คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ:จากนครพนมสู่เอดินเบิร์กประเทศสก๊อตแลนด์

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศ สก๊อตแลนด์  เธอคือคุณ Sittha และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศ สก๊อตแลนด์

ผมอยากจะแนะนำคุณกับคุณ Sittha

profile-2

ทุกภาพเครดิต คุณ Sittha

 เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศ สก็อตแลนด์  เพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศ สก็อตแลนด์ครับ

ตอนนี้ฉันอยู่ที่ประเทศสก๊อตแลนด์ (Scotland) ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศในสหราชอาณาจักร (United Kingdom) หรือที่เรียกกันติดปากว่า UK ฉันอาศัยอยู่ที่เมืองเอดินเบิร์ก (Edinburgh) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2003 ค่ะ
ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่เมืองเอดินเบิร์ก ฉันเคยทำงานร้านอาหารไทยที่ประเทศมาลต้า (Malta) ในช่วงกลางปี ค.ศ. 2000 ในเดือนกรกฎาคมปี ค.ศ. 2002 ฉันก็ได้พบรักกับคุณไมเคิล (Michael) ซึ่งเป็นสุภาพบุรุษในฝันที่ฉันมองหามาตั้งนาน เราหมั้นกันในเวลาต่อมา แล้วฉันก็ย้ายมาอยู่ที่เมืองเอดินเบิร์กจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ
ฉันอยู่ UK เมือง Edinburgh ก่อนหน้านี้ฉันเคยอยู่ ประเทศ Maltaค่ะ

เอดินเบิร์ก (View from Arthur' Seat Hill Edinburgh)
เอดินเบิร์ก (View from Arthur’ Seat Hill Edinburgh)

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราชีวิตนั้นเป็นเด็กเป็นอย่างไรครับ

ฉันเกิดที่บ้านน้อยหนองเค็ม ตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ชีวิตก่อนวัยเรียนฉันก็ชอบเล่นซุกซนตามประสาเด็ก พอฉันเริ่มเข้าโรงเรียนประถมศึกษาปี่ที่ 1 แม่ก็เริ่มสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง โดยการสอนให้ฉันเตรียมกระเป๋าและเสื้อผ้านักเรียนเอง พอฉันทำได้ดีขึ้น แม่ก็ค่อยๆเพิ่มหน้าที่ให้ฉันรับผิดชอบในการหุงข้าวทุกๆเช้า ตอนฉันเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ฉันก็เริ่มซักชุดนักเรียนเอง
ฉันอยู่นครพนมจนฉันเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พ่อกับแม่ก็พาฉันย้ายไปอยู่ที่บ้านค้อ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร หน้าที่รับผิดชอบของฉันก็เพิ่มขึ้นมาอีก ตอนฉันเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ฉันเริ่มรีดชุดนักเรียนเอง ตอนฉันเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ฉันก็เริ่มฝึกทำกับข้าวจานง่ายๆเช่น ไข่เจียว ไข่ดาว ผัดผัก ต้มจืด น้ำพริกผักต้ม ส้มตำ

ฐานะที่บ้านฉันยากจนมากพ่อกับแม่ของฉันทำงานหนักมาก แต่ท่านก็เลี้ยงฉันแบบไม่เคยให้ฉันลำบาก ฉันได้กินอิ่มนอนหลับสบาย ฉันไม่เคยทำงานหนัก ไม่เคยออกไปทำงานกลางแดด ฉันแค่มีหน้าที่อยู่เฝ้าบ้านเวลาที่พ่อกับแม่ออกไปทำงานนอกบ้าน, เรียนหนังสือ, อ่านหนังสือ, หุงข้าว, ซักผ้า, รีดผ้า และ ทำกับข้าว งานบ้านที่ฉันชอบทำก็คือ ทำอาหารและรีดผ้า ฉันไม่ชอบทำความสะอาดมันก็เลยไม่ใช่หน้าที่ของฉัน ไม่น่าเชื่อเลย ปัจจุบันฉันก็ชอบทำอาหารและก็ยังไม่ชอบทำความสะอาด
ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านตามลำพัง ตอนที่พ่อกับแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ฉันจึงมีเวลาให้ตัวเองมากๆและมีอิสระในการบริหารการใช้เวลาของฉันเอง ฉันชอบเรียนหนังสือมากๆตอนอยู่ที่โรงเรียนฉันก็ตั้งใจเรียนและเล่นสนุกสนานกับเพื่อนบ้าง ฉันอยู่กับพ่อแม่จนฉันเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วฉันก็ย้ายไปอยู่กับพี่ชายและครอบครัวที่อำเภอเมืองมุกดาหารและเรียนต่อที่โรงเรียนมุกดาหารจนจบมัธยมศึกษาปี่ที่ 6

