วัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทยที่คนไทยพบเจอในประเทศสวีเดนและประเทศเยอรมันนี

ผมอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณหวานใจ ชายต่างชาติ อีกครั้งหนึ่งครับ ครั้งนี้คุณหวานใจ ชายต่างชาติ จะมาเล่าถึงประสบการณ์ของเธอเกี่ยวกับการพบเจอวัฒนธรรมที่แตกต่าง (culture shock) ระหว่างคนไทยกับคนสวีดิชและคนเยอรมันครับ และนี่คือบทสัมภาษณ์ชิ้นแรกของผมเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง (culture shock)

ผมอยากจะแนะนำคุณกับ คุณ หวานใจ ชายต่างชาติ

ภาพถ่ายจาก คุณ หวานใจ ชายต่างชาติ

ตั้งแต่ที่คุณ Tan ย้ายจากประเทศไทยมาอยู่ที่สวีเดนครั้งแรก มีวัฒนธรรมหรือการปฏิบัติอย่างใดของชาวสวีเดนบ้างครับที่คุณ Tan รู้สึกประหลาดใจ ( cultural shock ) ช่วยบอกผมมาอย่างน้อยสัก 3 ข้อครับ

ตอนที่ดิฉันได้ย้ายจากเมืองไทย ไปอยู่ที่ประเทศสวีเดนเป็นครั้งแรก วัฒนธรรมของชาวสวีเดน ที่ดิฉันรู้สึกว่าแปลก และเกิดความประหลาดใจมีดังนี้ค่ะ

คนที่นั่นเค้าจะเปิดน้ำจากก๊อกน้ำมาดื่มกันค่ะ คือเราคนไทยอย่างเราๆจะไม่เปิดน้ำจากก๊อกน้ำล้างมือหรือก๊อกน้ำล้างหน้ามาดื่มกันค่ะ เพราะถือว่าน้ำมันยังไม่ได้กรองและอาจจะสกปรก
ดิฉันไปอยู่ที่สวีเดนครั้งแรกถึงกับตกใจ ตอนนั้นไปเที่ยวหาเพื่อนฝรั่งค่ะ แล้วเค้าถามว่าจะดื่มน้ำอะไร ดิฉันบอกขอน้ำเปล่าละกัน อยู่ๆเค้าไปเปิดน้ำเปล่าจากอ่างล้างมือในห้องน้ำมาให้ดิฉันดื่ม ตอนแรกดิฉันคิดว่าเค้าคงแกล้งเล่น แต่จริงๆแล้วเค้าไม่ได้แกล้งค่ะ แต่เป็นเพราะน้ำที่นั่นสะอาดเค้าเลยเปิดมาดื่มได้เลยค่

คนที่นั่นไม่นิยมอาบน้ำทุกวันกันค่ะ คือเราเป็นคนไทยอยู่ที่เมืองไทย สภาพอากาศในแต่ละวันร้อน เลยจำเป็นต้องอาบน้ำทุกๆวัน บางวันอาบหลายๆครั้งค่ะ เพื่อจะได้หายร้อนค่ะ
ซึ่งแตกต่างกับชาวสวีเดนค่ะ เค้าไม่นิยมอาบน้ำกันทุกวันค่ะ อาจจะเป็นเพราะอากาศหนาวก็เป็นไปได้ค่ะ พอถึงตอนเช้ามา เค้าแปรงฟัน น้ำไม่อาบ ฉีดสเปย์ดับกลิ่น แล้วก็ออกไปทำงานเลยค่ะ

เรื่องการใช้ห้องน้ำรวมกัน ที่สระว่ายน้ำค่ะ คือตอนนั้นดิฉันไปว่ายน้ำกับเพื่อนผู้หญิงค่ะ
พอดิฉันเข้าไปในห้องอาบน้ำก็ตกใจค่ะ คิดว่าที่นั่นจะมีห้องแยกเป็นส่วนตัวค่ะ แต่ความเป็นจริงคือผู้หญิงทุกคนยืนแก้ผ้าอาบน้ำกันต่อหน้าเลยค่ะ แม้กระทั่งห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า คือเป็นห้องรวมค่ะ คนที่นั่นเค้าก็ยืนเปลี่ยนเสื้อผ้ากันต่อหน้าเลย แบบไม่อายกันค่ะ
แต่ดิฉันอายมาก ไม่กล้าเปลี่ยนเสื้อผ้าร่วมกับพวกเค้า เลยแอบไปเปลี่ยนที่ห้องสุขาแทนค่ะ และดิฉันก็ไม่กล้าไปยืนอาบน้ำร่วมกับพวกเค้าค่ะ เพราะที่เมืองไทยบ้านเราไม่มีแบบนั้นค่ะ ที่เมืองไทยจะแยกเป็นห้องส่วนตัวค่ะ

