คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ:จากสมุทรสาครสู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เลบานอนและเยอรมนี

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศ 3 ประเทศ เธอคือ คุณ จงเจริญ ศรแก้ว และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในต่างประเทศ

ดิฉันชื่อ จงเจริญ ศรแก้ว ชื่อเล่น ป๊อก Chongcharoen Sornkaew (Pok) อายุย่างเข้า 56 ปีในเดือนกรกฎาคมนี้ค่ะ เป็นคนร่าเริง สนุกสนาน ชอบยิ้มและหัวเราะ คบกับคนค่อนข้างง่าย และมีนิสัยชอบเรียนรู้ ดิฉันย้ายออกจากเมืองไทยตอนอายุ 40 ปี โดยย้ายมา 3 ประเทศ แรกสุดมาอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี ค.ศ. 2001-2011 จากนั้นย้ายไปประเทศเลบานอนเมื่อ ปี ค.ศ. 2012 ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ประเทศเยอรมนีปลายปี ค.ศ. 2013 และไป ๆ มา ๆ ครั้งละ 6 เดือนระหว่างประเทศไทยและประเทศเยอรมนีจาก ค.ศ. 2014 จนถึงปัจจุบันนี้

ผมอยากจะแนะนำคุณกับ คุณ จงเจริญ ศรแก้ว ชื่อเล่น ป๊อก

ภาพถ่ายจาก คุณ จงเจริญ ศรแก้ว

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ต่างประเทศเพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่ประเทศอะไรมาบ้างครับ

ดิฉันย้ายจากเมืองไทยไปอยู่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ใน ปี ค.ศ. 2001 เพื่อติดตามสามีชาวเยอรมันที่โยกย้ายไปทำงานที่นั่น เราทำงานที่เดียวกัน พบรักและแต่งงานที่เมืองไทย แล้วสามีย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่สวิตเซอร์แลนด์ เราซื้อบ้านที่เจนีวาในปีแรกที่ไปถึงและอยู่ที่นี่เป็นเวลา 10 ปีก่อนขายบ้านแล้วย้ายไปทำงานที่ประเทศเลบานอน หลังจากเลบานอน สามีเกษียณ เราย้ายมาอยู่เยอรมนี สลับกับเมืองไทย
ดิฉันเขียนถึงเหตุผลและข้อดีข้อเสียของการย้ายไปอยู่ 2 ประเทศระหว่างเยอรมนีกับเมืองไทยไว้ที่นี่ค่ะ http://twne.eu/life-after-retirement-in-two-countries/

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

ดิฉันเกิดที่จังหวัดสมุทรสาคร เป็นลูกข้าราชการทหาร พ่อเป็นสัสดี แม่เป็นคุณนายสัสดี ในวัยเด็กย้ายตามครอบครัวไปจังหวัดอ่างทองและจังหวัดตราด ก่อนจะมาจบที่กรุงเทพฯ เริ่มเรียนประถมศึกษาปีที่ 2 และโตที่กรุงเทพฯ อาจถือได้ว่าเป็นคนกรุงเทพฯ
ในวัยเด็กเริ่มจำความได้ตอนอยู่อ่างทอง บ้านสองชั้นติดริมน้ำ ด้านล่างแม่ใช้เป็นที่เก็บถ่านสำหรับหุงหาอาหาร ดิฉันชอบไปเล่นกับถ่านจนตัวดำ และวิ่งเล่นริมน้ำกับพวกพี่ชาย ดิฉันเป็นลูกคนที่ 6 มีน้องสาวอีกคนเป็นคนเล็กสุด คนที่ 7 เกิดที่อ่างทอง ดิฉันเริ่มเข้าเรียนหนังสือที่จังหวัดตราด เรียนชั้นอนุบาลและประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อเริ่มเรียนหนังสือและหัดพูดที่นั่น ดิฉันจึงมีสำเนียงพูดแบบคนตราดติดตัวมาจนโต ชนิดที่ว่าคนภูมิภาคนั้นจะทักว่าดิฉันมาจากถิ่นเดียวกัน แม้ว่าจะมาโตที่กรุงเทพฯก็ตาม

มีเรื่องหนึ่งที่ดิฉันจำได้ดีคือ ตอนอยู่ตราดไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษเลย พอมากรุงเทพฯ เริ่มชั้นประถมสอง นักเรียนคนอื่น ๆ ในชั้นเรียนเขาเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานเอบีซีดีไปแล้ว ส่วนดิฉันเพิ่งมาเรียนจากต่างจังหวัด (เซาะกราว) จึงไม่รู้เรื่อง ตอบคำถามครูไม่ได้ เลยถูกครูตีในห้องเรียน ตอนนั้นดิฉันสงสัยว่าตัวเองผิดอะไรในเมื่อไม่มีใครเคยสอนเรามาก่อน จึงเกิดเป็นความมุมานะที่จะเรียนให้ได้ดี จนตอนหลังเรียนได้คะแนนอันดับหนึ่งของชั้น เป็นที่รักของคุณครูคนที่ตีดิฉันนี่แหละ จนปัจจุบันนี้ใช้ชีวิตกับภาษาอังกฤษทุกเมื่อเชื่อวันเหมือนเป็นภาษาตัวเอง

รู้สึกว่าการถูกครูตีครั้งนั้นเป็นคุณกับชีวิตดิฉันมาก ดิฉันเป็นเด็กหัวดีในสมัยประถมศึกษาเพราะสอบได้ที่หนึ่งในชั้นเสมอ เมื่อเข้ามัธยมศึกษาก็ยังมีคะแนนอยู่ในอันดับต้น ๆ และยังเก่งภาษาอังกฤษเสมอมา ซึ่งดิฉันภูมิใจในตัวเองมาก ดิฉันมีเพนเฟรนด์คนเบลเยียมทำให้ได้ฝึกการเขียนภาษาอังกฤษมาโดยตลอด และชอบอ่านนิยายภาษาอังกฤษด้วย

ในเรื่องบทบาทในครอบครัวลูกเจ็ดคน แม่ต้องระดมลูกทุกคนช่วยกันทำงานบ้าน ทำอาหาร ทำขนมขาย ไปตลาด โม่แป้ง กวนแป้ง สารพัดงาน เรียกว่าพี่น้องทุกคนเป็นแรงงานในบ้านหมด รวมทั้งดิฉัน แต่ด้วยเหตุบางประการแม่ชอบให้ดิฉันช่วยงานในครัวมากที่สุด ดิฉันหัดทำอาหารกับแม่ในครัวจนโต และช่วยแม่ทำขนมขายร่วมกับพี่น้องคนอื่น ๆ อาจกล่าวได้ว่าเป็นคนที่ทำงานบ้านแข็งและสู้งานหนัก ซึ่งคุณสมบัติของความอดทนนี้มาแสดงออกให้เห็นเมื่อดิฉันเป็นมนุษย์ทำงาน

เรื่องการศึกษา แม่ส่งลูกทุกคนเรียนระดับปริญญา ดิฉันเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเพราะไม่อยากต้องไปสอบเอ็นทรานซ์ พี่ชายอีกสองคนก็เรียนที่เดียวกัน พี่ชายอีกคนกับน้องสาวเรียนจุฬาฯ พี่สาวอีกคนเรียนวิทยาลัยครู พี่สาวคนโตจบวิทยาลัยด้านวิชาชีพ และช่วยแม่หาเลี้ยงน้องๆตั้งแต่จบใหม่ๆ ส่วนฉันเรียนสตรีวิทยาแค่ ม.ศ.สี่ ก็สอบเทียบระดับมัธยมได้ แล้วตัดสินใจเข้าเรียนรามคำแหง เรียนได้สามปีครึ่งก็จบปริญญาบริหารธุรกิจ ได้คะแนนระดับปานกลาง ไม่น่าประทับใจอะไร คงเพราะไม่ได้ตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง และไม่เห็นคุณค่าของการศึกษาเท่าไร แม้ว่าจะเรียนได้ก็ตาม บางครั้งก็หวนคิดว่าถ้าเราสอบเอ็นทรานซ์และติดมหาวิทยาลัยดี ๆ ได้การศึกษาที่ดีกว่านี้ ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปไหม เราจะมีเพื่อนมากขึ้นไหม แต่ก็ป่วยการที่จะเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำในอดีต

ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ต่างประเทศครับ

การย้ายมาอยู่สวิตเซอร์แลนด์ในช่วงต้นๆ การปรับตัวในทุกๆ ด้านเป็นเรื่องลำบากมาก เพราะสมัยอยู่เมืองไทยดิฉันเป็นผู้หญิงนักทำงาน ต้องทิ้งงานมาเพื่อครอบครัวเพื่ออนาคตร่วมกับสามี จากชีวิตที่ค่อนข้างสบายเพราะเคยทำงานในหน่วยงานสหประชาชาติในระดับหัวหน้างาน ก็มีรายได้ดี มีรถขับ เป็นเจ้านายคน เป็นผู้หญิงแถวหน้า หากินข้าวนอกบ้าน ไม่ต้องทำกับข้าวเพราะงานหนักแล้ว ไม่ต้องลำบากทำงานบ้านเองอีกต่อไป เมื่อย้ายมาสวิตฯ กลายเป็นว่าเราต้องทำเอง โดยเฉพาะงานบ้าน ซึ่งแม้จะทำได้แต่ก็เป็นงานหนัก เงินเดือนก็ไม่มี ต้องแบมือขอเงินสามีใช้ ซึ่งไม่ถนัดเอาเสียเลย รวมทั้งแม่ป่วยหนักและเสียชีวิตหลังจากดิฉันย้ายมาอยู่เมืองนอกได้ 6 เดือน ดิฉันกลับไปงานศพแม่ที่เมืองไทย ชีวิตมีแต่ความเครียดและรู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลแม่ตอนสิ้นใจ

จากนั้น ดิฉันใช้เวลาในช่วงแรกๆในสวิตฯมุเรียนภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาหลักที่เมืองเจนีวาเพราะอยู่ติดชายแดนฝรั่งเศส เรียนอยู่ 7 ปีจึงได้ประกาศนียบัตรระดับสูง พร้อมกับได้งานประจำทำที่องค์การสหประชาชาติ ดูแลโครงการด้านการป้องกันปัญหาแรงงานเด็ก ก่อนหน้าที่จะได้งานนี้ดิฉันเรียนภาษา เรียนหลักสูตรหนึ่งปีเรื่องการพัฒนาระดับสากล โดยเรียนเป็นภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษถูๆไถๆลุ้นไปจนเรียนจบ เทอมแรกสอบสี่วิชา ตกหนึ่งวิชา เทอมที่สองเราต้องเรียนเพิ่มเพื่อให้ครบหน่วยกิต เลยกลายเป็นต้องเรียนหนักเกือบเป็นสองเท่า เห็นผลของความประมาทเลย อย่างไรก็ดี ดิฉันก็สอบผ่านทุกวิชาในภาคเรียนที่สอง ได้หน่วยกิตเกินต้องการ แต่วิทยานิพนธ์เขียนไม่ทัน ต้องขอขยายเวลาเรียนอีกหนึ่งเทอม เสียเงินค่าเทอมไปอีกเยอะเลย แล้วก็กัดฟันค้นคว้าเรียบเรียงจนเรียนจนจบได้ประกาศนียบัตรสาขากฎหมายระหว่างประเทศ โดยดิฉันเน้นการปัญหาการค้ามนุษย์

ชีวิตในช่วง 7 ปีแรกในต่างประเทศเต็มไปด้วยความท้าทาย แม้ไม่มีงานประจำทำ ก็ยังโชคดีมีงานชั่วคราวเป็นระยะๆแบบมือปืนรับจ้าง ได้เดินทางไปดูงานด้วย ชีวิตช่วงนั้นมีทั้งสนุกสนานทั้งปวดหัวกับภาษา เครียดกับการทำวิทยานิพนธ์ ปรับตัวกับชีวิตแต่งงานกับคนต่างชาติ กดดันกับการไม่มีงานทำ พอได้งานประจำที่เจนีวา ก็กลายเป็นว่าทำได้ 3 ปีกว่าๆ ก็ย้ายไปเมืองเบรุตประเทศเลบานอน (ติดตามสามี) ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลาปีครึ่ง หลังจากนั้น สามีขอเกษียณเร็ว ดิฉันจึงตัดสินใจออกจากงานเพื่อใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกัน โดยเราตกลงกันว่าจะใช้ชีวิตระหว่างสองประเทศคือเยอรมนีและประเทศไทย ปัจจุบันดิฉันไม่ได้ทำงานแล้ว มีรับจ๊อบเป็นบางครั้ง เช่น ไปช่วยโครงการด้านแรงงานเด็กที่จอร์แดน 2 ครั้ง และรับงานแปลเป็นระยะๆ และเขียนบทความเป็นกำลังใจให้จิตอาสาและหญิงไทยในต่างแดน

คุณพูดภาษาที่ใช้ในแต่ละประเทศที่คุณไปอยู่ได้ไหม คุณคิดว่าภาษาเหล่านั้นยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาเหล่านั้นจนเข้าใจและสื่อสารได้ และคุณพูดภาษาอะไรได้บ้างครับ

ชีวิตนี้โชคดีที่ได้เรียนหลายภาษา คือ ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมันนิดหน่อย แม้ว่าจะไม่ใช่นักเรียนหัวกะทิ แต่ก็เรียนได้เข้าใจได้ใช้งานได้เมื่อได้ฝึกฝนหนักพอ ได้กล่าวไปแล้วว่าถนัดภาษาอังกฤษเพราะอะไร รวมทั้งการได้เรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนนับสิบ ๆ ปี ทำให้เราได้ภาษาแบบค่อยเป็นค่อยไป มีพื้นฐานแน่น สมองของเด็กๆ รับความรู้ด้านภาษาได้ดี ส่วนภาษาที่สาม คือ ฝรั่งเศส มาเรียนตอนอายุ 40 แล้ว จึงต้องมุมานะอย่างหนักเพื่อให้สมองเก็บรับความรู้ใหม่ได้ ประกอบกับการได้อาศัยอยู่ที่เจนีวาเกือบ 11 ปีทำให้ดิฉันพูดภาษาฝรั่งเศสได้ค่อนข้างดี รวมทั้งอ่านและเขียนได้

ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ไพเราะและเรียนยากมากภาษาหนึ่ง การเรียนแบบคนไทยอย่างดิฉันจะไปเร็วเรื่องไวยกรณ์และการอ่านการเขียน แต่การพูดและฟังจะมาช้ามากเพราะสำเนียงฝรั่งเศสฟังยากมาก ดิฉันเวลาจะพูดก็จะนึกศัพท์ไม่ออกและอายว่าจะพูดผิด อย่างไรก็ดี การเรียนภาษาเป็นเรื่องของเวลาและการฝึกฝนสม่ำเสมอ ไม่มีทางลัด ยกเว้นจะเป็นอัจฉริยะด้านภาษา ถ้าเรามีหัวปานกลางด้านภาษาเช่นดิฉัน การพูดได้แบบพอรู้เรื่องและฟังเจ้าของภาษาเข้าใจจะใช้เวลามากกว่า 2 ปี และเวลาที่เหลืออีก 5 ปีสำหรับดิฉันคือการไต่ระดับความเข้าใจด้านพูด อ่าน เขียน ฟัง ด้วยการเจอเจ้าของภาษาบ่อยๆ อ่านหนังสือพิมพ์ ดูข่าว ดูหนัง ฟังเพลง ฟังวิทยุ พูดบ่อยๆ เขียนบ่อยๆ ช่างซักช่างถามช่างสงสัย ทำข้อสอบจากระดับพื้นฐาน ไประดับกลางและระดับสูง

ดิฉันสอบภาษาฝรั่งเศสระดับสูงอยู่ 4 ครั้งจึงสอบผ่าน ถามว่าท้อไหม ท้อค่ะ เกือบถอดใจหลายครั้ง แต่เนื่องจากเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น ทำอะไรก็อยากทำให้สำเร็จ ทำให้ดี มีเวลาว่างพอให้ทำได้ และได้สามีให้กำลังใจ ดิฉันจึงมุเรียนเพิ่มเติมและสอบผ่านในที่สุด มานึกย้อนแล้วคิดว่าดีใจที่สอบตก 3 ครั้งเพราะทำให้เรามีเวลาเรียนจนฐานแน่น เมื่อสอบผ่านครั้งสุดท้าย ดีใจที่สุดแม้คะแนนสอบผ่านจะปานกลาง ความรู้ยังติดตัวอยู่กับเรา จนทุกวันนี้ก็ยังใช้ภาษาได้ เมื่อ 3-4 เดือนก่อนมีเพื่อนฝรั่งเศสไปเยี่ยมที่เมืองไทย ดิฉันพูดฝรั่งเศสได้ตลอดไม่ติดขัด ภูมิใจมาก นอกจากภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษแล้ว ดิฉันก็ได้ลงเรียนภาษาเยอรมันหลังจากเริ่มมาใช้ชีวิตที่ประเทศเยอรมนี โดยขณะนี้สอบได้ระดับ A-2 และหยุดพักไป เพราะเดินทางไปมาระหว่างเมืองไทยกับเยอรมนี ไม่สามารถหาเวลาเรียนต่อเนื่องได้