เอดินเบิร์ก สก๊อตแลนด์ (Edinburgh Castle)
เอดินเบิร์ก สก๊อตแลนด์ (Edinburgh Castle)

 ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรที่ประเทศสก๊อตแลนด์เมือง เอดินเบิร์กครับ

พูดถึงเรื่องงานอาจจะยาวหน่อยค่ะ ฉันขอเล่าย้อนความไปเมื่อปี ค.ศ. 1993 ซึ่งเป็นปีที่ฉันเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วฉันได้เริ่มทำงานที่ร้านอาหาร Coffee Shop ในโรงแรม 3 ดาวเล็กๆ ที่ตั้งอยู่แถวถนนรามคำแหง ฉันอยู่ที่กรุงเทพประมาณ 7 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฉันย้ายที่ทำงานไปเรื่อยๆ จากโรงแรมเล็กๆ ไปร้านอาหารไทยในโรงแรม 4 ดาว แล้วก็ร้านอาหารจีนที่โรงแรม 5 ดาว แห่งหนึ่งแถวถนนสุขุมวิท
ในปี ค.ศ. 1996 ฉันย้ายไปทำงานร้านอาหารอาหารไทย Salathip ที่โรงแรม Shangri-La Bangkok ซึ่งโรงแรมตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทำงานที่นี่ได้ 6 เดือน ฉันก็มีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งและย้ายไปร้านอาหารจีน Shang Palace ที่โรงแรมเดียวกัน ฉันมีหน้าที่รับจองโต๊ะอาหาร รับจองงานเลี้ยงเล็กๆที่ลูกค้าไม่เกิน 40 ท่าน, ยิ้มสวยๆต้อนรับลูกค้า (หน้าที่นี้ฉันชอบมากๆ), รับโทรศัพท์ และโทรศัพท์ติดต่อลูกค้า, พาลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะ, เตรียมงานต่างๆและจัดพิมพ์เมนูตั้งโต๊ะให้ลูกค้า ฉันได้เรียนรู้มากมายจากการทำงานทุกๆที่ ฉันมีโอกาสได้ชิมอาหารอร่อยๆ ได้เจอกับนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทยและผู้นำระดับประเทศหลายๆท่าน เวลาว่างจากการทำงานฉันก็ไปชิมอาหารตามร้านอาหารต่างในโรงแรม 5 ดาวที่อื่นๆ

เอดินเบิร์ก สก๊อตแลนด์ (Water of Leith, Edinburgh winter 2010)
เอดินเบิร์ก สก๊อตแลนด์ (Water of Leith, Edinburgh winter 2010)

พอฉันทำงานที่โรงแรม Shangri-La ได้ประมาณ3ปีครึ่ง ฉันก็เริ่มมองหาสิ่งใหม่ๆที่ท้าทายกว่านี้ ฉันเริ่มมีความคิดว่าฉันอยากไปทำงานที่ร้านอาหารไทยในต่างประเทศ วันหนึ่งเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน บอกฉันว่า: “เธออยากไปทำงานที่ต่างประเทศใช่ไหม?, นี่ไง” แล้วเพื่อนคนนี้ก็โยนกระดาษเก่าๆที่ถูกตัดจากหนังสือพิมพ์และถูกขยำเป็นก้อนกลมๆ ฉันค่อยๆคลี่มันออกมาอ่าน ฉันจึงพบว่า นี่คือโฆษณาจัดหางานของหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ที่ประกาศหาพนักงานไปทำงานร้านอาหารไทย Blue Elephant ที่กำลังจะเปิดใหม่ที่ประเทศ Malta ซึ่งฉันไม่เคยรู้จักประเทศนี้เลย แต่ฉันก็ส่งจดหมายสมัครงานซึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ส่งไปตามที่อยู่ที่ลงไว้ในโฆษณา หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งให้ฉันไปสอบสัมภาษณ์งาน ซึ่งวันนัดก็ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของฉันพอดี ฉันจัดการแต่งตัว เสื้อผ้า หน้าผมให้ฉันดูดีสุดๆและไปตามวันนัด ฉันไปถึงก่อนเวลานัด 30 นาที เพื่อไม่ให้ฉันพะวักพะวง (worry) กับเวลา ก่อนเข้าสอบห้องสัมภาษณ์ฉันจึงเก็บนาฬิกาข้อมือไว้ในกระเป๋า เวลาขณะนั้น 11 โมงเช้า ฉันออกจากห้องเวลาบ่าย 3 โมงเย็น นี่เป็นการสอบสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษที่นานที่สุดในชีวิตของฉัน 4 ชั่วโมงเต็มๆ แต่ในตอนนั้นฉันไม่ได้รู้สึกว่ามันนานเลย ฉันตอบทุกคำถามเป็นความจริงด้วยความมั่นใจ เป็นธรรมชาติ และเป็นตัวของตัวเองที่สุด วันต่อมาฉันก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าฉันได้งานนี้ ฉันดีใจที่สุดเลยค่ะ