หลังจากย้ายจากสวีเดนมาอยู่ที่เยอรมัน มีวัฒนธรรมใดบ้างครับที่แตกต่างกันระหว่าง 2 ประเทศนี้ และวัฒนธรรมใดหรือการปฏิบัติใดของชาวเยอรมันครับที่คุณ Tan รู้สึกประหลาดใจ (culture shock) ช่วยบอกผมมาสัก 3 ข้อ

วัฒนธรรมระหว่างประเทศสวีเดนและประเทศเยอรมัน ดิฉันสังเกตดูแล้วว่าไม่ค่อยจะมีความแตกต่างกันสักเท่าไรค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วจะคล้ายๆกันค่ะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ประเทศเยอรมันค่ะ มีอยู่วันหนึ่งดิฉันเห็นคนแก่นั่งอยู่บนรถเข็น และ เค้ากำลังจะเข็นขึ้นเนิน จังหวะนั้นดิฉันรีบวิ่งเข้าไปช่วยเค้าเข็นรถเข็นขึ้นเนิน แต่ดันถูกคนแก่คนนั้นด่ากลับมาค่ะ
เพราะมารยาทของคนที่นี่คือจะต้องขออนุญาตถามเค้าดูก่อนค่ะว่าช่วยได้ไหม ไม่ใช่อยู่ๆเข้าไปช่วยทันทีเลย แบบนั้นไม่ได้ค่ะ เพราะเค้าคิดว่าไม่ให้เกียรติเค้า และเค้าคิดว่าตัวเค้าสามารถทำทุกอย่างได้เองเหมือนกับคนปกติค่ะ

ตอนที่ดิฉันมาอยู่ที่ประเทศเยอรมันปีแรก สามีดิฉันพาไปเที่ยวผับในตัวเมืองแห่งหนึ่ง ดิฉันเห็นพระพุทธรูปตั้งอยู่ในผับ ซึ่งดิฉันมองว่าแปลกเพราะพระพุทธรูปที่คนไทยกราบไหว้ ส่วนมากจะอยู่ที่วัด
แต่ฝรั่งที่นี่นำมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ ประดับตกแต่งร้าน เพราะเค้ามองว่าเป็นงานศิลปะค่ะ แต่เราคนไทยมองว่าไม่สมควร เพราะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพุทธนั้นกราบไหว้บูชากันค่ะ

ที่เยอรมันเวลามีแขกมาที่บ้าน เค้าจะไม่ถอดรองเท้ากันค่ะ คือจะใส่รองเท้าเดินไปทั่วบ้านได้เลยค่ะ ทั้งๆที่รองเท้านั้นสกปรก แต่บ้านส่วนใหญ่จะปูด้วยพรมค่ะ การรักษาคือใช้เครื่องดูดฝุ่นถูไปมา แค่นั้นเค้าถือว่าสะอาดแล้วค่ะ

เมื่อคุณมาถึงสวีเดนใหม่ๆคุณรู้สึกอย่างไรกับอาหารของชาวสวีเดน เมนูไหนที่คุณชอบและเมนูไหนที่คุณไม่ชอบ คุณ Tan รู้สึกว่าเมนูไหนแปลกอย่างที่คุณ Tan ไม่เคยเจอมาก่อน

