คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ:จากอุทัยธานีสู่ประเทศออสเตรเลีย

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศออสเตรเลีย  เธอคือคุณ Kathy และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศออสเตรเลีย

ผมอยากจะแนะนำคุณกับ คุณ Kathy

2

ทุกภาพเครดิตคุณ Kathy

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับและ  เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศ ออสเตรเลีย เพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศ ออสเตรเลียครับ

เกิดที่จังหวัดอุทัยธานีค่ะ เป็นลูกคนที่สองของครอบครัวใหญ่ทั้งหมด 8 คน เป็นคนรักเรียนแต่พ่อแม่มีลูกเยอะ จึงได้เรียนแค่ มศ.5 สมัยก่อน เป็นคนชอบเย็บปักถักร้อย และชอบค้าขายค่ะ

เมื่อไม่มีโอกาสได้เรียนต่อจึงไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้ากับพี่สาว และเรียนต่อด้านนี้จนจบ และเปิดกิจการร้านตัดผ้าที่เมืองไทย ต่อมาได้เจอกับสามีคนแรกเชื้อสายจีน  แต่งงานกันและมีลูกด้วยกัน 2 คนหญิงทั้งคู่ ชีวิตคู่อยู่กันไม่ถึงสามปีก็ต้องแยกทางกัน เพราะต้องอยู่กับครอบครัวสามี ไม่มีความเป็นส่วนตัวเลยทนไม่ได้ เราทะเลาะกันบ่อยมาก ทะเลาะกันแต่ละครั้งเขาก็ไล่ออกจากบ้าน เป็นอย่างนี้ทุกทีทะเลาะทีไรก็ไล่เราออกจากบ้าน จนครั้งสุดท้ายเราทนไม่ไหวก็ออกมาจริงๆ หอบลูกมาด้วย เขาก็ไม่เคยง้อให้กลับ แถมบอกอีกถ้าจะเอาลูกเขาจะไม่ส่งเสียเรื่องเงินทอง ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกได้ จึงยกให้เขาเลี้ยงเอง พอหนึ่งเดือนคิดถึงลูกมากจึงตัดสินใจไปหาลูก  พบว่าเขาไม่ได้เลี้ยงลูกเอง เอาลูกไปทิ้งไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กและไม่เคยไปดู เขาเห็นเราไม่ไปดูเขาก็ไม่สนใจดู ปล่อยให้สกปรกไม่อาบน้ำให้ เล็บก็ยาว พอดิฉันเห็นลูกในสภาพอย่างนั้นเสียใจมาก จึงตัดสินใจรับลูกมาเลี้ยงเอง เขาก็ไม่ช่วยเหลือเรื่องเงิน ลูกอายุ 1 ขวบกับ 2 ขวบค่ะ

ต่อมาก็มาเจอสามีคนออสเตรเลีย เขาขอแต่งงานทั้งที่รู้ว่าเรามีลูกสองคน ดูท่าทางคิดว่าเขาเป็นคนดี และเราก็ต้องการหาคนช่วยเลี้ยงลูกด้วย จึงโอเคแต่งงานกันที่สถานทูตออสเตรเลีย และได้มาอยู่ถาวรที่ออสเตรเลีย

1

ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียครับ คุณพูดภาษา อังกฤษ ได้ไหม คุณคิดว่าภาษาอังกฤษ ยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะเข้าใจจนสื่อสารได้ และพูดภาษาอื่นได้ไหม

ตอนอยู่เมืองไทยก็เรียนภาษาอังกฤษในชั้นมัธยม จึงไม่มีปัญหามากเมื่อมาอยู่ที่นี่เพราะพูดภาษาอังกฤษ ฝึกพูดไม่นานก็เข้าใจค่ะ

เดินทางมาออสเตรเลียกับลูกอีกสองคนสามีใหม่พามา พอมาถึงพบว่าเขาไม่มีบ้าน เขาพาเราแม่ลูกไปอยู่โรงแรม และคืนนั้นเขายึด หนังสือเดินทางและเอกสารของเราและลูกทันที อาจเพราะกลัวเราหนี ก่อนมามีความฝันไว้มากมายว่ามาอยู่ประเทศออสเตรเลีย ชีวิตเราและลูกจะดีขึ้นกว่าอยู่เมืองไทย

