ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม:สาวเมืองหลวงกรุงเทพสู่กรุงโรม

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศ อิตาลี เธอคือ  คุณ พนิตดา หงษ์จันทร์ นิคกี้ และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศ อิตาลี

ผมอยากจะแนะนำคุณกับ คุณ พนิตดา หงษ์จันทร์ นิคกี้

ภาพถ่ายจาก คุณ พนิตดา หงษ์จันทร์ นิคกี้

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศอิตาลีเพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศอิตาลีครับ

อาจจะเป็นเพราะโชคชะตาหรือชาติที่แล้วที่ผูกพันกับอิตาลีก็เป็นไปได้ ที่ทำให้ต้องมาใช้ชีวิตในต่างประเทศ จริงๆแล้วก็ไม่ได้คิดเลยสักนิดว่าจะไปเรียนต่อหรือใช้ชีวิตออกจากกรุงเทพเพราะเป็นเด็กเมืองหลวงไปและชินกับการเป็นเด็กเมืองหลวง และชอบชีวิตในเมือง แต่ในปัจจุบันเริ่มจะไม่ชอบเพราะรถติดและมลภาวะ แรกเริ่มก็เนื่องจากรู้จักกับทางเพื่อนที่ร่วมงานกัน และก็เลยอยากจะลองมาหาประสบการณ์ดู ช่วงนั้นชีวิตค่อนข้างที่จะเปลี่ยน เพราะมีเรื่องทางครอบครัวแต่ก็เคลียร์กันไปได้ด้วยดี เราก็เหมือนเป็นจังหวะที่ลงตัว เลยตัดสินใจลองมาช่วยงานเพื่อนที่อิตาลี ในการจัดนิทรรศการทางด้านศิลปะ และถือโอกาสเที่ยวและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผู้คนใหม่ๆ ไปในตัว ก็เลยลองมาที่อิตาลีดู ก็เป็นระยะเวลาสั้นๆ 90 วันตามวีซ่าท่องเที่ยว และพักต่อที่ประเทศไทย 90 วันและก็มาอีก 90 วัน เป็นแบบนี้ ก็อย่างที่บอกเป็นเด็กเมืองหลวงจนชิน เลยได้มาอยู่เมืองหลวงของอิตาลีอีกทีคือที่กรุงโรม หลังจากนั้นการไปๆ มาๆแบบนี้ไม่สะดวก เราก็เลยหาทางที่ให้ได้อยู่ที่ยุโรปนานขึ้น พอดีหุ้นส่วนแนะนำให้ไปจดบันทึกร่วมกันที่ทางประเทศเนเธอร์แลนด์เพราะเขาสามารถทำตรงนั้นได้ หลังจากนั้นเลยได้เรสสิเดนท์ที่ ประเทศเนเธอร์แลนด์ จึงทำให้สามารถอยู่ในยุโรป อยู่ที่อิตาลีได้ และที่เนเธอร์แลนด์ก็เป็นเด็กเมืองหลวงอีก คือ กรุงอัมสเตอร์ดัม

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

ชีวิตในวัยเด็กก็คงไม่ต่างจากเด็กคนอื่นๆเท่าไหร่ มีพี่น้องร่วมท้อง 1 คน คือ คุณแม่มีเรากับน้องชายเกิดที่กรุงเทพ ในสมัยนั้นก็ยังเรียกบางกอก หรือ พระนคร บ้านอยู่กลางเมืองหลวงอยู่แถวย่านใกล้กับภูเขาทอง ตรงแถวนั้นเรียกแม้นศรีหรือสวนมะลิ ซึ่งเมื่อก่อนคงจะมีมะลิค่อนข้างเต็มสวนไปหมด นึกแล้วก็อยากย้อนเวลาไปสมัยเก่าๆ คุณตาเป็นคุณหมอที่เป็นชาวจีน แต่มาอยู่แผ่นดินไทยสมัยรัชกาลที่ 5 คุณแม่เล่าว่าช่วงนั้นคุณตาได้ไปประจำอยู่ที่สถานีอนามัยในจังหวัดลำพูน คุณตาจะสนิทกับพวกเจ้าทางเหนือ ก่อนที่จะย้ายมาประจำอยู่ที่ลำพูนนั้นคุณตาอยู่กรุงเทพ ได้ภรรยาเป็นอิตาเลี่ยนที่พูดไทยได้และมีพ่อตาเป็นชาวอิตาเลี่ยนที่มาพร้อมกับทีมของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ทีมนั้นมาทำการออกแบบพระราชวังและสถานที่สำคัญๆ ต่างๆในเมืองหลวง ซึ่งหนึ่งในตึกนั้นเป็นตึกแดงที่ไม่ไกลจากมหาวิทยาศิลปากร ที่ท้องสนามหลวง แต่ก็จำไม่ได้ว่าตึกอะไร เพราะ เคยผ่านตอนนั่งรถตุ๊กๆ ไปกับคุณตา สมัยเด็กๆตอนคุณตาไปตรวจคนไข้เราก็จะไปเป็นเพื่อนเสมอ หอบกระเป๋ายาสีดำไปและมียาต่างๆในกระเป๋า

นึกๆไปก็ขำเพราะคุณตาเป็นชาวจีน ที่มีบุคคลิกภาพเนี๊ยบมาก เสื้อผ้า หน้า ผม รองเท้าขัดเงา ตัวหอมฟุ้ง และความชอบก็ต่างจากที่เราเห็น แต่แน่นอนเนื่องจากเติบโตมาก็เห็นคุณตา มันเลยเป็นความเคยชิน คุณตาชอบดื่มโซดา น้ำเปล่าไม่ดื่ม (ซึ่งมาเข้าใจเพราะอิตาเลี่ยน ดื่มน้ำซ่าส์) ชอบกินลูกมะกอก ดื่มกาแฟมีบิสกิตจิ้มกาแฟตลอด ชาวจีนมักนิยมดื่มชามากกว่า แต่เนื่องจากเป็นเด็กก็เพียงแค่รับทราบและก็ไม่ได้สนใจ จากนั้นคงมารับราชการที่ลำพูนเลยไปพบรักกับคุณยาย ที่เป็นชาวจีนที่เกิดในไทย พอตบแต่งกันเรียบร้อยก็ย้ายมาที่พระนคร ตอนนั้นไปอยู่หลังวังบูรพา ได้บ้านที่หลังวังเก่า แถวนั้นจะเรียกหลังวังหรือวังหลัง แถวๆโรงหนังควีนส์ จากนั้นพอมาเปิดคลินิกก็ย้ายมาที่แถวแม้นศรี สมัยก่อนละแวกใกล้ๆ กันก็จะมีชื่อต่างๆกันออกไป และมีลูกกับคุณตา 4 คน เป็นลูกสาวทั้งหมด คุณแม่เป็นคนที่สอง ส่วนครอบครัวคุณพ่อมีเชื้อสายจีนครึ่งนึง ดังนั้นนิคกี้ถือว่า เป็นลูกครึ่ง 75%จีน ไทย 25% และผสมวัฒนธรรมอิตาเลี่ยนที่ได้ซึมซับจากคุณตาเพราะติดคุณตามาก นิคกี้มีพี่น้องสองคน เป็นพี่คนโต น้องชายคนเดียว ส่วนครอบครัวแหม่มอิตาเลี่ยน ก็ติดต่อกันอยู่แต่เรายังเด็กก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจนัก

คุณตามีคลินิกอยู่ที่สวนมะลิ ตรงนั้นเลยมาจะเรียกว่าโรงเลี้ยงเด็ก ที่สมัยก่อนเป็นโรงเลี้ยงเด็กจริงๆ จะมีเด็กที่นำมาฝากเลี้ยง คลินิกที่คุณตาอยู่ด้านหน้าก่อนเข้าคลินิกจะเป็นร้านขายยา ดังนั้นคลินิกจะสมบูรณ์แบบ ก็เลยคุ้นเคยกับเรื่องยา เรื่องหมอ จนกลายเป็นหมอประจำโรงเรียนเพราะ เวลาเพื่อนไม่สบายก็สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี จำได้ว่าตอนที่อยู่ ประถม 4 คือประมาณอายุ 12 ปี ตอนเข้าแถวเคารพธงชาติ เพื่อนตัวร้อนจนเป็นลมไปเลย ครูก็ไม่รู้ไปไหนเพราะนักเรียนเยอะ เราก็รีบวิ่งไปเอาน้ำมาเช็ดตัวลดไข้และรีบพาไปส่งห้องพยาบาล พอไปถึงทางครูพยาบาลบอกว่าดีนะที่ตัวร้อนลดแล้วไม่งั้นอาจจะช็อกไปเลย นั่นแหละ เลยเป็นที่มาที่ชอบช่วยเหลือมาตั้งแต่เล็กๆ เพราะคงเพราะความคุ้นเคย มีอยู่วันนึงเป็นวันหยุดที่คลินิกชั้นบนจะเป็นบ้านพัก ก็มีคนมากดกริ่งเราก็ลงไปดู จำได้ว่าอายุเราประมาณ 6-7 ขวบ คนที่มาเป็นฝรั่งผู้หญิงสวยงามมาก 2 สาวมาหาคุณตา เราก็ยืนตกตะลึง ตอนนั้นถึงเริ่มรู้มากขึ้นว่าเป็นหลานสาวคุณตา ซึ่งคุณตามีลูกกับแหม่ม 3 คน เป็นชาย 2 หญิง 1 แต่งงานและมีครอบครัวดีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าในตอนนั้นรู้ว่าชีวิตจะมาอิตาลีคงซักประวัติกันเยอะกว่านี้ แต่ตอนนี้หลายคนล้มหายตายจากไป ก็ห่างๆกัน ยากที่จะสืบค้นประวัติ ส่วนคุณยายก็ทำงานที่ธนาคารไทยพัฒนาในตอนนั้น ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารมหานคร ซึ่งครอบครัวเราสนิทกับเจ้าของธนาคาร จำได้ว่าเสี่ยเจ้าของธนาคารมาที่บ้านบ่อยมากเพื่อมาเยี่ยมคุณตาและมาเอารังนกผสมโสมที่คุณตาจะตุ๋นไว้ดื่มเสมอๆ

นิคกี้เป็นเด็กคล่องเหมือนเด็กผู้ชาย ไม่ค่อยกลัวอะไร ชอบผจญภัย จำได้ว่าพาน้องๆเดินสำรวจเส้นทางแถวบ้าน เดินไปไกลมากจากภูเขาทองไปถึงตลาดโบ๊เบ๊และก็ที่ต่างๆแบบหลายกิโลเมตรอยู่ แล้วก็พาปีนป่าย นับว่าซนเอาเรื่องทีเดียว จำได้ว่าเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมากเลยทีเดียว โรงเรียนที่เรียนก็อยู่แถวราชดำริ มีรถมารับส่งที่หน้าบ้านทุกๆวัน พอเริ่มโตเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทางคุณตาย้ายบ้าน แม่ซึ่งเมื่อก่อนอยู่บ้านไม่ไกลกันนักแถวบ้านบาตร ก็ย้ายมาอยู่กับคุณตาคุณยาย พอย้ายบ้านก็เลยย้ายกันหมด ตอนแรกคุณตาคุณยายจะย้ายไปหมู่บ้านทิพวัล แถวเสนานิคม ถ้าจำไม่ผิด ซึ่งไกลตัวเมืองเหมือนกัน แต่พอคุณแม่ย้ายมาแถวจรัญ ทางคุณตาคุณยายเลยย้ายมาด้วยเลย จากนั้นเป็นต้นมาก็เขยิบออกมาหน่อยแต่ก็ไม่ไกลจากสนามหลวงออกมาแถวฝั่งธน ก็เลยตัองย้ายโรงเรียนเพราะไกล ก็มาเรียนโรงเรียนที่มีชื่อประจำจังหวัดนนทบุรี ตอนเรียนก็ค่อนข้างเป็นคนเรียนเก่งเพราะว่าโรงเรียนเดิมในกรุงเทพ ยอมรับว่าเขาดีมาก เพราะเขาสอนเราได้ล้ำหน้ามาก พอมาเรียนโรงเรียนต่างจังหวัด เราก็เลยกลายเป็นรู้มากกว่าเขา เลยทำให้ขี้เกียจเรียนหนังสือ เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งเลยทีเดียว กิจกรรมก็ทำเยอะเป็นประธานสี เวลามีการแข่งขัน และเริ่มหาสปอนเซอร์ตั้งแต่เล็กๆ กิจกรรมต่างๆ แต่การเรียนก็ไม่เคยตก มีวีรกรรมเหมือนกันเพราะตอนเรียนไม่ค่อยตั้งใจเรียนจำได้วิชาสังคมศึกษาเพราะ ฟังครูสอนไม่รู้เรื่อง สำเนียงครูฟังยากมากเลยวาดรูปเล่นใต้โต๊ะ ครูเรียกไปลงโทษจะจำส่งฝ่ายปกครองก็ไปเถียงครูว่าอ่านเองเข้าใจกว่า ครูโกรธมาก เลยบอกว่าจะดูตอนสอบ เพื่อนก็ช่วยกันใหญ่บอกที่บ้านเขามีแผนที่โลก แผนที่ประเทศไทย ธงชาติเต็มบ้าน เราก็นึกในใจคอยดูละกัน ตอนสอบก็เลยติด Top ในห้องคะแนนดีที่สุด ครูก็ต้องเรียกไปให้รางวัล เป็นแบบนี้สองวิชาคือ วิทยาศาสตร์กับสังคม