เมื่อปี 2005 ตอนที่ดิฉันได้ไปที่สวีเดนเป็นครั้งแรก ทำให้ดิฉันได้รู้สึกถึงความแตกต่างของวัฒนธรรม สังคม ความเป็นอยู่ รวมถึงอาหารที่มีรสชาติที่ต่างจากอาหารไทยหลายอย่างเลยค่ะ
อาหารฝรั่งในแถบสแกนดิเนเวีย ที่ประเทศสวีเดนมีเครื่องปรุงที่ต่างจากอาหารไทยค่ะ เมนูอาหารสวีเดนที่ดิฉันชอบรับประทานมากๆค่ะ คือเมนูที่ชื่อว่า Swedish meatball หรือที่เรียกกันว่า Köttbullar ที่ดูภายนอกแล้วจะคล้ายๆกับลูกชิ้นของเมืองไทยบ้านเราค่ะ
แต่ลูกชิ้นสวีเดนจะไม่เหมือนกับลูกชิ้นในเมืองไทยค่ะ เพราะเป็นลูกชิ้นที่ปรุงรสแล้วมีทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ และเนื้อวัว นำมารับประทานกับมันฝรั่ง ซอสพิเศษสูตรเฉพาะของคนสวีเดน และ รับประทานควบคู่ไปกับแยมผลไม้ค่ะ
ซึ่งแยมผลไม้จะมีรสชาติที่หวานค่ะ คนสวีเดนส่วนใหญ่จะทานเนื้อสัตว์กับแยมผลไม้ค่ะ เพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติของอาหาร และแก้อาหารเลี่ยนไปในตัวค่ะ บางคนก็จะดื่มควบคู่กับเครื่องดื่มประเภทไวท์แดงค่ะ
คนสวีเดนจะนำแยมผลไม้มารับประทานคู่กับอาหารนี่แหล่ะค่ะ คือความแปลกสำหรับดิฉัน และไม่เคยเห็นมาก่อนค่ะ ที่ว่านำแยมรสชาติต่างๆ มารับประทานควบคู่กับอาหารเหมือนเมนูนี้ค่ะ เพราะส่วนใหญ่คนไทยจะนำแยมผลไม้ต่างๆ มาทากับขนมปังและรับประทานกันค่ะ
ส่วนเมนูอาหารที่ดิฉันไม่ชอบ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีนะคะ เพราะดิฉันรับประทานอาหารของที่นั่นได้หมดเลยค่ะ

เมนูนี้ชื่อว่า Swedish meatball หรือ ที่เรียกกันว่า Köttbullar

เมื่อคุณย้ายมาอยู่ที่เยอรมัน อาหารของชาวเยอรมันเหมือนหรือแตกต่างจากอาหารของชาวสวีเดนครับ อาหารเยอรมันเมนูไหนที่คุณชอบและเมนูไหนที่คุณไม่ชอบครับ คุณรู้สึกว่าเมนูไหนของชาวเยอรมันแปลกอย่างที่คุณไม่เคยเจอมาก่อน

ในช่วงสิ้นปี 2009 ดิฉันได้ย้ายมาแต่งงานกับสามีคนเยอรมัน ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำอาหารของคนด๊อยช์ ซึ่งรสชาติของอาหารระหว่างอาหารของคนสวีเดนและของคนเยอรมัน นั้นมีความแตกต่างกันค่ะ
ขอยกตัวอย่างอาหารเยอรมันที่ดิฉันชื่นชอบ เมนูนี้ค่ะ ชื่อว่า Currywurst คือไส้กรอกที่มีผงกะหรี่โรยด้านบนค่ะ ซึ่งคนเยอรมันทางตอนเหนือส่วนใหญ่ เช่นเมืองเบอร์ลินมักจะชอบรับประทานเมนูนี้ค่ะ
เป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่าย และมีขายเกือบทุกที่ค่ะ รสชาติกลมกล่อม อร่อยมากๆค่ะ ฝรั่งเมืองนี้มักจะรับประทานอาหารเมนูนี้กับเครื่องดื่มประเภทเบียร์ค่ะ หากสังเกตนักท่องเที่ยวจากหลายๆประเทศ มักจะไปร่วมงานประจำปีของเยอรมันที่มีชื่อว่า Oktoberfest ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกๆปี อยู่ที่เมืองมิวนิคค่ะ ผู้คนจากหลายๆที่ ต่างก็พากันไปชิมรสชาติเบียร์เยอรมันและ อาหารเมนูนี้ในงานค่ะ ส่วนทางตอนใต้จะนิยมรับประทาน Weisswurst หรือไส้กรอกขาวค่ะ ซึ่งรับประทานควบคู่กับมัสตาร์ดหวานหรือ Süßem Senf ค่ะ นอกจากนี้ก็ยังมีไส้กรอกที่คนเยอรมันนิยมรับประทานคือ Wollwurst หรือ ไส้กรอกที่ทำมาจากเนื้อวัวและ เนื้อหมูค่ะ ในบางเมือง เช่น เมือง Thüringen และ เมือง Nürnberg จะนิยมรับประทานไส้กรอกที่ชื่อว่า Rostbratwurst mit Sauerkraut คือไส้กรอกย่างที่รับประทานควบคู่กับกะหล่ำปลีดองค่ะ
ในแต่ละเมืองต่างก็มีความชอบในเรื่องของอาหารที่แตกต่างกันออกไปค่ะ แต่ยังคงความอร่อยไว้อยู่เสมอค่ะ เหมือนเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติของคนเยอรมันค่ะ ว่าหากใครได้มาที่ประเทศเยอรมันจะต้องมารับประทานอาหารเมนูนี้ค่ะ