คืนนั้นคิดทั้งคืนว่าจะทำอย่างไร หนังสือเดินทางและเอกสารต่างๆเขาก็เอาไปหมด เราไม่มีปัญหาคนเดียว มีลูกมาด้วย จะทำอย่างไรดีกับชีวิตต่อไปนี้ นิสัยของเขาก็เปลี่ยนไปด้วย เริ่มบงการเรามากขึ้น
วันต่อมาเขาก็พาเราและลูกไปขอความช่วยเหลือจากสถานที่ต่างๆ เราก็ไม่เข้าใจ เพราะไม่มีในเมืองไทย ต่อมาจึงรู้ว่า เป็นสถานสงเคราะห์ของรัฐบาลเพื่อขอเงินเพราะเขาไม่มีงานทำ

3

เขาใช้เราและลูกเพื่อเอาเงินจากรัฐบาลให้ตัวเขาเองเพราะเราแต่งงานกันตามกฎหมายของออสเตรเลียที่สถานทูตออสเตรเลียที่เมืองไทย เราและลูกก็เป็นคนของเขาทันทีหลังจากแต่งงาน พอได้เงินมาเขาก็ไม่ให้เราใช้  ซื้ออาหารให้กินพอไม่ให้อดตาย อยากกินอะไรเขาก็ไม่ให้กิน เขายังบังคับไม่ให้เราพูดภาษาไทยกัน เขาบอกมาอยู่นี่ต้องพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น

เราได้ออกจากโรงแรมมาอยู่บ้านเช่าของรัฐบาล เราไม่มีเงินจ่ายค่าโรงแรม เขาจึงยึดจักรเย็บผ้าที่หอบมาด้วยจากเมืองไทย  หวังว่าจะได้ใช้เย็บผ้าหาเงินที่นี่ ตอนนี้เราไม่เหลืออะไร เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ที่เขาบริจาคและบ้านเช่าเล็กๆจากรัฐบาล

ลูกเราเขาก็ไม่ให้เข้าโรงเรียน เขาไม่มีงานทำก็จะเฝ้าเราทั้งวันไม่ให้ไปไหน เราก็เข้าใจว่าหากเราหนีไปเขาก็จะไม่ได้เงินจากรัฐบาล เราก็ขอร้องให้ลูกได้เข้าโรงเรียนจนเขายอม สงสารลูกมากค่ะที่เขาไม่เคยรู้ภาษาอังกฤษเลยและต้องไปโรงเรียน แต่โชคดีที่ได้ครูดี ช่วยเหลือจนเข้าใจภาษา ตอนนี้ลูกๆ ลืมภาษาไทยหมดรู้ภาษาอังกฤษภาษาเดียว ตอนเขามา 4 ขวบกับ 5 ขวบค่ะ

มาช่วงแรกๆก็คิดถึงพ่อกับแม่แต่ไม่รู้จะเล่าอะไรให้ท่านฟังเพราะเราลำบาก และไม่อยากให้ท่านรู้ จึงไม่ได้ติดต่อไปเป็นหลายเดือน และทุกคนก็เข้าใจว่าเรามาสบาย ต่อมาจึงคิดว่าควรส่งจดหมายไป เขาบอกจะเอาจดหมายไปส่งให้ เราก็เชื่อให้ส่งไป 3 ฉบับแต่ก็เงียบไม่มีจดหมายตอบมา เราจึงเริ่มสงสัยเขียนอีกและส่งเอง จึงรู้ว่าเขาไม่ได้ส่งให้ เพราะพ่อกับแม่ไม่ได้รับแม้แต่ฉบับเดียว

ดิฉันมีลูกกับเขาสองคนโดยไม่ได้วางแผน แต่มีแล้วเราก็รักลูกเรา เขาก็รู้ว่าเราไม่มีความสุขกับเขา เขาขู่ทุกวันว่าถ้าหนีเขาไปเราจะไม่ได้ลูกกับเขา เพราะเขาเป็นคนออสเตรเลีย เราก็กลัวคิดว่าจะทำไงดี ชีวิตนี้สิ้นหวังหมดแล้ว จะคุยกับใครเขาก็ห้าม และไม่ให้เรามีเพื่อน คงกลัวเรารู้มาก และไม่อยากอยู่กับเขา

