครเรียนแล้วไม่เข้าใจและไม่พยายามทำการบ้านหรือทบทวนบทเรียนก็จบช้าค่ะ หากใครทำข้อสอบผ่านตามที่รัฐบาลกำหนดคนๆนั้นก็จะได้รับเงินค่าเรียนคืนครึ่งหนึ่งจากที่จ่ายไป เช่น ในกรณีของดิฉันเรียนจบภายใน 4 เดือนซึ่งสามีจ่ายค่าเรียนให้ไป 400 Euro (ตกเดือนละ 100 Euro ที่สามีจ่ายไปค่ะ) และดิฉันสอบผ่าน ดิฉันก็ได้รับเงินคืนจากรัฐบาลครึ่งหนึ่งคือ 200 Euro นั้นเองค่ะ แต่กรณีที่ใครสอบไม่ผ่าน ก็จะไม่ได้เงินจากรัฐบาลในส่วนนี้คืนค่ะ

หลังจากที่เรียนภาษาเยอรมันจบตามหลักของกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลที่นี่ได้กำหนดแล้ว จากนั้นนำเอกสารใบเรียนจบที่เรียนจบคอร์ส B1 ไปยื่นขอวีซ่าถาวรได้เลยค่ะ เมืองที่ดิฉันอาศัยอยู่เค้าจะแสตมป์วีซ่าให้ปีต่อปีก่อนค่ะ หลังจาก 3 ปีไปแล้ว ทางรัฐบาลเมืองที่ดิฉันอยู่เค้าก็ให้วีซ่าถาวรเลยค่ะ

กรณีการทำวีซ่าท่องเที่ยว (ในกรณีมีญาติที่อยู่เยอรมัน ทำเรื่องมาให้ค่ะ) ไปที่สถานทูตเยอรมัน ที่กทม.ค่ะ เจ้าหน้าที่จะถามว่า
– ไปกี่คน
– เคยได้วีซ่าเชงเกนไหม
– ใครออกค่าใช้จ่าย
– ทำงานที่ไหน กี่ปีแล้ว
– นอนที่เยอรมันกี่คืน
– จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินหรือยัง
– เป็นโสดหรือไม่
เมื่อเจ้าหน้าทที่ถามเสร็จแล้ว เค้าก็จะเรียกไปสัมภาษณ์ต่อค่ะ
(ป.ล : เอกสารทุกอย่างให้ติดคลิปที่ติดกระดาษไปนะคะ อย่าใช้แม็คเย็บกระดาษติดไปค่ะ เพราะจะต้องเอาเอกสารให้ทางสถานทูต ซึ่งจะต้องแยกกระดาษแต่ละใบออกค่ะ จะเสียเวลาค่ะ ให้ใช้คลิปหนีบกระดาษจะดีกว่าค่ะ)

สำหรับคนที่มีญาติรับรองการเดินทางและออกค่าใช้จ่ายให้ ควรต้องทำ Letter of sponsorship กับ Letter of introduction แล้วก็พวก Bank Guarantee ,เอกสารการเงินของคนที่ออกค่าใช้จ่ายให้ด้วยนะคะ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจรับเอกสารแล้วเค้าก็ถามว่ามารับพาสปอร์ตเองใช่ไหม แล้วก็ให้ใบไปจ่ายเงิน คนละ 60 ยูโร ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ

เมืองเบราน์ชไวก์ ประเทศเยอรมัน

การเตรียมเอกสารในการยื่นคำร้องขอวีซ่า ต้องแสดงเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้ค่ะ

– หนังสือเดินทาง(Passport) เล่มจริงและถ่ายเอกสารไปด้วยค่ะ (หากกรณีเคยบินไปต่างประเทศบ้างแล้วก็ให้ถ่ายเอกสารที่เคยได้รับวีซ่าของประเทศนั้นๆ พวกแสตมป์วีซ่าที่คุณเคยไปเที่ยว ถ่ายเผื่อไปด้วยนะคะ)
– รูปถ่ายแบบไบโอเมตริก 2 ใบ
(กว้าง 35 mm x ยาว 45 mm) ฉากหลักสีขาว หน้าตรง ให้เห็นใบหน้าชัดเจนค่ะ