ต่อมาก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยตามปกติ แต่ตอนที่เลือกคงผิดพลาดเพราะชอบเรื่องศิลปะ อยากเข้าศิลปากรมาก แต่ทางบ้านไม่สนับสนุน แม่ค่อนข้างห่วงและหวงลูก นับว่าถูกเลี้ยงมาแบบจำกัดพอสมควร ซึ่งเมื่อไม่มีพื้นฐานในศิลปะ การวาดลากเส้นเลยไม่ผ่าน คะแนนสอบส่วนใหญ่เราดันไปมุ่งที่ศิลปากร ครูที่ปรึกษาก็เตือนไว้ให้เลือกคณะใหม่ แต่ไม่กล้าบอกแม่เลยไม่ได้ทำ สรุปก็เอนทรานซ์ไม่ติด เสียใจมากเหมือนกัน ต่อมาก็มาสอบที่มหาวิทยาลัยหอการค้า เลือกบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ ทั้งๆที่ไม่ชอบคำนวณ แต่ดันอยู่ศิลป์คำนวณ ตอนนั้นภาษาชอบมากแต่ห้องภาษาเป็นเยอรมันกับฝรั่งเศสเลยเลือกศิลป์คำนวณ เอกอังกฤษ และมาเลือก International business แต่ปีที่ลงเรียน สอนเป็นภาษาไทย แต่ปีต่อมาเป็นคอร์สเป็นภาษาอังกฤษหมด เลยอด จะไปลงซ้ำชั้นคงไม่ไหว ก็เรียนไปจนจบมหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยก็ทำกิจกรรมไปด้วยเรียนไปด้วยตามประสาชีวิตเด็กมหาวิทยาลัย นี่คือชีวิตในวัยเด็กจนเรียนจบ ก็เป็นชีวิตทั่วๆ ไปที่อาจจะมีทุกข์ สุขบ้างตามประสาในวัยเยาว์

ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ประเทศอิตาลี

อาชีพจริงๆแล้วก็ถ้าจะพูดว่าเป็นอาชีพจริงๆ ก็อาจจะตอบแบบนั้นไม่ได้ เพราะก็เหมือนกับประกอบอาชีพส่วนตัวอยู่ แต่จะเป็นงานที่หลากหลายมากกว่า เพราะเกี่ยวกับเรื่องการตลาด นำเข้าส่งออก ก็ยังมีทำบ้าง กับเพื่อนๆ ที่ยังติดต่อประสานงานกันอยู่แต่ก็ไม่ได้เป็นประจำเหมือนแต่ก่อน และตั้งแต่แรกที่มาจนปัจจุบัน อาชีพหรืองานที่ทำก็ยังเป็นอาชีพอิสระ เพราะเมื่อได้มาอยู่อิตาลีสักระยะที่ทำงานเป็นผู้ช่วยเพื่อนรู้ใจที่อิตาลีแล้วนั้น ก็มีงานที่ติดต่อประสานงานประชาสัมพันธ์กับทางสถานทูตไทยในกรุงโรม ได้ทำงานร่วมกับทาง โทรทัศน์ที่เมืองไทย TGN เป็นนักข่าวอิสระ ร่วมกับทางช่องและหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

และหลังจากนั้นเริ่มโครงการ การโปรโมทเมืองไทยโดยใช้มอเตอร์ไซค์ ก็มีอีกงานที่เพิ่มเติม เป็นเรื่องของการตลาด ประชาสัมพันธ์และการติดต่อประสานงานสื่อต่างๆเพิ่มขึ้น ก็เลยมีงานเขียนเพิ่มขึ้นมา เกี่ยวกับบทความต่างๆ การท่องเที่ยวด้วยมอเตอร์ไซค์ มีบทสัมภาษณ์จากเป็นนักข่าวอิสระ ในบางครั้งก็เป็นพิธีกรด้วย ได้ออกงานสวดมนต์ข้ามปีกับทางสถานีรวมการเฉพาะกิจกับทางวัดสระเกศอีกด้วย แต่ก็ยังทำงานทางด้านมอเตอร์ไซค์จนกระทั่งทำทัวร์เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ต่างๆร่วมกับคนรู้ใจที่อิตาลี พร้อมทั้งที่เคยเป็นคนประสานงานต่างๆ กับทางสถานทูตก็จะรู้เรื่องปัญหางานเอกสาร จนในที่สุดเปิดเพจให้ความรู้และ ปรึกษาปัญหาต่างๆ สำหรับคนไทยในต่างแดน เลยได้ทำงานเพิ่มคือ ทำเรื่องการจัดการเอกสารต่างๆ และดูแลเรื่องกฏหมาย ทนายความ การรับบำนาญ การยื่นขอสัญชาติ การขอวีซ่าต่างๆให้คนไทยในอิตาลี สวิส และอื่นๆ เพราะเรามีทีมงานทางประเทศไทย และยังได้ร่วมเป็นครูสอนภาษาไทยกับทางสมาคมสยามในประเทศเนเธอร์แลนด์ และเป็นวิทยากรพิเศษในบางโอกาส ในปัจจุบันก็ยังคงทำงานด้านทัวร์ และเป็นผู้ให้คำปรึกษาต่างๆ ที่เป็นงานหลัก ส่วนงานอื่นๆนั้นก็แล้วแต่จะมีโอกาสและเวลาที่อำนวย

ปัจจุบันสามารถติดตามเพจได้ที่ แป้งร่ำพรรณา จะดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ กฏหมาย และให้คำปรึกษาในเรื่องวีซ่า บำนาญและอื่นๆ หลักคือ ประเทศ อิตาลี สวิส ไทย https://www.facebook.com/PaengRamPhanrana/

ส่วนในเรื่องของทัวร์สามารถออกแบบทัวร์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ส่วนตัวหรือทัวร์มอเตอร์ไซค์ ที่เพจ https://www.facebook.com/VEDETTMT/

และอยากฝากเพจเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกหลากหลายวัฒนธรรม ดูการพัฒนาของน้องเดลต้าที่เพจ WHYDELTA สามารถติดต่อในการถ่ายภาพและวิดีโอได้เช่นกัน

คุณพูดภาษาอิตาเลี่ยนได้ไหม คุณคิดว่าภาษาอิตาเลี่ยนยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาอิตาเลี่ยนจนเข้าใจและสื่อสารได้ และคุณพูดภาษาอื่นได้อีกไหม

ภาษานั้นเป็นอะไรที่ถ้าคนไม่ชอบก็จะไม่สามารถเลย แต่พูดภาษาอิตาเลี่ยนได้ และคิดว่าภาษาอิตาเลี่ยนจริงๆแล้วง่ายมากกว่าภาษาอังกฤษ ในคำ เพราะเขียนอย่างไร อ่านอย่างนั้น เพียงแต่ต้องจำหลักของภาษาให้ได้เท่านั้นเอง ใช้เวลาเรียนรู้จริงๆถือว่านานเพราะไม่ได้อยู่อิตาลีตลอดเวลา เดินทาง ตลอดเลยไม่มีเวลาฝึกฝนและไปเรียน และประจวบเราคล่องภาษาอังกฤษมากกว่า เวลาสื่อสารกับเพื่อนก็ใช้ภาษาอังกฤษได้ และมีเรื่องที่ทำให้เราแอนตี้ภาษาไปสักพัก เลยทำให้เราคิดว่าไม่เรียนรู้มันดีกว่า แต่จริงๆแล้วถ้าเราฟังและทำความเข้าใจบ่อยๆ โดยการดูข่าวและรายการเด็ก จะเป็นภาษาที่ชัดเจน เราจะเข้าใจง่าย ภาษาอิตาเลี่ยน คนอิตาลีเองก็จะพูดมีสำเนียงเป็นภาษาถิ่น อยู่ในแต่ละเมืองต่างๆสำเนียงก็ไม่เหมือนกัน ทางนิคกี้จะคุ้นกับสำเนียงโรมและศัพท์แสลงที่โรมันมากกว่า แต่โชคดีเพราะภาษาที่ทางโรมพูดถือเป็นภาษากลาง ส่วนเสน่ห์อย่างหนึ่งคือ เขามีภาษากายก็พอจะเดาออกได้ไม่ยาก ถ้าฝึกฝนเต็มที่ จริงๆ ปีนึงก็น่าจะสื่อสารได้