เขาบอกอยากมีรถใหม่เพราะเรามีลูกหลายคนแล้ว ต้องมีรถใหญ่ขึ้น แต่เขาเครดิตเสียยืมเงินไม่ได้ เขาบอกต้องใช้ชื่อเรา เราก็คิดทำเพื่อครอบครัวก็โอเค หลังจากได้รถก็เอาเครดิตการ์ดอีก จากธนาคารต่างๆ ทุกอย่างหนี้เป็นชื่อเรา แต่เขาใช้มันเอง รถเขาก็ไม่ให้เราขับ บัตรเขาก็ใช้เอง

เขาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและเป็นหนี้ ไปทั่ว เจ้าหนี้มาทวงหนี้ถึงบ้านไม่มีวันหยุด บัตรเครดิตก็ได้แต่ใช้ไม่จ่ายเงินคืน หนี้รถก็ไม่จ่าย เรารับผิดชอบหมด เงินทั้งหมดจากรัฐบาลเขาก็เก็บเอง จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายหนี้ละ หนี้ก็ไม่ใช่ของเรา แต่เราต้องรับผิดชอบ ตอนนี้เริ่มคิดหนักกว่าเก่า สุดจะขมขื่นในชีวิต

7

วันหนึ่งเขาออกนอกบ้านคนเดียว เราก็อยากสำรวจรอบๆบ้านเพราะไม่เคยออกไปไหน เพราะเขาไม่มีงานทำ เขาอยู่กับเรา 24 ชั่วโมงต่อวัน ปรากฏว่าออกจากบ้านไม่ได้เขาล็อกประตู กุญแจบ้านเขาก็ไม่ให้มี จะออกหลังบ้านก็ต้องปีนรั้ว เข้าหลังบ้านเพื่อนบ้านอีก ปรกติถ้าไปส่งลูกไปโรงเรียน หรือซื้อกับข้าวก็จะไปด้วยกันค่ะ

ชีวิตมองไปทางไหนก็มีแต่ทางตัน คุยกับใครก็ไม่ได้ คิดทุกคืนจะพาลูก 4 คนหนีอย่างไร เพื่อออกจากขุมนรกนี้

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคน ออสเตรเลีย แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

ทุกอย่างต้องปรับตัวทั้งนั้นค่ะ ทุกอย่างไม่ง่ายเลย ยิ่งเราไม่มีญาติพี่น้อง ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร ไม่รู้ว่าใครเราควรไว้ใจ คนข้างตัวที่เราคิดจะฝากชีวิตยังไว้ใจไม่ได้

อยากให้เล่าต่อไหมคะว่าทำไมมาถึงวันนี้ วันที่มีชีวิตที่เคยฝันไว้ มีอิสระภาพทางการเงิน และเป็นเจ้าของกิจการโรงแรม และบ้านเช่าหลายแห่งในออสเตรเลีย

6

Website: Mount View Motel Mount Gambier South Australia

Website: Glenelg Holiday & Corporate Letting

หลังจากที่ทุกสิ่งทุกอย่างหมดความอดทน ดิฉันตัดสินใจหนีไปตายเอาดาบหน้า หอบลูก 4 คนหนีออกจากบ้านไปหลบๆซ่อนๆอยู่อีกเมืองหนึ่งกลัวเขาเจอ และได้รับความช่วยเหลือจาก Women shelter หาทนายความและหาคำแนะนำทางกฎหมาย รอจนกว่าจิตใจเข้มแข็งพอ หลังจากนั้นก็ขอหย่าจากเขา จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราถูกนำไปเล่าในศาล

ศาลรู้เรื่องทั้งหมดกลับสงสารเรากับลูกมากขึ้น ศาลตัดสินวันเดียวให้เราได้ลูกทั้งหมด และออกคำสั่งให้เขานำเอาเอกสารของเราและลูกทั้งหมดที่เขาเอาไปมาคืนภายใน 7 วันมิฉะนั้นจะต้องติดคุก หลังจากได้เอกสารกลับคืนมา ดิฉันได้ขอล้มละลายเพื่อไม่ต้องจ่ายหนี้ของเขาที่ใช้ชื่อเราได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยขาของตัวเอง

ดิฉันได้เปิดกิจการตัดผ้าอีกครั้ง โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เปิดที่บ้านค่ะ ดูลูกไปด้วยทำงานไปด้วยค่ะ กิจการดีมาก เย็บผ้าทั้งวันทั้งคืนเพราะทำคนเดียว ลูกๆก็มาช่วยสอยชายกางเกง ให้เป็นค่าขนม