การเรียนภาษาเยอรมันก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน แต่ความที่มีพื้นฐานภาษาฝรั่งเศสมาบ้าง ทำให้เรียนได้เร็วพอสมควร ภาษาเยอรมันออกเสียงง่ายกว่าภาษาฝรั่งเศส มีศัพท์ที่คล้ายคลึงภาษาอังกฤษเยอะ แต่เยอรมันใช้ศัพท์สามเพศ (ชาย-หญิง-กลาง) ในขณะที่ฝรั่งเศสใช้สองเพศ (ชาย-หญิง) แต่ออกเสียงไม่เหมือนการเขียน ทำให้กะเหรี่ยงไทยเอ๋อบ่อย ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้ดิฉันลงเรียนออนไลน์เพิ่มเติมภาษาสแปนิช เพราะอยากจะลับสมองไม่ให้เสื่อมไปเร็วตามวัย เขาว่าการเรียนภาษาจะช่วยพัฒนาสมอง ก็จัดไป แต่เป็นการเรียนที่ไม่หวังผลเลิศ แค่เอาสนุก ๆ

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

การใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมีความลำบากมากมายโดยไม่เกี่ยวกับว่าเรามีเงินหรือไม่มีเงิน ความรู้สูงหรือต่ำ เพราะหลายอย่างขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ วิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน ทัศนคติ ความรู้จักโลก การปรับตัวเป็น การมีเพื่อนดีๆ และขึ้นอยู่กับโชคชะตาของแต่ละคนด้วย บอกกันไม่ได้เลย บางคนชีวิตเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ บางคนเจอแต่หนามแหลม จะว่าเป็นบุญทำกรรมแต่งก็ใช่ แต่สิ่งที่อยากพูดถึงคือการหนุนช่วยจากคนข้างตัวซึ่งสำคัญมาก เพราะครอบครัวที่ผาสุขอบอุ่นเปี่ยมรักเป็นกำลังใจชั้นดีสำหรับการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ สิ่งที่ยากก็อาจจะดูง่ายและสนุก ถ้าเรามีความสุขในการทำมันและคนใกล้ตัวเป็นกำลังใจ เช่น เรียนภาษา เรียนหนังสือเพิ่มเติม ฝึกด้านทักษะอาชีพ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ยากมากสำหรับดิฉันมีอยู่ 3 ประการ เป็นสิ่งธรรมดาสามัญทั่วไปของฝรั่งที่กะเหรี่ยงอย่างเราไม่รู้มาก่อน แรกสุดคือการปรับตัวกับดินฟ้าอากาศที่หนาวและขาดแสงแดด ดิฉันได้โรคซึมเศร้ามาโดยไม่รู้ตัวก็เพราะสภาพอากาศอันหดหู่ของหน้าหนาวนี่ เอง กว่าจะรู้ก็ผ่านไปหลายปี เรียกว่าดิฉันยุ่งกับการใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ จนประมาทอิทธิพลของอากาศต่อสภาพจิตใจไปเพราะบ้านเราไม่มีภาวะอย่างนั้น จึงถือเป็นเรื่องยากจากความไม่เคยชินและจากการมาอยู่ในภูมิประเทศที่ต่างจากบ้านเราโดยสิ้นเชิง เพราะเราเติบโตมากับแสงแดดที่สร้างสุขในอารมณ์ให้ ในหน้าหนาวท้องฟ้ามืดครึ้มบ่อยๆ กลางคืนก็ยาวนานกว่ากลางวัน เราอยู่กับมัน ค่อยๆเครียดไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว วิธีแก้ไขของคนที่นี่คือ เขาไปเล่นกีฬากลางแจ้ง และขึ้นเขาไปรับแสงแดด แต่เราเริ่มโทรมแล้ว เราก็ไม่อยากออกไปไหน

ส่วนเรื่องยากประการที่สอง คือ การหางานประจำทำให้ตรงกับความรู้ความสามารถ ซึ่งดิฉันใช้เวลา 7 ปีกว่าจะได้งานประจำทำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานะภรรยาเจ้าหน้าที่สหประชาขาติทำให้ดิฉันหางานในระบบเดียวกันได้ยาก เพราะเขามีระเบียบไม่ให้สามีภรรยาทำงานในหน่วยงานเดียวกัน และดิฉันก็หางานในหน่วยอื่นไม่ได้ เนื่องจากมีความชำนาญเฉพาะทางมาก ต้องใช้เวลาที่ไม่มีงานประจำทำนี้ไปเรียนหนังสือ เรียนภาษา รับงานเป็นจ๊อบ และสุดท้ายเมฆฝนก็พัดผ่าน เมื่อผ่านการพิสูจน์ความรู้ด้านภาษาและได้ประกาศนียบัตรด้านการพัฒนาระดับสูงเพิ่มเติม ประกอบกับการแสดงฝีมือในการทำงานเป็นจ๊อบให้เขาเห็น ดิฉันก็ได้รับการยอมรับในที่สุด โดยสอบสัมภาษณ์ผ่านอย่างสวยงาม

วันที่รู้ว่าได้งานประจำมีเกรดมีตำแหน่งที่เหมาะสม ความเห่อลาภยศก็เกิดขึ้น จำได้ว่าตัวเองยิ้มเริงร่าอย่างมีความสุขไปเป็นเดือน รู้สึกว่าได้ถึงจุดสูงสุดของโลกเลยทีเดียวก็ว่าได้ เข้าใจ ณ ที่นั้นว่างานมีความหมายเพียงไหนสำหรับคนวัยยังมีไฟอย่างเรา

ส่วนเรื่องที่สามที่คิดว่ายากและต้องเจอกันทุกคน คือการจูนความคิดให้เข้ากับวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะเรื่องการรู้คุณค่าและรู้สิทธิของตัวเองว่าเราก็เป็นคนหนึ่งที่ดีเพียงพอเหมือนคนอื่นๆในสังคม ความรู้สึกถ่อมตนแบบไทยๆ คิดว่าเราไม่เก่งวิชาการ ไม่เก่งพูด ไม่เก่งสังคม ไม่เก่งเรื่องสร้างเครือข่าย มีความรู้น้อย มีเงินน้อย มีตำแหน่งน้อย ทำให้เราแสดงตัวด้อยค่าไปด้วย เรื่องนี้สามีต้องคอยเตือนสั่งสอนเสมอว่า ให้ภูมิใจและเชื่อมั่นในตัวเองว่าเท่าเทียมกับคนอื่นไม่ว่าเราจะมีหน้าที่การงานอะไรก็ตาม เพราะสังคมทำงานฝรั่งไม่มีชนชั้นอย่างบ้านเรา

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะบ้านเราใช้ชีวิตสบายๆ ขี้เกรงใจ พูดอ้อมๆ ระเบียบสังคมมีน้อย อะไรก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่หรือผู้เป็นใหญ่ในสังคม ทำให้เราคิดเล็กคิดเป็นผู้น้อยไม่กล้าบุกออกมาแถวหน้า ไม่กล้าแสดงออกไม่กล้าเห็นต่าง นอกจากนั้นคนไทยไม่ค่อยมีพื้นที่ส่วนตัว ไม่เคารพความเป็นส่วนตัวของคนอื่นนัก สังเกตได้จากคำถามซอกแซกที่คนไทยไม่ถือสา เช่น อายุเท่าไร เงินเดือนเท่าไร สามีให้เงินเท่าไร สามีรวยไหม ส่งเงินให้บ้านเดือนละเท่าไร ขอเงินใช้บ้างได้ไหม แต่คนอยู่เมืองนอกมานานจะเริ่มรู้สึกอึดอัดเวลาถูกถาม หรือบางครั้งถือว่าเสียมารยาท

ในเรื่องกว้างๆ บ้านเขาเคารพกฎหมาย สิทธิพลเมืองได้รับความคุ้มครอง มีปัญหาอะไรก็พูดตรงๆ โดยไม่โกรธกันและใช้ความสุภาพ ไม่ตะโกน ไม่ชักสีหน้า ผู้คนเคารพความเป็นส่วนตัวของคนอื่น เพื่อนบ้านมีระเบียบวินัย การทำงานฝรั่งเขามองเห็นเราเท่าเทียม เจ้านายลูกน้องเถียงกันได้ ไม่มีใครยอมใครแต่ก็คงความสุภาพไว้เสมอ แต่บ้านเราเจ้านายเป็นใหญ่เสมอ ใครกล้างัดข้อกับเจ้านายมักต้องเตรียมตกงานได้เลย เรายังไม่ค่อยรู้จักการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ เถียงโดยไม่ต้องโกรธกัน