ส่วนอาหารเมนูที่ดิฉันไม่ชอบรับประทานก็น่าจะเป็นเมนูที่ชื่อว่า Schweinebraten คือ เป็นเมนูที่ทำมาจากเนื้อหมูสามชั้นนำไปย่างค่ะ ดิฉันไม่ชอบรับประทานอาหารที่เป็นจำพวกเนื้อหมูติดมันค่ะ ซึ่งเมนูนี้เค้าจะรับประทานควบคู่กับ Knödel หรือ มันฝรั่งบดปั้นเป็นลูกกลมๆใหญ่ๆราดด้วยน้ำซอส และ ทานควบคู่กับกะหล่ำปลีหั่นสีแดงค่ะ

เมนูนี้ชื่อว่า Currywurst

ผมเคยได้ยินมาว่าชาวเยอรมันเป็นคนที่พูดตรงมาก พวกเขาจะพูดด้วยความจริงถึงแม้ว่าความจริงนั้นจะเป็นความจริงที่ผู้ฟังไม่อยากฟังก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากคนไทย…คนไทยส่วนมากมักจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดความจริงตรงๆหากความจริงนั้นทำลายจิตใจผู้ฟัง คุณTan เคยประสบปัญหาจากการพูดตรงของชาวเยอรมันไหมครับ แล้วคนไทยที่นั่นล่ะครับมีปัญหากับเรื่องนี้ไหมช่วงมาอยู่เยอรมันในช่วงแรกๆ คุณ Tan คิดว่าชาวสวีดิชเป็นคนพูดจาตรงๆเหมือนชาวเยอรมันไหมครับหรือพวกเขาแตกต่างกัน

เท่าที่ดิฉันได้สังเกตคนเยอรมัน ส่วนใหญ่คนเยอรมันจะมีนิสัยที่พูดตรงไปตรงมาค่ะ ซึ่งดิฉันได้พบเจอกับตัวของดิฉันเองอยู่บ่อยๆค่ะ จากคนรอบข้างค่ะ เช่น สามีดิฉันเองค่ะ มีอยู่วันนึง เค้าเล่าให้ดิฉันฟังเกี่ยวกับระบบการปกครองของประเทศเยอรมันค่ะ ว่าทุกคนสามารถพูดหรือตอบโต้เกี่ยวกับระบบการเมืองแบบเปิดเผยได้ เพราะเยอรมันเป็นประเทศเสรีที่ประชาชนทุกๆคนสามารถพูดในสิ่งที่เค้าคิดและอยากจะพูดค่ะ ซึ่งมีความแตกต่างกับประเทศไทยที่มีระบบการปกครองแบบพระมหากษัตริย์ คือมีกฎหมายห้ามคนไทยพูดในทางที่เสื่อมเสีย มิเช่นนั้นจะถูกตำรวจจับข้อหาไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เป็นต้นค่ะ ดังนั้นเรื่องบางเรื่องที่เป็นความจริงคนไทยก็ไม่กล้าที่จะพูดค่ะ เนื่องจากกลัวจะถูกบทลงโทษของกฎหมายนั่นเองค่ะ

ส่วนของประเทศสวีเดนนั้น ความคิดเหมือนกับคนเยอรมันค่ะ คือประชาชนทุกๆคนสามารถพูดในสิ่งที่อยากจะพูด ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบ ทุกๆคนมีสิทธิ์ที่จะออกความคิดเห็นแบบเปิดเผยได้ค่ะ ส่วนใหญ่ฝรั่งจะพูดกันตรงไปตรงมาค่ะ ไม่มีการพูดแบบชักแม่น้ำทั้ง 5 เหมือนกับคนไทยพูดค่ะ และฝรั่งส่วนใหญ่เค้าจะไม่พูดใส่ร้ายกันค่ะ

