ชีวิตหญิงไทยสไตล์ดิอร ณ อเมริกา

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศ สหรัฐอเมริกา เธอคือ คุณ DiOrn Duprey และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกา

ผมอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับ คุณ DiOrn Duprey หรือ สิบตำรวจเอกหญิงวิชุอร ( แก้วฮ่องคำ ) ดูเพรย์/ Wichuorn Duprey – ชื่อเล่น ดิอร

ย้ายมาอยู่ประเทศอเมริกา เมื่อปี 2003

เมือง: เวอร์นอน – Vernon

รัฐ: คอนเน็กติกัต  – Connecticut

เฟสบุคเพจ: DiOr-n Thai Living in USA

ภาพถ่ายจาก คุณ DiOrn Duprey

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศสหรัฐอเมริกาครับ

ดิฉันมีความใฝ่ฝันที่อยากจะมาศึกษาต่อที่อเมริกาตั้งดิฉันจำความได้ แต่ด้วยความที่ดิฉันเกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างจะติดไปทางยากจนดิฉันจึงได้แต่เก็บความฝันเอาไว้ในใจอย่างเงียบๆ เรื่อยมา…

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

ดิฉันเกิดที่บ้านดอกรักใหญ่ ตำบลกำแพง อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด

ในสมัยเด็กๆ ดิฉันก็มีชีวิตอย่างเด็กในแถบชนบททั่วๆไป ก่อนไปโรงเรียนไม่เคยมีอาหารเช้าที่มีประโยชน์อย่างเด็กสมัยนี้เขามีกัน อย่างดีก็แค่ข้าวเหนียวปั้นติดมือกินไปโรงเรียนพอไม่ให้ท้องร้องประท้วงความขัดสนของครอบครัวต่อใครๆเท่านั้นเอง พอเลิกเรียนมาก็หากินอาหารตามมีตามเกิดบางทีก็ปลาร้าปลาจ่อมตามอัตภาพ อาหารว่างอย่างดี ก็มะขาม มะม่วง ฝรั่ง หมากเล็บแมว ข้างรั้วหรือข้างบ้านคนนั้นทีคนนี้ที เวลาฝนตกก็เดินตากฝนโดยมีใบตองกล้วยเป็นร่มอย่างดีสีเขียวสดสวย เวลาแดดแรงจนแผ่นดินร้อนตอนเดินไปโรงเรียนก็ต้องกระโดดไปตามกอหญ้ากอนั้นทีนี้ที พอประทังความร้อนไปวันๆ จนเรียนจบป.6 ที่โรงเรียนบ้านหน่องอ่าง

ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ตอนมาอเมริกาใหม่ๆได้ประมาณ 5 วันก็มีคนไทยชวนไปทำงานที่ร้านอาหารไทยในเมืองใกล้ๆบ้าน ดิฉันก็ไปทำเป็นเด็กล้างจาน ได้ค่าแรงประมาณ $ 50ต่อวัน ( 12 ชั่วโมง) สามีถามว่า $50 ต่อ 12 ชั่วโมง? คุณจะทำไปทำไม? ดิฉันคิดว่า $50 ก็เงินนะ เปลี่ยนเป็นเงินไทยก็วันละพันกว่าๆแน่ะ แล้วจะนั่งสูดลมหายใจให้เปลืองอ๊อกซิเจนของโลกไปวันๆอยู่ทำไม

ทำเป็นเด็กล้างจานอยู่ 7 เดือนเลื่อนมาเป็นเด็กเสิร์ฟ เสิร์ฟอาหารแรกๆ ก็ดูสนุกดีได้เงินวันละ $70-150 โดยเฉลี่ยแล้วต่อวัน แถมมีอาหารให้กิน 3 มื้อก็คุ้มแหละ เพราะอาหารไทยในเมืองนอกหากินยากและก็แพงด้วย หากใครทานอาหารเที่ยงนอกบ้านได้ทุกวันก็แสดงว่าเขามีรายได้สูงพอประมาณเพราะปกติแล้วฝรั่งจะห่อข้าวไปทานที่ทำงาน