ในเดือนกรกฏาคม ปี ค.ศ. 2000 ฉันเดินทางไปทำงานที่ประเทศ Malta ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆที่สวยงาม มีอากาศที่อบอุ่นถึงร้อนมากๆ ผู้คนเป็นมิตร ฉันเดินทางไปพร้อมๆกับเพื่อนร่วมงานใหม่อีก 6 คน ร้านอาหาร Blue Elephant Malta ตั้งอยู่ในโรงแรม Hilton ขณะนั้นโรงแรมได้เปิดบริการแล้วแต่ร้านอาหารไทยยังไม่ได้เปิดเพราะกำลังตกแต่งภายใน เราก็ต้องเข้ารับการอบรมทุกวันเพื่อเตรียมพร้อมในการทำงานให้ได้ตามมาตรฐานของร้าน Blue Elephant พวกเราอบรมอยู่ประมาณ 1 เดือนร้านก็ได้เวลาเปิดตัว ที่นี่ฉันทำงานหลายหน้าที่เช่น จัดดอกไม้ ขายของที่ระะลึก ดูแลลูกค้า รับจองโต๊ะอาหาร พาลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะ คิดเงิน และอื่นๆอีกมากมาย ร้านอาหารใหญ่มาก ถ้าจัดโต๊ะเต็มที่ ร้านจะรับลูกค้าได้ประมาณ 300 ท่าน ฉันเหนื่อยมากๆ ฉันเริ่มมีอาการปวดหลัง ฉันทำงานที่ร้าน Blue Elephant ได้ประมาณ 1 ปี ฉันก็ย้ายไปทำงานในครัวของร้านไทย Siam ซึ่งเป็นร้านเล็กๆของเพื่อนของฉัน มีแค่ 40 ที่นั่ง เปิดเวลา 6 โมงเย็น ถึง 5 ทุ่ม ฉันทำงานที่นี่จนได้พบกับสามีในอนาคต เราคบหาดูใจกัน 6 เดือน แล้วฉันก็ย้ายมาอยู่ที่เมือง Edinburgh จนถึงปัจจุบัน

เอดินเบิร์ก สก๊อตแลนด์ (Princes Street Garden, Edinburgh, Scotland.
เอดินเบิร์ก สก๊อตแลนด์ (Princes Street Garden, Edinburgh, Scotland.

ตอนแรกที่มาอยู่ Edinburgh ฉันก็เริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 ฉันเรียนไปเรื่อยๆจากหลักสูตรภาษาอังกฤษที่ง่ายๆ จนเพิ่มเป็นระดับที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ
ในปี ค.ศ. 2007 ฉันก็ทำตามความใฝ่ฝันของฉันที่ฉันอยากเรียนต่อ โดยการเข้าเรียนหลักสูตรปริญญาตรี สาขาจิตวิทยา ที่ มหาวิทยาลัยเอดินบะระ (The University Of Edinburgh) ฉันเครียดมากๆตอนที่ฉันเรียนแต่ก็ท้าทายและสนุกดี ฉันนอนวันละไม่เกิน 4 ชั่วโมงเพราะฉันต้องอ่านหนังสือ เตรียมงานสัมมนา และงานเขียนรายงานการวิจัยต่างๆเยอะแยะไปหมด แต่ฉันก็ได้รับกำลังใจและการช่วยเหลือที่ดีมากๆจากสามี เวลาที่ฉันยุ่งมากๆสามีก็ทำอาหารให้ฉันได้รับประทาน รีดเสื้อผ้าให้ฉันใส่ พาฉันไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ความอดทนและความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็ตามมา ฉันเรียนจบและรับปริญญาในเดือนมิถุนายนปี ค.ศ. 2011 วันรับปริญญาก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ฉันรู้สึกภาคภูมิใจและมีความสุขที่สุด