เป็นที่รู้กันดีว่าชาวเยอรมันนั้นเป็นคนที่ชอบวางแผนและเป็นคนที่มีระเบียบมาก ผมเคยอ่านมาว่าชาวเยอรมันวางแผนล่วงหน้าเป็นปีๆสำหรับช่วงวันหยุดยาวของพวกเขา และสิ่งที่พวกเขากำลังทำในขณะปัจจุบันนั้นได้ผ่านการวางแผนล่วงหน้ามาแล้วเป็นอาทิตย์ ผมจำได้ว่าผมเคยอยู่ที่เยอรมันในช่วงปี 1993 และได้ทิ้งขยะในถังคัดแยกขยะแล้ว ชาวเยอรมันได้เริ่มทิ้งขยะในถังคัดแยกขยะก่อนชาวอังกฤษเป็นเวลานาน คุณคิดว่าชาวเยอรมันมีระเบียบและชอบวางแผนกับทุกๆอย่างที่พวกเขาทำไหมครับ และคนไทยควรจะปรับตัวอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้ คุณพอจะบอกได้ไหมครับว่าคนไทยก็เหมือนชาวเยอรมันในเรื่องความเป็นคนเจ้าระเบียบและชอบวางแผนหรือนี่คือความแตกต่างอย่างสุดขั้วของชาวเยอรมันกับคนไทย ( ผมหมายถึงโดยทั่วๆไปน่ะครับ )

คนเยอรมันมีการวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้าเป็นปีๆจริงๆค่ะ ดิฉันเห็นด้วยเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่นสามีดิฉัน เวลาที่พวกเราจะบินไปเที่ยวที่เมืองไทยกัน เค้าจะลางานกับหัวหน้าที่ทำงานเค้า หากได้วันและเดือนที่แน่นอนแล้ว สามีดิฉันถึงจะทำการซื้อตั๋วเครื่องบินค่ะ ซึ่งในการซื้อตั๋วเครื่องบิน เค้าก็จะเตรียมซื้อไว้ก่อนล้วงหน้าเป็นปีๆเลยล่ะค่ะ เพราะว่าซื้อไว้ก่อน ตั๋วค่อนข้างจะมีราคาที่ถูกกว่าค่ะ

ซึ่งทำให้ดิฉันได้ติดนิสัยของคนเยอรมันตามสามีดิฉันไปด้วยเลยค่ะ เพราะเวลาจะทำอะไร พวกเราจะต้องวางแผนกันเป็นปีๆค่ะ คนเยอรมันมีความเป็นระเบียบแบบแผนมากๆค่ะ ประเทศเค้าถึงมีความเจริญก้าวหน้า เพราะเค้ามีการฝึกให้ทุกๆคนมีความเป็นระเบียบตั้งแต่เล็กๆค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาจะเดินข้ามทางม้าลาย เมื่อคนที่ขับรถเห็นคนจะเดินข้าม รถเกือบทุกคันจะจอดให้คนเดินข้ามอย่างปลอดภัยค่ะ ซึ่งแตกต่างกับคนไทยค่ะ หากจะเดินข้ามทางม้าลาย คนขับรถไม่จอดให้คนเดินข้ามถนนค่ะ เนื่องจากอาจจะทำให้เสียเวลา คนไทยคิดแบบนี้กันซะเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้หลายๆคนขาดระเบียบวินัยค่ะ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือการเกิดอุบัติเหตุนั่นเองค่ะ อยากจะให้คนไทยได้ปรับนิสัย และพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัว ทำเพื่อสังคมบ้างค่ะ จะได้น่าอยู่มากยิ่งขึ้นค่ะ

เป็นที่รู้กันดีว่าชาวเยอรมันมีอิสระทางกายมาก พวกเขารู้สึกว่ากายเปลือยกายในที่สาธารณะเป็นเรื่องปกติ (freikoerperkultur) ไม่ว่าจะเป็นที่ซาวน่า สระว่ายน้ำ สวนสาธารณะและชายหาด ผมคิดว่าวัฒนธรรมนี้ของชาวเยอรมันนั้นน่าจะเป็นที่ประหลาดใจสำหรับคนไทยแน่นอน ตอนที่ไปเล่นฟุตบอลที่ประเทศไทยผมสังเกตเห็นว่าคนไทยมักจะอายที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าในที่สาธารณะ แต่สำหรับชาวเยอรมันนั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขาเลย ตั้งแต่คุณ Tan ไปอยู่ที่เยอรมันคุณเคยเจอวัฒนธรรม freikoerperkultur ไหมครับ และคุณรู้สึกอย่างไรครับเมื่อครั้งแรกที่คุณเจอ ตกใจไหมครับ

