คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ:จากอุบลราชธานีสู่คน๊อกเก้อ-เฮสท์ประเทศเบลเยี่ยม

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศเบลเยี่ยม เธอคือ คุณ ฐาณิญา ธนธัญญ์นภา และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศเบลเยี่ยม

ผมอยากจะแนะนำคุณกับ คุณ ฐาณิญา ธนธัญญ์นภา ชื่อเล่น ติ๊ก

ภาพถ่ายจาก คุณ ฐาณิญา ธนธัญญ์นภา

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศเบลเยี่ยม เพราะอะไรครับ

สามีดิฉันเป็นชาวเบลเยี่ยมค่ะ เลยได้ติดตามสามีมาอาศัยอยู่ที่นี่ และอาศัยอยู่ที่เมือง Knokke-Heist ในประเทศ เบลเยี่ยม

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนในเมืองไทยครับ ช่วยเล่าชีวิตวัยเด็กของคุณเป็นอย่างไรบ้างครับ

ดิฉันเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานีค่ะ แม่ดิฉันเป็นชาวอุบลแต่กำเนิดส่วนพ่อเป็นชาวอุดรธานีมาอาศัยและทำงานที่อุบลราชธานี ดิฉันเป็นลูกสาวคนโต มีน้องสาวอีก 2 คนค่ะ บ้านของเราอยู่ที่ต่างอำเภอคืออำเภอพิบูลมังสาหาร ซึ่งห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 70 กิโลเมตรค่ะ และมีบ้านพักข้าราชการในเมืองหนึ่งหลังไว้ให้ได้พักเพื่อเรียนหนังสือในเมืองและเวลาพ่อเข้ามาทำงาน เราเป็นครอบครัวข้าราชการค่ะ ฐานะปานกลาง พ่อรับราชการกรมทางหลวง ส่วนแม่เป็นคุณครูค่ะ ท่านทั้งสองขยันมาก เนื่องด้วยพ่อกับแม่ดิฉันนอกจากจะดูแลครอบครัวตัวเองแล้วท่านทั้งสองยังมีหน้าที่คอยดูแลน้องๆของแม่ด้วย ชีวิตในวัยเด็กก็เล่นซนไปตามประสาเด็กต่างจังหวัดทั่วๆไป แต่ในที่นี้พ่อกับแม่จะปลูกฝังให้ได้ทำงานหารายได้ด้วย โดยจะให้ไปขายของที่ตลาดบ้าง ออกท้ายรถกะบะไปตามหมู่บ้านบ้าง จำได้ว่าไปขายแตงโมกับแม่ มีเต้นหางเครื่องด้วยนะคะ (ตอนนั้นเรียนอยู่ชั้นประถมค่ะยังเด็กมาก คือที่บ้านทำคณะหมอลำอีสานลำต่อกลอน ชื่อคณะ “ลูกลำคลอง”) จำได้ว่าชอบมาก สนุกและได้เงินกินขนม มีบางช่วงทำไร่พริก ปลูกถั่วลิสง ปลูกข้าวโพด ปลูกพืชเศรษฐกิจหมุนเวียนค่ะ เป็นอาชีพเสริมของครอบครัว ชีวิตเหมือนจะสบายนะคะลูกคุณครู แต่กิจการงานเยอะมาก ไม่ค่อยได้เล่นเท่าที่ควร เพราะมัวแต่หาสตางค์ คุณพ่อชอบว่าจ้างค่ะ ท่านจะไม่ใช้ให้ทำงานเฉยๆ แต่ท่านจะใช้โดยการจ้างเหมา ตัวอย่างเช่น พ่อให้ถอนหญ้าไร่พริกพร้อมใส่ปุ๋ย พ่อให้ไร่ละ 100 บาท และแนะนำให้เราหาเพื่อนมาช่วย แล้วหารรายได้กันประมาณนี้ค่ะ มีงานมาให้ทำเรื่อยๆ ตอนเด็กๆไม่ค่อยเข้าใจนะคะ เหมือนจะคิดว่าทำไมต้องทำอะไรเยอะแยะ เงินก็อยากได้ เล่นก็อยากเล่นแต่ต้องทำงานเพราะเป็นงานที่ปฏิเสธไม่ได้ ถึงจะได้สตางค์แต่เด็กก็อยากเล่นใช่ไหมคะ แต่พอโตขึ้นมา เรารู้เลยว่าสิ่งที่พ่อกับแม่สอนเราตอนเด็ก ทำให้เรามีความคิดความอ่าน ทำให้เรารู้จักวางแผน รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบ รู้ที่จะแก้ปัญหา เป็นต้น ตอนนี้ย้อนเวลาได้จะทำให้ดีทุกงานที่ท่านให้ทำ กิจกรรมทั้งหมดที่กล่าวถึงคือนอกเหนือเวลาเรียนนะคะ เพราะที่บ้านจะเน้นเรื่องเรียนของลูกๆเป็นหลักค่ะ ส่วนอื่นๆ คือกิจกรรมเสริมซึ่งก่อให้เกิดรายได้ ดิฉันโชคดีมีโอกาสได้เรียนอย่างต่อเนื่องจนจบปริญญาโทค่ะ ส่วนน้องสาวคนรองก็ปริญญาโทและน้องสาวคนเล็กปริญญาตรี ทุกคนมีหน้าที่การงานที่ดีทุกคนค่ะ