หลังจากเรียนจบแล้วฉันก็พักผ่อนโดยการทำงานการกุศลอาสาสมัครไปเยี่ยมคนชราตามบ้านพักคนชรา ขณะเดียวกันฉันก็มีโอกาสได้ทำงานล่ามแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ หรือแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย บางครั้งเมื่อฉันพอมีเวลาว่างฉันก็รับงานแปลเอกสาร หลังจากนั้นไม่นานฉันก็เริ่มรับงานไปดูแลคนชราที่อาศัยอยู่บ้านตามลำพัง ฉันทำงานนี้ได้ 1 ปีฉันก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับเอเจนซี่ที่จัดหาพนักงานไปดูแลคนชราที่อาศัยอยู่ที่บ้านพักคนชรา ฉันทำงานกับเอเจนซี่นี้ได้ นานกว่า 2 ปีแล้ว ไดอารี่งานของฉันจะถูกจองล่วงหน้าประมาณ 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน ฉันรับงานอาทิตย์ละไม่เกิน 3 วัน ฉันจึงมีเวลาไปออกกำลังกาย และได้ไปเที่ยวพักผ่อนทุกๆ 2 เดือน ฉันยังรับงานล่ามบ้างถ้ามีโอกาสเข้ามา ฉันคิดว่าจะทำงานอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ฉันคิดถึงโครงการในอนาคตไว้ว่า ฉันอยากเรียนต่ออีกแต่ตอนนี้ฉันยังไม่รู้ว่าฉันจะเรียนอะไร

สก๊อตแลนด์ (St Kilda Soay Sheep, Scotland.)
สก๊อตแลนด์ (St Kilda Soay Sheep, Scotland)

คุณพูดภาษา อังกฤษ ได้ไหม คุณคิดว่าภาษา อังกฤษ ยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาแล้ว เสร็จได้ พูดภาษาอื่นไหม

โดยส่วนตัวแล้วตอนที่ฉันเป็นเด็กนักเรียน ฉันชอบเรียนวิชาภาษาอังกฤษมากค่ะ ฉันจึงไม่รู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ยาก ฉันเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอนอายุ 10 ปี เรียนและฝึกฝนไปเรื่อยๆ ฉันโชคดีมากๆพอฉันอายุได้ 12 ปี ที่โรงเรียนก็มีอาจารย์ Liesl Leach ซึ่งเป็นชาวอเมริกันมาสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่นี่ถึง 2 ปี ฉันตั้งใจเรียนและไม่อายที่จะฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษกับอาจารย์ในเวลาว่าง คุยกับอาจารย์บ่อยๆ ทุกๆวัน พูดผิดพูดถูกบ้างฉันก็ไม่เคยอายเพราะฉันถือว่าฉันฝึกฝนเพื่อการเรียนรู้ หลังจากอาจารย์ชาวอเมริกันกลับประเทศของท่านแล้ว เราก็ยังติดต่อกันทางจดหมายอยู่หลายปี

ฉันคิดว่าตอนที่ฉันอยู่ประเทศไทยและประเทศ Malta ความรู้ด้านภาษาอังกฤษของฉันอยู่ในระดับที่พอใช้ได้แต่ในที่ทำงาน ระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษยังไม่ดีเท่าที่ควร และเวลาฉันพูดก็ไม่เป็นธรรมชาติ ฉันยังไม่เข้าใจตลกที่เป็นภาษาอังกฤษ ฉันจึงพยายามฝึกฝนเช่น ตอนที่ฉันอยู่กรุงเทพเมื่อฉันมีเวลาฉันก็ฟังรายการวิทยุต่างๆที่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อฝึกทักษะการฟัง

ฉันเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจังตอนฉันย้ายมาอยู่เมือง Edinburgh ฉันใช้เวลาเรียนอย่างเดียวตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 ถึงปี ค.ศ. 2011 ฉันเชื่อว่าชีวิตคือเรียนรู้และการเดินทาง ฉันจึงฝึกฝนทักษะทางภาษาอังกฤษโดยการ อ่านบทความวิจัยต่างๆที่ฉันสนใจ, อ่านหนังสือนิยายที่ฉันชอบ อ่านหนังสือพิมพ์ The Sunday Time, ฟังวิทยุ, ออกไปเจอและพูดคุยกับเพื่อนๆบ้าง ฉันคิดว่าขณะนี้ทักษะทางภาษาอังกฤษของฉันดีกว่าสมัยก่อนมาก ฉันพอเข้าใจตลกเป็นภาษาอังกฤษบ้างแล้ว ฉันมีความมั่นใจในการฟัง การพูด และการอ่าน แต่ฉันยังไม่มีความมั่นใจในการเขียนเลยค่ะ เพราะว่าฉันมัวแต่เรียนภาษาอังกฤษ ฉันจึงพูดภาษาอื่นไม่ได้เลยนอกจากภาษาไทยกับภาษาอังกฤษค่ะ

สก๊อตแลนด์ (Puffin on Treshnish Isles, Isle of Mull, Scotland)
สก๊อตแลนด์ (Puffin on Treshnish Isles, Isle of Mull, Scotland)

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคน สก๊อตแลนด์ แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

เมื่อต้องคุยเรื่องการปรับตัวก็คงต้องคุยกันยาวแล้วล่ะค่ะ โดยทั่วไปแล้วเมื่อทุกคนย้ายถิ่นที่อยู่จากที่เดิมไปอยู่ที่ใหม่ ฉันคิดว่าสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นคือการปรับตัวที่ไม่มากก็น้อย เพื่อให้เข้ากับความเป็นอยู่, วัฒนธรรม, สังคม, สิ่งแวดล้อม, อาหาร, ครอบครัวใหม่ และอื่นๆอีกมากมาย สำหรับฉันแล้ว ฉันเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน, ชอบสิ่งใหม่ๆที่ท้าทาย, มองโลกในแง่ดีและมองหาโอกาสเมื่อเจอวิกฤต ฉันเลยคิดว่าการปรับตัว และการใช้ชีวิตอยู่ที่ Scotland นั้นฉันรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากแต่ต้องใช้เวลาปรับตัวที่นานพอสมควร และการทำใจยอมรับหรือมองข้ามในสิ่งที่ฉันไม่ชอบหรือไม่สามารถควบคุมมันได้ แค่นี้ฉันก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขแล้วค่ะ ซึ่งฉันขอยกตัวอย่างการปรับตัวในการใช้ชีวิตอยู่ที่ Scotland จากประสบการณ์ชีวิตของฉันเองดังนี้ค่ะ

การใช้ชีวิตประจำวัน และ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว หรือความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศ Scotland ตัวอย่างเช่น ที่ประเทศไทย โดยทั่วไปครอบครัวอยู่กันแบบใกล้ชิด, ชอบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน, บางครั้งอาจมีการสอบถามเรื่องส่วนตัวของคนอื่นมากเกินไป, เวลาคิดถึงกันก็เดินทางไปหากันทันทีโดยไม่มีการนัดล่วงหน้า แต่ที่ Scotland ผู้คนที่นี่อยู่กันแบบครอบครัวเล็กๆ ต่างคนต่างอยู่ และชอบใช้ชีวิตแบบสันโดษ, พึ่งพาตนเอง, ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวหรือสอบถามเรื่องส่วนตัวของคนอื่น อาจมีการไปมาหาสู่กันบ้างแต่ก็ต้องนัดกันล่วงหน้าและควรตรงต่อเวลามากๆ เวลานัดใครไว้ก็ต้องไปตามนัดและไปให้ตรงเวลา เวลาไปทำงานก็ต้องไปให้ตรงเวลาค่ะ ถ้าตอนอยู่ที่ประเทศไทย ใครอยู่ในครอบครัวใหญ่ๆและมีความใกล้ชิดกันมากๆ พอคนนั้นมาอยู่ต่างประเทศก็อาจจะมีอาการเหงามากๆได้ แต่ฉันกลับชอบการใช้ชีวิตแบบสันโดษแบบเรียบง่ายที่ Scotland มากๆ ฉันไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมาย อาจเป็นเพราะว่าตอนฉันอยู่ที่ประเทศไทย ฉันก็ใช้ชีวิตคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ ฉันรู้สึกถึงการมีอิสระในการทำกิจกรรมต่างๆโดยไม่ต้องรอหรือขอความคิดเห็นจากใคร เช่นเวลาที่สามีทำงานแต่ฉันอยู่บ้าน และฉันก็อยากไป shopping หรือไปดูหนังฉันก็ออกจากบ้านไปเลย แล้วก็การใช้ชีวิตที่ Scotland ต้องพึ่งพาตัวเองก่อน แต่ฉันก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะตอนที่ฉันอยู่ประเทศไทยฉันก็ดูแลและพึ่งพาตัวฉันเองอยู่แล้ว

