คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ:จากนครราชสีมาสู่ร๊อตเตอร์ดัมประเทศเนเธอร์แลนด์

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศเนเธอร์แลนด์ เธอคือ คุณ มาริสสา นิโรจน์ และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศเนเธอร์แลนด์

ผมอยากจะแนะนำคุณกับ คุณ มาริสสา นิโรจน์ (เจี๊ยบ)

ภาพถ่ายจาก คุณ มาริสสา นิโรจน์

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศเนเธอร์แลนด์

ดิฉันอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ค่ะ เข้ามาที่นี่เพราะมาศึกษาต่อปริญญาโท ที่ The Hague University of Applied Sciences พอเรียนจบแล้วก็ได้งานทำต่อที่ธนาคาร The Royal Bank of Scotland ที่อัมส์เตอร์ดัม ปัจจุบันแต่งงานกับสามีชาวดัชท์ ทำงานและอาศัยอยู่ที่เมืองร๊อตเตอร์ดัมค่ะ

Dam Square, Amsterdam

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนในเมืองไทยครับ ช่วยเล่าชีวิตวัยเด็กของคุณให้เราฟังหน่อยได้ไหมครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ดิฉันเกิดที่ จ.นครราชสีมาค่ะ แต่มาเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพตอนอายุได้ 7 ขวบ ดิฉันเกิดและเติบโตในครอบครัวข้าราชการ ฐานะปานกลางค่ะ คุณพ่อรับราชการเป็นนายทหารยศพลตรี ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้านค่ะ ดิฉันเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างเข้มงวด มีระเบียบวินัยแบบทหารนะคะ และประกอบกับดิฉันได้เริ่มเล่นกีฬาตั้งแต่เด็กๆ เป็นนักกีฬาเทนนิสค่ะ ช่วงชีวิตวัยเด็กก็จะยุ่งอยู่กับการซ้อมเทนนิสและเรียนหนังสือเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นคนอื่นเขา ดิฉันเล่นเทนนิสค่อนข้างเก่งและเคยเป็นตัวแทนประเทศและติดทีมชาติไทยไปแข่งรายการซีเกมส์และเอเชี่ยนเกมส์ ส่วนในต่างประเทศช่วงสมัยแข่งเยาวชน ดิฉันได้ไปแข่งที่อเมริกา ยุโรป และประเทศแถบเอเซียทั้งหมด ดิฉันเคยขึ้นเป็นมือท๊อป 30 อันดับของโลกในรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี รายการที่ดิฉันภาคภูมิใจที่สุดคือ ได้ไปแข่งรายการเยาวชน Wimbledon ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแมทซ์ที่นักเทนนิสทั่วโลกใฝ่ฝันที่จะได้ไปแข่ง

เมื่อมาอยู่ที่ประเทศนี้คุณเคยทำอาชีพอะไรมาบ้างครับและตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรครับ

ก่อนที่มาอยู่ที่เนเธอร์แลนด์ ดิฉันเรียนจบปริญญาตรีด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมค่ะ และหลังจากเรียนจบดิฉันก็ได้ทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ที่พหลโยธิน ในฝ่ายเครดิตและหลักประกันค่ะ ตอนนั้นดิฉันเริ่มเล่นเทนนิสน้อยลง และเริ่มต้นอยากหางานทำค่ะ แต่พอทำงานที่ธนาคารกสิกรไทยได้ 2 ปีกว่าๆ ดิฉันตั้งใจอยากมาเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศค่ะ ดิฉันเลยตัดสินใจเก็บเงินส่วนตัวบางส่วน และมาตามความฝันมาเรียนต่อที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ด้านกฎหมายยุโรปและนโยบายค่ะ Master of European Law and Policy ที่ The Hague University of Applied Sciences และพอเรียนจบดิฉันมีโอกาสได้ทำงานที่ธนาคาร The Royal Bank of Scotland ซึ่งเป็นธนาคารของอังกฤษที่อัมส์เตอร์ดัมค่ะ ปัจจุบันดิฉันได้เปลี่ยนงานมาทำงานบริษัท Commodity Tradinng ชื่อ Baywa Marketing and Trading International B.V ที่เมือง Rotterdam ในตำแหน่งTreasurer ค่ะ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือดูแลการเงินของบริษัท ดูความเสี่ยงในเรื่องค่าเงิน และดูเรื่องอื่นๆเกี่ยวกับสัญญาระหว่างบริษัทและธนาคารค่ะ

คุณพูดภาษาของประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ไหม คุณคิดว่าภาษาดัชท์ยากสำหรับคุณไหม คุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาประเทศนี้ได้ จนสื่อสารและเข้าใจได้ และคุณพูดภาษาอื่นได้อีกไหม

ตอนที่ดิฉันเรียนปริญญาโทที่นี่ ดิฉันเรียนเป็นโปรแกรม International ค่ะและการเรียนจะเรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ทำให้ช่วง 2-3 ปีแรกดิฉันจะยังพูดภาษาดัชท์ไม่ได้ค่ะ
แต่พอได้เริ่มทำงานเนื่องจากเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นคนดัชท์ ทางบริษัทเลยส่งให้เราเรียนภาษาดัชท์และได้ใช้บ่อยขึ้น ดิฉันเลยพูดภาษาดัชท์ อ่านเขียนได้โดยผ่านการสอบขั้นพื้นฐานในการสอบภาษาเพื่อขอดัชท์พาสปอร์ตในระยะเวลาที่กำหนด และสอบผ่านในครั้งเดียวด้วยค่ะ ถ้าถามว่าภาษาดัชท์ยากไหม ดิฉันว่าไม่ยากนะคะ แต่ยากตรงการออกเสียงให้ถูก และให้เขาเข้าใจเรา และดิฉันคิดว่าการที่เราพูด อ่าน เขียน ภาษาของประเทศที่เราอาศัยอยู่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่เฉพาะทำให้เรามีโอากาสได้พาสปอร์ต หรือได้วีซ่าอยู่ถาวร แต่เรื่องการเข้าสังคมก็สำคัญค่ะ เพราะพอเราพูดภาษาบ้านเขาได้ เราก็จะเข้าสังคมเขาได้ง่ายขึ้น และอีกอย่างที่สำคัญคือ โอกาสในการหางานทำก็จะมีมากขึ้นด้วยค่ะ

Office Building of Khun Jeab in Rotterdam.

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ายากมากไหมที่คนไทยต้องปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตแบบคนประเทศเนเธอร์แลนด์ ถ้าคุณคิดว่ายาก มันยากตรงไหน ยากอย่างไร และอะไรที่คุณคิดว่าเป็นเรื่องปรับตัวยากที่สุด

ตอนที่มาอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์แรกๆ ดิฉันค่อนข้างตกใจคือ “ความแตกต่างในเรื่องวัฒนธรรม” ค่ะ สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือคนดัชท์เป็นคนพูดตรงมาก บางทีการพูดตรงคนไทยบางคนอาจจะรับไม่ได้ แต่ดิฉันพออยู่ไปนานๆ เริ่มปรับตัวและรับได้กับการใช้ชีวิตแบบคนดัชท์ ส่วนตัวดิฉันว่าไม่ยากนะคะที่จะปรับตัว ถ้าเราเปิดใจยอมรับความแตกต่างของวัฒนธรรม ก็ทำให้เราอยู่ประเทศนี้อย่างมีความสุขค่ะ ส่วนสิ่งที่ดิฉันคิดว่ายากในเรื่องการปรับตัวในการใช้ชีวิตแบบคนดัชท์ คงไม่พ้นเรื่องอากาศและอาหารการกิน คนดัชท์เป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายค่ะ ข้าวเช้า และเที่ยงเขาจะทานแบบง่ายๆ คือขนมปังหรือโยเกริ์ต สำหรับดิฉันเรื่องอาหารคือเรื่องใหญ่ บางทีข้าวเที่ยงดิฉันต้องห่อข้าวไปทานที่ทำงาน เพราะร้านอาหารที่ทำงานบางวันขายแต่ขนมปังหรือสลัด ส่วนอากาศที่ทราบกันอยู่ที่นี่อากาศจะหนาวยาวมาก อากาศเริ่มหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม และยาวถึงปลายเดือนพฤษภาคมเลยค่ะ ถ้าช่วงอากาศดีที่ไม่ได้ต้องใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ ก็มีแค่ 3-4 เดือน คือช่วงตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายนค่ะ คือช่วงหน้าหนาวเรียกได้ว่าเกินครึ่งปีเลยก็ว่าได้ พอช่วงหน้าหนาวก็มีแอบคิดถึงอากาศ 30 กว่าๆที่เมืองไทยเหมือนกันค่ะ ที่เราสามารถใส่กางเกงขาสั้นเดินไปไหนมาไหนก็ได้ค่ะ