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนอิตาเลี่ยน แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ต้องปรับตัวทั้งนั้น นอกจากปรับตัวต้องปรับใจ ปรับความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จริงๆแล้วคนไทยและคนอิตาลี วัฒนธรรมประเพณีค่อนข้างจะใกล้เคียงกันมากจริงๆ เพราะถ้าสังเกตตั้งแต่เรื่องศาสนา คนไทยมักเข้าวัดในวันอาทิตย์เหมือนอิตาเลี่ยนที่เข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เหมือนกัน เรื่องการเคร่งศาสนา นับถือและพิธีกรรม ก็จะมีความเชื่อใกล้เคียงกัน พิธีกรรมต่างๆ การบูชา การนับถือ วัดที่ไทยมีมาก อิตาเลี่ยนก็มีโบสถ์มาก เรื่องครอบครัวและความสัมพันธ์ก็จะเป็นครอบครัวใหญ่ที่จะอยู่รวมกัน หรืออยู่ไม่ห่างกัน และมีการไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ลูกชายจะเชื่อฟังแม่และหลายคนยังอาศัยอยู่กับแม่และพ่อ เนื่องจากถ้าสังเกตจริงๆจะเป็นเพราะมาจากศาสนาที่โรมันคาทอลิค จะนับถือพระแม่มาเรียมาเป็นอันดับหนึ่งมากกว่าพระเยซู คือให้ความสำคัญกับเพศแม่ เป็นหลัก ดังจะเห็นได้จากตามเสา มุมตึก และสถานที่ต่างๆ จะมีรูปพระแม่มาเรีย ที่เรียกว่า มาดอนน่า อยู่มากกว่าจะเป็นรูปของพระเยซู เหมือนที่ ชาวไทยให้ความสำคัญกับแม่ ตามชื่อเรียกต่างๆ แม่น้ำ แม่พระ และอื่นๆ ดังนั้นการให้ความสำคัญต่อเพศแม่ก็จะมาสู่ประเพณีนิยมที่ลูกชายจะรักและติดแม่ หรือแม่จะมีส่วนในชีวิตของลูกผู้ชายมาก ทำให้ลูกชายเชื่อฟังแม่มากเป็นพิเศษ ซึ่งในไทยก็จะเหมือนลูกแหง่ที่ต้องเชื่อฟังและตามแม่ แต่เนื่องจากยุคสมัยเปลี่ยนไป ทำให้สังคมไทย วัฒนธรรมประเพณีในการ เป็นครอบครัวใหญ่ค่อยๆ จางออกไป คนส่วนใหญ่ยิ่งถ้าไปทำงานในเมืองหลวงก็จะเป็นการแยกครอบครัวออกไป แยกเรือนออกไป ก็จะเหมือนในอิตาลี แต่ทางอิตาเลี่ยนมักจะผูกผัน ถ้าไม่ได้อยู่กับแม่ หรือครอบครัวเดิม ก็จะมีการไปมาหาสู่ มากินข้าวทุกวันอาทิตย์ หรือโทรหากันทุกวัน เป็นเวลา ส่วนในเรื่องของอาหารการกิน เรื่องอาหารอิตาเลี่ยนกับอาหารไทย ก็มีชื่อ ติดอันดับในโลกอยู่แล้ว และ อิตาลีก็พิถีพิถันในการกินอยู่ไม่ต่างจากไทย และพริกที่อิตาลีก็มีสามารถกินเผ็ดๆ แบบไทยได้เลย ดังนั้นถ้าจะมองแล้วการปรับตัวก็จะไม่ยากเท่าไหร่ จะมีที่ยากคือ ในเรื่องของอากาศที่จะหนาว และในเรื่องของภาษา การปรับตัวจริงๆแล้วมันใช้ใจมากกว่า ถ้าเราปรับความเข้าใจและทัศนคติที่เราต้องมาเปลี่ยนสถานที่และรับมันให้ได้ เราก็จะไม่มีปัญหาในการปรับตัวเลย

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นหรือเปล่าครับ

พอดีที่ที่อยู่จะอยู่ในเมืองที่ไม่ไกลจากโรมนัก ออกมาริมทะเล ก็จะมีคนไทยอยู่บ้างกระจัดกระจาย แต่ถ้าเทียบเป็นเมืองใหญ่ เพราะเมืองเล็กๆในเขตที่อยู่ก็จะขึ้นกับโรม ดังนั้นก็จะพูดได้ว่าอยู่ในโรมที่คนไทยมีเป็นจำนวนมาก ความเป็นอยู่ของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป บางคนก็มาอยู่สบาย คำว่าสบายนี้แยกได้ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ สบายกายกับสบายใจ คนที่อยู่แบบสบายทั้งกายและใจ คือ การปรับตัว ปรับใจได้กับสังคมอิตาลี คือสภาพความเป็นอยู่ถ้าอยากอยู่กับสถานที่สวยๆหรูๆมีบริเวณ แต่บ้านที่สวยงามมีบริเวณที่อิตาลีมัก จะเดินทางไปมาลำบากถ้าไม่มีรถ ถ้าจะเทียบก็จะเหมือนหมู่บ้านสวยๆในไทยที่ต้องมีรถ ถึงจะเดินทางเข้าออกได้ แต่แน่นอนประเทศไทยมีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง มีรถแท็กซี่ การเดินทางก็เป็นไปค่อนข้างง่าย แต่ในอิตาลีรถแท็กซี่จะไม่มีในหมู่บ้านหรือ เมืองข้างนอก ไม่ใช่สามารถเดินออกไปปากซอยโบกรถแท็กซี่ได้ หรือถ้าโทรเรียกก็ราคาแพงทีเดียว ดังนี้เมื่อสบายกายแบบนี้แต่ไม่สบายใจเพราะขาดอิสรภาพในการดำเนินชีวิต คือจะไปไหนมาไหนต้องรอสามีพาไป จะสื่อสารหรือไปไหนก็ลำบาก ถ้าตรงนี้ปรับตัวไม่ได้ และไม่ปรับทัศนคติ พออยู่ไปสักพักก็จะมีปัญหาตามมา ยิ่งถ้ามีลูกด้วยกันแล้วก็จะกลายเป็นปัญหาหย่าร้างที่คาราคาซัง และไปทำร้ายอนาคตเด็กเลยทีเดียว หลายคนที่มาอาจจะมาอยู่เป็นแม่บ้านแม่เรือน ซึ่งจริงๆก็สะดวกสบายอยู่ แต่เมื่อความสบายกลายเป็นไม่มีอิสรภาพในการไปไหนมาไหน หรือหาเพื่อนคุยด้วย หรืออาหารไทยที่อยากกิน เพราะบางครอบครัวสามีไม่ทานและ ไม่ยอมให้ภรรยาทานอาหารไทย หรือแม้กระทั่งครอบครัวสามีก็ไม่ชอบแม้กระทั่งกลิ่นอาหารไทยด้วยซ้ำก็มี บางคนมาก็มีงานทำ ส่วนมากอาจจะทำร้านอาหารหรือร้านนวด ถ้าอยู่นานๆสามารถสื่อสารภาษาได้ก็สามารถหางานทำได้เหมือนคนอิตาเลี่ยนทั่วไป ต้องไม่เลือกงานเพราะ ถึงคุณจะจบมาดีกรีสูง ก็หางานไม่ง่ายที่อิตาลี