เมื่อมาอยู่ที่ประเทศนี้ คุณเคยทำอาชีพอะไรมาบ้างครับ

ดิฉันเพิ่งย้ายมาอยู่ที่เบลเยี่ยมได้ 2 ปีพอดิบพอดีเลยค่ะ เมืองที่อยู่เป็นเมืองชายทะเล อาชีพที่หนีไม่พ้นคืองาน Horeca หรืองานร้านอาหาร งานบริกร งานแรกที่ทำคือทำงานในครัวของร้านแซนวิช(Sandwich)ที่ชายทะเล มีได้ออกไปรับออเดอร์บ้าง แต่ไม่ถนัดค่ะ มีผิดเลยได้อยู่ครัวถาวร ที่นี่ภาษาราชการที่ใช้คือภาษาดัตช์ – Nederlands และฝรั่งเศส – French ส่วนภาษาอังกฤษ – English เป็นภาษาสากลทุกคนพูดได้ค่ะ แต่ไม่ 100% ส่วนเอกสารต่างๆ เมนูอาหาร ป้ายโฆษณา ฯลฯ จะใช้สองภาษาราชการอย่างที่บอกข้างต้นเลยค่ะ ทำให้ต้องปวดหัวเรื่องงานสิคะ เพราะภาษาต้องนับศูนย์เลย ดิฉันต้องมาเรียนภาษาใหม่ เขตที่อยู่ต้องเรียนภาษาดัตช์ – Nederlands ค่ะ เพื่ออนาคตถ้าต้องการงานที่ดี ต้องได้ภาษาของที่นี่ด้วยนะคะ ตรงนี้ขอเน้นให้ทราบเลยว่าสำคัญมาก

งานที่เคยทำนะคะ
1. ผู้ช่วยในครัวค่ะ ร้าน Sandwich – แซนวิชหน้าหาด (ตั้งแต่ล้างจานจนขึ้นอาหารเลยค่ะ ทำทุกสิ่ง)
2. รับรีดผ้าเพื่อนๆค่ะ หาสตางค์วนไปค่ะไม่ชอบอยู่เฉยๆ (พอดีรีดผ้าได้ดีงานดีมากพอควร ลูกค้าพูดมานะคะ)
3. ผู้ช่วยกุ๊กค่ะ งาน event ตามบ้านลูกค้า หรือตามงานเปิดตัวสินค้าหรือร้านค้าที่เค้ามีเลี้ยงอาหารค่ะ
4. งานผู้ช่วยกุ๊ก ร้านอาหารไทยค่ะ

นี่คืองานที่ทำในระยะเวลาสองปีที่อาศัยอยู่ที่นี่นะคะ ดิฉันต้องบอกเลยว่าดิฉันไม่ได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับงานที่กล่าวมาข้างต้นเลยสักนิดในตอนที่อยู่เมืองไทย อาศัยว่าเป็นลูกผู้หญิงแม่สอนให้เข้าครัวและทำงานบ้านแต่เด็ก ที่ประเทศไทยดิฉันทำงานบริษัทเอกชนในตำแหน่งผู้จัดการระดับต้นแล้วค่ะ ด้วยประสบการณ์และการศึกษา ถามว่าเสียดายงานที่เมืองไทยไหม บอกเลยว่าเสียดายมากค่ะ แต่ทำอย่างไรได้ ดิฉันตัดสินใจเลือกครอบครัว ก็ต้องทำใจรับสภาพ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดิฉันยึดคติที่ว่าถ้าขยันไม่มีวันอดตายค่ะ จิตใจต้องเข้มแข็ง ต้องยอมรับสภาพให้ได้กับความแตกต่าง และพยายามพัฒนาตัวเองนะคะ อย่าหยุดนิ่ง เดี๋ยวการงานอาจจะดีขึ้นเองถ้าเรามีความพยายามพัฒนาตัวเองให้มีความสามารถและสื่อสารได้ดี