– จดหมายแนะนำตัว เอกสารของญาติที่การันตีไปท่องเที่ยวค่ะ และเขียนด้วยว่ามีญาติที่อยู่ที่เยอรมันออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แล้วก็เตรียมบัตรประชาชน , สำเนาทะเบียนบ้าน , โฉนดที่ดิน , ใบสูติบัตร หรือ ใบเกิด นำติดไปด้วยนะคะ (หากใครที่เคยเปลี่ยนชื่อ ก็นำใบเปลี่ยนชื่อไปด้วยค่ะ)

การพิจารณาออกวีซ่าใช้ระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือนค่ะ อันนี้ขึ้นอยู่กับทางเจ้าหน้าที่ของสถานทูตในประเทศเยอรมันเค้าจะทำเรื่องอนุมัติออกวีซ่าให้ช้าหรือ เร็วค่ะ

• กรณีการขอวีซ่าในกลุ่มเชงเกน

วีซ่าเข้าประเทศเยอรมันนี เป็นวิซ่ากลุ่มเชงเกน (Schegen)
คุณสามารถใช้วีซ่าเชงเกนที่สถานทูตเยอรมนีออกให้ในการเดินทางเข้าประเทศอื่นๆในกลุ่มเชงเกนได้ทุกประเทศ ได้แก่ประเทศดังนี้ค่ะ Belgium, France, Germany, Greece, Luxembourg, Netherlands, Portugal, Spain, Italy, Austria, Greece, Denmark, Finland, Iceland, Norway, Sweden, Czech Republic, Estonia, Hungary, Latvia, Lithuania, Malta, Poland, Slovakia, Slovenia, Switzerland, Liechtenstein
ซึ่งจะใช้เอกสารหลักฐานยืนยันการจองที่พัก เที่ยวบินและอื่นๆ จากบริษัทนำเที่ยวและโรงแรม ตลอดระยะเวลาที่ขอพักอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมันค่ะ
ใบจองตั๋วเครื่องบิน (อย่าเพิ่งออกตั๋วเครื่องบินจนกว่าจะได้รับวีซ่าแล้วเท่านั้น)
ใบจองโรงแรมที่พัก (อย่าเพิ่งจ่ายค่าที่พัก จนกว่าจะได้รับวีซ่าแล้วเท่านั้น) ใบกำหนดการเดินทาง (Itinerary)

หลักฐานการประกันสุขภาพ และอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางตลอดระยะเวลาที่ขอพักค่ะ
วงเงินความคุ้มครองไม่ตํ่ากว่า 30,000 ยูโรค่ะ และต้องรวมบริการนำตัวกลับประเทศในกรณีเจ็บป่วยด้วยค่ะ

จ่ายค่าธรรมเนียม 60 ยูโรค่ะ เด็กได้รับการลดค่าธรรมเนียม เด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมของวีซ่าเชงเกนค่ะ

• กรณีการขอวีซ่าสำหรับพนักงาน หรือ ลูกจ้าง ที่จะมาทำงานในประเทศเยอรมันค่ะ

ใช้หนังสือรับรองการทำงานปัจจุบัน โดยมีลายเซ็นนายจ้าง และ ตราบริษัท (จดหมายเป็นภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาเยอรมันค่ะ) หนังสืออนุญาติให้ลาพักร้อน (ที่ระบุตำแหน่ง จำนวนปีการทำงานและเงินเดือน) (จดหมายเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาเยอรมันค่ะ)

• กรณีการขอวีซ่าสำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาที่จะมาศึกษาต่อในประเทศเยอรมันค่ะ
หนังสือรับรองจากโรงเรียนหรือสถาบันศึกษา
– หลักฐานการเงินสำหรับการเดินทางและการพักอาศัย
– หนังสือรับรองจากธนาคาร (Bank Statement)
– สมุดบัญชีเงินฝากที่แสดงการเคลื่อนไหวทางด้านการเงินย้อนหลัง 3 เดือนสุดท้ายค่ะ

– หลักฐานอื่นๆ ที่แสดงถึงความพร้อมที่จะเดินทางกลับประเทศและแสดงถึงภาระผูกพันหรือ ความสัมพันธ์ของคุณในประเทศไทย เช่น ใบทะเบียนสมรส , สูติบัตรของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ , สำเนาทะเบียนบ้านค่ะ