เสิร์ฟอาหารอยู่ 2 ปีเศษๆ เกิดอาการอิ่มตัวในงาน ทั้งเบื่อเจ้าของร้านไทยในอเมริกาในการเอารัดเอาเปรียบแรงงานไทยด้วยกัน ทั้งระบบระเบียบก็ไม่ตายตัวปวดหัวหลายๆอย่างปนกันไป เลยตัดสินใจไปเรียนภาษาอังกฤษ 2 ปี และเรียนต่อสายผู้ช่วยหมอผ่าตัดอีก 4 ปี รวมๆแล้วก็ 6 ปี

ในขณะที่เป็นนักศึกษาของโปรแกรมผู้ช่วยหมอผ่าตัด ก็ผ่านอุปสรรคมามากมายโดยเฉพาะภาษาอังกฤษเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ลองผิดลองถูกเป็นอาจิณ เพื่อนทำแลปที่เป็นฝรั่งก็ไม่อยากทำแลปด้วยเพราะภาษาของเราไม่ได้อเมริกันสแตนดาร์ด ก็ต้องรบกวนอาจารย์จับคู่หูทำแลปให้ใหม่เรื่อยไป จนเกิดอาการท้อ พอกลับมาบ้านไม่ได้ดังใจก็ร้องไห้เป็นงานอดิเรกไป จนสามีอเมริกันต้องใช้มาตรการเด็ดขาดว่า ” หากอยากเรียนหนังสือให้หยุดร้องไห้ หากอยากร้องให้ให้หยุดเรียนหนังสือ เลือกเอาง่ายๆ ตามนั้น ”

มานั่งทบทวนถึงความฝันอยากเป็นนักเรียนนอก สมัยตอนจำความได้จากหนังไทยน้ำเน่า เล่นเอาเราติดใจอยากเป็นนักเรียนนอกเข้าจริงๆ ในตอนนี้ฝันนั้นมันอยู่แค่เอื้อมแล้วนะ อยู่ที่ตัวเราจะคว้าเอาหรือไม่ก็เท่านั้นเอง โอกาสดีๆมีมาไม่บ่อยนักในชีวิตของคนคนหนึ่ง นึกขึ้นได้ แม้จะขายนาทั้งตระกูลแก้วฮ่องคำ ก็คงไม่พอค่าเทอมในอเมริกาแน่นอน ถอนหายใจเฮือกสุดท้ายบอกใจตัวเองว่า ” เอาน่าหากคนอื่นเขาทำกันได้ มีอะไรที่เราจะทำไม่ได้ เพราะเราก็ถูกจำแนกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นคนๆหนึ่งเช่นกัน ”

สุดท้ายตั้งใจเรียนสุดชีวิต เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายในชีวิตที่สามีเปิดไฟเขียวให้ไปเรียนต่ออย่างไม่ต้องกังวลใดๆ สุดท้ายเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 3 และได้รับเข้าทำงานในแผนกผ่าตัดหัวใจในโรงพยาบาลใหญ่ในรัฐที่ตนอาศัยอยู่ในขณะที่ไปฝึกงานในโรงพยาบาลก่อนเรียนจบอีก 2 เดือน ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยหมอผ่าตัดหัวใจมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว รู้สึกรักและนับถือตัวเองขึ้นเป็นกอง ยืดคอหัวตั้งบ่าได้อยากอเมริกันยอมรับละกัน ที่อุตส่าห์กัดฟันจนผ่านอุปสรรคนานาประการจนมีวันนี้มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้เต็มปากอย่างคนชนชาติอเมริกัน มันสะใจดี ไม่เชื่อท้าพิสูจน์

คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม คุณคิดว่าภาษาอังกฤษยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาอังกฤษได้ และคุณพูดภาษาอื่นได้อีกไหมครับ

ดิฉันพูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการดำเนินชีวิตในอเมริกา ซึ่งตอนแรกๆ ดิฉันก็พูดได้เป็นอย่างดีแค่ Yes, No, and Okay. นอกนั้นไม่ได้เลยเนื่องจากดิฉันเคยเป็นตำรวจท่องเที่ยว และมีนักท่องเที่ยวมาสอบถามข้อมูลและดิฉันก็สื่อสารกับเขาไม่รู้เรื่อง และสุดท้ายดิฉันโดนฝรั่งดูถูกว่า ” คุณเป็นตำรวจท่องเที่ยวได้อย่างไร หากคุณพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ”

คิดๆไปก็จริงของฝรั่งเขา เราเป็นตำรวจท่องเที่ยวได้อย่างไรในเมื่อพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แค่นั้นหล่ะ ดิฉันตั้งปฏิภาณกับตัวเองเลยว่า ” หากชาตินี้พูดว่าอังกฤษไม่ได้ให้มันรู้ไป หากคนอื่นเรียนได้เราก็ต้องเรียนได้ เพราะเราก็เป็นคนเหมือนกัน”

เริ่มเรียนภาษาอังกฤษโดยการอ่านหนังสือแกรมม่าที่เขียนโดยคนไทย อ่านมันซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลาหกเดือน จนจำขึ้นใจ และเขียนได้อ่านออกในระดับกลางๆ เพราะเริ่มเข้าเวปไซต์หาคู่ มีชายต่างชาติเรียงหน้าเข้ามาคุยไม่เว้นแต่ละวัน ภาษาอังกฤษเริ่มพัฒนาแบบก้าวกระโดด

วันหนึ่งในสำนักงานตำรวจท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันมาแวะเล่นกับตำรวจหนุ่มๆในสำนักงาน ด้วยความที่ดิฉันอย่างทดลองว่า ดิฉันมีความสามารถในการพูดและฟังภาษาอังกฤษได้ขนาดไหน ดิฉันเริ่มทักทายนักท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษ และดูเหมือนนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันจะเข้าใจภาษาอังกฤษของดิฉันได้เป็นอย่างดี

เพื่อนๆตำรวจด้วยกันไม่เคยเห็นดิฉันพูดภาษาอังกฤษมาก่อน เกิดอาการช๊อคขึ้นมาทันใด ” ไอ้อรพูดภาษาอังกฤษได้แบบก้าวกระโดดเลย ”

นับตั้งแต่นั้นมาเจอภาษาอังกฤษที่ได ก็พยายามจะอ่านและทำความเข้าใจให้มากขึ้นแม้เวลาจะล่วงเลยมา 15 ปี ถึงแม้จะมีหน้าที่การงานที่มั่นคงในอเมริกาแล้วก็ตาม ดิฉันก็ยังไม่เคยหยุดยั้งที่จะศึกษาค้นคว้าที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้เพราะดิฉันมีฝันอยากเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ และปัจจุบันนี้ดิฉันก็เป็นครูสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ให้กับนักเรียนไทย 200 กว่าคนตลอด มีเพจสาธารณะเพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์แก่คนไทยทั่วโลก

นอกจากภาษาอังกฤษและภาษาไทยแล้ว ดิฉันสามารถพูดภาษาลาวได้เป็นอย่างดีและดิฉันก็เคยเป็นล่ามแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาลาวให้กับคนลาวในคลาส Anger Management และในโรงพยาบาลจิตเวช เป็นงานอดิเรกมาแล้ว

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนอเมริกัน แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

สำหรับดิฉันคิดว่าปรับตัวไม่ใช่เรื่องยาก เพราะดิฉันทำงานในวงการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผ่าตัดหัวใจ โดยธรรมชาติของเนื้องานแล้วเป็นงานที่เสี่ยงต่อความเป็นความตายสูง เป็นงานที่ทำให้คนทั้งทีมงานเครียดได้ในพริบตา เพราะว่าหัวใจหากมันหยุดเต้นแล้ว คุณหมอจะเต้นเป็นเจ้าเข้าทันที แต่ด้วยความที่ดิฉันศึกษาเกี่ยวกับระบบความคิดที่เป็นบวกมามากพอสมควร เลยเฉยๆกับอารมณ์อันแปรปรวนของบรรดาหมอๆ ผีถ้ามันเข้าคุณหมอได้มันก็ออกได้เช่นกัน แค่ใจเย็นไม่เอาน้ำมันไปราดกองไฟ เดี๋ยวเชื้อไฟมันก็มอดไปเอง ลองสังเกตดูว่าคนอารมณ์โกรธหรือโมโหร้าย มองดูแล้วมันน่ารักหรือน่าเกลียด? นั้นแหละคือคำตอบตอนที่คุณโมโหอย่างขาดสติ