สก๊อตแลนด์ (Fairy Pools Isle of Skye, Scotland)
สก๊อตแลนด์

การปรับตัวเรื่องที่ฉันอยากจะเล่าก็คือเรื่องความเจ็บป่วยและถึงเวลาที่ต้องไปหาคุณหมอ ตอนที่อยู่ประเทศไทยฉันสามารถไปหาคุณหมอโดยไม่ต้องมีการนัดไว้ล่วงหน้าก็ได้ แต่อยู่ที่ Scotland เวลาฉันรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บป่วยในเวลาราชการ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ฉันต้องโทรศัพท์ไปนัดคุณหมอที่คลีนิกใกล้ๆบ้านที่ฉันได้ลงทะเบียนไว้แล้ว พอนัดคุณหมอเรียบร้อยแล้วฉันก็ต้องไปหาคุณหมอตามที่ได้นัดไว้ให้ตรงเวลา ซึ่งคุณหมอจะมีเวลาตรวจและคุยกับฉันแค่ไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น แล้วถ้าคุณหมอวินิจฉัยว่าฉันต้องกินยา คุณหมอก็จะออกใบสั่งยาให้ฉัน แล้วฉันก็นำใบสั่งยานั้นไปรับยาที่ร้านขายยา ถ้าฉันมีอาการป่วยที่หนักๆหรือคุณหมอวินิจฉัยว่าฉันต้องได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง คุณหมอที่คลีนิกก็จะเขียนใบส่งตัวฉันไปโรงพยาบาล แล้วโรงพยาบาลก็จะส่งจดหหมายนัดวันและเวลามาที่บ้านของฉัน แล้วฉันก็ต้องโทรศัพท์ไปยืนยันกับโรงพยาบาลว่าได้รับจดหมายนัดแล้วและฉันก็ยืนยันว่าจะไปโรงพยาบาลตามนัด เวลาที่ฉันรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บป่วยนอกเวลาราชการหรือตรงกับวันเสาร์-วันอาทิตย์ ฉันต้องโทรศัพท์ไปที่หมายเลข 111 ซึ่งมีพยาบาลคอยรับสายและให้คำปรึกษาคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าพยาบาลให้คำปรึกษาไม่ได้ พยาบาลจะแจ้งให้คุณหมอที่อยู่เวรโทรทัพท์กลับมาหาฉัน ซึ่งฉันต้องรอรับโทรศัพท์จากคุณหมอนานหลายชั่วโมง แต่ถ้าฉันมีอาการป่วยที่หนักมากๆและไม่สามารถรอได้ เช่นเมื่อกลางคืนของวันเสาร์ในปีค.ศ. 2008 ฉันมีอาการหอบหืดกำเริบและอาการหายใจลำบากมากๆ พยาบาลทที่รับโทรศัพท์ก็แจ้งให้ฉันไปโรงพยาบาลทันที โดยแจ้งหมายเลขตึกซึ่งรับเฉพาะผู้ป่วยนอกเวลาราชการเท่านั้น ฉันได้พบคุณหมอและรับการรักษาในคืนนั้นจนอาการดีขึ้น อย่างที่เล่ามาจะเห็นว่า การที่จะได้หาคุณหมอที่นี่มีกฏระเบียบและขั้นตอนมากมาย เมื่อฉันรู้ขั้นตอนแล้วทุกอย่างก็ไม่ยากและผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ

สก๊อตแลนด์ (Mountain Areas, Scotland)
สก๊อตแลนด์ (Mountain Areas, Scotland)