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นหรือเปล่าครับ

เมืองเจนีวามีคนไทยอาศัยอยู่มาก ส่วนหนึ่งคือข้าราชการไทยและคนไทยที่มาทำงานเกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ เช่น ดิฉันและเพื่อนคนไทยในหน่วยงานเดียวกันอีก 3-4 คน อีกส่วนหนึ่งคือหญิงไทยที่แต่งงานกับคนสวิตหรือคนฝรั่งเศสและลูกหลานลูกครึ่ง เจนีวาเป็นเมืองที่มีความเป็นสากล เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของหน่วยงานระดับนานาชาติหลายหน่วยงาน มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ มีคนต่างประเทศอาศัยอยู่มากทุกสีผิว เป็นเมืองหลากวัฒนธรรมโดยมีฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก โอกาสพบเจอคนไทยมีมากทั้งคนที่ทำงานอยู่ที่นี่อาศัยที่นี่และนักท่องเที่ยว ดิฉันคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่นี่มีชีวิตที่สุขสบายพอสมควร เนื่องจากค่าครองชีพสูงมาก คนที่มีรายได้น้อยจะอยู่ยาก งานที่ทำก็มีค่าแรงสูงเป็นเงาตามตัว

ดิฉันมีเพื่อนสนิทคนไทยไม่มากนักเพราะชีวิตส่วนใหญ่เป็นไปตามการคบเพื่อนของสามีและมีเพื่อนฝูงในที่ทำงานเป็นหลัก เพื่อนคนไทยคนหนึ่งของดิฉันมีสามีและลูกสาวสองคน มีชีวิตที่มั่นคง การงานที่ดี เรารู้จักกันเพราะไปเรียนภาษาฝรั่งเศสด้วยกันตั้งแต่ปีแรกที่ดิฉันมาถึง และรักกันมาจนทุกวันนี้ ส่วนเพื่อนอีกคนอยู่เจนีวามานานกว่าดิฉันเกือบ 20 ปี มีครอบครัวที่มั่นคงเช่นกัน ลูกชายหนึ่งหญิงหนึ่ง โตแล้วทั้งคู่ เรารู้จักกันผ่านกิจกรรมนั่งสมาธิรายเดือน เรียกว่าธรรมะจัดสรรให้เราได้มาพบกัน เราคุยกันเรื่องครอบครัว เรื่องไปวัด เรื่องนั่งสมาธิ เรื่องจัดงานหาทุน เรื่องการต้อนรับพระ บ่อยครั้งฉันได้ไปบ้านเพื่อนคนนี้เพื่อถวายภัตตาหารแก่พระอาจารย์ที่มานำการนั่งสมาธิ เป็นช่วงเวลาที่ดีต่อใจมากๆ ได้เบิกบานในธรรมก็เพราะได้รับฟังคำสอนตรงๆจากพระอาจารย์เหล่านี้

ส่วนเพื่อนคนไทยอื่นๆ ก็มีที่สนิทผ่านการนั่งสมาธิหลายคน เป็นข้าราชการไทยหลายคน เป็นนักบริหารไทยในสหประชาชาติและยังมีเพื่อนร่วมงานไทยในหน่วยงานเดียวกัน มีน้องคนไทยสองคนที่มารับจ้างเลี้ยงลูกให้ครอบครัวฝรั่ง และอีกหลายๆ คนที่ฉันไม่อาจบรรยายได้หมด ทุกคนล้วนเพิ่มสีสันและความหมายให้กับชีวิตฉันในช่วงที่อยู่เมืองเจนีวา

อะไรที่คนสวิสชอบ และคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายสวิสเป็นอย่างไร ผู้หญิงสวิสเป็นอย่างไร และครอบครัวของคนสวิสเป็นอย่างไร

นิสัยของคนสวิสตอบยากนิดหน่อยเพราะสวิตเซอร์แลนด์มีหลายวัฒนธรรม มีวัฒนธรรมฝั่งที่พูดภาษาฝรั่งเศส ฝั่งที่พูดภาษาเยอรมัน ฝั่งที่พูดภาษาอิตาเลียน และยังมีชนชาวสวิสดั้งเดิมที่พูดภาษาโรมันช์ จึงไม่สามารถพูดว่าคนชาตินี้นิสัยเหมือนกันหมดหรือเปล่า

แต่สิ่งที่คนสวิสมีร่วมกันคือ ความรักชาติ ความภาคภูมิใจในความเป็นเอกราชทางการเมือง การเป็นเอกเทศจากกลุ่มประเทศอียู ความเป็นประชาธิปไตยสายตรง ความอนุรักษ์นิยม ความรักในเรื่องงานช่างฝีมือประนีตสูงสุด เช่น งานทำนาฬิกาชั้นเลิศหรูหลากยี่ห้อ งานทำเครื่องจักรกลและเครื่องมือที่ซับซ้อนมีความแม่นยำเป็นเลิศ อุตสากรรมยาและเภสัชภัณฑ์ ความเก่งกาจด้านงานประกันภัย ด้านบริหารการเงินการธนาคาร จนมีอภิมหาเศรษฐี ผู้นำประเทศและกษัตราธิราชของหลายประเทศนำเงินมาเก็บไว้ที่ธนาคารสวิสเพราะเชื่อในระบบรักษาความปลอดภัยอันยอดเยี่ยม

คนสวิสมีความสนใจรอบรู้ในเรื่องต่างๆ คนสวิสค่อนข้างสุภาพ รู้จักเข้าคิว รักความสะอาดความประนีต มีมารยาทในการทานอาหาร แต่งตัวถูกกาละเทศะ มีมารยาทตรงเวลา เคร่งขรึม ไม่ค่อยยิ้มให้ใครง่ายๆ มีความมัธยัสถ์ ใช้เงินอย่างมีเหตุผล ไม่ฟุ่มเฟือย คอยสอดส่องเพื่อนบ้านและสภาพแวดล้อมรอบตัว แต่คนสวิสชอบทำอะไรใจเย็นๆ ช้าๆ จะก่อสร้างอะไรทีหนึ่งใช้เวลาเป็นปีๆ ขณะที่ประเทศอื่นเขาทำกันไม่กี่เดือน หรือเวลาจ่ายเงินตามซุปเปอร์ก็จะช้ามาก ชนิดที่คนรอคิวร้องเพลงรอได้จบ แต่ไม่มีใครหงุดหงิด เพราะมันเป็นสปีดแบบนั้น

คนสวิสชอบอะไรเป็นพิเศษ คิดว่าคนสวิสชอบคนไทยเพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเติบโตและศึกษาในประเทศนี้ ทำให้คนสวิสรู้จักเมืองไทยดี คนแก่หลายคนเมื่อได้ทราบว่าดิฉันมาจากเมืองไทยก็จะบอกด้วยความภูมิใจว่า ไอรู้จักคิงของยู มีหญิงไทยจำนวนมากแต่งงานกับคนสวิส หากนับเป็นเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะมากกว่าประเทศอื่น ผู้ชายสวิสแต่งตัวไม่หวือหวาแต่สุภาพดูดี ผู้หญิงก็แต่งตัวเรียบเก๋ ทั้งสองเพศจะดูแลเรื่องทรงผมเป็นอย่างดี เนื่องจากเจนีวาเป็นเมืองแฟชั่นและมีคนทำงานภาคธุรกิจเยอะ จึงเห็นคนแต่งตัวดีเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารบ่อยๆ แต่ไม่เว่อร์

คนสวิสรักครอบครัวรักเด็กให้ความสำคัญกับเด็กเพราะจะเป็นกำลังทางเศรษฐกิจต่อไป พ่อแม่มักพาลูกให้ใกล้ชิดกับปู่ย่าตายาย แต่ไม่ได้อาศัยบ้านเดียวกัน นอกจากนั้นคนสวิสชอบสายลม แสงแดด ภูเขาอันมีมากมาย พวกเขาชอบออกไปเดิน เดิน เดิน ปั่นจักรยาน ปีนเขา ไต่เขา เล่นสกี เล่นกีฬากลางแจ้ง ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมากและมีวิถีการกินอยู่ที่เรียบง่าย อาหารพื้นบ้านขึ้นชื่อคือ ฟองดูและราเคล็ตต์ อาหารทั่วไปก็มีชีสอร่อยสารพัดชนิด แฮมแบบต่างๆ สเต็ก มันฝรั่งทอด สลัด ขนมปังดีๆสักก้อนคนสวิสก็พอใจแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าคนสวิสกินแค่เท่านี้ ยังมีอาหารพิเศษอีกมากมายที่ไม่น่าจะอยู่ในความสนใจของคนไทยเท่าไร

ค่าครองชีพที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพที่สวิตเซอร์แลนด์แพงมากติดอันดับต้นๆของโลก เพราะคุณภาพชีวิตที่สูงยิ่งและบริการสังคมและสาธารณูปโภคที่จัดเต็ม ทุกอย่างแพงไปหมดจนไม่อาจบอกได้ว่าอะไรแพงที่สุด หากจะให้ยกตัวอย่างสิ่งที่แพงเกินไปในสายตาของตัวเองคิดว่า