เมืองที่คุณย้ายไปอยู่ มีคนไทยอาศัยอยู่มากไหม และคุณคิดว่าคนไทยที่นั่นเขามีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายดีไหม อย่างไร คุณมีเพื่อนคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นด้วยหรือไม่ อย่างไร

จริงๆ ประเทศเนเธอร์แลนด์มีคนไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากทีเดียวค่ะ และดิฉันเองก็มีเพื่อนๆคนไทยที่คบกันมาเป็นเวลา 10 ปีแล้วตั้งแต่ดิฉันยังเป็นนักเรียน ดิฉันมีเพื่อนคนไทยที่สนิทๆกันประมาณ 7-8 คนค่ะ คอยช่วยเหลือดูแลให้คำปรึกษากันดีมาก ดิฉันคิดว่าดิฉันค่อนข้างโชคดีค่ะที่ดิฉันเจอแต่คนไทยใจดี เป็นมิตร และจิตใจดีมาก เป็นเพื่อนเป็นพี่ที่ดีมากๆ เท่าที่ดิฉันได้สัมผัสพวกเขาก็อยู่สุขสบายดีนะคะ มีครอบครัวที่อบอุ่นกันดี ถ้าเราว่างเราก็มาเจอกัน ทานข้าวกัน หรือไปเที่ยวด้วยกันค่ะ ส่วนสามีของพวกเราก็น่ารักเขาก็ดูแลเอาใจใส่พวกเราดีค่ะ

นิสัยของคนประเทศเนเธอร์แลนด์ชอบอะไรเป็นพิเศษ และคุณบอกได้ไหมคนที่อยู่ที่นี่เป็นอย่างไร ผู้ชายเป็นอย่างไร ผู้หญิงเป็นอย่างไร และครอบครัวของคนประเทศนี้เป็นอย่างไร

สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้นิสัยของคนเนเธอร์แลนด์หลังจากอยู่ที่นี่เป็นเวลาเกิน 10 ปี คือคนดัชท์เป็นคนที่คิดอย่างไงก็พูดอย่างนั้น รู้จักใช้เงินมากๆ และเป็นคนพูดตรงไม่มีอ้อมเลย และจะค่อนข้างเป็นคนสมถะค่ะ ไม่ชอบแต่งตัวโชว์กัน หรือถือกระเป๋าแบรนด์เนมแข่งกันเลย ผู้หญิงดัชท์แต่งตัวไม่เก่งค่ะ แต่งหน้านี่แทบไม่แต่งเลย ส่วนผู้ชายจะแต่งตัวเก่งกว่าผู้หญิงค่ะ คนดัชท์ชอบคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ ชอบคุยเรื่องไปเที่ยวที่ไหนมา การทำงานที่นี่ไม่มีหัวหน้าลูกน้อง ทุกคนคือเพื่อนร่วมงานทั้งหมด คนดัชท์ค่อนข้างแบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวได้อย่างลงตัว เขาจะมาทำงานตรงต่อเวลามากและเลิกงานเร็วตรงเวลาเช่นกันค่ะ เขาจะใช้เวลาหลังเลิกงานกับครอบครัวให้เต็มที่ค่ะ

คุณคิดว่าค่าครองชีพที่เนเธอร์แลนด์เป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (ยกมาสามตัวอย่าง) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (ยกมาสามตัวอย่าง)