ตอนนี้ดิฉันเพิ่งลาออกจากงานผู้ช่วยกุ๊กที่ร้านอาหารไทยค่ะ เมื่อต้นเดือนเมษายน 2560 นี้ค่ะ เพราะตัดสินใจจะกลับไปเรียนภาษาอีกครั้งค่ะ งานที่ทำไม่ใช่งานที่รัก มองว่าอนาคตอาจจะได้มีงานที่ดีกว่านี้ เนื่องจากดิฉันมีวุฒิปริญญาโทมาจากเมืองไทย และเทียบวุฒิที่นี่ได้แล้ว ถ้าเรียนภาษาเพิ่ม(ภาษาดัตช์ – Nederlands)สามารถพูด อ่าน เขียนได้ดี ก็หวังว่าจะมีโอกาสที่ดี สามารถได้งานที่ดีกว่านี้ค่ะ

คุณพูดภาษาที่ใช้ในประเทศเบลเยี่ยมได้ไหม คุณคิดว่าภาษาที่ใช้ในประเทศเบลเยี่ยมยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะเข้าใจจนสื่อสารได้ และพูดภาษาอื่นได้ไหม

พูด ฟัง อ่าน เขียน ได้นิดหน่อยค่ะเพราะเพิ่งมาอยู่ได้แค่ 2 ปีค่ะ ถ้าถามว่าภาษา ภาษาดัตช์ – Nederlands ยากสำหรับดิฉันไหม ตอบเลยค่ะว่ายาก โดยเฉพาะการออกเสียงยากกว่าภาษาอังกฤษ – English แกรมม่า – Grammar ซับซ้อน ส่วนมากต้องอาศัยการจำด้วยค่ะ ส่วนตัวมีปัญหาเรื่องการออกเสียงค่ะ พูดดัตช์ – Nederlands สำเนียงไทย พยายามแก้ไขต่อไป

ตอนนี้ดิฉันยังไม่สามารถสื่อสารภาษาที่นี่ได้ดีค่ะ ยังใช้ภาษาอังกฤษ – English เป็นหลัก แต่ก็พยายามสื่อสารกับคนใกล้ชิดเป็นภาษาดัตช์ – Nederlands เท่าที่คิดและสังเกตจากเพื่อนๆ ที่มาอยู่ก่อนหน้านี้นะคะคือ 5 ปีขึ้นไป น่าจะสื่อสารได้เกือบ 70% ค่ะ

ขอเท้าความนิดนึงนะคะ ถ้าย้ายมาอยู่ที่นี่ทางรัฐบาลจะมีข้อกำหนด(บังคับกลายๆ)ให้เราต้องเรียนภาษาของที่นี่ค่ะ โดยคุณต้องเรียนให้จบ 2 ระดับ(ภาคบังคับ) แต่การเรียนภาษามีทั้งหมด 10 ระดับ และสามารถเรียนฟรีได้ถึง 6 ระดับค่ะ ระดับที่ 7-10 ต้องจ่ายเงินค่าเรียนเองค่ะ ตรงนี้แล้วแต่เราจะเลือกว่าเราจะเรียนแค่ไหน แต่ถึงระดับนึงรัฐจะบังคับให้คุณต้องหางานทำ ถ้าคุณไม่เรียนและไม่ได้ทำงานนะคะ เขาจะไม่ยอมให้คุณอยู่บ้านเฉยๆ

ตอนนี้ภาษาที่ดิฉันพูดได้ก็มีภาษาดัตช์ – Nederlands และภาษาอังกฤษค่ะ (อนาคตถ้าดัตช์แข็งแรงจะต่อยอดภาษาฝรั่งเศสค่ะ)

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมครับสำหรับการที่ คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนเบลเยี่ยม แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