ตอนที่ดิฉันมาอยู่ที่ประเทศเยอรมันเมื่อปีแรก ดิฉันไปสมัครฟิตเนสค่ะ ซึ่งในนั้นมีซาวน่า ดิฉันออกกำลังกายเสร็จ จากนั้นก็ไปอบซาวน่า ตอนแรกๆดิฉันตกใจมากค่ะ คิดว่าห้องซาวน่าเค้าจะแบ่งแยกชาย หญิง แต่จริงๆคือ ทุกๆคนเข้าไปนั่งอบซาวน่าด้วยกันในห้องเดียวกันค่ะ

และผู้ชายฝรั่งแก้ผ้านั่งอบซาวน่าแบบเห็นหมดเลยค่ะ ดิฉันอายมาก ไม่กล้าเข้าไปนั่งอบซาวน่าด้วยค่ะ เลยนั่งอยู่ด้านนอก เพื่อรอผู้หญิงเข้าไปอบซาวน่าด้วยค่ะ สักพักพอมีผู้หญิงฝรั่งเข้าไปอบซาวน่าด้านใน ดิฉันเลยเข้าไปด้วยค่ะ แต่ผู้หญิงฝรั่งเค้าก็ถอดผ้าขนหนูออกค่ะ และก็นั่งอบซาวน่าแบบเห็นหมดเลยค่ะ

ดิฉันนั่งมองผู้หญิงฝรั่งคนนั้นหันมาถามดิฉันว่า “ทำไมถึงไม่ถอดผ้าขนหนูออก เพราะมันร้อนนะ ไม่ต้องอายหรอก” คือ เป็นเรื่องที่แปลกสำหรับคนไทยค่ะ แต่สักพักนั่งอบนานๆ ดิฉันเริ่มรู้สึกร้อนมาก เลยออกมาอาบน้ำ ซึ่งก็เป็นห้องน้ำรวมค่ะ

มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงยืนอาบน้ำแก้ผ้ากัน ดิฉันไม่กล้าเพราะรู้สึกอายมากๆค่ะ กลับมาถึงบ้าน เลยเล่าให้สามีฟัง เค้าหัวเราะค่ะ ดิฉันเลยบอกกับสามีว่าครั้งหน้าดิฉันจะใส่ชุดบิกินี่ เพื่อจะได้ไม่ดูโป้เวลาไปอบซาวน่า แต่สามีดิฉันบอกว่าในห้องอบซาวน่าเค้าห้ามใส่ชุดบิกินี่เข้าไปนะ ยกเว้นผ้าขนหนู หากดิฉันรู้สึกร้อนก็ถอดผ้าขนหนูออกเพราะที่นี่เมืองนอก เค้าไม่อายกันหรอก เลยทำให้ดิฉันเข้าใจคำว่าเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตามค่ะ

คนเยอรมันจะไม่ข้ามถนนเมื่อสัญญาณไฟคนข้ามมีสีแดง ถึงแม้จะไม่มีรถผ่านมาสักคันพวกเขาก็จะไม่ข้ามถนน ผมได้ยินมาว่าถ้ามีใครข้ามถนนในขณะที่สัญญาณไฟคนข้ามมีสีแดง คนเยอรมันก็จะบอกให้พวกเขาหยุด ซึ่งต่างจากคนไทยในประเทศไทย ถ้าพวกเขาอยากจะข้ามถนนพวกเขาก็จะข้ามถนนโดยไม่สนใจว่าขณะนั้นมีสัญญาณไฟสีอะไร 5555 คุณ Tan รู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นความมีระเบียบของคนเยอรมันในข้อนี้ครั้งแรก และคุณ Tan ได้ฝึกฝนที่จะทำตามพวกเขาอย่างไรเมื่อคุณอยู่ในประเทศเยอรมัน

ในเรื่องของกฏจราจรของประเทศเยอรมัน ตามที่คุณเล่ามาเป็นเรื่องจริงค่ะ คนเยอรมันจะรักษากฏระเบียบมากๆค่ะ เพราะเค้าถูกสร้างระเบียบอย่างเคร่งครัดมาตั้งแต่เด็กๆค่ะ ที่เยอรมันเวลาจะข้ามถนน จะมีปุ่มกดเพื่อขอข้ามถนนทุกที่ค่ะ หากกดปุ่มแล้วจะต้องรอสัญญาณไฟเขียวถึงจะข้ามได้ค่ะ