ในกรณีเด็กที่จะเดินทางมาที่เยอรมันอายุต่ำกว่า 18 ปี จะต้องมีผู้ปกครองมาเซ็นเอกสารด้วยค่ะ หากมาไม่ได้จะต้องเซ็นรับรองเอกสารมาค่ะ โดยการรับรองเอกสารจากสำนักงานเขตหรือทางอำเภอที่อาศัยอยู่ค่ะ

ในกรณีผู้ปกครองอยู่ที่ประเทศเยอรมันไม่สามารถมาได้ จะต้องนำเอกสารไปยื่นกับทางหน่วยราชการของเยอรมันเพื่อเซ็นการขอยินยอมค่ะ

ในกรณีพ่อหรือแม่เพียงฝ่ายเดียวทำหนังสือยินยอม จะต้องแสดงหลักฐานว่าพ่อหรือแม่ของคนนั้นเป็นผู้มีอำนาจการปกครองเพียงผู้เดียวจริงๆค่ะ

คุณเคยได้ยินปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของผู้หญิงไทยบ้างไหม ครับ ผมหมายถึงอย่างเช่นว่าก่อนที่ผู้หญิงไทยจะเดินทางมายังเยอรมันนีหรือต่างประเทศเขาได้มีการทำสัญญาทำงานไว้ก่อน แต่เมื่อมาถึงเยอรมันนีหรือต่างประเทศจริงๆแล้วกลับไม่ได้ทำงานอย่างที่ได้ทำสัญญาเอาไว้
คุณมีคำแนะนำอย่างไรให้กับผู้หญิงไทยบ้างครับในกรณีที่ถ้าพวกเธอเจอปัญหาแบบนี้ พวกเธอควรจะแก้ปัญหานี้อย่างไรครับ

ดิฉันเคยได้ยินเหตุการณ์ดังกล่าวตั้งแต่ดิฉันเคยอยู่ที่สวีเดน จนดิฉันมาอยู่ที่เยอรมันค่ะ เหตุการณ์ดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นคล้ายๆกันค่ะ เนื่องจากคนไทยด้วยกันเองนั้นหลอกกันเองค่ะ บางคนคิดเพื่อหวังผลประโยชน์มากจนเกินไป จนทำให้มีผลกระทบต่อผู้อื่นตามมาค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นที่ประเทศสวีเดนที่มีแรงงานไทยกลุ่มหนึ่งแห่ไปเก็บผลไม้ที่แถบยุโรปที่มีชื่อดังเลย ก็แถบสแกนดิเนเวีย คือ ประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ เป็นต้นค่ะ ซึ่งหลายคนโดนนายจ้างหลอกว่าลูกเบอร์รี่ที่มีขนาดใหญ่ แต่แท้จริงแล้วคือผลไม้มันเล็กนิดเดียวค่ะ เวลาเก็บก็ต้องปีนขึ้นไปเก็บตามเนินเขา หลายๆปีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น มีหิมะตกลงมาเยอะจนทำให้ผลไม้นั้นหลุดล่วงก่อนแรงงานไทยชุดใหญ่จะไปถึง พอไปถึงที่หมายก็ไม่มีงานทำค่ะ คือเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทยหลายๆคนที่ก่อนจะไปนั้นบางคนได้กู้หนี้ยืมสินจากธนาคารหรือจากหนี้นอกระบบ เพื่อเป็นค่าตั๋วเครื่องบินหรือ จ่ายให้กับนายหน้าไป จนทำให้คนไทยหลายคนได้รับผลกระทบในจุดนี้ที่มีหนี้อยู่แล้ว เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อที่จะได้เงินมาเยอะๆ แต่สุดท้ายคือไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ จนต้องทำให้กลุ่มแรงงานไทยพากันบินกลับอย่างกะทันหันค่ะ แต่บางคนไม่อยากกลับไทยมือเปล่า บางคนก็หนีค่ะโดยที่ติดต่อกับคนไทยที่อยู่ที่นั่นให้ช่วยทำเอกสารปลอมให้ อาจจะต้องเสียค่าทำเอกสารหลายแสนค่ะ เพื่อปลอมเอกสารให้อยู่ต่อและบอกว่าหากได้ทำงานต่อที่ประเทศนั้นพอได้เงินแล้วจะมาจ่ายคืนย้อนหลังให้ และต่อมามีคนไทยที่ไม่หวังดีไปแจ้งกับทางตำรวจ และทางตำรวจก็ส่งตัวคนนั้นกลับเมืองไทยทันทีค่ะ และทางสถานทูตก็ได้ขึ้นแบล็คลิสเป็นบุคคลอันตรายที่ไม่มีใบอยู่และอาจจะส่งผลให้คนๆนั้นเข้าไปเทศอื่นไม่ได้ตามมาก็ได้ค่ะ