1. ขนมปังแพงเมื่อเทียบกับประเทศข้างเคียง (ฝรั่งเศสและเยอรมนี) เนื้อสัตว์และนมแพงเช่นกัน ชนิดว่าคนที่อยู่ติดชายแดนฝรั่งเศสหรือชายแดนเยอรมนีต้องข้ามไปหาซื้อเนื้อ นม ไข่ในประเทศเพื่อนบ้าน น้ำดื่มก็แพง โดยเฉพาะเมื่อดื่มตามร้านอาหาร
2. ค่าแรงช่างและคนงานแพงมาก เขาคิดเป็นชั่วโมง แต่เขาทำงานจริงรู้จริงไม่มีอู้งาน คนทำความสะอาดบ้านสมัยดิฉันอยู่ที่นั่นชั่วโมงละ 20 ฟรังก์ หรือประมาณ 300 บาทไทย มาทำครั้งหนึ่ง 4 ชั่วโมงก็เท่ากับ 1,200 บาทไทย สมัยแรก ๆ ดิฉันแทบจะเป็นลมเวลาจ่ายค่าแรง ดีว่าเราจ้างเขาแค่อาทิตย์ละครั้ง และด้วยเหตุนี้ ค่าทำผมจึงแพงมาก ชนิดที่ว่าดิฉันต้องไว้ผมยาวหรือตัดผมแค่ปีละครั้งเดียวหรือรอไปทำที่เมืองไทย เพราะทำใจไม่ได้กับราคามหาโหด สระซอยผมทีหนึ่งประมาณ 60 ฟรังก์ หรือ 1,800 บาทไทย
3. อาหารตามร้านราคาต่อจานแพง ใครกินข้าวนอกบ้านทุกวันมีหวังจน แต่มีข้อยกเว้นคืออาหารชุดตอนกลางวันวันทำงาน เขาจะมีเมนูราคาประหยัดให้คนทำงานได้หาซื้อกินได้โดยไม่กระเป๋าฉีก นี่ว่าเฉพาะสิ่งที่ต้องใช้ทุกเมื่อเชื่อวัน

ส่วนของที่ดิฉันคิดว่ามีคุณค่าเหมาะกับราคา

1. นาฬิกาสวอทช์ (Swatch) ราคาอยู่ระหว่าง 1,500 บาท ไปถึง 5,000 บาท มีเรือนที่แพงกว่านี้อยู่บ้าง ดิฉันเห็นว่าเป็นอะไรที่สวิสแท้ๆ ที่ราคาย่อมเยาทีเดียว เก๋ไก๋ทันสมัย กันน้ำ ทนทาน ใช้งานได้นานปี สามารถมีครอบครองได้ทีละหลายๆเรือน
2. เห็นจะไม่พ้นชีสสวิสที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้ คนละแบบกับชีสฝรั่งเศส เนื่องจากสวิสเลี้ยงวัวนมได้ดี วัวมีสุขภาพกายและใจสมบูรณ์ นม เนย ชีส ที่ผลิตออกมาจึงอร่อยไปด้วย
3. ช็อกโกแล็ตสวิสที่แม้จะราคาสูงสำหรับคนไทย แต่คุณภาพคับแก้ว มีทั้งแบบราคาย่อมเยาและราคาที่จดไม่ลง ใครมาประเทศนี้ก็ต้องซื้อช็อกโกแล็ตสวิส

สิ่งที่พูดมาทั้งหมดก็คือของที่ผลิตในบ้านเขา จะถูกจะแพงกว่าเงินของเราก็ต้องถือว่าเราหาซื้อของเหล่านั้นบ้านเราไม่ได้ ต้องนำเข้า ดังนั้นจึงดิฉันจึงกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าเหมาะกับราคา

เมื่อเปรียบเทียบสวิตเซอร์แลนด์กับเยอรมนี เยอรมนีมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่ามาก แต่รัฐเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า มาตรฐานทางสังคม สวัสดิการ สาธารณูปโภคไม่แพ้สวิตเซอร์แลนด์ แต่เงินเดือนต่ำกว่ามาก ด้วยเหตุนี้จึงมีปัญหาสมองไหล บุคลากรด้านแพทย์ พยาบาล ช่างฝีมือ คนงานภาคบริการในเยอรมนีจึงพากันหนีไปหางานทำที่สวิตเซอร์แลนด์เพราะได้เงินดีกว่า ส่วนคนสวิสหนีมาซื้อสิ้นค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกกว่าในเยอรมนี

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ครับ

ข้อดีข้อแรก คุณภาพชีวิตที่สูง ความสะอาดของสิ่งแวดล้อม บ้านเรือนที่น่ารัก ความสวยงามของธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวตามฤดูกาลที่มากมาย ภูเขาสูงจรดฟ้าน่าเกรงขาม ทะเลสาบน้อยใหญ่ แม่น้ำลำธารที่ใสแจ๋ว ทำให้สวิสติดอันดับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ระบบการขนส่งมวลชนคุณภาพดี แม้ว่าค่าครองชีพจะแพงก็ตาม

ข้อดีที่สอง คือ ระบบแยกขยะที่มีประสิทธิภาพ ถังขยะมีทั่วถึง ประชาชนรู้หน้าที่มีจิตสำนึกต่อสาธารณะ มีการเสียภาษีให้ชุมชนสำหรับกำจัดขยะ

ข้อดีที่สาม คือ ความหลากหลายเชื้อชาติในเจนีวาเพราะเป็นเมืองอินเตอร์มีองค์กรนานาชาติอยู่เยอะ มีนักเรียนก็มาก มีคนขอลี้ภัยก็ไม่น้อย คนอาหรับและเอเชียชอบมาเที่ยวในหน้าร้อน ทำให้คนไทยอย่างดิฉันไม่รู้สึกแปลกแยก แถมยังมีร้านอาหารไทยมากมาย และร้านขายของไทยแทบทุกหัวมุม

ส่วนข้อเสีย อย่างแรก คงจะบอกว่าเป็นค่าครองชีพที่แพงมาก ค่าแรงคนงานที่สูงมาก ทำให้ต้องจับจ่ายอย่างมีเหตุผลและทำให้ต้องทำงานในบ้านหรือซ่อมบำรุงหลาย ๆ อย่างด้วยตัวเอง (Do-It-Yourself หรือ DIY) ซึ่งที่จริงการรู้จักทำอะไรด้วยตัวเองกลับเป็นข้อดีไป

ข้อเสียข้อที่สองที่เกริ่นไปแล้ว คือ ความเหงาเศร้าของฤดูหนาวทำให้หดหู่เป็นโรคทางใจได้โดยไม่รู้ตัว ยิ่งดิฉันมาจากเมืองไทย เล่นกีฬาฤดูหนาว เช่น สกี ไม่เป็น จึงไม่ได้ประโยชน์จากการขึ้นเขาไปรับสายลมแสงแดดหรือออกกำลังกายเพื่อให้ต้านโรคหดหู่ได้

และข้อเสียประการสุดท้ายที่ไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่ก็เป็น และสำคัญมาก คือ เรื่องกลิ่นจากการทำอาหารไทยในบ้าน เพราะบ้านเรือนปิดทึบ โดยเฉพาะหน้าหนาว เราจะแกงจะผัด กลิ่นจะติดไปทั่วบ้านเป็นวันๆ เป็นอะไรที่อึดอัดมาก แต่ก็ต้องทำอาหารไทยเลี้ยงแขกบ่อย ฝๆ บางครั้งกลิ่นติดที่เสื้อผ้าไปเป็นวันๆ ไปไหนก็กลัวคนอื่นจะได้กลิ่น

อะไรคือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนต่างชาติในเรื่องของความโรแมนติก

เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ดิฉันคงเล่าได้เฉพาะคนเยอรมันเท่านั้น เพราะสามีดิฉันเป็นชาวเยอรมัน

ความโรแมนติกระหว่างคนไทยกับคนเยอรมันคงมีหญิงไทยเล่าไปแล้วมากมาย นิยายรักของแต่ละคู่ล้วนไม่เหมือนกัน ประเทศเยอรมนีถือว่ามีจำนวนคนไทยอยู่สูงที่สุดในยุโรป หญิงไทยเป็นที่ต้องตาของหนุ่มเยอรมันเพราะความสวยความน่ารัก ยิ้มสยาม ความอ่อนหวาน ความช่างเอาใจ ความพร้อมจะเป็นผู้ตามที่ดี