ดิฉันมองคนไทยค่อนข้างปรับตัวเก่งนะคะ กินง่าย อยู่ง่ายและขยันกว่าคนชาติอื่นด้วยค่ะ แต่มาแรกๆ อาจจะคิดถึงบ้านบ้างแต่นานไปคงจะชินค่ะ ส่วนตัวดิฉันจากที่เคยทำงานยุ่งมากๆ มาอยู่ใหม่ๆจิตตกเหมือนกันค่ะ เหมือนสมองไม่พัฒนา ตรงนี้สามีบอกคิดมากไปค่ะไม่ให้คิดได้ยังไงคะจากที่เคยทำงานดีๆ แล้วตอนนี้ต้องมาทำงานอีกอย่างที่เราไม่มีความชำนาญ ไม่มีประสบการณ์ ทำให้จิตตกเหมือนกันนะคะ ไม่ค่อยมีความสุขกับการทำงาน แต่ทำเพราะเป็นคนไม่ชอบอยู่เฉยๆ ชอบให้มีรายได้เข้ามือค่ะ ณ ตอนนี้ถึงได้บอกกับตัวเองเสมอว่าต้องเราจะพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพื่อให้สามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างภาคภูมิใจ สื่อสารได้ ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เป็นภาระให้ใครหรือภาระให้สังคม

ในมุมมองของดิฉันเรื่องที่ว่าปรับตัวยากคงเรื่องภาษาค่ะ เพราะคนไทยส่วนใหญ่เรียนภาษาอังกฤษ – Englishมา แต่ที่นี่ต้องให้ภาษาดัตช์ – Nederlands และฝรั่งเศส – French ซึ่งต้องใช้เวลาในการเรียน การฝึกฝน กว่าจะสามารถสื่อสารได้ จนได้ทำงานที่ดี เหมือนที่เราเคยทำมาที่เมืองไทยค่ะ ส่วนตัวก็ท้อนะคะแต่จะไม่ถอยค่ะ สู้กันต่อไป

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นหรือเปล่าครับ

เมืองที่ดิฉันอาศัยอยู่มีคนไทยค่อนข้างเยอะเหมือนกันค่ะ คนไทยที่นี่มีความเป็นอยู่ที่ดีค่ะ เพราะที่เห็นทุกคนมีงานทำ มีรายได้ คนไทยมีความขยัน มีครอบครัวที่น่ารัก อบอุ่น จะมีที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวบ้างนะคะ แต่น้อย และเขาก็มีงานทำสามารถอยู่ที่นี่โดยมีความเป็นอยู่ที่ดีได้ค่ะไม่เป็นภาระของสังคม ขอแค่ไม่ขี้เกียจ

ดิฉันมีเพื่อนค่อนข้างเยอะอาจจะเพราะเป็นคนมีอัธยาศัยดี แต่ที่สนิทมากๆ ก็มีสองสามท่านค่ะ คนไทยที่นี่ค่อนข้างจะเป็นกลุ่มเป็นก้อน มีกิจกรรมร่วมกันบ้างตามแต่โอกาส ที่สำคัญส่วนตัวดิฉันมีญาติพี่น้องที่นี่ประมาณ 5 ครอบครัวค่ะ ซึ่งมาจากหมู่บ้านเดียวกันที่อุบลราชธานี ทำให้ไม่เหงาและไม่โดดเดี่ยวค่ะเวลามีปัญหามีที่พึ่งและที่ปรึกษา ถือว่าโชคดีมากค่ะ

อะไรคือสิ่งที่คนเบลเยี่ยมชอบ และคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายเบลเยี่ยมเป็นอย่างไร ผู้หญิงเบลเยี่ยมเป็นอย่างไร และครอบครัวของคนเบลเยี่ยมเป็นอย่างไร

ดิฉันมองว่าคนเบลเยี่ยมนิสัยดีนะคะ รักครอบครัว คนส่วนมากอัธยาศัยดี ขี้อาย มีระเบียบวินัย โดยเฉพาะวินัยในการใช้จ่ายนี่ถือว่าสุดยอดค่ะ คนที่นี่ชอบดื่มค่ะ ถ้าอากาศดีๆ คนที่นี่มักจะออกจากบ้านไป Cafe(คาร์เฟ่) เพื่อไปดื่มค่ะ ดื่มเบียร์ดื่มกาแฟ ที่เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่ผลิต Beer(เบียร์)มากมายหลายยี่ห้อคนที่นี่เลยชอบดื่ม Beer(เบียร์)มากค่ะ อีกอย่างคือเดินและปั่นจักรยานค่ะ คนที่นี่ชอบออกไปเดินเล่นตามชายทะเลหรือตามป่ากลางเมือง ส่วนจักรยานจะมีถนนสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ สะดวกและปลอดภัยค่ะ

