คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ:จากเพชรบูรณ์สู่เบราน์ชไวก์ใกล้เบอร์ลินประเทศเยอรมัน

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศเยอรมัน เธอคือคุณ หวานใจ ชายต่างชาติ และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในประเทศเยอรมัน

ผมอยากจะแนะนำคุณกับคุณ หวานใจ ชายต่างชาติ

1

ทุกภาพเครดิต คุณ หวานใจ ชายต่างชาติ

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศเยอรมัน เพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศเยอรมันครับ

เริ่มตั้งแต่แรกเลยที่ดิฉันได้มาอยู่ที่ประเทศเยอรมัน เพราะว่าดิฉันมีสามีเป็นคนเยอรมันค่ะ ซึ่งก่อนหน้านี้ดิฉันและสามีของดิฉัน เราเจอกัน

ทางเว็ปหาคู่ค่ะ ตอนนั้นดิฉันไปทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กและเรียนต่อที่ประเทศสวีเดนค่ะ และเราเจอกันในเว็ปหาคู่เมื่อปี 2009 ค่ะ

ดิฉันและสามีของดิฉันเราแชททางเว็ปหาคู่ ใช้เวลาศึกษา ดูใจกันอยู่ 8 เดือนค่ะ ต่อมาสามีของดิฉันได้บินจากประเทศเยอรมันมาเที่ยวหาดิฉันเป็นครั้งแรกที่ประเทศสวีเดน ออกเดทครั้งแรก เป็นเวลา 10 วันค่ะ ก่อนวันที่เขาจะบินกลับประเทศของเขา เขาได้ซื้อแหวนหมั้นดิฉันค่ะ

และ 4 เดือนต่อจากนั้น เขาก็ได้ซื้อตั๋วให้ดิฉันบินมาเที่ยวหาเขาที่ประเทศเยอรมันค่ะ ออกเดทกันครั้งที่ 2 เป็นเวลา 10 วันค่ะ ก่อนที่ดิฉันจะบินกลับประเทศสวีเดน เขาได้ขอดิฉันแต่งงานค่ะ ดิฉันดีใจมากและตอบตกลงเขาไปค่ะ

หลังจากนั้นสามีของดิฉันเขาก็ติดต่อที่เรียนภาษาเยอรมันให้กับดิฉันที่เมืองไทย และออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเรียนภาษาเยอรมันเพื่อที่จะทำเรื่องเรียนและสอบภาษาเยอรมันให้ผ่าน เพื่อที่จะได้นำใบประกาศนียบัตรที่สอบผ่านไปยื่นขอวีซ่าแต่งงาน เพื่อที่จะมาแต่งงานกับเขาที่ประเทศเยอรมันค่ะ

พอดิฉันสอบภาษาเยอรมันผ่านแล้ว จึงได้บินและย้ายมาอยู่กับสามีที่ประเทศเยอรมัน และต่อมาเขาก็ทำเรื่องจดทะเบียนแต่งงานที่ประเทศเยอรมัน ในวันที่ 01.02.2010 ค่ะ ดิฉันอาศัยอยู่ที่เมืองเบราวน์ชไวก์(Braunschweig)ค่ะ

married-2

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

ดิฉันเป็นคนจังหวัดเพชรบูรณ์ค่ะ เกิดและเติบโตที่นั่นค่ะ ชีวิตในวัยเด็กของดิฉันสมัยตอนที่ดิฉันเป็นเด็ก ดิฉันเคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนหญิงประจำจังหวัดค่ะ ในสมัยนั้นดิฉันเลือกเรียนศิลป์ภาษาฝรั่งเศสในตอนมัธยมปลายค่ะ

ได้รับคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องมาตลอดค่ะ เพราะเพื่อนๆเห็นว่าดิฉันนั้นมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เป็นที่ไว้วางใจของเพื่อนๆ และครูอาจารย์ที่โรงเรียนค่ะ

สมัยนั้นดิฉันเป็นเด็กตั้งใจเรียน เรียบร้อย แต่งตัวถูกต้องตามกฏระเบียบของทางโรงเรียนค่ะ จนได้เป็นตัวอย่างให้กับเพื่อนๆที่โรงเรียนค่ะ ดิฉันเลยเป็นที่รักของครูหลายๆท่านค่ะ แต่บางครั้งสิ่งเหล่านั้นก็ทำให้เพื่อนๆในห้องเรียนเกิดความอิจฉาดิฉัน ที่มีครูหลายๆท่าน รักและเอ็นดูดิฉันเป็นพิเศษค่ะ

พอดิฉันได้เรียนจบมัธยมตอนปลาย ต่อมาดิฉันก็ได้ย้ายมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ มาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสยาม ดิฉันได้เลือกเรียนสาขานิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา โทสิ่งพิมพ์ค่ะ