ดิฉันเองไม่เคยคิดว่าจะมารักคนเยอรมันแม้แต่น้อย แต่บุพเพสันนิวาสคงได้กำหนดไว้ คนเยอรมันที่ได้สัมผัสมีความรักจริง ซื่อสัตย์ต่อคู่ของตนเอง ให้เกียรติภรรยา ให้เกียรติผู้หญิง เป็นคนไม่โรแมนติกแบบหวานแหวว แต่จะจีบแบบหน้าตาย เขาจะแสดงความใยดีให้เห็นเสมอ ผู้ชายเยอรมันชอบบรรยากาศดีๆในการกินข้าว ซื้อของดีๆให้ภรรยาไม่ค่อยเสียดาย (คงไม่ทุกคนไป) แต่ก็ใช้เงินมีเหตุผล ชอบพูดคุยปรึกษา ชอบวางแผนชีวิตด้วยกัน เขาต้องการคู่คิดที่เท่าเทียม ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่เป็นช้างเท้าหลัง เขาชอบผู้หญิงที่มีความรู้ความคิด มีจุดยืน ทำอะไรด้วยตัวเองเป็น ไม่ต้องคอยประคบประหงม ไม่ช่างเถียงช่างแก้ตัว

ปัญหาความรักระหว่างฝรั่งเยอรมันกับหญิงไทยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คือ เขาไม่ชอบผู้หญิงขี้งอน หรือจะว่าไปฝรั่งเกือบทั้งร้อยไม่เข้าใจคอนเซ็ปท์ความงอนด้วยซ้ำไป เพราะมีอะไรก็ชอบให้พูดตรง ๆ แบบไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช่เอาเงียบเข้าว่า ดังนั้นจะรักคนเยอรมันเราต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ในตัวมากพอสมควร พร้อมที่จะระงับอารมณ์ ไม่ขี้น้อยใจ ไม่ช่างตีโพยตีพาย ไม่ตีความไปข้างเดียว มีอะไรต้องพูดเปิดอกกันโดยเอาเหตุผลข้อเท็จจริงมาพูด เรียกว่าถ้าคุณรักคนเยอรมันเป็น คุณจะกลายเป็นผู้หญิงที่มีวุฒิภาวะขึ้นมามากมาย

อย่างต่อไปคือ คนเยอรมันมีระเบียบวินัย ทำตามกฎเกณฑ์ และชอบตั้งกฎเกณฑ์ให้คนอื่นปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขับรถ การกำจัดขยะ การวางตัว การใช้ทางเท้าร่วมกับทางจักรยาน มารยาททางสังคม ความสะอาดในบ้านช่อง ชอบวางแผนล่วงหน้า ไม่ชอบการทำอะไรนอกกรอบ ถ้าคนเยอรมันบอกคำไหนแล้วต้องเป็นคำนั้น ห้ามเถียง ห้ามขัดแย้ง (หมายถึงในครอบครัว) และคนเยอรมันจะไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองผิดง่ายๆ ดังนั้นถ้าสาวไทยใจแกร่งท่านไหนที่เคยใช้ชีวิตแบบง่ายๆ สบายๆ ไม่วางแผน ไม่ต้องเสียใจถ้าจะถูกสามีเยอรมันดุบ่อยๆ เพราะเขาดุเพื่อให้เราพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ได้ดุเพื่อดูถูกดูหมิ่น จะรักคนเยอรมันจะต้องหนักแน่นมาก แต่ขณะเดียวกันถ้าเรามีเหตุผลดีๆและเลือกโอกาสเหมาะๆที่จะชี้แจงอย่างอารมณ์เย็น โดยไม่เป็นลักษณะเถียงคำไม่ตกฟาก คนเยอรมันจะเป็นผู้รับฟังที่ดี

ปัญหาความรักที่ได้ยินกันบ่อยอีกอย่างคือ เรื่องเงินๆ ทองๆ กับวิธีที่ไทย-ฝรั่งที่ไม่เหมือนกัน หญิงไทยมักมีภาระต้องส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่หรือคนที่ครอบครัวที่เมืองไทย แต่ฝรั่งไม่มีแนวคิดเช่นนั้น เพราะคนแก่เขามีรัฐสวัสดิการเลี้ยง ความกตัญญูของฝรั่งไม่ได้แสดงออกด้วยเงิน แต่ด้วยการใช้เวลาด้วยกัน ไปมาหาสู่ โทรถึงกัน พาหลานไปเยี่ยม หรือพาพ่อแม่ที่แก่แล้วออกไปเที่ยว ไปกินอาหาร ห่วงหาอาทรในเรื่องสุขภาพ พาไปหาหมอ ชวนมาเที่ยวบ้าน พาออกไปเดินเล่นวันอากาศดีๆ โทรอวยพรวันเกิด พาไปเลี้ยงวันสำคัญ และทำตัวเป็นลูกที่ไม่ให้พ่อแม่เดือดร้อน เรียกว่าแสดงความกตัญญูด้วยการไม่ทำตัวเป็นภาระให้บุพการี และให้เวลากับท่านให้ท่านไม่เหงา

ดังนั้น เมื่อคนไทยตอบแทนบุพการีเป็นเงินส่งรายเดือนจะน้อยหรือมาก สมเหตุสมผลหรือไม่ คงไม่อภิปราย แต่อาจเกิดเป็นปัญหาในคู่สมรสได้ หากฝ่ายชายไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วย หรือเมื่อครอบครัวต้องกระเบียดกระเสียรหรือคิดว่ารายได้เหล่านั้นน่าจะเอามาใช้ในครอบครัวเพราะถือว่าหญิงชายเท่าเทียมกันในการสร้างครอบครัว แต่หญิงไทยเชื่อว่า ฝ่ายชายต้องเป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดในบ้าน ส่วนเงินของตนเองจะเก็บไว้ให้ทางบ้าน เมื่อมองต่างมุมก็อาจเกิดเป็นเรื่องทะเลาะกันได้ บ่อยครั้งการยกเอาคำว่า “กตัญญู” มาอธิบายกับฝรั่งแบบไม่ใช้หลักเหตุผลจะไม่ช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจได้เลย

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหมและคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่าและสถานที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไปเที่ยวมาก

ขณะนี้ ดิฉันใช้ชีวิตระหว่างเมืองไทยและเมืองนอก จึงไม่มีความคิดถึงเมืองไทยมากนัก สมัยอยู่สวิตฯ 10 กว่าปี ดิฉันกลับเมืองไทยนับครั้งได้ เพราะทำใจแล้วว่า ชีวิตของเราอยู่ที่เมืองนอก และอยากผจญโลกกว้างมาตั้งแต่เด็ก ความคิดถึงบ้านมีเป็นครั้งคราว แต่ไม่ถึงกับอยู่ในภาวะโฮมซิค

สำหรับที่เมืองไทยดิฉันชอบเที่ยวทุกแห่งทั้งชายทะเลและภูเขา ทั้งในเมือง และในธรรมชาติ ดิฉันชอบเชียงใหม่เมืองที่ตัวเองอยู่ เพราะมีเสน่ห์ให้ค้นหาไม่รู้เบื่อ โดยทั่วไปดิฉันชอบไปเดินตลาดเช้าดูชีวิตชาวบ้านเวลาไปใส่บาตร ไปทำกิจวัตรยามเช้า ไปดูเขาขายผักขายปลา ดูเด็กนักเรียนไปโรงเรียน เรียกว่าชอบดูอะไรที่เป็นชีวิตประจำวัน ระหว่างอยู่เมืองไทย เราเป็นสมาชิกชมรมรถคลาสสิก จะมีการนัดพบกันทุกเดือน และขับรถไปชมสถานที่น่าสนใจรอบๆเมืองเชียงใหม่ ชีวิตแบบนี้ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้เห็นอะไรแปลกๆเป็นกำไรชีวิต การท่องเที่ยวพบปะแบบนี้ก็เป็นการกระชับมิตรระหว่างหญิงไทยมาดามเมียฝรั่ง และระหว่างฝรั่งสามีทั้งหลายด้วย เรียกว่ายิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในต่างประเทศครับ

ดิฉันเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาอยู่ต่างแดนที่ประเทศเดียว คือ ประเทศเลบานอน ซึ่งเป็นประเทศที่ลุกลามด้วยไฟสงครามมาหลายสิบปี ประเทศบอบช้ำมากและยังมีการก่อการร้ายเป็นระยะๆ ดิฉันไปอยู่ที่เมืองหลวงเบรุตปีครึ่ง มีเหตุระเบิดและยิงกันหลายครั้ง แต่ครั้งหนึ่งค่อนข้างหนักอยู่ในย่านชุมชนใหญ่ หน่วยงานที่ทำอยู่จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่อยู่กับบ้านเป็นเวลา 4-5วัน เราไปไหนไม่ได้ต้องคอยตามข่าวอย่างเดียว