การปรับตัวเรื่องต่อไปที่ฉันอยากจะพูดถึงคือเรื่องอาหารค่ะ ตอนที่ฉันอยู่ที่ประเทศไทย ฉันชอบแต่อาหารไทย ชอบผักและผลไม้ไทยมากๆ ตอนนั้นฉันไม่ชอบอาหารต่างประเทศเลย พอฉันย้ายมาอยู่ต่างประเทศในช่วงแรกๆฉันก็รับประทานแต่อาหารไทยเป็นส่วนใหญ่ ฉันชอบทำอาหารเองที่บ้านและฉันก็ชอบทำอาหารเลี้ยงเพื่อนๆของฉันรวมทั้งเพื่อนๆของสามีด้วยค่ะ ฉันขอยืนยันว่าฉันซื้ออาหารไทยที่ Scotland แพงมากๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยค่ะ ตัวอย่างเช่น ผักมัดเล็กๆที่ขายที่ตลาดสดที่ประเทศไทย อาจจะขายมัดละ 10 บาท แต่ที่ Scotland ผักมัดนี้ก็จะมีราคาที่แพงมากๆเป็นราคามัดละ 100 ถึง 200 บาทเลยทีเดียว อีกตัวอย่างหนึ่งที่ฉันอยากจะพูดถึงก็คือมะพร้าวอ่อนซึ่งเป็นผลไม้ที่ฉันชอบมากๆตั้งแต่สมัยที่ฉันเป็นเด็ก ตลาดสดที่ประเทศไทยอาจจะขายมะพร้าวอ่อนราคาลูกละ 20 บาท หรือ 3 ลูก ราคา 50 บาท เมื่อมะพร้าวอ่อนมาถึง Scotland ฉันต้องซื้อในราคาลูกละ 150 บาท ฉันชอบรับประทานอาหารอร่อยๆ ฉันจึงทำใจยอมรับที่ฉันต้องซื้ออาหารและผักผลไม้ไทยที่มีราคาแพงที่นี่ ข้อดีของการซื้ออาหารที่มีราคาแพงก็คือฉันได้เรียนรู้การประหยัดโดยการวางแผนการใช้จ่ายค่าอาหาร ซื้ออาหารในจำนวนทีละน้อยๆเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น และไม่มีการทิ้งอาหาร ตอนนี้ฉันก็ชอบรับประทานอาหารท้องถิ่นของ Scotland และอาหารยุโรปบ้าง ที่บ้านที่Scotland ฉันก็ยังคงชอบทำอาหารไทยไว้รับประทานเอง ถ้ามีโอกาสฉันก็ยังทำอาหารเลี้ยงเพื่อนๆบ้าง ฉันทำอาหารยุโรปให้สามี อาหารจานไหนที่ฉันสนใจและอยากจะลองทำฉันก็จะค้นคว้าหาความรู้จากตำราการทำอาหารหรือเป็นหาดูใน internet ค่ะ ฉันออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านกับสามีอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เราก็รับประทานอาหารยุโรปกันค่ะ

สก๊อตแลนด์ (Sunset at Uig Sands, Isle of Lewis, Scotland)
สก๊อตแลนด์ (Sunset at Uig Sands, Isle of Lewis, Scotland)

สำหรับฉันการปรับตัวที่ยากและลำบากที่สุดก็คือเรื่องของสภาพอากาศที่แตกต่างกันระหว่างประเทศไทยและ Scotland ค่ะ อากาศที่ประเทศไทยค่อนข้างอบอุ่นถึงร้อนมากๆ แต่อากาศที่ Scotland จะหนาวมากๆในฤดูหนาว รวมถึงการที่ไม่ค่อยมีแดดเลยในฤดูหนาวช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ฉันรู้สึกง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา และฉันก็มีความรู้สึกว่าฉันขี้เกียจตื่นในตอนเช้า เวลาที่ฉันเดินทางออกจากบ้านไปทำงานก็ยังมืดอยู่เลยค่ะ เวลาที่ฉันเลิกงานก็มืดเพราะแดดจะออกช้าเวลาประมาณ 8 – 9 โมงเช้า และเวลาประมาณบ่าย 3 – 4 โมงเย็นก็มืดแล้ว บางวันก็ไม่มีแดดเเลยมีแต่ลมแรงๆ หนาวมากๆ และฝนตกทั้งวัน วันนั้นเป็นวันที่มืดทั้งวัน ตอนที่ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ฉันพยายามตื่นแต่เช้าและออกไปเดินข้างนอกทุกๆวัน เพื่อให้ร่างกายฉันปรับตัวให้เคยชินกับอากาศหนาว เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น, ในฤดูหนาวฉันชอบใส่เสื้อโค้ชที่ออกแบบสวยๆ ใส่เสื้อผ้าหลายๆชั้น ใส่หมวก ถุงมือ ถุงเท้า และรองเท้าบู๊ท ฉันกับสามีไปเที่ยวพักผ่อนในประเทศที่มีอากาศอบบอุ่น 2 อาทิตย์ก็ช่วยทำให้ฉันรู้สึกว่าฤดูหนาวเป็นระยะเวลาที่สั้นๆเองค่ะ