ซึ่งในระหว่างวัยเรียน ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัย ดิฉันก็ได้หารายได้พิเศษด้วยการเป็นไกด์ให้กับชาวต่างชาติ พาไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญต่างๆ รอบๆกรุงเทพฯ และปริมณฑล และดิฉันก็ยังรับแปลเอกสารต่างๆ และรับสอนภาษาอังกฤษ ให้กับเด็กๆอีกด้วยค่ะ ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของการหารายได้พิเศษระหว่างช่วงวัยเรียน จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย จากทางบ้านค่ะ

ซึ่งดิฉันเองก็มีความชอบและมีความสนใจในด้านของภาษาหลายๆภาษาอยู่แล้วค่ะ เลยทำให้ดิฉันมีความสนใจที่อยากจะไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศค่ะ

หลังจากที่ดิฉันเรียนจบที่มหาวิทยาลัยและรับปริญญาเสร็จแล้ว ดิฉันก็ได้ลองไปสมัครโครงการออร์แพร์ค่ะ ช่วงที่กำลังเดินเรื่องอยู่นั้น พอดีเพื่อนดิฉันที่อยู่ที่ประเทศสวีเดน ได้แนะนำครอบครัวของฝรั่งให้ดิฉันได้รู้จัก ดิฉันเลยยกเลิกโครงการออร์แพร์ และ มาเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้กับครอบครัวของชาวสวีเดนแทนค่ะ

ดิฉันไปที่ประเทศสวีเดน เมื่อปี 2005 ไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กค่ะ และต่อมา ดิฉันได้มาเจอกับอดีตแฟนเก่าคนแรก ที่เป็นชาวสวีเดน เค้าเลยทำเอกสารให้ดิฉันได้เรียนต่อที่นั่นค่ะ และต่อมา ดิฉันและอดีตแฟนเก่าคนสวีเดนได้เลิกลากัน ดิฉันจึงลองมาสมัครเว็ปหาคู่ จึงได้มาเจอกับสามีคนปัจจุบัน ที่เป็นหนุ่มชาวเยอรมันค่ะ

ต่อมาก็เลยได้ย้ายจากประเทศสวีเดน มาแต่งงานกับสามีชาวเยอรมัน และ ปัจจุบันดิฉันใช้ชีวิตกับสามี อยู่ด้วยกันมา 7 ปี และ มีลูกด้วยกัน 2 คนค่ะ

wedding-car

ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรครับ และคุณเคยทำอาชีพอะไรบ้างครับตั้งแต่มาอยู่ที่ ประเทศเยอรมันครับ

พอดิฉันได้มาอยู่ที่ประเทศเยอรมัน หลังจากที่ดิฉันได้เรียนภาษาเยอรมันจบตามหลักสูตรของทางรัฐบาลเยอรมันกำหนด เมื่อดิฉันสามารถสื่อสาร พูดคุยกันชาวเยอรมันรู้เรื่อง จากนั้นดิฉันก็ลองสมัครงานทางเว็ปไซต์ต่างๆ

งานแรกที่ดิฉันเคยทำมา คือ 1. ทำงานเป็นผู้ช่วยวิศวะ (ช่วยออกแบบ และ ประกอบโมเดลแบบอาคาร , บ้าน ,ตึกอาคารพานิชย์ต่างๆค่ะ

2. เคยทำงานที่ร้านอาหาร ทำอยู่ที่แผนกแคชเชียร์ แผนกเครื่องดื่มและแผนกขายอาหารค่ะ

3. เคยดูแลคนแก่ และทำความสะอาดบ้านคนแก่ค่ะ

ปัจจุบันดิฉันทำอาชีพรับเป็นล่าม , แปลเอกสารสำคัญต่างๆ ,ให้คำแนะนำการเรียนต่อ , ให้คำแนะนำแนวข้อสอบการสอบภาษาเยอรมัน , ให้คำแนะนำแนวข้อสอบการทำใบขับขี่ที่เยอรมัน , เขียนใบสมัครงาน , และ พาไปสมัครงานตามที่ต่างๆ , ช่วยเหลือสาวไทยที่มีปัญหากับสามีคนเยอรมัน , ติดต่อสถานราชการต่างๆ รวมถึงกับการประสานงานกับ Jobcenter ค่ะ

ปัจจุบันดิฉันมีลูกชาย 2 คนค่ะ ชื่อน้องโอเว่น 4 ขวบค่ะ และ น้องโอลิเวอร์ 2 ขวบค่ะ ดิฉันไม่ได้เลี้ยงลูกเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่รับแปลเอกสาร และเป็นล่ามซึ่งรับทำเป็นงานอดิเรกเท่านั้นค่ะ เพราะตอนนี้ยังติดเลี้ยงลูกชายคนเล็กอยู่ค่ะ ส่วนลูกชายคนโตได้เข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วค่ะ

Schloss Arkaden (เบราน์ชไวก์ )
Schloss Arkaden (เบราน์ชไวก์ )