ผู้ชายที่นี่มีความรับผิดชอบสูงนะคะ อัธยาศัยดี มีระเบียบวินัย ที่สำคัญให้เกียรติผู้หญิง อีกอย่างค่ะ “ความลับไม่มีในโลก” นี่เรื่องจริงนะคะ คนที่นี่ปากต่อปาก ง่ายๆ ขี้นินทาค่ะ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

ผู้หญิงชาวเบลเยี่ยมรักสบายค่ะ หนักไม่เอา เบาไม่สู้ (สังเกตจากเพื่อนร่วมงานนะคะ) ชอบนินทา ดูดบุหรี่จัด ในมุมมองของดิฉัน คนดีๆ ก็เยอะค่ะ แล้วแต่ครอบครัวและการเลี้ยงดู ที่นี่คนสูงวัยค่อนข้างจะใจดี พูดจาดีและอัธยาศัยดีและเป็นมิตรมากกว่าค่ะ

คนที่นี่จะอยู่กันเป็นครอบครัวเดี่ยวค่ะ แต่จะมีวันครอบครัวที่ทุกคนมาพบปะสังสรรค์เช่นกันค่ะ เช่นวันคริสมาสต์ (Christmas Day) วันเข้าโบสถ์ของลูกหลาน หรือวันสำคัญๆ ของสมาชิกในครอบครัวค่ะ ดิฉันมองว่าคนเบลเยี่ยมค่อนข้างรักครอบครัวนะคะ มีอารมณ์คิดถึงพ่อคิดถึงแม่เหมือนคนไทยค่ะ แต่เขาจะไม่มีวัฒนธรรมที่ต้องมาเลี้ยงดูพ่อแม่ค่ะ แค่ไปเยี่ยมเยือนถามสารทุกข์บ่อยๆ

ค่าครองชีพที่เบลเยี่ยมเป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพที่นี่ค่อนข้างจะสูงทีเดียวค่ะ จ่ายภาษีแพงอีกต่างหาก ในฐานะคนไทยต่างแดนบอกเลยอาหารไทยแพงมากค่ะ พวกวัสดุในการประกอบอาหารราคาค่อนข้างสูงเพราะเป็นสินค้านำเข้า ตัวอย่างเช่น

1. อาหารไทย มะละกอ ตกกิโลกรัมละ 11 ยูโร/ ทุเรียน แพ็คละ 16 ยูโร (ประมาณ 2-3 พู)/ ผักสด
ค่ะ ผักไทยๆ แพ็คละ 3 ยูโรขึ้นไปเลยค่ะ
2. ค่าน้ำค่าไฟ (ค่าสาธารณูปโภค) ที่นี่ราคาแพงมากค่ะ แพงจนอาบน้ำนานไม่ได้เลยค่ะ
3. ค่าจอดรถค่ะ เก็บทุกซอกทุกมุม เก็บจนคิดว่าไม่มีอะไรได้มาฟรี(Free)ในเบลเยี่ยมเลยค่ะ

สิ่งที่มีคุณค่าและเหมาะสมกับราคาในความคิดของดิฉันมีดังนี้ค่ะ
1. รถยนต์ค่ะ ราคารถยนต์ที่นี่ไม่แพงเท่าที่ไทย รถยุโรป(Europe)ยี่ห้อดังๆ คุณภาพเยี่ยมๆ เรา
สามารถจับต้องได้ค่ะ และรถยนต์มือสองราคาดีคุณภาพเยี่ยมค่ะ
2. ประกันสุขภาพ ที่นี่บังคับให้ทุกคนต้องมีประกันสุขภาพค่ะ ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายประมาณ
80% และบางคนสามารถทำเพิ่มในกรณีเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล(ค่าห้อง)ตัวนี้ไม่บังคับค่ะ ค่าใช้จ่ายในการทำประกันถือว่าไม่แพงค่ะ
3. การศึกษาค่ะ ที่เบลเยี่ยมเรียนฟรี(Free)ถึงมหาวิทยาลัยค่ะ อาจจะมีค่าใช้จ่ายบ้างแต่ไม่มาก(กรณี
ที่เป็นพลเมืองของเบลเยี่ยมนะคะ) และถ้ารัฐมองว่าเป็นครอบครัวที่ยากจนรัฐบาลจะเป็น Sponsorให้เรียนฟรี(Free)จนจบมหาวิทยาลัยค่ะ ตรงนี้วัดจากรายได้ของครอบครัวค่ะ คุณภาพของระบบการศึกษาที่เบลเยี่ยมถือว่าดีมากทีเดียวค่ะ