ดิฉันก็สอนลูกๆของดิฉันอยู่เสมอค่ะ เวลาในการข้ามถนนทุกๆครั้ง จะต้องกดเพื่อรอสัญญาณไฟเขียว จากนั้นถึงจะข้ามได้ค่ะ หากใครข้ามไปโดยที่ไม่รอสัญญาณไฟเขียว คนๆนั้นจะถูกสายตาของหลายๆคนมองแบบไม่ดีค่ะ ซึ่งหากมีเด็กยืนรอข้ามถนนอยู่ด้วย ก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเด็ก ที่วิ่งข้ามถนนโดยที่ไม่รอสัญญาณไฟเขียวก่อนค่ะ

ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยค่ะ เป็นอย่างที่คุณเล่ามาเลยค่ะ คือ ไม่ว่าสัญญาณไฟจราจรจะเป็นสีอะไรก็ตาม คนจะไม่สนใจ จะวิ่งข้ามถนนอย่างเดียวเลยค่ะ พอหลายๆคนเห็นเค้าทำตามๆกัน ก็ทำตามบ้าง นอกจากจะทำให้ไม่เป็นระเบียบแล้ว ยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุตามมาอีกด้วยค่ะ

ตอนนี้คุณอยู่ในประเทศเยอรมันมาสักระยะแล้ว และเมื่อคุณได้กลับไปประเทศไทยคุณรู้สึกว่ามีบางวัฒนธรรมของไทยที่ทำให้คุณรู้สึกประหลาดใจบ้างไหมครับ มีอะไรในประเทศไทยที่คุณรู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปและมันแปลกไปกว่าที่เคย

อะไรที่คุณชอบแบบที่คนเยอรมันทำมากว่าแบบที่คนไทยทำ ช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 ข้อครับ

ช่วงที่ดิฉันและครอบครัวได้บินกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย เท่าที่ดิฉันได้สังเกตเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยที่ดูเปลี่ยนไปจากเดิม ก็น่าจะเป็นการที่คนไทยได้รับวัฒนธรรมจากชาวต่างชาติมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น คนไทยชอบรับประทานอาหารต่างชาติมากขึ้นค่ะ มีการติดดื่มกาแฟหรือดื่มชาหลังรับประทานอาหารมากขึ้นค่ะ รวมถึงการรับประทานอาหารประเภท Fast food – Junk food มากขึ้นค่ะ เนื่องจากสังคมในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เป็นอะไรที่รีบเร่ง คนถึงนิยมรับประทานอาหารประเภทนี้เยอะค่ะ และผลตามมาก็จะเป็นโรคอ้วนกัน โดยที่คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบออกกำลังกาย แต่มักจะกินยาลดความอ้วนกันมากกว่าการควบคุมอาหารค่ะ

ส่วนอะไรที่ดิฉันชอบแบบคนเยอรมันทำนั้น ขอยกตัวอย่าง 3 ข้อนะค่ะ

ในเรื่องของความมีระเบียบวินัยของคนเยอรมันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรักษากฏจราจร , การทิ้งขยะแบบแยก , การเข้าคิว ต่อคิวในการจ่ายสินค้า หรือเลือกซื้อสินค้า โดยที่ไม่มีการแซงคิวกันค่ะ

ฝรั่งเยอรมันเวลาทำงานคือทำงานจริงๆค่ะ เค้าจะไม่เอาเวลางานมาเล่นมือถือ หรือแชทหาแฟน หรือแชทหาเพื่อนค่ะ

ในเรื่องของการตรงต่อเวลาค่ะ คนเยอรมันจะรักษาเรื่องระเบียบของเวลาเป็นอย่างมากค่ะ เข้างานตรงต่อเวลา และเวลาเลิกงานก็ตรงต่อเวลาเช่นกันค่ะ (ซึ่งต่างกับคนไทยที่ทำงานบางที่ที่หัวหน้าใช้สิทธิ์หนีงานก่อนลูกน้องค่ะ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดูไม่ดีสำหรับลูกน้องค่ะ)