ระหว่างปีกว่าๆ ที่ไปอยู่เลบานอน พวกเรามีวิทยุคลื่นสั้นหรือวอล์คกี้ทอล์คกี้ติดตัวกันทุกคน และเราต้องรายงานทดสอบวิทยุทุกเดือน เรียกว่าต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เราได้รับเสื้อเกราะกันกระสุนและหมวกนิรภัยเผื่อไว้สำหรับเหตุระเบิด เวลาไปไหนมาไหนในสถานที่สาธารณะ เราก็ต้องระวังตัว สนามบินจะมีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด กระจกหน้าต่างบ้านที่อยู่ติดถนนใหญ่ต้องมีการติดฟิล์มป้องกันกระจกแตกกระจาย จากการระเบิดทำให้เราบาดเจ็บได้ (แต่ดิฉันก็สงสัยว่าเราน่าจะได้รับอันตรายจากระเบิดมากกว่าจากกระจกแตก) ชีวิตช่วงนั้นมันมีความเครียดลึกๆ แต่ไม่ได้มีความกลัวมากผิดปกติเพราะเชื่อใจกฏแห่งกรรม แม้ว่าเราจะใช้ชีวิตเหมือนปกติแต่เราก็พยายามไม่ออกนอกบ้าน ดิฉันแทบจะลืมความทรงจำในประเทศนี้ไปแล้ว เพราะไปอาศัยอยู่ในเวลาอันสั้น

ในสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี ดิฉันรู้สึกปลอดภัย แม้ว่าในความเป็นจริงของปัจจุบันจะไม่มีประเทศไหนในโลกที่ปลอดภัยจากการคุกคามของผู้ก่อการร้ายก็ตาม ยุโรปยังถือได้ว่าเป็นภูมิภาคที่สงบสุขที่สุดในโลก

ช่วงที่คุณใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศคุณมีสถานที่ที่คุณชอบไปเที่ยวไหมครับ และคุณชอบที่ไหนมากที่สุด และแต่ละประเทศที่คุณเคยใช้ชีวิตอยู่นั้นสวยไหมครับ

สมัยอยู่สวิตเซอร์แลนด์ดิฉันคิดว่าทุกเมืองสวยแตกต่างกันไป ไปที่ไหนก็ตื่นตาตื่นใจจนไม่อาจบอกได้ว่าชอบที่ไหนมากที่สุด เจนีวา โลซานน์ ลูเซิร์น ซูริค อินเตอร์ลาเก้น ลูกาโน่ ล้วนโดดเด่นต่างกัน แต่โดยทั่วไปดิฉันชอบเมืองที่อยู่ติดทะเลสาบและมีภูเขาเป็นฉากหลัง

นอกจากนั้น ดิฉันชอบข้ามไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศสที่อยู่ติดกัน ไปเที่ยวที่หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Yvoire ซึ่งสวยงามมากในสายตาของดิฉัน เป็นหมู่บ้านที่มีคนเที่ยวมากที่สุดติดอันดับต้นๆ ของฝรั่งเศส อยู่ติดริมทะเลสาบ มีสวนสวยๆ เต็มไปด้วยดอกไม้ประดับ มีปราสาทหิน ทางเดินปูหิน มีร้านค้าน่ารัก มีทางเดินเล่น มีท่าเรือ มีอาหารอร่อยๆ เราสามารถข้ามฟากจากเจนีวาไปเที่ยวได้ หรือจะขับรถไปก็ได้ จากบ้านดิฉันใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เวลามีแขกมาเยี่ยม พวกดิฉันจะชอบพาไปดูที่นั่น

ส่วนที่ประเทศเยอรมนี ดิฉันคิดว่ามีสถานที่สวยงามมากมาย ฮัมบูร์กก็เป็นเมืองที่น่าเที่ยว ดูสนุกสนาน ดีต่อใจนักท่องเที่ยว เบอร์ลินก็สนุกไม่น้อย เดรสเดนเมืองเก่าก็น่าประทับใจ แถบแบล็คฟอร์เรสต์ก็สวยงาม ส่วนสถานที่พวกเราชอบมากคือ ลุ่มแม่น้ำโมเซล ซึ่งมีเนินเขาปลูกองุ่นทำไวน์ทั้งสองฟาก และมีเมืองน่ารักๆรายทาง ดิฉันมีโอกาสได้ขึ้นเครื่องร่อนดูความงามของแม่น้ำจากด้านบน ประทับใจมาก อยากกลับไปนั่งเรือล่องแม่น้ำอีก

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

ในยามว่างดิฉันชอบหาอะไรทำไม่ให้ว่าง เช่น อ่านหนังสือ เขียนบทความ ทำอาหาร ทำขนม ฟังธรรมะ คุยกับเพื่อน ออกไปนั่งรถเล่น ขับรถไปตามที่สวยๆ ออกไปริมทะเล ไปเดินหาซื้อหนังสือ ดูรายการทีวีที่โปรดปราน ลงเรียนภาษาใหม่ๆ เรียนหนังสือออนไลน์ ว่าง่ายๆ คือพยายามทำอะไรที่ดีต่อใจและดีต่อสมอง ดิฉันไม่ใช่คนเก่งด้านกีฬาหรือดนตรีหรือศิลปะไทยแต่อย่างใดเลย อาจกล่าวได้ว่าไม่ค่อยมีความเป็นไทยในด้านการแต่งตัว งานประนีตศิลป์ งานฝีมือ งานดนตรี งานฟ้อนรำ งานเย็บปักถักร้อยเลย จึงไม่มีงานอดิเรกในด้านนี้ มีความถนัดอย่างเดียวคือ ทำอาหารไทยได้ดีรับแขกผู้ใหญ่ได้บ่อยๆ และมีความภูมิใจในความเป็นไทย ดิฉันยังถือพาสปอร์ตไทย ไม่ได้ขอพาสปอร์ตของเยอรมันเพราะคิดว่ามันไม่ได้มีความหมายอะไรกับตัวเอง ดิฉันไม่มีลูกด้วยกันจึงไม่มีความจำเป็น และเราไม่ได้คิดจะอยู่เยอรมนีไปตลอดชีวิต ถ้าเป็นไปได้สุดท้ายอยากกลับมาอยู่เมืองไทยมากกว่า

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ในต่างประเทศ / ยุโรป จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

สำหรับน้องๆหญิงไทยที่คิดจะมาใช้ชีวิตในต่างประเทศโดยเฉพาะในยุโรป ขอให้ดูก่อนอื่นเลยว่า ถ้าเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เรามีต้นทุนติดตัวอะไรมาบ้าง เราทุกคนไม่ได้มามือเปล่าแน่นอน ต้องมีความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ขอให้มองเห็นคุณค่าของตัวเอง อาจจะเก่งภาษา อาจจะขีดๆเขียนๆ เก่ง อาจจะเป็นคุณแม่ชั้นยอด ภรรยาชั้นเยี่ยม อาจจะขับรถเป็น อาจจะทำอาหารเก่ง อาจจะนวดเก่ง อาจจะทำเล็บเป็น อาจจะเก่งงานเสริมสวย อาจจะเป็นเซลล์มือทอง อาจจะเป็นนักกีฬาเหรียญรางวัล อาจจะมีปริญญาติดตัวมา อาจจะทำขนมเก่ง อาจจะเป็นคนทำงานหนักเอาเบาสู้ อาจจะมีประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านความยากลำบากแบบหาคนเทียบยาก อาจจะเป็นคนประหยัดรู้จักอดออม เป็นคนมีระเบียบวินัย เป็นคนมองโลกในแง่ดี เป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่น อาจจะมีหัวเรื่องการเงินการค้าขาย อาจจะเก่งงานสวนงานไร่ ไม่ว่าจะเก่งอะไรก็ขอให้รักตัวเองและสิ่งที่ตัวเองเป็น และนำทุนติดตัวนั้นมาใช้ให้ดีแต่สุด “แต่” พร้อมที่จะปรับตัวกับโลกใบใหม่ และ “ตระหนัก” ว่าเมืองนอกไม่เหมือนบ้านเรา

ไม่ว่าจะมีอะไรเป็นต้นทุนมา ดิฉันขอแนะนำว่าให้ขวนขวายหาความรู้และเพิ่มพูนทักษะที่จำเป็นติดตัว เพื่อช่วยตัวเองให้มากที่สุด การศึกษาและความรู้คือประตูเปิดไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า ไม่ใช่โอกาสและดวงเพียงอย่างเดียว อย่าคิดว่าสามีต้องหาทุกอย่างมาให้ อย่าคิดไปตายเอาดาบหน้า เพราะฝรั่งเขาไม่เชื่อเรื่องการสิ้นคิดแบบนั้น หากต้องการชีวิตที่ดีกว่าก็ต้องรู้ว่าไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ ชีวิตที่ดีกว่าต้องเป็นชีวิตที่เรามีความพร้อมจะเผชิญปัญหาอุปสรรคด้วยสติ ปัญญาและความรู้รอบตัวด้วย