ต่อมาก็มาเจอกับสามีคนนี้ชื่อทอม ภรรยาเขาเสียด้วยโรคมะเร็งเต้านม 9 ปีก่อนที่เราจะเจอกัน เขาเป็นลูกค้าร้านตัดผ้าของเราค่ะ เราคุยกันถูกคอ เราชอบคล้ายๆกัน เขาก็พยายามหางานให้เราทำเรื่อยๆ เพื่อจะได้เจอเราบ่อยๆ ต่อมาเขาบอกว่าชอบดิฉันมาก อยากแต่งงานด้วย ดิฉันตกใจมาก

ที่ตกใจเพราะเพิ่งหย่ากับสามีเก่า ใบหย่าน้ำหมึกยังไม่แห้งเลย มีคนมาขอแต่งงานอีก เขาเป็นคนดีแต่เราไม่แน่ใจ จึงขอหมั้นไว้ก่อน พอ 6 เดือนเขาขอแต่งงานอีก ดิฉันไม่อยากแต่ง กลัวหลังแต่งเขาจะเปลี่ยน จึงถามเขาว่าทำไมต้องการแต่งงานกับดิฉัน ลูกตั้ง 4 คน สมบัติสักชิ้นก็ไม่มี และเพิ่งล้มระลาย เขารู้ทุกอย่างเพราะได้เล่าให้เขาฟัง

เขาบอกเขาชอบนิสัยเราและเรามีคุณสมบัติที่เขาต้องการ ไม่ใช่เงินทอง เพราะเขามีหมดแล้ว ทอมเขามีกิจการโรงแรมและมีบ้านเช่าหลายที่ค่ะ แต่ดิฉันไม่สนใจเพราะคิดว่ามันไม่ใช่ของเรา เขาดีกับลูกๆดิฉันมาก ดิฉันกลัวการแต่งงานจึงให้เขารอไปอีกหนึ่งปี พอหนึ่งปีเขาก็ขอแต่งงานอีก ดิฉันก็ยังไม่อยากแต่งจึงมีข้อแม้เยอะ เช่นหลังจากแต่งงานกันแล้ว ห้ามด่า ห้ามไล่เราและลูกออกจากบ้านถ้าโมโห

เขาก็รับปากทุกอย่าง ดิฉันตกลงแต่งงานกับเขา หลังแต่งงานดิฉันก็ยังเย็บผ้าเหมือนเดิม รับงานกลางวันเย็บผ้ากลางคืน และกลางวันช่วยงานโรงแรมของสามีไปด้วย ทำอย่างนี้เป็น 10 ปีค่ะ หาเงินใช้เองไม่เคยขอสามี เพราะเรามีลูกของเราที่ต้องใช้เงิน สามีก็ดูแลอย่างดีทุกอย่างที่จำเป็นเขาก็ซื้อให้หมด

ต่อมาสามีเห็นทำงานหนักกลางวันและกลางคืนเย็บผ้า จึงขอร้องให้ดิฉันหยุดเย็บผ้า และมาบริหารโรงแรมอย่างเดียว ดิฉันเคยหาเงินใช้เอง แล้วเขาบอกให้หยุด จึงมีข้อต่อรองอีก ดิฉันบอกว่าถ้าต้องการให้ดิฉันหยุดเย็บผ้ามาดูงานโรงแรมอย่างเดียว จะต้องให้ดิฉันเป็นเจ้าของกิจการด้วยถึงจะยอม เขาเห็นดิฉันเป็นคนขยันจึงยอมทำตาม

มันเป็นเวลาที่เขาอยากเกษียณด้วย ดิฉันจึงเริ่มบริหารโรงแรมเองตามต้องการ ดิฉันใช้ความรู้ด้านตัดเย็บมาใช้ในโรงแรม ตัดเย็บของตกแต่งในโรงแรมเอง ลูกค้าจะบอกเสมอว่ามาพักโรงแรมเราเหมือนพักอยู่บ้าน เพราะเราจะตกแต่งแบบบ้าน ไม่เหมือนโรงแรมทั่วไปค่ะ
เขามีโรงแรมในเมืองแอดดะเลท ลูกชายเขาเป็นผู้จัดการที่นั่นค่ะ ส่วนดิฉันจัดการที่เมือง Mount Gambier SA ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐนี้ค่ะ เขาให้ความเป็นใหญ่ทั้งการงานและการเงิน เริ่มจากกิจการโรงแรมดิฉันได้มีโอกาส ได้ทำอสังหาริมทรัพย์ เรามี Holiday homes ให้นักท่องเที่ยวพักรายวัน ดิฉันทำกิจการนี้มาแล้ว 20 ปี และคิดว่าจะทำต่อไปอีกสิบปีเพราะรักงานนี้มากค่ะ