คนไทยก็คบหลายคน ส่วนมากจะไม่มีเวลาไปมาหาสู่เพราะก็มีสิ่งอื่นให้ทำ ก็จะเจอกันในเทศกาลงานบุญบ้าง หรือเวลามีตลาดนัดที่กลางกรุงโรมอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งถ้ามีเวลาก็จะไป แต่จะไม่ค่อยมีปัญหากับใคร เพราะเราต้องรักษาขอบเขตในการคบเพื่อนๆ และไม่เลือกและเราต้องวางตัวเป็นกลางและเสมอต้นเสมอปลาย

อะไรที่คนอิตาเลี่ยนชอบ และคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายอิตาเลี่ยนเป็นอย่างไร ผู้หญิงอิตาเลี่ยนเป็นอย่างไร และครอบครัวของคนอิตาเลี่ยนเป็นอย่างไร

อะไรที่คนอิตาเลี่ยนชอบ อืม ตอบยากนะ เท่าที่ดูๆชอบทะเล hahaha ถึงเวลาหน้าร้อนทีไร หนีไปทะเลกันส่วนใหญ่ ไม่แทนไม่เลิก และชอบกิน เพราะอาหารหลากหลายเหลือเกิน รายการทีวีก็มีแต่รายการทำอาหารส่วนใหญ่ และให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารมาก เช่นต้องอาหาร วัตถุดิบมาจากอิตาลีเท่านั้น ปลาที่จับมาในน่านน้ำอิตาลี เนื้อมาจากไหน หมูมาจากไหน มีการประทับตราแบบ made in Italy ให้ชัดเจน ขนาดว่าของในอิตาลีแพงกว่า นำเข้า เขาก็เลือกที่จะเอาวัตถุดิบจากอิตาลีเท่านั้น อีกอย่างอิตาเลี่ยนชอบแต่งตัว และมีคลาส อันนี้ส่วนใหญ่เลยทีเดียว ซึ่งบางคนไม่จำเป็นต้องใส่แบรนด์เนมชั้นนำแต่เขามีสไตล์การแต่งตัว ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย ในการออกนอกบ้าน จะเรียกว่าเคารพสถานที่มาก ต่อมาชอบเต้นรำ ร้องเพลง ไม่ว่าจะเด็ก วัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ ที่สำคัญชอบฟุตบอล อันนี้หลายคนน่าจะทราบ แมตช์ไหนมาทีรักกันกลมเกลียวทีเดียว

ผู้ชายอิตาเลี่ยน จากสายตาที่มองก็จะแยกออกเป็นวัยด้วย บางคนจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ไม่ค่อยยอมรับเปิดใจกับสิ่งใหม่เช่นอาหารไทย ก็ไม่เอา หรือวิถีต่างๆ ส่วนสถานที่อยู่ก็มีส่วน เช่น ถ้ามาจากทางเหนือของอิตาลี จะเป็นประเภทเสียงนุ่มๆ พูดจาเบาๆ แต่ถ้าทางตอนใต้ เช่นโรม หรือทางนาโปลี จะมีเอกลักษณ์เช่น เสียงดัง เด็ดขาด ดูเหมือโผงผาง แต่ไม่มีอะไรในใจ บางคนถ้าไม่เข้าใจในคาแรคเตอร์จะคิดว่าทะเลาะกัน ส่วนทางใต้ๆทางหมู่เกาะจะรักแม่มาก และแม่จะมีอิทธิพลในชีวิตลูกชายพอสมควร เข้าข่ายแม่ผัวลูกสะใภ้ได้เลย ผู้ชายอิตาเลี่ยนโดยส่วนใหญ่จะดูแลเรื่องการแต่งตัว เสื้อผ้า หน้า ผม และ ดูแลบ้านดูแลลูกอย่างดีทีเดียว แต่จริงๆแล้วผู้ชายก็น่าจะมีส่วนเหมือนและแตกต่างกันไม่มากก็น้อย แต่ในเรื่องความรับผิดชอบทางหนุ่มอิตาเลี่ยนจะมีมากกว่าชายไทย ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารักกับสาวใดขึ้นมา ถ้ามีลูกด้วยกันจะรับผิดชอบดูแล ถึงจะเลิกกันไปก็จะห่วงใยลูก ไม่ค่อยทิ้งขว้างเหมือนชายไทย และสามารถรักสาวที่เคยมีเจ้าของมาแล้ว หรือรักลูกของแฟนได้เท่าลูกตัวเองอย่างเต็มหัวใจทีเดียว ส่วนที่ไม่ดีก็มีแต่จะบอกในแง่ดี

ผู้หญิงอิตาเลี่ยน ถ้าเราจะมองในรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า ถ้าเป็นรุ่นผู้ใหญ่จะมีความเป็นอนุรักษ์นิยมและเอาการเอางานบ้านเป็นอย่างดี แต่ถ้าเป็นรุ่นใหม่หลายคนมักจะละเลยเรื่องงานบ้าน การดูแล บ้านหรือดูแลลูก หลายคนมักจะทิ้งให้สามีดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานบ้านต่างๆรวมถึงเรื่องลูกด้วย อันนี้จะพบเห็นบ่อยว่าปัญหาระหว่างหนุ่มสาวอิตาเลี่ยนจะเป็นตรงที่ว่าผู้หญิงรุ่นใหม่ละเลยเรื่องการเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี หลังได้เป็นเมียความอ่อนหวานละมุนละไมจะน้อยลง ทำให้หนุ่มๆเลยหันมาหารักในตะวันออกนั่นเอง