ก่อนที่คุณจะย้ายมาอยู่ยังต่างประเทศ คุณเคยคิดฝันว่ายุโรป, เยอรมันนี, หรือดินแดนของพวกฝรั่งเป็นอย่างไร เคยคิดไหมครับว่าดินแดนของพวกฝรั่งนั้นทางเดินโรยด้วยทองคำและถ้าได้อยู่ที่นั่นจะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม และพอคุณได้มาอยู่มาใช้ชีวิตจริงๆ สิ่งที่คุณเคยคิดฝันไว้นั้นมันเป็นอย่างที่คิดไว้ไหมครับ ช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 สิ่งว่าอะไรที่คุณคิดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศไทย และช่วยยกตัวอย่างมาสัก 3 สิ่งคุณคิดว่าคุณไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้เลยถ้าขาด 3 สิ่งนี้จากทางเยอรมันนี

ก่อนที่ดิฉันจะย้ายมาอยู่ในต่างประเทศ ดิฉันได้วาดฝันไว้มากมายค่ะ ในหลายๆเรื่องค่ะ คิดว่าสังคมของฝรั่งเค้าคงจะเหมือนเมืองไทยบ้านเรา ที่เราเคยอยู่ตามชนบทค่ะ แต่จริงๆแล้ว สังคมเมืองนอกหรือเมืองฝรั่งนั้นมีความแตกต่างจากสังคมไทยเยอะเลยค่ะ

สำหรับดิฉันแล้ว ดิฉันมองว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนอกนั้นสบายกว่าอยู่ที่เมืองไทยค่ะ เนื่องจากเมืองนอกมีสวัสดิการ ความเป็นอยู่ที่มั่นคง มีเงินช่วยเหลือหลายๆด้าน หากไม่สบายก็ไปรักษาฟรี หากไม่มีงานทำก็ได้รับเงินตกงานหรือได้รับเงินช่วยเหลือจากทางรัฐบาลในส่วนต่างๆค่ะ รวมถึงสวัสดิการของแม่และเด็กอีกด้วยค่ะ

ยกตัวอย่างมาสัก 3 สิ่งว่าอะไรที่คุณคิดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศไทย

คิดถึงครอบครัวที่อยู่เมืองไทยค่ะ เพราะอยู่ที่นี่มีแต่ญาติพี่น้องของสามีค่ะ และสังคมของครอบครัวฝรั่งส่วนใหญ่จะต่างคนต่างอยู่กันค่ะ ซึ่งแตกต่างจากสังคมไทยค่ะที่พ่อแม่ลูกอยู่บ้านหลังเดียวกันค่ะ

คิดถึงอาหารไทยค่ะ ตอนที่ดิฉันอยู่ที่เมืองไทย เวลาหิวรอบดึก คือสามารถเดินไปตลาดโต้รุ่ง ที่มีอาหารขายตามท้องถนน มีร้านเซเว่น มีของใช้ของกินขายตามริมฟุตบาทค่ะ ซึ่งต่างกับที่เยอรมันไม่มีแบบนั้นค่ะ เวลาหิวก็ต้องทำเองค่ะ เพราะหากไปซื้อที่ร้านอาหารไทยรับประทานทุกมื้อก็แพงค่ะ อีกอย่างที่เยอรมันไม่มีตลาดโต้รุ่งค่ะ ไม่มีตลาดริมฟุตบาทที่วางของขายแบบที่เมืองไทยค่ะ

คิดถึงการทำบุญใส่บาตรที่มีพระออกมาเดินบิณฑบาตในตอนเช้าค่ะ เพราะที่เยอรมันไม่มีพระออกมาเดินบิณฑบาตเหมือนกับที่เมืองไทยค่ะ เวลาจะทำบุญใส่บาตร ต้องขับรถไปที่วัดเองและนำอาหารไปถวายกับพระที่วัดเองค่ะ

ยกตัวอย่างมาสัก 3 สิ่งคุณคิดว่าคุณไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้เลยถ้าขาด 3 สิ่งนี้จากทางเยอรมันนี

สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตดิฉันอันดับแรกคือ ครอบครัวค่ะ มีสามีและลูกชายทั้งสองคนค่ะ
เรื่องของการเงินค่ะ
ปัจจัยสี่ค่ะ คือ อาหาร , ที่อยู่อาศัย , เครื่องนุ่มห่ม และ ยารักษาโรคค่ะ

หากท่านใดสนใจเรื่องราวของเธอเพิ่มเติมจากนี้ ติดตามเธอทางเฟสบุ๊คส่วนตัวของเธอได้ครับ เธอยินดีตอบรับมิตรไมตรีอันดีจากทุกท่านครับ

คุณหวานใจ ชายต่างชาติ

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

One Comment Add yours

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s