ป้ายร้านตัดผ้ายังเก็บไว้ ตั้งแต่สมัยอยู่เมืองไทย หอบเอามาออสเตรเลียด้วยค่ะ ชีวิตที่อยู่ได้เพราะจักรเย็บผ้า

8

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นหรือเปล่าครับ

เมืองที่อยู่ Mount Gambier in South Australia เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสองของรัฐนี้ค่ะ  คนไทยพอมีค่ะ บางคนก็เป็นเจ้าของกิจการ บางคนก็เป็นลูกจ้างค่ะ

อะไรที่คนออสเตรเลียชอบและคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายออสเตรเลียเป็นอย่างไร ผู้หญิงออสเตรเลียเป็นอย่างไรและครอบครัวของคนออสเตรเลียเป็นอย่างไร

ตั้งแต่หนีสามีออสเตรเลียออกมา ก็มาเปิดกิจการร้านตัดผ้าของตัวเองค่ะ และขณะนี้ขยายกิจการเป็นโรงแรมและฮอลิเดย์โฮมและบ้านเช่าค่ะ  พนักงานก็มีทั้งไทยและออสซี่ค่ะ

ในความคิดเห็น ผู้ชายออสเตรเลียเห็นแก่ตัว ไม่ให้เกียรติผู้หญิงเท่าไรค่ะ คนอังกฤษเทคแคร์ผู้หญิงดีกว่าค่ะ
ตอนนี้แต่งงานใหม่กับคนอังกฤษที่มาอยู่ออสเตรเลีย เราแต่งงานกันเกือบ 20 ปีแล้วค่ะ มีความสุขไม่เคยทะเลาะกัน เขาให้เกียรติเราเสมอค่ะตรงข้ามกับสามีเก่าชาวออสเตรเลีย เหมือนฟ้ากับดินเลยค่ะ คนดีอาจมีแต่เราไม่เคยเจอค่ะ

4

ค่าครองชีพที่ ออสเตรเลีย เป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพที่นี่แพงมากค่ะ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าแต่ละบ้านจ่ายเดือนละ $300 ขึ้นไปค่ะ  ค่ากินอาหารนอกบ้าน ค่าหมอฟัน อย่างอื่นที่ไม่แพง อาหาร เสื้อผ้า และน้ำมันรถค่ะ

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ใน ออสเตรเลีย ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียครับ

ข้อดีเรื่องกฎหมายค่ะ เป็นประชาธิปไตยไม่ว่าคุณจะมาจากไหนคุณมีสิทธิคุ้มครองในด้านกฏหมายเท่าเทียมกัน การทำมาหากินถ้าคุณขยันคุณสามารถประสบความสำเร็จได้ทุกด้านที่คุณปรารถนา คนจนที่นี่มีเงินเพียงพอที่จะไปเที่ยวต่างประเทศได้

ข้อเสียคือ ครอบครัวไม่ค่อยใกล้ชิดกันตัวใครตัวมันมากขึ้น ถ้าคุณเป็นชาวต่างชาติจะหางานทำได้ยาก คนที่ตกงานและกินเงินรัฐบาลถูกสังคมรังเกียจว่าขี้เกียจคนเล่านี้มักจะแก้ปัญหาโดยการดื่มเหล้าและเสพยาเสพติดค่ะ

อะไรคือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคน ออสเตรเลียในเรื่องของความโรแมนติก

ผู้ชายออสเตรเลียถ้าพาแฟนออกนอกบ้าน ผู้ชายก็จะเข้ากลุ่มผู้ชาย ปล่อยให้ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มผู้หญิง ทั้งๆที่เราไม่รู้จักใครเลยในกลุ่ม บางคนก็รังเกียจเราเพราะเราคนเอเซีย ทำให้เราไม่มีความสุข ถ้าเป็นแฟนกันออกไปทานข้าว ผู้ชายจ่ายครึ่งและผู้หญิงต้องจ่ายครึ่ง ไม่เป็นสุภาพบุรุษเลยค่ะ

ฉันบอกกับทุกคนที่ตั้งใจมาจีบฉันว่า If I have a man I want to be look after and I can’t find any one.