เมืองเบราน์ชไวก์ ประเทศเยอรมัน

ส่วนทางด้านปัญหาของแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศเท่าที่ดิฉันสังเกตุและเห็นมาหลายๆที่ คือ ผู้ชายเวลาทำงานได้เงินมาแล้วชอบไปดื่มเหล้า และเที่ยวเตร่จนทำให้เกิดปัญหาการทะเลาะวิวาทกันและไม่สามารถทำงานได้ตามที่กำหนด นอกจากนี้ปัญหาทางบ้านของแต่ละคนที่ไปทำงานในต่างประเทศที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากคนที่บ้านเที่ยวเตร่หรือใช้เงินเปลืองจนทำให้เงินที่ส่งไปหมดอย่างรวดเร็ว ทำให้แรงงานที่นี่ท้อแท้หลายคนเป็นโรคซึมเศร้า หลายคนใช้เหล้าเป็นทางแก้ปัญหาจนทำให้เสียคนไปเลยก็มีค่ะ

บางคนที่มาทำงานในต่างประเทศแล้วติดเหล้า ติดเล่นการพนัน ติดเที่ยวผู้หญิง และ ต่อมาไม่ไปทำงานเพราะเกิดอาการแฮ้งค์หลับยาวจนทำให้เสียงาน และนายจ้างทนไม่ไหวเลยต้องส่งตัวกลับเมืองไทยก่อนกำหนดก็มีค่ะ

ในกรณีของผู้หญิงไทยที่มาทำงานเมืองนอก ส่วนใหญ่เท่าที่ดิฉันเห็น ก็จะเป็นทำงานนวดไทยตามร้านคนไทยที่เปิดค่ะ แต่พอมาถึงทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปเพราะนายจ้างอาจจะบังคับให้สาวไทยคนนั้นนวดพร้อมกับขายตัวไปด้วยก็มีค่ะ นายจ้างบางคนไม่ได้บอกกับสาวไทยคนนั้นที่มาทำงานก่อน ว่าจะต้องขายตัว พอมาถึงที่เยอรมันแล้วสาวไทยหลายคนไม่มีที่ไปและไม่อยากกลับเมืองไทยมือเปล่าหรือกลับก่อนกำหนด เลยจำใจที่จะต้องทำนวดพร้อมกับขายตัวไปด้วยค่ะ ซึ่งร้านนวดในกรณีแบบนี้มีแฝงมากมายค่ะ

ดิฉันอยากจะขอแนะนำคนที่จะมาทำงานในต่างประเทศ ก่อนที่คุณจะไปทำงานในต่างประเทศคุณควรที่จะศึกษาหาข้อมูลของงานที่คุณจะทำนั้นให้ดีซะก่อน โดยเฉพาะวันที่กรมแรงงานเค้ามีนัดอบรม ซึ่งหลายคนไม่ใส่ใจ และตรวจสอบกับกรมแรงงานของแต่ละจังหวัดว่าบริษัทนายหน้าจ้างนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งค่านายหน้าไม่ควรเกิน 70,000 บาท ถ้ามากกว่านี้อย่ามานะคะ เพราะอาจจะเสี่ยงถูกการหลอกลวงจากพวกกลุ่มมิจฉาชีพที่หวังผลประโยชน์ของคนไทยด้วยกันก็ได้ค่ะ เพราะไม่รู้ว่ามาแล้วจะต้องเจออะไรบ้าง ถ้าไม่ดีเราก็ต้องทำงานใช้หนี้กันฟรีๆ ดิฉันว่ามันไม่คุ้มน่ะค่ะ การที่จะมาทำงานในต่างประเทศคุณต้องเผื่อค่าใช้จ่ายด้วยค่ะ ไม่ใช่คิดแต่รายได้เพียงอย่างเดียวค่ะ เพราะคุณจะต้องเสียค่ากิน ค่าอยู่ ซึ่งต้องคำนวนดูด้วยค่ะว่ามันจะคุ้มกับรายได้หรือไม่ จะได้ไม่เกิดปัญหาหนี้่ต่างๆตามมาทีหลังค่ะ