ค่าครองชีพที่อิตาลีเป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพในอิตาลี ถ้าเทียบกับเมืองไทยในปัจจุบัน คิดว่าไม่ต่างกันเท่าไหร่ ประเทศไทยอาจจะดูแพงกว่าด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับเรื่องอาหารการกินที่ซื้อหากันตาม Supermarket เพราะกลับไปประเทศไทยแต่ละครั้งค่าใช้จ่ายดูสูงขึ้นมาก ผัก ผลไม้ต่างๆ ถ้าดูไปแล้วอิตาลีจะถูกกว่าด้วยซ้ำ นอกเสียจากถ้าเราไปซื้อของในต่างจังหวัดที่ประเทศไทย ส่วนพวกค่าสาธารณูปโภคต่างๆในอิตาลีนั้นถือว่าไม่ได้มากมายนัก เทียบกับเงินเดือนที่ได้รับ เครื่องบริโภคต่างๆ อาหารการกินถือว่าราคาพอดี แต่ถ้าจะให้ เรียงลำดับว่าอะไรถือว่าแพงในอิตาลีนั้นคงจะเป็น

1. ภาษีเกี่ยวกับเอกสารและการดำเนินการต่างๆ ทางด้านกฏหมาย ภาษีจะจุกจิกและมากมายทีเดียว เช่นภาษีโอนที่ดิน โอนรถยนต์ ขยะ ภาษีบ้าน เหล่านี้เป็นต้น

2. น้ำมันเบนซิน ดีเซลต่างๆที่ใช้ในการเติมรถยนต์จะราคาสูงมากกว่าถ้าเทียบกับประเทศต่างๆในยุโรป ค่ารถไม่แพงนัก ภาษีรถและน้ำมันแพงมากทีเดียว

3. การออกไปทานอาหารนอกบ้านตามร้านอาหารต่างๆ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบในเรื่องของอาหารต่างๆ น้ำดื่มและไวน์ที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปหรือซุปเปอร์มาเก็ตชั้นนำ อิตาลีมีอาหารบริโภคเหล่านี้ราคาวัตถุดิบไม่ได้สูงมากมายเลย หาซื้อได้ง่ายและราคาดี แต่ เมื่อเวลาไปทานอาหารนอกบ้านแล้วกลับกลายเป็นอาหารต่างๆแพงขึ้นมาหลายเท่ามาก บางทีไวน์ที่เราสามารถซื้อได้ เพียงแค่ 4-5 ยูโร ร้านอาหาร ขายถึง 20-30 ยูโร ทีเดียว พร้อมทั้งมีค่าปูโต๊ะที่เราเรียกว่า coperto บางร้านคิดต่อท่านถึง 10 ยูโรเลยทีเดียว และค่านั่งโต๊ะเวลาดื่มกาแฟ ถ้าไปแถวเวนิสก็เป็นข่าวที่เสียไปเยอะทีเดียว ซึ่งตรงนี้นับว่าแพงเกิน

ส่วนสิ่งที่เหมาะสมกับราคา ในอิตาลี

1. น่าจะเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว ถ้าเราไม่ได้ยึดติดกับต้องซื้อของแบรนด์ชั้นนำ เพราะโดยปกติที่อิตาลีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า กระเป๋า ของเหล่านี้จะเป็นของที่มีคุณภาพ ตัดเย็บปราณีตและราคาไม่สูงมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นแบรนด์เองถ้ามีการลดราคาลงก็ไม่ได้แพงมาก ถือว่าสมราคากับคุณภาพและชิ้นงาน

2. ไวน์ เครื่องดื่ม ที่แสนจะมีคุณค่าและถือเป็นศิลปะสำหรับคนที่รักสุขภาพ ราคาถือว่าไม่แพงและเหมาะสม คุณสามารถที่จะได้ไวน์ชั้นดี บ่มหมักอย่างดี มีคุณค่าแต่ราคาสามารถจับจ่ายได้

3. ค่าโดยสารสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถแทรม รถไฟต่างๆ ราคาถือว่าเหมาะสมไม่แพงเกินเหมือนเช่นที่ประเทศทางยุโรปบางประเทศถ้าเทียบกับทางเนเธอร์แลนด์จะไปไหนทีก็ต้องคิดกันนานทีเดียว

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ใน อิตาลี ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในอิตาลีครับ

ข้อดีของการอยู่ในอิตาลี

1. อากาศมีฤดูกาลครบ 4 ฤดู ทำให้ร่างกายและจิตใจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาเพราะฤดูกาล นอกจากอากาศที่ปรับเปลี่ยนแล้ว อาหารตามฤดูกาลและ เครื่องนุ่งห่มต่างๆมันทำให้รู้สึกว่าเราได้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยิ่งช่วงหน้าร้อน พระอาทิตย์อยู่กับเราจนถึงค่ำ ทำให้วันเวลายาวนานขึ้น เหมือนทำให้วันๆนึงเราสามารถทำอะไรได้มากขึ้น ฤดูใบไม้ผลิทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังเริ่มต้นใหม่ การเกิดของธรรมชาติและสิ่งใหม่ๆ หน้าหนาวทำให้เรากลับบ้านเร็วขึ้น ผิงไฟและใกล้เทศกาลปีใหม่ มีหิมะ มีความหนาวเย็น ส่วนฤดูใบไม้ร่วงก็ทำให้เราเห็นวิถีของชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลง ดับและเกิดใหม่เสมอ เลยทำให้เข้าใจทำไมฝรั่งชอบอาบแดด และเมื่ออากาศดีก็สามารถเดินทางไปไหนมาไหนด้วยเท้าได้ ทำให้ได้ออกกำลังกายไปด้วย

2. อาหารการกินต่างๆ เนื่องจากอิตาลีมีอาหารหลากหลาย น้ำดื่มเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ เหนือจรดใต้แต่ละแคว้นมีวัฒนธรรมประเพณี เรื่องอาหารต่างกัน ไวน์ต่างกัน ขนม เครื่องดื่ม ทำให้เราเรียนรู้ว่าในแต่ละท้องถิ่นเขามีอะไรดี และยังอนุรักษ์ไว้รุ่นต่อรุ่น ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ประทับใจและรู้สึกได้ว่ามีอะไรที่น่าค้นหาอีกมาก

3. ธรรมชาติของภูมิประเทศ รวมไปถึงประเพณีท้องถิ่น อิตาลีเป็นประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้ที่มีภูมิประเทศสร้างสรรค์ให้สวยงาม มีทั้งพื้นที่ราบ หุบเขาทะเล แม่น้ำ ต้นสนที่เป็นเสน่ห์ของอิตาลี รวมไปถึงประเพณีท้องถิ่นต่างๆ ที่ยังอนุรักษ์ไว้ วัฒนธรรมท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศอิตาลีน่าอยู่และเป็นที่น่าค้นหาในสิ่งต่างๆ ทั่วทั้งประเทศทีเดียว

ข้อเสียของการอยู่ในอิตาลี

1. ถ้าคุณมีลูกเล็กแล้วจะหาคนดูแลลูก เช่น โรงเรียนอนุบาล ไม่ค่อยมีหาได้น้อยมาก และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ส่วนที่มีมักจะเต็มไม่ค่อยมีที่เหลือสำหรับเด็ก ทำให้เป็นการยากลำบากต่อครอบครัวที่มีลูกเล็กและพ่อกับแม่ทำงาน