การใช้ชีวิตคู่ก็เหมือนกัน หากเราทำตัวเป็นน้ำ จะแต่งกับชนชาติใด หรือจะไปอยู่ที่ไหนในปฐพีนี้ก็อยู่ได้แบบเย็นสบายเหมือนน้ำ เพราะน้ำสามารถซึมผ่านได้ทุกอย่าง เข้าได้กับทุกอย่าง โดยเฉพาะไฟ ฉะนั้นทำตัวให้เป็นน้ำคือ ” เย็นเข้าไว้ ” ฟังให้มากเพราะยิ่งฟังมากยิ่งเรียนรู้มาก พูดให้น้อยๆ ปัญหามันจะได้น้อยตามไปด้วย หรือยึดหลัก ” เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ” ปัญหาในการปรับตัวจะไม่มีแน่นอน เพราะว่าดิฉันใช้หลักการนี้ในการดำเนินชีวิตในอเมริกามา 15 ปี

คนจะมีปัญหาหรือไม่อยู่ที่ตัวเราเอง หากเราคิดว่ามันเป็นปัญหาแน่นอนเรามีปัญหา ทุกอย่างมีด้านดีและไม่ดีเสมอๆ แค่มองข้ามด้านไม่ดี แล้วเราก็จะเห็นแต่ด้านดีเท่านั้นเองทุกปัญหานำมาแห่งการเรียนรู้ ทุกอุปสรรคคือพื้นฐานแห่งความสำเร็จ มองปัญหาให้เป็นโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่อีกระดับหนึ่ง หรือมองให้เป็นเรื่องท้าทาย เพื่อนำมาวัดระดับความสามารถของตัวเอง ฉะนั้นเวลาเจอปัญหาจงขอบคุณฟ้าเถอะ เพราะว่าความสำเร็จของคุณอยู่แค่เอื้อม หลังจากคุณแก้ไขปัญหานั้นๆได้ จำใส่ใจเอาไว้คนที่ไม่มีปัญหาคือคนไม่ทำอะไรเลย

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นหรือเปล่าครับ

เมืองที่ดิฉันอยู่คือเมือง Connecticut เป็นรัฐเล็กๆทางเหนือของอเมริกา ที่ไม่วุ่นวายอะไร แต่อุดมสมบูรณ์ดีพอประมาณ ซึ่งก็มีคนไทยพอสมควรคิดว่าประมาณ 25% ส่วนใหญ่เป็นคนลาวซะมากกว่า ตามความคิดของดิฉัน คนไทยกลัวความหนาว เพราะเมืองนี้จะหนาวมากในฤดูหนาว มีพายุหิมะตกพอประมาณ และคนไทยชอบที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่เจริญๆแล้วอย่างนิวยอร์ก บอสตัน หรือ แคลิฟอร์เนีย ซะส่วนใหญ่ เพราะการสัญจรไปมาจะสะดวกสบายกว่าเมืองเล็กๆ เมืองเล็กๆอย่างนี้มีรถเมล์วิ่งผ่าน 30 นาทีต่อคัน คนส่วนใหญ่นิยมที่จะมีรถยนต์ส่วนตัว เพื่อสะดวกในการสัญจรไปมา

ตามความคิดของดิฉันแล้ว คนไทยเป็นคนขยันทำมาหากิน แม้งานการของคนไทยส่วนใหญ่จะยังทำงานในร้านอาหารไทย คนไทยส่วนใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ ก็จะเป็นพนักเสิร์ฟโดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษา นอกนั้นก็ทำงานในครัว หรือเปิดร้านอาหารไทยเองเลย หลังจากมีประสบการณ์พอประมาณ