5

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหมและคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่าและสถานที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไปเที่ยวมาก

แม่กับพี่สาวและน้องสาวยังอยู่ที่เมืองไทยค่ะเราคุยกันแทบทุกวันทางสไกป์ สมัยนี้อยู่ไกลก็เหมือนใกล้ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ๆค่ะ และกลับไปไทยแทบทุกปีค่ะ มีน้องสาวมาอยู่ด้วยช่วยทำงานที่นี่ค่ะ ตอนนี้ไม่มีเวลาเหงาเพราะงานเยอะค่ะ ไปไทยทีไรก็ตรงไปหาครอบครัวก่อน แล้วก็จะไปตามต่างจังหวัด ชอบทางเหนือค่ะ

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ใน ออสเตรเลียครับ

ตอนมาใหม่ๆ ที่อยู่กับสามีออสซี่ความรู้สึกเหมือนอยู่กับศัตรูทุกวันเลยค่ะ คิดทุกคืนอยากหนี แล้วจะไปไหน คิดเรื่องหนีทุกวัน บางคืนฝันว่าหนีไป ตื่นมายังอยู่กับที่ เป็นอย่างนี้มา 7 ปีค่ะ ความอดทนมันมีขีดจำกัดค่ะ ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าค่ะ แต่ไม่ตายทำให้เราแข็งแกร่งมากขึ้นค่ะ ตอนนี้ความรู้สึกเหล่านั้นหมดไปแล้วค่ะ คนใกล้ตัวเราสามารถทำให้เราเหมือนขึ้นสวรรค์หรือลงนรกได้ค่ะ มาครั้งแรกเหมือนลงนรกพยายามไต่ขึ้นมากับลูก ตอนนี้เหมือนอยู่บนสวรรค์ ทั้งๆที่เป็นโลกใบเดียวกัน แต่ความรู้สึกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ

สถานที่ไหนในออสเตรเลียที่คุณชอบไปเที่ยวมาก –  ออสเตรเลียสวยไหมครับ

ดิฉันไปประเทศทางยุโรปหลายประเทศค่ะ แต่ยังไม่เคยไปประเทศนอรเวย์ เพราะกลัวอากาศหนาวแบบน้ำแข็งค่ะ ออสเตรเลียมีสถานที่สวยๆ เยอะค่ะ เมืองที่อยู่ก็มีชื่อทะเลสาปสีฟ้า The Blue Lake มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาดูค่ะ และมีถ้ำใต้ดินเยอะค่ะ ในถ้ำมีน้ำนักท่องเที่ยวมาดำน้ำในถ้ำกันค่ะ

The Blue Lake, Mount Gambier
The Blue Lake, Mount Gambier

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

ดิฉันรักงานที่ทำอยู่ค่ะ ทำงานเหมือนไม่ได้ทำเพราะทำด้วยความรัก ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดค่ะ หกเดือนหยุดที ถ้าหยุดก็จะหยุดเป็นเดือนค่ะ ลูกๆจะมาดูกิจการให้ค่ะ

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ ในต่างประเทศ / ออสเตรเลียจะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

อยากบอกว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม อย่าหวังว่าคนอื่นจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เราต้องทำเอง การเลือกคู่ครองนั้นสำคัญมาก ดูผู้ชายให้นานๆแล้วค่อยแต่งงาน ผู้ชายฝรั่งที่ไปเมืองไทยไม่ใช่ดีหรือรวยทุกคน  ถ้าเลือกคู่ครองผิดชีวิตบางคนต้องทนไปจนตาย ถ้าจิตใจคุณไม่เข้มแข็งพอที่ จะเปลี่ยนชีวิตคุณเอง คุณก็จะจมไปอย่างนั้น ดิฉันเคยเห็นผู้หญิงที่ต้องทนกับชีวิตที่ไม่มีความสุข เพราะไม่กล้าเปลี่ยนแปลง คุณแต่งได้คุณก็เลิกได้ ชีวิตของคุณถ้าคุณไม่บงการเอง คนอื่นจะบงการให้ค่ะ

ลิงค์

Mount View Motel, Mount Gambier, South Australia

Norfolk Motel 

 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s