ดิฉันคิดว่าค่าครองชีพที่นี่ก็สมเหตุสมผลนะคะ ก็ไม่ได้แพงจนเกินไป ถ้าคุณไปซุปเปอร์มาเก็ต และซื้อของมาทำอาหารเองก็ไม่แพงค่ะ แต่ถ้าคุณไปนั่งร้านอาหารดิฉันก็คิดว่าแพงค่ะ

สิ่งที่ดิฉันคิดว่าแพงคงเป็น
1. ค่ารถไฟ
2. ค่าจอดรถ ดิฉันว่าเมืองใหญ่ๆอย่างอัมส์เตอร์ดัม ค่าจอดรถแพงพอๆกับที่นิวยอร์คเลย ซึ่งดิฉันว่ามันแพงมาก ค่ารถไฟเช่นกันถ้าไม่มีบัตรส่วนลด ดิฉันก็ว่าแพงมาก

ส่วนค่าครองชีพอื่นๆ เช่นอาหาร ค่ากับข้าวดิฉันว่าราคาสมเหตุสมผลค่ะ คุณแม่เคยบอกด้วยค่ะว่าบางอย่างเช่นเนื้อหมู เนื้อไก่ บางทีราคาถูกกว่าเมืองไทยอีกค่ะ

ความคิดเห็นของคุณอยู่ที่นี่มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ช่วยบอกข้อดี และข้อเสียอย่างละ 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้

ข้อดีของการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่คือ
1. ดิฉันคิดว่าการอยู่ที่นี่ ชีวิตค่อนข้างเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่เจอรถติด คนค่อนข้างเรียบง่าย สมถะ ทำให้เราเองก็มีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบนี้ไปด้วย

2. ดิฉันคิดว่าฐานเงินเดือนปกติของคนทั่วไป ค่อนข้างที่ใช้ชีวิตไม่ลำบากมากถ้าเทียบกับค่าครองชีพ ถ้าคนตกงานก็จะมีสวัสดิการสังคมที่ดีรองรับ มีเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลในหลายๆด้าน ทั้งเรื่องเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล หรือเงินช่วยเหลือค่าที่พักอาศัยสำหรับคนรายได้น้อยค่ะ ซึ่งดิฉันว่าดีมากๆ

3. ดิฉันคิดว่าเรื่อง work life balance “ความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงาน” ที่นี่ดีมากๆ การทำงานที่นี่คนดัชท์เขาไม่ชอบทำงานเลิกเย็นค่ะ เพราะทุกคนต้องการกลับบ้านตรงเวลาเพื่อไปใช้เวลากับครอบครัว หรือไปทำกิจกรรมอื่นๆหลังเลิกงานค่ะ

ข้อเสียคือ
1.อากาศหนาวค่อนข้างนาน และมีฝนตกบ่อยค่ะ

2.อาหารการกินไม่ได้มีเยอะเหมือนเมืองไทย ร้านค้าส่วนมากจะเลิกเร็ว 6 โมงเย็นก็ปิดร้านหมดแล้วค่ะ

3.สังคมที่นี่ไม่อบอุ่นเหมือนเมืองไทยค่ะ ค่อนข้างตัวใครตัวมัน แต่สำหรับตัวดิฉันเองไม่ได้มีปัญหาตรงนี้นะคะ เพราะค่อนข้างโชคดีที่ครอบครัวสามีน่ารักมากจริงๆ และเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่าเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องความโรแมนติก ความรัก ระหว่างคนไทยและคนดัชท์อะไรคือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้