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในเบลเยี่ยมตามความคิดเห็นของคุณ และบอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในเบลเยี่ยมครับ

ข้อดีคือ
1. ระบบการศึกษาค่ะ ที่นี่มีระบบการศึกษาที่ดี รัฐบาลส่งเสริมให้พลเมืองได้รับการศึกษาที่ดีและตามความถนัด ตามความสามารถของแต่ละบุคคล พอเรียนถึงระดับมัธยมต้นเด็กจะต้องรู้แล้วว่าตัวเองควรเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยหรือไปทางสายอาชีพ และถึงระดับหนึ่งก็จะแยกไปเรียนตามสายที่ตัวเองถนัด ทำให้เด็กได้เรียนตรงจุดและมีความชำนาญเฉพาะด้าน
2. สวัสดิการของคนที่นี่ค่ะ ไม่ว่าจะเงินฮอลิเดย์(Holiday) เงินเกษียณ หรือแม้แต่ประกันสุขภาพ ถ้าคุณทำงานและจ่ายภาษีถูกต้องและอยู่ในระบบของรัฐบาล คุณไม่ต้องกังวลว่าแก่ตัวมาจะเป็นภาระของลูกหลาน ที่นี่บังคับเก็บจากรายได้ของคุณ ซึ่งดูค่อนข้างเยอะแต่จะทำให้คุณไม่ลำบากเมื่อคุณมีปัญหาทำงานไม่ได้หรือเกษียณตอนอายุ 65 ปี
3. กฎจราจรค่ะ ดีมากค่ะ มีบังคับระดับความเร็วของแต่ละจุด คนที่นี่จะซีเรียส(Serious)มากเพราะถ้าฝ่าฝืนค่าปรับค่อนข้างแพง มีถนนสำหรับคนเดิน ถนนสำหรับจักรยาน รถยนต์จอดให้คนข้ามถนนอย่างเป็นระเบียบ และรถจักรยานจะต้องมีการเรียนกฏการขับขี่อย่างถูกต้องจากโรงเรียนด้วยนะคะ ทุกคนรักษากฏอย่างดี ปลอดภัยมากค่ะ ไม่ค่อยมีอุบัติเหตุ

ข้อเสียคือ
1. สภาพอากาศค่ะ ไม่ค่อยมีแดด หนาวและที่นี่ฝนตกบ่อยมาก ร่มต้องเตรียมไว้ตลอดนะคะ เพราะตกบ่อยจริงๆ (ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกจากบ้านทุกครั้งค่ะ ค่อนข้างแม่นยำ)
2. ภาษีค่อนข้างโหดค่ะ ภาษีรายได้จ่ายกันเกือบครึ่งของรายได้เลยทีเดียว ส่วนอื่นๆ รัฐบาลก็เก็บทุกสิ่งที่เท่าที่รัฐบาลจะเก็บได้ คนประเทศนี้บ่นเรื่องภาษีกันมากค่ะ
3. ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดเวลา 6 โมงเย็น วันอาทิตย์ร้านค้าส่วนใหญ่จะปิด ดังนั้นเราต้องวางแผนในการจับจ่ายค่ะ เกิดหิวเวลาดึกหรือวันอาทิตย์โดยที่บ้านไม่มีอะไรในตู้เย็นนี่คิดหนักกันเลยทีเดียว แทบจะหาซื้ออะไรมาทำกินไม่ได้เลย (ประเทศไทยมี 7-11 ที่นี่ไม่มีค่ะ)

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่าเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องความโรแมนติก ความรัก ระหว่างคนไทยและคนเบลเยี่ยมอะไรคือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้