เรื่องที่ควรคำนึงมีหลายเรื่อง เรื่องแรก คือ เรามีเป้าหมายชีวิตอะไร ต้องการไปอยู่เมืองนอกเพื่ออะไร ถ้าจะหนีปัญหาที่เมืองไทย ขอให้รู้ว่าปัญหามีทุกที่ที่เราอยู่ ถ้าจะไปเพื่อปลดหนี้สินก็ต้องรู้ว่าทักษะอาชีพแบบไหนที่เราไปทำที่เมืองนอกได้ แม้จะไปเพื่อปลดหนี้สิน เราก็ยังต้องมีทุนสำรองติดตัวเพราะเมืองนอกเราไปขอข้าวใครกินไม่ได้

ถ้าไปเมืองนอกเพราะความรัก ก็ขอให้รู้ว่าความรักระหว่างคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมมันจะมีช่องว่างเสมอ ทำอย่างไรจะให้เราเข้าใจช่องว่างนั้น ไม่ดราม่ากับมันมากเกินไป มีไหวพริบเข้าใจความแตกต่างและปรับตัวได้ โดยไม่คิดแก้ตัวว่าเมืองไทยไม่เห็นเป็นอย่างนั้นเลย คนไทยมีวัฒนธรรมอย่างนั้นก็ต้องทำอย่างนั้น ลืมไปว่าเรามาอยู่ในวัฒนธรรมใหม่ การปิดช่องว่างทำได้ด้วยการสื่อสารที่เข้าใจกัน (ภาษาพูดกันรู้เรื่อง มีทักษะการรับฟัง มีศิลปะการพูด) ความพร้อมให้อภัยกัน ได้เติมเต็ม เปี่ยมรัก เปี่ยมความเข้าใจ

การแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่ต่างประเทศก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน บางทีได้คู่ดีเหมือนถูกหวยรางวัลใหญ่ บางทีได้คู่ร้าย รักจืดจาง เขาทอดทิ้ง ก็เหมือนฝันร้าย ให้เตรียมใจเผื่อไว้ด้วย ไม่ทิ้งอนาคตตัวเองไว้กับมือคนอื่นทั้งหมด การทิ้งอนาคตคืออะไร คือ ปล่อยให้เขาเป็นผู้ตัดสินใจทุกอย่าง ไม่เรียนภาษาไม่รู้ภาษา หรือเรียนแล้วไม่ใช้งานให้ได้จริง ไปไหนเองไม่เป็น ไม่สนใจเรียนรู้ว่าสิทธิตัวเองมีอะไรบ้าง ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามดวงตามกรรม ปล่อยให้สามีกดขี่ข่มเหงทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่รู้จักปกป้องและรักตัวเองให้เป็น แต่ในทางกลับกัน หากเราต้องการให้สามีรักและซื่อสัตย์กับเรา เราก็ต้องรัก ซื่อสัตย์และให้เกียรติกับเขาด้วยเช่นกัน ไม่ทำอะไรปิดบังซ่อนเร้นเขา

เรื่องภาษาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก บางทีรู้แค่ภาษาอังกฤษยังไม่พอ ประเทศในยุโรปหลายประเทศมีข้อบังคับให้ต้องเรียนภาษาให้ได้ระดับหนึ่งจึงจะได้รับวีซ่าแต่งงาน เพราะเขาเจอปัญหามามากและต้องการให้คนมาใหม่ได้กลมกลืนกับประชาชนของเขาได้ และไม่กลายเป็นภาระกับเงินภาษีอากรของเขาเพราะไม่รู้ภาษา ไม่ว่าระดับสมองของเราจะขนาดไหน ขอให้รู้ว่าภาษาเป็นสิ่งที่เรียนได้ถ้าขยัน และเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ เราต้องเรียนให้อ่านออกเขียนได้ ตั้งแต่ก่อนออกจากเมืองไทยยิ่งดี เพราะจะเป็นประตูเปิดไปสู่โลกของการทำงานและการปรับตัวกับชีวิตใหม่ ป้องกันคนมาเอาเปรียบ และสามารถคุ้มครองตัวคุณและลูกของคุณได้ดีขึ้นถ้าคุณรู้ภาษา หรือถ้าพ่อตัวดีของคุณเกิดทำร้ายร่างกายคุณ หรือท้าหย่าขอเลิกทาง คุณก็จะได้หาที่พึ่งขอความช่วยเหลือได้

เรื่องที่จำเป็นมากอีกเรื่องหนึ่งแต่อาจจะไม่ใช่ทุกกรณีไป คือ เรื่องขับรถ เพราะการมีรถใช้ในเมืองนอกเป็นเรื่องค่อนข้างปกติ โดยเฉพาะคนที่บ้านอยู่ไกลเมืองหรือแหล่งชุมชน ถ้าขับเป็นจากเมืองไทย ก็ต้องมาปรับให้เข้าใจกฎจราจรของที่ต่างประเทศที่มีระเบียบมากกว่าบ้านเรามากมาย ถ้าขับไม่เป็นและสามีลงทุนให้เรียน อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไป คนที่ขับรถเป็นจะมีโอกาสหางานได้ดีกว่าด้วยแล้วยังทำให้สามารถเข้าระบบชีวิตความเป็นอยู่ในประเทศใหม่ได้เร็วขึ้น

อีกเรื่องที่เป็นตัวช่วย คือการหาข้อมูลไว้แต่เนิ่นๆว่าถ้าคุณมีปัญหาจะติดต่อสถานทูตไทยและหน่วยงานช่วยเหลือคนต่างชาติได้อย่างไร เก็บเบอร์โทรที่สำคัญๆไว้ใช้ในยามจำเป็น ส่วนเรื่องการคบเพื่อนอย่าผลีผลามรีบสนิทกับใครเร็วจนเกินไป ควรอยู่ไปให้เข้าใจสภาพความเป็นอยู่นิสัยใจคอของกันและกันสักระยะหนึ่งก่อน คนไทยจำนวนหนึ่งที่ไปอยู่เมืองนอกนานๆมักจะปรับนิสัยใจคอวิธีคิดเหมือนคนต่างประเทศไปแล้ว คุณจะคบเขาก็ควรจะต้องเข้าใจเขาด้วยว่าเขาไม่ใช่คนไทยแบบที่คุณรู้จัก แต่เขาสามารถเป็นเพื่อนที่ดีได้แน่นอน เพราะเขาจะช่วยอธิบายเรื่องการปรับตัวให้คุณได้ดี ส่วนเพื่อนแท้นั้นจะปรากฏตัวให้เรารู้เอง อย่าเล่าทุกอย่างให้เพื่อนใหม่รู้ เอาความในออกนอกเพราะไม่รู้จะพูดกับใคร เพราะหากคุณได้เพื่อนไม่ดี เขาอาจนำคุณไปพูดถึงในทางเสียหายให้คุณเสียกำลังใจ เสียความรู้สึกได้ ขณะเดียวกันคุณอยากได้เพื่อนดีๆคุณก็ต้องเป็นเพื่อนที่ดีของคนอื่นด้วย

หากคิดจะมีชีวิตที่ดีกว่าในต่างประเทศต้องรู้จักปูทางให้ตัวเอง สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้คือ หนังสือคู่มือของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ บันได ๕ ขั้น สานฝันในต่างแดน ที่จะบอกคุณทุกขั้นตอนของการเตรียมตัวก่อนออกจากเมืองไทย การปรับตัวเมื่อไปถึง การบูรณาการสู่สังคมใหม่และการคืนสู่ถิ่นฐาน ถ้าคุณได้ศึกษาไว้ ก็จะเป็นการติดอาวุธทางปัญญา เพิ่มทักษะชีวิต เพิ่มการพึ่งตัวเองได้ระดับหนึ่ง ทั้งเป็นการเตรียมตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ พร้อมปรับตัวพร้อมปรับทัศนคติ ซึ่งต่อไปในอนาคต ไม่ว่าคุณจะเจอดาบหน้าชนิดไหน ดิฉันเชื่อว่า คุณก็จะผ่านด่านเหล่านั้นไปได้ด้วยความพร้อม และสามารถกลมกลืนเป็นพลเมืองในประเทศใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

2 Comments Add yours

  1. Maddie says:

    Hair dresser cost 1800baht!that’s cheaper than England,I’ve been to Germany twice,things are alot cheaper yes,food,clothes etc.I’m planing to visit Switzerland soon😁

    Liked by 1 person

  2. Trevor Bide says:

    Thanks for your comment Maddie, I’ve always enjoyed Germany as well. I enjoyed Switzerland as well, but It’s a while since I’ve been to Switzerland, but have a great time.

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s