ดิฉันคิดว่าปัญหาที่น่าจะสำคัญมากที่สุดกับความสัมพันธ์กับผู้ชายดัชท์คือการสื่อสารค่ะ เพราะคนดัชท์เป็นคนพูดตรง แต่เราอาจจะตีความหมายผิดคิดว่าเขาว่าเรา แต่จริงๆเป็นแค่การชี้แจงการตรงๆของคนดัชท์ แต่คนไทยอาจจะรับไม่ได้นะคะ และคนไทยสอนให้มีอะไรที่ไม่พอใจให้เก็บไว้ แต่คนดัชท์เขาไม่เข้าใจนะคะ ถ้ามีปัญหาหรือไม่เข้าใจกัน คนดัชท์เขาชอบที่จะคุยกันตรงๆ สื่อสารกันตรงว่าเธอชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีปัญหาอะไรกันจะได้แก้ปัญหากันได้ ส่วนอีกเรื่องน่าจะเป็นเรื่องการใช้เงินของคนดัชท์ ที่คนไทยอาจรับไม่ได้คิดว่าเขาขี้เหนียวหรือตระหนี่ แต่จริงๆมันคือนิสัยพื้นฐานของคนประเทศนี้เลยค่ะ ว่าการรู้จักใช้เงินสำคัญมาก อะไรที่ไม่ควรจ่ายก็ไม่จ่าย ซึ่งดิฉันเองก็ได้เรียนรู้การใช้เงินแบบคนดัชท์มาค่อนข้างเยอะค่ะ

คุณยังมีคนในครอบครัวที่ใกล้ชิดที่ยังอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงคนในครอบครัวของคุณมากไหม คุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่า และคุณมีสถานที่ที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไปเที่ยวมากที่สุด เพราะอะไร

มีค่ะ ดิฉันยังมีคุณแม่ พี่น้องอาศัยอยู่ที่เมืองไทยทั้งหมด ปกติดิฉันจะโทรหาคุณแม่ผ่าน line และดิฉันเองก็กลับไปเที่ยวเมืองไทยทุกปี ส่วนคุณแม่และพี่สาวก็จะมาเที่ยวหา และมาเยี่ยมดิฉันทุกปีค่ะ คุณแม่และพี่สาวของดิฉันจะมาอยู่กับดิฉันปีละ 2 เดือนค่ะ ซึ่งดิฉันเองก็จะพาไปเที่ยวที่ต่างๆในยุโรป

ส่วนดิฉันเองเวลาไปเมืองไทย ดิฉันจะชอบไปเที่ยวหัวหินกับเกาะเต่าที่สุดค่ะ เพราะตัวดิฉันเองและสามีชอบทะเล และชอบดำน้ำทั้งคู่ค่ะ

เรื่องความปลอดภัยในต่างแดน คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในเมืองร๊อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ถ้ามีไม่ปลอดภัย มีความไม่ปลอดภัยอย่างไร

ดิฉันเองพักอาศัยอยู่ในตัวเมืองร๊อตเตอร์ดัมเลยค่ะ ความปลอดภัยค่อนข้างสูง แต่ดิฉันได้ยินมาบ้างว่าบางพื้นที่ของเมืองร๊อตเตอร์ดัมเองก็ไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ค่ะ ที่ได้ยินมาคือกลางคืนจะมีปล้นจี้ได้ถ้าเดินคนเดียว เพราะแถบนั้นจะมีพวกคนอพยพหรือคนผิวดำอาศัยเป็นจำนวนมากค่ะ แต่ทั้งนี้เราเองก็ต้องรักษาความปลอดภัยของตัวเองเสมอค่ะ เพราะอันตรายเกิดขึ้นได้ทุกที่และทุกเวลา ยิ่งตอนนี้ยุโรปกำลังประสบปัญหาผู้อพยพด้วย ดิฉันก็จะพยายามระวังตัวเป็นพิเศษเวลาถ้าไปเดินคนเดียวในที่เปลี่ยวๆ