2. เรื่องการออกไปทานอาหารนอกบ้านในบางครั้งก็อยากที่จะมีเวลาไปทานอาหารนอกบ้านกับครอบครัว แต่ค่าใช้จ่ายในการต้องไปทานอาหารต่อครั้งถือว่าแพงเอาการ จะหาได้ก็แค่ร้านพิซซ่าหรือร้านอาหารจีนซึ่ง ก็ไม่สามารถไปได้บ่อยครั้ง

3. การบริการต่างๆ พวก Call Center และ Help Desk ต่างๆ ในการบริการ เช่น ไปรษณีย์ ธนาคาร ไฟฟ้า โทรศัพท์ การบริการเหล่านี้ถือว่าแย่มากๆ ทั้งการอบรม การพูดจา และมีการวางหูใส่ลูกค้า และระยะเวลาในการให้บริการนานมาก นานจนลืม ไม่ค่อยใส่ใจที่จะให้คำตอบหรือช่วยเหลือ อันนี้เป็นสิ่งที่แย่ที่สุดในอิตาลี

ในมุมมองของคุณ อะไรคือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนอิตาลีในเรื่องของความโรแมนติก

ความสัมพันธ์สำหรับคนสองคนที่ต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรมอย่างสิ้นเชิง คนนึงมาจากจะวันออก อีกคนมาจากตะวันตก ก็ต้องมีความขัดแย้งกันมากเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ต้องดูด้วยว่า พื้นเพพื้นฐานของคนสองคนมากจากที่ไหน เช่นในกรณีที่ถ้าฝ่ายชายทางอิตาลีมีระเบียบวินัย สะอาด และรักการแต่งตัว ถ้าได้ภรรยาที่มาจากต่างจังหวัดของประเทศไทยที่มีชีวิตตามชนบทก็จะไม่ลงตัว ก็จะมีปัญหาเรื่องการแต่งกายออกนอกบ้านและการวางตัวในสังคมชั้นสูงของสามี ส่วนถ้าฝ่ายหญิงมาจากกรุงเทพ หน้าที่การงานที่ต้องออกสังคมบ่อยๆ เชื่อเถอะว่าฝ่ายหญิงก็แต่งตัวอาจจะมากกว่าฝ่ายชายด้วยซ้ำและถ้าไปได้ฝ่ายอิตาเลี่ยนที่เป็นชาวไร่ ก็จะไม่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องดูพื้นฐาน background ของทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัญหาได้เช่นกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับบุคคลิคภาพส่วนตัวเป็นส่วนสำคัญด้วยเช่น อาจจะไปด้วยเรื่องอาหาร เพราะอาหารที่แตกต่าง และถ้าฝ่ายหญิงมาจากชนบทและชินกับอาหารท้องถิ่นก็จะไม่สามารถทานอาหารอิตาเลี่ยนได้ ส่วนถ้าอิตาเลี่ยนที่ไม่ค่อยเดินทางและยังปิดกั้นที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ก็ยังจะมองหาแต่พาสต้าอยู่ตลอดเวลาและไม่ทานอาหารไทยก็เป็นปัญหาเช่นกัน แต่ในมุมมองแล้วน่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารมากกว่า เพราะถ้าเป็นเรื่องการแต่งตัว การทานอาหารมักจะปรับเข้าหากันได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสื่อสาร ภาษา ถ้าเราไม่สามารถแสดงออกและบอกถึงความรู้สึกในความสัมพันธ์กันได้อย่างตรงกัน ก็จะเป็นปัญหามาก ขนาดว่าการเอ่ยรักกัน จริงๆแล้วจะมากระซิบหรือตะโกนดังๆว่า I LOVE YOU ก็ไม่ได้มีความรู้สึกเท่ากับข้างๆหูว่า ฉันรักคุณ นอกเหนือจากนั้นถ้ามีลูกด้วยกัน ก็อาจจะเป็นปัญหาตามมาในทัศนคติ ความเห็นในการเลี้ยงลูกเพิ่มขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าคิดว่าจะปักหลักฐานรักกับคนอิตาเลี่ยนและอยากที่จะมาใช้ชีวิตในอิตาลีแล้ว มันต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจและการยอมรับเป็นอย่างมาก เริ่มจากการเข้าใจความต้องการของตัวเองก่อน ถ้าเรารู้หัวใจของเราแล้วว่ารักและคิดจะมาอยู่ที่นี่ เราต้องเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างที่เป็นอิตาลี และ ปรับตัวปรับใจให้ได้ และความรักต้องเสมอต้นเสมอปลาย มรการเคารพและให้เกียรติกันและกัน ไม่ใช่พออยู่กันไปนานๆ ทะเลาะกันก็เอาสามีไปนินทา สนุกปากหรือเอาสามีไปด่าว่าเป็นภาษาไทย เราควรรักและ เคารพให้เกียรติ เข้าใจและขอบคุณเขา ถ้าสิ่งเหล่านี้เรามีตลอดเวลาตั้งแต่วินาทีแรกจนกระทั่งสุดท้ายความรักก็จะยืนยาว เพราะเห็นได้บ่อยครั้งอิตาเลี่ยนคู่รักรุ่นคุณปู่คุณย่าจะจูงมือและมีการฉลองครบรอบการแต่งงาน แบ่งออกเป็น 3 ช่วง 25 ปี ที่เรียกว่า Silver 50 ปี Golden และ 75 ปี Platinum ถือว่าเป็นการแต่งงานที่อยู่ด้วยกันยาวนานและบ่งบอกได้ว่าคนอิตาเลี่ยนมีค่าเฉลี่ยอายุยืน เรามักจะเห็นคู่รักรุ่นปู่ย่าจูงมือกันและรักกันมาก

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหมและคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่าและสถานที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไปเที่ยวมาก

ยังมีคุณพ่อคุณแม่และญาติอยู่เมืองไทย แต่รุ่นคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายไม่มีแล้ว จริงๆก็ไม่ได้คิดถึงครอบครัวนักเพราะ เนื่องจากโทรติดต่อกันตลอด ถ้าเป็นไปได้ หรือขณะเดียวกันที่มีเทคโนโลยีการสื่อสารก็ย่อโลกมาได้ตั้งเยอะ และเดินทางกลับประเทศไทยบ่อย ปีนึงอาจจะครั้งสองครั้ง แต่กลับเกือบทุกปี สถานที่ที่ชอบไปมากที่สุด จะใช้คำว่าที่สุดมักจะไม่มีเพราะ เดินทางค่อนข้างบ่อย เนื่องจากทำเรื่องทัวร์ของประเทศไทยกับมอเตอร์ไซค์ แต่มักจะลงใต้ บ่อยกว่าไปทางภาคอื่นในประเทศไทย เพราะหลังจากนั้นก็จะไปมาเลเซียซึ่งน่าจะเป็นอีกประเทศที่ไปบ่อยมากที่สุด