ตามที่ดิฉันสัมผัสชีวิตคนไทยมา 15 ปีในอเมริกา มีทั้งเพื่อนที่สนิทและไม่สนิท มีทั้งพวกที่มีความรู้ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยในอเมริกาและจากไทย ก็ดูว่าพวกเขามีความสุขตามอัตภาพของพื้นฐานความรู้และความสามารถของพวกเขา อเมริกาเป็นประเทศที่เปิดกว้างทางโอกาส จึงไม่ยากที่คนมีความรู้ความสามารถจะมีงานการดีๆทำในอเมริกาได้ แม้แต่รัฐเล็กๆ ก็ตาม

หากถามถึง ” ความสุข ”
สำหรับดิฉันความสุขหลักๆ คือ “จิตใจสุข” ไม่ใช่วัตถุสุข เพราะหากเป็นวัตถุสุขมันจะหาความสุขที่เป็นบทสรุปให้กับชีวิตไม่ได้ เพราะความเบื่อๆอยากๆ เป็นความรู้สึก และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม คือความอยากได้โน่นนี่นั่นจะไม่มีวันสิ้นสุด ฉะนั้นความสุขโดยทั่วๆไปก็คิดว่าคนไทยมีความสุขพอประมาณในรัฐเล็กๆ แห่งนี้

อะไรที่คนอเมริกันชอบและคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายอเมริกันเป็นอย่างไร ผู้หญิงอเมริกันเป็นอย่างไรและครอบครัวของคนอเมริกันเป็นอย่างไร

ตามประสบการณ์ใช้ชีวิตกับสามีชาวอเมริกันแล้ว คนอเมริกันค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมามีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่หวังพึ่งพาผู้ใดแม้แต่ภรรยาก็ไม่ต้องมาทำกับข้าว หรือซักผ้าให้แต่อย่างใด และนิสัยรวมๆแล้วผู้ชายอเมริกันจะให้เกียรติผู้หญิงมาก เช่น เปิดประตูรถให้ หรืออื่นๆที่เป็นมรรยาททางสังคม ผู้หญิงจะมาก่อน

ความสัมพันธ์แบบสายงาน คุณหมอฝรั่งจะไม่ใจกว้างเลี้ยงข้าวน้ำแบบบ้านเรา เพราะมันไม่ใช่วัฒนธรรมของคนอเมริกัน แต่คุณหมอคนญี่ปุ่นจะซื้ออาหารกลางวันให้พนักงานประจำ

งานเลี้ยงต่างๆจะมีการเชิญแขกตามจำนวนจำกัด ห้ามไปเกินกว่าที่เขากำหนดหรือเชิญมา โดยเฉพาะงานแต่ง นี่เป็นประเพณีของเขา เพราะเขามีอาหารตามจำนวนแขกเท่านั้น แขกจะต้องนั่งตามโต๊ะที่มีชื่อของตัวเองเท่านั้น

ส่วนการออกเดทกับหนุ่มฝรั่ง ระวังเอาไว้ 90% อาจมีการจ่ายค่าอาหารของใครของมันตามที่คนไทยชอบเรียก ” อเมริกันแชร์ ” นั่นแหละ

ตามปรกติของการดำเนินชีวิตคู่ในอเมริกาจะเป็นแบบ 50:50 ซะมากกว่า สามีภรรยาจะแยกบัญชีเงินฝากของใครของมัน จะแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน เช่น สามีจ่ายค่าบ้านค่ารถยนต์ ภรรยาจ่ายตลาดและของใช้ในบ้านเป็นต้น แต่ก็ไม่ทุกคนโดยเฉพาะคนอเมริกันรุ่นใหม่ อาจมีรวมบัญชีกันบ้างแต่น้อยมาก เพราะคนอเมริกันค่อนข้างใช้ชีวิตเป็นแบบไม่เอื้ออาทรกันแบบบ้านเรา ลูกก็ไม่ต้องมาเลี้ยงพ่อแม่เหมือนบ้านเรา สามีก็ไม่ต้องมีหน้าที่เลี้ยงดูภรรยาโดยปริยายหลังแต่งงานแบบบ้านเรา หากทุกคนมีงานทำพอเกษียณมาจะมีเงินเลี้ยงดูจากรัฐบาล พร้อมสวัสดิการด้านค่าพยาบาลตลอดมีบ้านพักคนชราในราคาที่ย่อมเยาไว้บริการอีกด้วย บางร้านอาหารหรือบริการอื่นๆจะมีส่วนลดให้กับผู้สูงอายุแล้ว