Erasmus Bridge, Rotterdam

ในประเทศนี้คุณมีสถานที่ไหนที่คุณชอบไปเที่ยวมาก เป็นอย่างไร สวยมากไหมครับ

ดิฉันเองเป็นคนชอบดอกไม้ และต้นไม้เป็นพิเศษค่ะ สถานที่ที่ชอบที่สุดคงเป็นสวนดอกไม้ Keukenhof (https://keukenhof.nl/en/) ค่ะ สวน Keukenhof จะเปิดแค่ประมาณ 2 เดือนต่อปีค่ะ คือตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมค่ะ สวน Keukenhof เป็นสวนดอกไม้ชื่อดังที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมเป็นหลายล้านคนต่อปีค่ะ เวลาดิฉันไปสวน Keukenhof นอกจากไปเดินเล่นในสวนแล้ว ดิฉันเองก็เลือกที่จะปั่นจักรยานเที่ยวรอบๆ สวน Keukenhof ด้วยค่ะ เพราะข้างนอกจะเป็นสวนดอกทิวลิปที่ชาวบ้านแถบนั้นปลูกไว้เพื่อส่งขาย และประเทศเนเธอร์แลนด์ก็เป็นประเทศผู้ส่งออกดอกไม้ไปขายทั่วโลกเป็นอันดับต้นๆด้วยค่ะ ซึ่งเวลาเราไปปั่นจักรยานรอบๆสวน เราสามารถเข้าไปถ่ายรูปกับสวยดอกไม้ได้ด้วยค่ะ แต่ต้องระวังอย่าไปย่ำดอกไม้ในสวนของเขาให้เสียหายนะคะ

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

ยามว่างดิฉันชอบเล่นเทนนิสค่ะ เพราะนอกจากได้ออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการได้เข้าสังคมกับคนดัชท์ไปด้วย ดิฉันจะใช้เวลาช่วงหน้าร้อนในการแข่งขันเทนนิสระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ดิฉันเคยได้รางวัลชนะเลิศในระดับ 3 ของการแข่งขันแชมป์ของเขตที่เรียกว่า Noord Holland (เขตภาคเหนือของฮอลแลนด์) ค่ะ ซึ่งดิฉันภูมิใจมาก และเป็นตัวแทนสโมสรเทนนิสลงแข่งระดับประเทศในระดับ 2 ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงมาก

 ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ในต่างประเทศ / หรือประเทศเนเธอร์แลนด์จะทำให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำให้เธอได้ระมัดระวังอะไรบ้าง

ดิฉันอยากจะแนะนำว่า แน่นอนที่สุดทุกคนอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น และเมื่อย้ายมาอยู่ต่างประเทศก็อยากประสบความสำเร็จ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีงานดีๆทำที่นี่ แต่การที่เราจะประสบความสำเร็จที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินกว่าเราจะทำได้ ดิฉันขอแนะนำว่าภาษาท้องถิ่นสำคัญมาก ถ้าเราได้ภาษาเขา การหางานทำ การเข้าสังคม หรือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็จะง่ายขึ้น พยายามหางานทำให้ได้ การที่เรามีงาน มีเงินใช้เอง เราจะมีความสุขมากเมื่อมาอยู่เมืองนอก เพราะเรานอกจากจะได้รายได้แล้ว ยังเปิดโอกาสให้เราเข้าสังคม เปิดโลกและทำให้เราได้เจอคนเยอะ การที่เราดูแลตัวเองได้ ทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า โดยที่เราไม่ต้องพึ่งเงินสามีอย่างเดียว ผู้หญิงไทยที่ได้สามีฐานะดี ดิฉันเห็นเขาก็ทำงานกันเยอะนะคะ และผู้ชายที่ฐานะดีๆเองก็จะชอบมากถ้าได้ผู้หญิงที่มีหน้าที่การงานดีเหมาะสมกับเขา ดิฉันเองก็เจอสามีที่ทำงานธนาคารด้วยกันค่ะ

อีกเรื่องนึงดิฉันอยากแนะนำว่า การมาอยู่ต่างประเทศอาจทำให้เราเกิดคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว หรือคิดถึงอาหารที่เมืองไทย เราต้องเตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อมสำหรับตรงนี้นะคะ เพราะดิฉันเห็นหลายคนเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่มีความสุขที่อยู่ที่นี่ ดิฉันอยากให้เตรียมใจเผื่อเรื่องนี้ไว้ค่ะ ยิ่งช่วงหน้าหนาวเวลาเราออกไปไหนไม่ได้ หรือไม่อยากออกเพราะหนาวมาก ดิฉันก็จะพยายามทำบ้านให้อบอุ่นค่ะ หากิจกรรมทำ อาจลองเปิดยูทูปลองทำอาหารเมนูใหม่ๆ หรือดูรายการทีวีโปรดจากเมืองไทย ก็ทำให้เราหายเหงาได้นะคะ

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s