สก๊อตแลนด์ (Fairy Pools Isle of Skye, Scotland)
สก๊อตแลนด์ (Fairy Pools Isle of Skye, Scotland)

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่หรือยังครับ

ที่เมือง Edinburgh และเมืองใกล้เคียงมีคนไทยอยู่มากพอสมควรค่ะ แต่ก็อยู่กันแบบกระจัดกระจายออกไป คนไทยจะมารวมและพบปะกันเยอะหน่อยตอนที่มีงานประจำปี ที่วัดจัดขึ้นในเดือนเมษายนใกล้ๆกับวันสงกรานต์ทุกๆปี นอกจากงานประจำปีแล้วทางวัดก็มีงานบุญต่างๆอยู่บ่อยๆค่ะ กิจกรรมในงานก็มีหลายอย่างเช่น การไหว้พระ สวดมนต์ การแสดงต่างๆของลูกหลานคนไทยที่อยู่ที่นี่ มีอาหารอร่อยๆให้คนที่ไปร่วมงานได้ชิม มีสินค้าและอาหารไทยขายด้วยค่ะ
ตอนที่ไม่มีงานประจำปี คนไทยก็ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของเขาหรือใช้ชีวิตตามปรกติทั่วไป เช่นคนที่มีงานทำก็ไปทำงาน งานที่คนไทยที่อยู่ที่นี่ทำกันส่วนใหญ่ก็ งานร้านอาหารไทย, งานร้านนวดแผนโบราณ, งานทำความสะอาด, งานโรงแรม ส่วนใครที่มีลูกก็เลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน พาลูกออกไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะบ้าง หรือไปส่งลูกไปโรงเรียนแล้วก็ไปรับลูกกลับจากโรงเรียน คนที่นี่ส่วนใหญ่จะเลี้ยงลูกเองค่ะ เพราะค่าธรรมเนียมในการจ้างพี่เลี้ยงเด็กแพงมากๆ คนไทยที่ฉันรู้จักทุกคนที่มีลูกจึงเลี้ยงลูกเองแล้วก็ไม่มีเวลาทำงาน

ฉันได้มีโอกาสรู้จักกับคนไทยเยอะพอสมควรในเวลาที่ฉันไปทำงานเป็นล่ามให้กับคนไทยเหล่านั้น แต่ฉันมีเพื่อนคนไทยแค่ 6 คน ที่ฉันได้คบอย่างสนิทสนมเป็นเพื่อนแบบไปมาหาสู่กันที่บ้าน นานๆเราจะได้เจอกัน แต่ละครั้งที่จะได้เจอกันก็ต้องนัดล่วงหน้ากันเป็นเดือนๆ เพราะแต่ละคนก็มีภาระหน้าที่ของตัวเอง บางคนก็ยุ่งกับการทำงาน การดูแลบ้าน การจัดหาและเตรียมอาหาร บางคนก็ยุ่งกับการเลี้ยงลูก และอื่นๆ ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่หลักๆก็คือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน นี่หมายถึงการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่, ตรงต่อเวลา และต้องบริหารจัดการเวลาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์สูงสุด รวมทั้งควรใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์หมั่นเรียนรู้ศึกษาพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าค่าครองชีพที่นี่ก็ค่อนข้างสูงมาก ถ้าใครไม่อยากลำบากก็ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด คนที่อยู่ที่นี่จึงต้องช่วยเหลือตัวเองและทำทุกอย่างเองค่ะ

สก๊อตแลนด์ (Uig Sands, Isle of Lewis, Scotland)
สก๊อตแลนด์

One Comment Add yours

  1. Junchay Thongmont says:

    The best story.

    Liked by 1 person

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s