ส่วนผู้หญิงอเมริกันจะเป็นคนมีเหตุผล เป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ค่อยมีใครสนใจใครเท่าไหร่ แต่การอิจฉาริษยา การนินทา ดูเหมือนว่ามันเป็นธรรมชาติของผู้หญิงทุกชนชั้นทุกเชื้อชาติ แต่เนื่องจากดิฉันเป็นคนไทยคนเดียวในสายงาน ที่เข้ากับใครๆ ก็ได้ เลยไม่ใส่ใจจะไปนินทาผู้ใด เพราะไม่มีใครที่เราจะเชื่อใจในคำพูดที่เราพูดออกไป ว่ามันจะไม่ถูกแพร่งพรายออกไปทำลายผู้อื่นได้ หากใจเราไม่เชื่อใจในตัวเราเอง ก็อย่าหวังจะไปเชื่อใจผู้ใดเลย เพราะธรรมชาติของผู้หญิงทุกเชื้อชาติเกิดมาพร้อมความอิจฉา และนินทา ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือไม่ดีก็ตาม แต่หากเราสัมผัสกับพวกเขาแบบจริงใจ เราจะได้รับความจริงใจกลับมา แต่ที่แน่ๆ ผู้หญิงอเมริกันค่อนข้างมีความรับผิดชอบสูง อาจมีบ้างที่ขี้เกียจขี้บ่นโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นๆ แต่ดิฉันชอบทำงานกับคนอเมริกัน เพราะมันมีระบบระเบียบงานอย่างเป็นเอกฉันท์ดี

ค่าครองชีพที่สหรัฐอเมริกาเป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

สำหรับดิฉัน อาหารไทยแพงแน่นอน เพราะคนอเมริกันส่วนใหญ่ยังห่อข้าวไปทานเองที่ทำงาน รวมถึงตัวดิฉันด้วย

ตัวอย่าง : ดิฉันกินอาหารที่เป็น Organic หรือปลอดสารพิษซะเป็นส่วนใหญ่ ช้อปปิ้งอาหารต่ออาทิตย์ตกประมาณที่ $ 250 เฉพาะตัวดิฉันคนเดียว ส่วนสามีเขาก็จ่ายตลาดเอง แต่หากดิฉันออกไปทานข้าวเที่ยงที่ร้านไทยตรงข้ามโรงพยาบาลที่ดิฉันทำอยู่ จะตกประมาณ $15ต่อมื้อเที่ยง ปกติอาหารเที่ยงจะถูกว่าอาหารเย็นในอเมริกา

ส่วนการช้อปปิ้ง ดิฉันชอบอเมริกา เพราะการช้อปปิ้งมีหลากหลายให้เลือกบริโภค มีทุกฤดูกาลให้เลือกซื้อ เช่น ฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูฝนฤดูใบไม้ร่วง เพื่อนอเมริกันของดิฉันบางคนตกแต่งบ้านตามฤดูกาลเปลี่ยนบรรยากาศไปในตัว เสื้อผ้าทั้งของแบรนด์ไม่แบรนด์มีทั้งลดราคา และราคาที่ไม่แพงนักอย่าง outlet เป็นต้น แต่โปรดทราบเอาไว้ด้วยว่า ของแบรนด์ในห้างราคาจะแพงกว่าที่ outlet เพราะคุณภาพมันต่างกันนะคะ เช่น coach เป็นต้น

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ใน สหรัฐอเมริกาครับ

สำหรับดิฉันข้อดี:

มีโอกาสเลือกที่จะเรียน ที่จะทำงานได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตัวอย่าง: ดิฉันเรียนจบสายผู้ช่วยหมอผ่าตัดตอนอายุ 45 ยังได้รับเข้าทำงานก่อนคนอายุ 22 ด้วยซ้ำไป เพราะโอกาสและเสรีภาพของการปฏิบัติต่อประชาชนของอเมริกาค่อนข้างยุติธรรม
เปิดโอกาสให้คนต่างชาติทั้งหญิงและชายอย่างเท่าเทียมกัน
สวัสดิการต่างๆ ค่อนข้างได้มาตรฐาน เช่น ระบบเงินเกษียณตอนแก่ ค่ารักษาพยาบาล ตลอดปฎิบัติต่อคนพิการอย่างคนปกติ เผลอๆ ดีกว่าคนปกติซะอีกเช่น ที่จอดรถ ห้องน้ำ เป็นต้น

ข้อเสีย:

ภาษีรายได้ค่อนข้างแพง และเปิดช่องทางของการเอารัดเอาเปรียบของคนขี้เกียจก็มีเยอะ ไม่ชอบทำงานรอให้รัฐบาลเลี้ยงดูด้วยเงินภาษีของชาติ คนทำงานก็จ่ายภาษีเพื่อช่วยคนขี้เกียจเหล่านั้น ตรงนี้ดิฉันเห็นว่า หากเรามีครบ 32 อย่าเอาเปรียบมนุษย์ด้วยกันจะดีกว่า
ค่อนข้างจะโดดเดี่ยว เพราะไม่มีญาติพี่น้องเหมือนครอบครัวอื่นๆ เพื่อนฝูงก็ไม่มากมาย ส่วนใหญ่ก็คือเพื่อนร่วมงานที่เป็นฝรั่ง แต่ก็สุขแบบเงียบๆ ดีเช่นกัน
ครอบครัวฝรั่งค่อนข้างเป็นครอบครัวเดี่ยวๆ เล็กๆ ไม่เอื้ออาทรเหมือนครอบครัวไทยๆ ขนาดมีปาร์ตี้ที่บ้าน เพื่อนบ้านหรือญาติๆ จะต้องทำอาหารไปสมทบ เครื่องดื่มก็ต้องจัดเตรียมไปเอง

อะไรคือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนอเมริกันในเรื่องของความโรแมนติกครับ

สำหรับดิฉัน : ชอบความรักแบบชาวตะวันตกมากกว่า เพราะมันแสดงความรักต่อกันได้อย่างเปิดเผยเช่น กอดเวลาเจอกันทั้งในกลุ่มเพื่อนและคนรัก จุ๊บเวลาจากและเจอกัน เดินเกาะแขนกันเป็นเรื่องปกติ บอกรักกันตลอดโดยเฉพาะก่อนนอนและตอนรับโทรศัพท์
คนต่างชาติจะโรแมนติกมากเช่น วันหนึ่งขับรถไปคนละคัน แฟนจอดรถลงมาจุ๊บตรงกลางไฟแดงเฉยเลย ตอนแรกๆก็งง แต่ก็แปลกดี

ปัญหา:

ปัญหาโลกแตกของหญิงไทยชายฝรั่งคือ การส่งเงินกลับไทย อันนี้ต้องอธิบายกันจนมือเป็นหวัด ก็ยังหาจุดจบกันไม่ได้ เผลอๆอาจเลิกลากันไปหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายจากไปอาจจะหาบทสรุปได้

อาหารการกินอาจเป็นต้นเหตุหลักๆของปัญหาชีวิตคู่ของคนไทยกับคนต่างชาติ เพราะอาหารไทยกลิ่นแรงฝรั่งรับไม่ได้ บ้านฝรั่งส่วนใหญ่มิดชิดไม่โล่งแบบบ้านทรงไทย หน้าต่างก็เปิดไม่ได้ในฤดูหนาว

ภาษา ก็อาจก่อปัญหาของการเข้าใจผิดกันได้ แต่ก็พอคุยกันได้หากชีวิตคู่ก่อตัวจากความศรัทธา