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในโรม ประเทศอิตาลี

ไม่เคยไม่รู้สึกไม่ปลอดภัยเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลายๆคนบอกเคยโดนขโมย หรือพวกยิปซีที่โรม ที่มิลาน ที่อิตาลี แต่เราอยู่มาสิบกว่าปีเราไม่เคยเห็นหรือ เจอเหตุการณ์นี้เลย อาจจะเป็นเพราะถ้าคุณไปเที่ยวความระวังอาจจะน้อยไป หรือแต่งตัวเต็มที่เหมือนนักท่องเที่ยวแบบจัดเต็ม ก็จะเป็นเป้าสายตาอย่างง่าย ถ้าเราทำตัวกลมกลืนก็คงไม่เป็นที่สังเกต คิดว่าไม่ว่าที่ไหน ก็ต้องระวังตัว เพราะอะไรเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ตั้งแต่ที่มาอยู่อิตาลีเวลาไปงานสังสรรค์ปาร์ตี้กับเพื่อนๆคนเยอะมาก เขามักจะถอดเสื้อคลุม วางประเป๋าในห้องรวมๆ กัน และออกมานั่งโต๊ะทานอาหารหรือยืนดื่มกัน อีกที บางครั้งแขก 30-40 คน แต่ของในกระเป๋าเราไม่เคยหายเลย ผิดกับที่ได้ยินในเมืองไทยแค่วางมือถือชาร์จไว้บ้านเพื่อน 15 นาที หาย หรือไปเดินแบบวางมือถือไว้ก็หาย จริงๆแล้วในอิตาลีไม่เคยได้ยินในกลุ่มคนใกล้ชิด จริงๆแล้วมักจะเป็นพวกต่างถิ่นที่เป็นขโมย คนอิตาเลี่ยนน้อยคนจะลักเล็กขโมยน้อย เคยไปอ่านเจอในหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับอิตาลีว่า เจอคนอิตาลีขโมย ขอบอกเลยว่าไม่จริง อ่านแล้วโมโหแทนมากๆ

สถานที่ไหนในอิตาลีที่คุณชอบไปเที่ยวมาก – อิตาลีสวยไหมครับ โรมสวยไหมครับ คุณชอบโรมไหมครับ

อิตาลี ถ้าพูดถึงโรมเหมือนมีมนต์สะกด เป็นเมืองที่ ประวัติศาสตร์ยาวนานมาก ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม ความยิ่งใหญ่ พลังอำนาจ การที่เห็น โคลิเซียมครั้งแรก เรานึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของชาวโรมัน ความแข็งแกร่งและความสวยงามที่รวมตัวกันกับธรรมชาติ ท้องฟ้า ที่เป็นสีฟ้าสดใส ต้นสน เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงถนนที่ยังมีการบำรุงรักษาเป็นพิเศษที่ใช้ก้อนหินสีดำแต่ละก้อนตอกลงไปเป็นทางเดินต่างๆ สีสรรของตึกรามบ้านช่องกับแสงอาทิตย์มันเข้ากันและลงตัวอย่างหมดจดจริงๆ ต้องมาเห็นด้วยตา และเมื่อไปโรมทุกครั้งแต่ละครั้งจะรู้สึกแบบนี้จริงๆ แม้กระทั่งยามค่ำคืนก็มีเสน่ห์จริงๆ

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

สิ่งที่รัก คือการท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆเพื่อเปิดโลกและช่วยเหลือผู้อื่นในสิ่งที่เรารู้และอยากแบ่งปัน และทำในยามว่าง อืม ยามว่างอาจจะไม่ค่อยมี แต่ถ้าว่างๆจริงๆก็อาจจะลงมือเขียนเรื่องราวต่างๆ บางทีก็วาดรูป และก็ใช้เวลากับครอบครัวกับลูกๆ โดยเฉพาะ คนเล็ก ที่อายุตอนนี้ 3.5 ปี สามารถพูดและสื่อสารได้ถึง 3-4 ภาษาอย่างชัดเจน เราก็จะให้เวลาเขาเพิ่มขึ้น เมื่อเราว่าง หรือถ้าว่างจริงๆก็จะนั่งเฉยๆ ปล่อยใจสบายๆ ให้มีสมาธิ

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ ในต่างประเทศ / อิตาลี จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

การที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและหาอะไรให้กับชีวิตในสิ่งที่ดีกว่า นั้นถือว่าดี การเปลี่ยนแปลง ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เราเรียนรู้และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ แต่เราต้องศึกษาและ เข้าใจในความต้องการของเราก่อน และเข้าใจในความสัมพันธ์กับคนที่เรารักว่าเราต้องการอะไรจากเขา ต้องการเพียงแค่ความสะดวกสบาย กอบโกย หรือต้องการที่จะให้รักและรับรักและเข้าใจกันและกัน เพราะถ้าต้องการเพื่อที่จะกอบโกย การมาอยู่อิตาลีก็จะแค่ฉาบฉวย อยู่ไปได้สักพักก็จะหมดความอดทนและหมดรัก จริงๆอาจจะไม่ได้มาเพราะรักตั้งแต่ต้น คนเรามันจะรู้สึกได้ จากนั้นก็จะมีปัญหากันเรื่อยๆ จากเงินที่สามีเคยให้ก็อาจจะไม่ให้ หลังจากนั้นก็จะเป็นปัญหาเรื่องการเงิน ก็ขั้นหย่า ถ้ามีลูก ก็จะเป็นปัญหาการแย่งลูกหรือ ขอค่าเลี้ยงดู ปัญหาต่างๆมากขึ้น ส่วนที่ผู้หญิงต้องระวังก็เหมือนกันว่าผู้ชายก็อาจจะ ต้องการไม่ต่างกันจากเรา ถ้าเราต้องการกอบโกยก็อาจจะเจอผู้ชายที่ไม่ดี เพราะจริงๆแล้วกฏของแรงดึงดูดมันมีจริงอยู่เสมอ คนที่เป็นอย่างไร คิดอย่างไร สิ่งนั้นๆจะดึงดูดให้เข้ามาหรือดึงดูดเราให้ไปหา ซึ่งถ้าเราเริ่มต้นจากความจริงใจและตั้งใจจริง การอยู่เมืองนอกหรือ อิตาลีก็ไม่เป็นปัญหา เราจะปรับตัว ปรับความเข้าใจไปพร้อมกัน อดทนและให้อภัย และเราจะได้อีกหนึ่งประสบการณ์ของการดำเนินชีวิต และจะมีเรื่องราวเล่าขานให้รุ่นลูกรุ่นหลาน ต่อไป เมื่อถึงเวลานั้นแล้วเรามองย้อนกลับไปเราจะเห็นว่า เราได้ใช้ชีวิตที่เกิดมาคุ้มค่าจริงๆ

ส่วนในเรื่องของทัวร์สามารถออกแบบทัวร์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ส่วนตัวหรือทัวร์มอเตอร์ไซค์ ที่เพจ https://www.facebook.com/VEDETTMT/

ปัจจุบันสามารถติดตามเพจได้ที่ แป้งร่ำพรรณา จะดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ กฏหมาย และให้คำปรึกษาในเรื่องวีซ่า บำนาญและอื่นๆ หลักคือ ประเทศ อิตาลี สวิส ไทย https://www.facebook.com/PaengRamPhanrana/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s