วัฒนธรรมและประเพณีค่ะ คนไทยจะมีความรักและเคารพต่อบุพการีอย่างมาก คนเบลเยี่ยมมีเหมือนกันแต่จะมีน้อยกว่า ดิฉันให้ความสำคัญกับพ่อแม่แต่สามีเคยถามว่าทำไมเขาไม่มาเป็นที่หนึ่งทำไมต้องพ่อแม่ก่อน เรื่องนี้ต้องอธิบายกันเยอะเลยทีเดียวค่ะ ว่าคนไทยมีความเชื่อและมีวัฒนธรรมอย่างไร ความซื่อสัตย์ ความกตัญญูต่อบุพการี เรื่องบาปบุญคุณโทษและความเชื่อที่ต้องดูแลบุพการี

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหมและคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่าและสถานที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไปเที่ยวมาก

มีค่ะ พ่อแม่ดิฉัน น้องๆหลานๆทุกคนในครอบครัวอยู่ที่เมืองไทยหมดค่ะ ดิฉันคิดถึงพวกเขาค่ะ จะมีคิดถึงมากเป็นช่วงๆค่ะ โชคดีที่ดิฉันมีญาติที่นี่ และที่สำคัญปัจจุบันระบบการสื่อสารทำให้ดิฉันสามารถติดต่อกับทางบ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ไม่มีความกังวล ดิฉันคุยกับทางบ้านเกือบทุกวันค่ะ

ดิฉันคิดถึงเมืองไทยเสมอค่ะ เพราะเมืองไทยคือบ้านเกิดเมืองนอน ที่ไหนๆ ก็ไม่สุขใจเท่าบ้านเรานะคะ คำนี้จริงแท้แน่นอนค่ะ มีหลายๆ สิ่งที่บ้านเราสะดวกสบายกว่าที่นี่ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ห้างร้านเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง แหล่งท่องเที่ยวมากมาย สวยๆงามๆ คนไทยมีน้ำใจดี เมื่อคิดถึงเมืองไทยดิฉันชอบโทรหาทางบ้านค่ะ คุยกับแม่ กับน้าหรือทักทายเพื่อนเก่าๆทาง Line หรือทาง facebook ไปค่ะ

ต้องบอกว่าประเทศไทยมีสถานที่สวยๆหลายๆที่เลยทีเดียว แต่ให้ชอบที่สุดและไปบ่อยสุดคงเป็นที่เกาะช้างค่ะ เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงมาก ไปง่าย สามารถนำรถยนต์ข้ามเกาะไปได้เลยค่ะ มีความเป็นส่วนตัว มีความสงบและธรรมชาติยังสวยงามค่ะ

เรื่องความปลอดภัยในต่างแดน คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในเมือง Knokke-Heist ประเทศเบลเยี่ยม ถ้ารู้สึกว่าไม่ปลอดภัย มีความไม่ปลอดภัยอย่างไร

ดิฉันรู้สึกปลอดภัยนะคะเมื่อสองปีก่อน แต่ตอนนี้ไม่ค่ะ ชีวิตอยู่ยากขึ้นตั้งแต่มีการก่อการร้ายที่สนามบินZaventem กลางกรุงบรัสเซล(Brussels) และที่เมืองต่างๆ ของแต่ละประเทศในแถบยุโรป(Europe) แถมโจรผู้ร้ายมากขึ้น เราจะต้องคอยระวังมากขึ้นค่ะ

ในประเทศเบลเยี่ยมคุณมีสถานที่ไหนที่คุณชอบไปเที่ยวมาก และเบลเยี่ยมสวยไหมครับ

เมือง Brugge ค่ะ เป็นเมืองเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ของเบลเยี่ยมค่ะ ดิฉันชอบเมือง Brugge เพราะจะพบกับตึกเก่าๆ พบกับสถาปัตยกรรมเก่าๆ มีเรือให้นักท่องเที่ยวชมเมืองด้วย เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ เมืองสวยมากคะ ได้บรรยากาศและมีคุณค่าทางจิตใจ

ในยามว่างคุณรักที่จะทำอะไรในยามที่คุณว่าง คุณได้ทำอะไรประจำยามว่าง

การให้เวลากับคนในครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญค่ะ ถ้ามีเวลาว่างดิฉันจะหากิจกรรมทำร่วมกันกับคุณสามีค่ะ เช่นปั่นจักรยาน เดินเล่น หรือไป Tea-room ค่ะ เป็นการทำกิจกรรมเพื่อสานความสัมพันธ์ได้ดีมากสำหรับครอบครัวดิฉัน

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ยุโรป / เบลเยี่ยม จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