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหมและคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่า

ดิฉันมีคุณแม่ ลูกๆและพี่ชายพี่สาวที่อยู่เมืองไทย ถามว่าคิดถึงไหม? เฉยๆ เพราะ Facebook ทำให้การติดต่อสื่อสารมันง่ายขึ้น การส่งเงินทองก็อยู่แค่ปลายนิ้ว ดิฉันไม่เคยเกิดอาการ ” home sick ” หรือโรคคิดถึงบ้านมาก่อนเลย

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา

ดิฉันคิดว่าความปลอดภัยในประเทศนี้มีสูงมาก เพราะตำรวจ 911 ของอเมริกา จะมาทันทีในเวลาที่คุณต้องการเขา และรถดิฉันเองก็มีปุ่มกด 911 ในรถโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ก็เรียกตำรวจได้

ตลอดการจอดรถลา จะล็อกหรือไม่ล็อกไม่เคยมีของหาย บ้านดิฉันบางที่ก็ลืมล็อก ก็ไม่มีปัญหา แต่ก็แล้วแต่ท้องที่นะคะ

การขับรถขับราก็ไม่ปาดหน้ากันมากมายเหมือนบ้านเรา ทุกคนเคารพกฎหมายและกฎจราจรกันเป็นอย่างดี

สถานที่ไหนในสหรัฐอเมริกาที่คุณชอบไปเที่ยวมาก สหรัฐอเมริกาสวยไหมครับ

ดิฉันชอบไปที่ upstate New york มากเพราะมันเป็นทะเลสาบอันกว้างใหญ่และสวยงาม และอีกที่ที่ดิฉันชอบไป คือ outlet เพราะดิฉันชอบการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

ดิฉันเขียนประสบการณ์เพื่อแบ่งปันความรู้แก่คนไทยทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจน liveให้ความรู้เป็นวิทยาทานแก่แฟนเพจที่ศรัทธาในตัวดิฉัน
ตลอดจนสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนไทยทางออนไลน์ มากกว่า 200 คนขึ้นไปและเขียนหนังสือ เพราะคาดไว้ว่า ชีวิตหลังเกษียณจะเป็นนักเขียน หรือนักวิทยากรต่อไป ตามแต่สถานการณ์จะอำนวย เพราะทุกวันนี้ก็ยังทำงานเป็นผู้ช่วยหมอผ่าตัดเป็นงานหลักอยู่แล้ว

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่สหรัฐอเมริกา จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวั งบ้างไหม

สำหรับข้อคิดที่อยากฝากไปให้คนไทยเก็บไปคิดในยามว่างๆ คือ
ถามตัวเองดีๆ ว่าอยากมาเมืองนอกโดยเฉพาะอเมริกาเพราะอะไร หากคิดว่าเพื่อจะมาหาสามีที่ร่ำรวยที่ช่วยเหลือครอบครัวทางบ้านได้ คุณอาจจะพบกับผิดหวังเอาดื้อๆ เพราะฝรั่งไม่ได้รวยทุกคน เหมือนกันกับบ้านเรามีรวยมีจนหากคิดว่าอย่างน้อยก็มาช่วยสามีทำงาน ส่งเสียทางบ้านเอง จะไม่ผิดหวังเพราะงานยังพอมีสำหรับคนไม่เลือกงาน
ควรศึกษาภาษาของประเทศนั้นๆก่อนไปเพราะมันได้ใช้แน่นอน
มีโอกาสกลับไปเรียนต่อ จะได้ยืนในท่ามกลางของคนในชาตินั้นๆได้อย่างโดดเด่นหัวดำโด่อยู่คนเดียว อย่างภาคภูมิใจ
ตามนั้นค่ะ

ติดตามดิฉันได้ในเพจ:  DiOr-n Thai Living in USA

หรือ YouTube:  DiOrn Thai in USA

เพิ่มเติม

โปสการ์ดจากเวอร์นอนคอนเน็กติกัตประเทศสหรัฐอเมริกา

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

One Comment Add yours

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s