คุณมีคำแนะนำอะไรเป็นพิเศษไหมครับ ที่คุณคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ผู้หญิงไทยควรจะต้องรู้หากต้องการที่จะทำงานในประเทศเยอรมันนี

สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่ผู้หญิงไทยควรจะรู้หากได้มีโอกาสมาทำงานที่ประเทศเยอรมัน สิ่งที่ดิฉันอยากจะแนะนำจริงๆก็คือ

– เรื่องของภาษาค่ะ เพราะคนที่นี่ส่วนใหญ่จะพูดภาษาด๊อยช์ หรือภาษาเยอรมันกันค่ะ หากคุณมีพื้นฐานของภาษาเยอรมันมาบ้างก็สามารถที่จะพูดหรือ สื่อสารกับคนที่นี่ได้อย่างสบายเลยค่ะ เวลาไปไหนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะฟัง พูด อ่าน หรือ เขียนไม่เข้าใจ หากมีพื้นฐานของภาษาเยอรมันพอเป็นมาบ้างไม่มากก็น้อยค่ะ

– วางแผนค่าใช้จ่ายต่างๆค่ะ เพราะการมาทำงานในต่างประเทศอย่างแรกเลยคือต้องคำนึงถึงค่าครองชีพด้วยนะคะว่าค่าใช้จ่ายสูง ส่วนรายได้ที่ได้มานั้นจะคุ้มกันไหม คุณต้องคำนวณดูด้วยค่ะและตั้งเป้าหมายไว้ว่ามาเมืองนอกจะต้องเก็บเงินให้ได้เท่าไหร่ ต้องเหลือออมไว้เดือนละเท่าไร หากกลับไปเมืองไทยจะมีเงินต่อทุนไหม คือต้องวางแผนในการใช้ชีวิตให้ดีๆค่ะ บางคนมาทำงานที่ต่างประเทศเค้ารู้จักกิน รู้จักเก็บ พอกลับเมืองไทยไปแล้วพวกเค้าก็มีเงินก้อนที่สามารถต่อเป็นทุนทำธุรกิจส่วนตัวได้ หรือ สร้างบ้านใหม่ ซื้อรถใหม่ได้ เป็นต้นค่ะ

– แชร์ค่าที่พักกับเพื่อนค่ะ ในกรณีหากมาทำงานในต่างประเทศซึ่งหลายๆคนมักจะทำแบบนี้ค่ะ คือหาเพื่อนที่ไว้ใจได้ และแชร์กับเพื่อนๆค่ะ เพราะหากไปเช่าที่พักอยู่คนเดียว ค่าที่พักค่อนข้างจะแพงและ ค่าน้ำค่าไฟต่างๆอีกค่ะ แต่หากแชร์กับเพื่อนๆ อย่างน้อยก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปแล้วครึ่งนึงค่ะ

ในกรณีหากได้งานทำที่ร้านอาหาร บางครั้งสามารถประหยัดค่ากินได้ค่ะ เช่น ช่วงพักเที่ยงก็สามารถรับประทานอาหารฟรีได้ที่ร้านค่ะ หรือในช่วงที่ร้านปิดแล้ว บางวันหากยังมีอาหารที่เหลืออยู่ขายไม่หมด เจ้าของร้านก็ให้นำอาหารเหล่านั้นกลับบ้านได้ค่ะ เพราะทางร้านเค้าจะต้องเปลี่ยนอาหารใหม่ทุกๆวันอยู่แล้วค่ะ

ควรรู้เกี่ยวกับเบอร์โทรเพื่อนสนิท เบอร์ฉุกเฉิน เช่น เบอร์โทรสถานีตำรวจ เบอร์โทรสถานทูต เบอร์โทรองค์กรช่วยเหลือสตรีที่มีปัญหาต่างๆ หรือ เบอร์โทรของหน่วยงานของกรมแรงงานในต่างประเทศที่สามารถช่วยเหลือหรือ สามารถปรึกษาให้คำแนะนำต่างๆได้

หากท่านใดสนใจเรื่องราวของเธอเพิ่มเติมจากนี้ ติดตามเธอทางเฟสบุ๊คส่วนตัวของเธอได้ครับ

คุณ หวานใจ ชายต่างชาติ

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s