ทุกข์สุขอยู่ที่ใจ อยู่ที่ความคิด อยู่ที่ไหนก็สุขได้ ถ้าใจเรามีความสุข การที่จะมาอยู่ที่ต่างประเทศหรือประเทศเบลเยี่ยม สิ่งแรกเลยที่ต้องคำนึงถึงคือภาษาค่ะ เพราะที่นี่อย่างที่บอกไว้เบื้องต้นคือใช้ภาษาดัตช์ – Nederlandsและฝรั่งเศส – French สิ่งที่สองคือวัฒนธรรมประเพณี การที่คุณมาอยู่ที่นี่แล้วสามารถปรับตัวได้ทันทีถือว่ายากพอควร หรือคิดว่าจะได้งานทำเลยบอกเลยยากมาก เพราะเงื่อนไขของมันคือคุณจะต้องสามารถสื่อสารภาษาท้องถิ่นได้ในระดับหนึ่งเสียก่อนถึงจะสามารถทำงานได้ แต่ถ้ามีเพื่อนฝูงหรือคุณอาศัยที่เมืองใหญ่หน่อยอาจจะมีงานทำได้ง่ายกว่าเมืองเล็กๆค่ะ ตรงนี้ดิฉันแนะนำให้ทำใจไว้รอด้วยนะคะ อย่าคาดหวังไว้สูง เพราะเราจะผิดหวัง แต่ควรมีเป้าหมายและพุ่งชน ถ้าใครคิดว่าจะมาเบลเยี่ยมแล้วสามารถทำงานมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทำได้ค่ะ แต่ต้องใช้เวลานะคะ ให้วางแผนดีๆ ถ้าคุณยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกๆเดือนที่ไทย หากตัดสินใจที่จะมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองจริงๆ ดิฉันแนะนำให้เพื่อนๆ ควรที่จะเรียนสายอาชีพมาบ้างนะคะ ให้มีความรู้เรื่องการทำเล็บ การทำผม การนวดไทย การทำอาหาร หรือแม้แต่การปะการซ่อมเสื้อผ้า อย่าคิดว่างานพวกนี้ไม่มีประโยชน์นะคะ ดิฉันบอกตรงนี้เลยทำได้ไม่อดตายค่ะ เราสามารถทำเสริมเพื่อให้มีรายได้ในช่วงที่เราเรียนภาษาหรือช่วงที่เรากำลังเร่งพัฒนาตัวเองเข้าสู่ตลาดแรงงานของที่นี่ หรือหากคุณฝีมือดี คุณสามารถทำเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ในต่างแดนได้เลยนะคะ คนไทยฝีมือดี ประณีตอยู่แล้ว เมื่อมาอยู่ที่ต่างประเทศให้พยายามปรับตัวให้ได้เร็วที่สุด ให้ขวยขวายหาความรู้และให้พยายามรู้ถึงสิทธิของตน ประโยชน์ของพลเมืองที่ควรจะได้รับ เน้นนะคะ การที่เราจะอยู่ต่างบ้านต่างเมืองกฎหมายเบื้องต้น สิทธิพลเมืองเราต้องทราบ อย่าให้สามีทำทุกอย่างให้เราจนเราไม่สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้เลย ตรงนี้แนะนำว่าอย่าทำนะ ดิฉันแนะนำให้ฝึกทำเองให้เป็นทุกอย่าง แม้แต่ติดต่อธนาคารต้องทำอย่างไร ฝาก-ถอน-โอน หรือแม้แต่ซื้อของ จับจ่าย หรือแม้แต่หน่วยงานต่างๆ ให้รู้ว่าเขามีหน้าที่อะไร เมื่อมีปัญหาเราจะได้รู้ว่าทุกปัญหามีทางออกค่ะที่แนะนำไม่ใช่ให้มีปัญหากับคนในครอบครัวนะคะ ดิฉันมองว่าเรามาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองอะไรที่สร้างความเสถียรให้กับเรา เราต้องทำต้องรู้ค่ะ (ที่ประเทศเบลเยี่ยมบังคับให้เราเรียนค่ะถ้าใครจะมาอยู่ที่นี่ แค่ตั้งใจเรียนแล้วคุณจะอยู่ที่นี่อย่างไม่เป็นภาระต่อคนอื่นและสังคมค่ะ)
ดิฉันขอให้ทุกคนโชคดีนะคะ ขอบคุณค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s