คุณพูดภาษา เยอรมันได้ไหม คุณคิดว่าภาษาเยอรมันยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะเข้าใจจนสื่อสารได้ และพูดภาษาอื่นได้ไหม

ดิฉันพูดภาษาเยอรมันได้ค่ะ สำหรับดิฉันแรกๆภาษาเยอรมันหรือภาษาด๊อยช์นั้นยากสำหรับฉันค่ะ แต่ตัวของดิฉันมีความชอบเกี่ยวกับด้านภาษาอยู่แล้วค่ะ จึงพยายามศึกษาหาข้อมูลในเรื่องของภาษาให้เข้าใจมากยิ่งขี้นค่ะ

หากเข้าใจในเรื่องของภาษาแล้ว สิ่งที่ว่ายาก มันก็ไม่มีอะไรที่จะยากเกินไปกว่าคำว่าพยายามและความตั้งใจค่ะ

ซึ่งก่อนหน้านี้ ตอนที่สามีของดิฉันได้ติดต่อที่เรียนภาษาเยอรมันให้กับดิฉันที่เมืองไทย เพื่อที่จะเรียน และ สอบภาษาเยอรมัน เพื่อที่จะทำเรื่องมาแต่งงานที่ประเทศเยอรมันนั้น ดิฉันได้ลงเรียนภาษาเยอรมันขั้นพื้นฐาน หรือที่เรียกว่า คอร์ส A1

ตอนนั้นดิฉันใช้เวลาเรียน คอร์ส A1 ซึ่งเป็นหลักสูตรเร่งรัด ใช้เวลาเรียน 2 เดือนค่ะ ต่อมาดิฉันก็ได้ไปสอบภาษาเยอรมัน หลักของการฟัง พูด อ่าน และ เขียน สอบผ่านค่ะ

เมื่อสอบภาษาเยอรมันผ่านแล้ว ดิฉันจึงนำเอกสารดังกล่าวไปยื่นขอทำวีซ่าแต่งงานค่ะ พอดิฉันได้มาอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ดิฉันก็มาเรียนภาษาเยอรมันต่อ และใช้เวลาในการเรียนภาษาเยอรมันเพิ่มเติมเพียงแค่ 4 เดือนค่ะ

ต่อมาก็ทำการสอบภาษาเยอรมันต่อ จนดิฉันสอบผ่านทักษะของการฟัง พูด อ่าน และ เขียน ตามกฏของกระทรวง ของทางประเทศเยอรมัน สอบเสร็จจนได้ใบประกาศนียบัตร และ ได้นำเอกสารใบประกาศนียบัตรที่เรียนจบนั้น ไปยื่นขอวีซ่าถาวรต่อค่ะ และ ได้วีซ่าถาวร 3 ปีแรกที่มาอยู่ที่ประเทศเยอรมันค่ะ

ภาษาอื่นที่ดิฉันสามารถพูดได้ มีทั้งหมด 7 ภาษาค่ะ

(1) ภาษาอังกฤษ เรียนมาตั้งแต่สมัยวัยเด็กล่ะค่ะ

(2) ภาษาฝรั่งเศส เรียนมาตอนอยู่มัธยมปลายค่ะ คือ ตอนนั้นดิฉันเลือกเรียนศิลป์ภาษาฝรั่งเศสค่ะ

(3) ภาษาสวีดิช หรือ ภาษาสวีเดน คือ เมื่อปี 2005 ดิฉันได้ไปเรียนต่อ และ ทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ที่ประเทศสวีเดนค่ะ

(4) ภาษานอร์เวย์ เนื่องจากประเทศสวีเดน ติดกับประเทศนอร์เวย์ ภาษาเค้าออกเสียงคล้ายๆกัน แต่เขียนต่างกันนิดหน่อย ดิฉันก็ศึกษาเพิ่มเติมก็เลยได้ภาษานี้มาด้วยค่ะ

(5) ภาษาเยอรมัน หรือ ภาษาด๊อยช์ คือปัจจุบันดิฉันใช้ภาษาเยอรมันสื่อสารกับคนเยอรมันค่ะ

(6) ภาษาไทยค่ะ

(7) ภาษาลาวค่ะ

tan

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคน เยอรมัน แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

ในเรื่องของการปรับตัวเข้ากับคนเยอรมันสำหรับดิฉัน ดิฉันว่าไม่ยากค่ะ เนื่องจากก่อนหน้าดิฉันเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสวีเดนมาก่อนค่ะ เคยไปเรียน และเคยไปทำงานที่นั่น เลยทำให้เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับชาวต่างชาติได้พอสมควรค่ะ . ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ รวมถึงนิสัยการตรงต่อเวลา ที่คนต่างชาติมักจะเป็นคนที่ตรงต่อเวลาค่ะ และดิฉันก็เคยได้ทำงานกับชาวต่างชาติมาก่อนค่ะ เลยทำให้ต้องรู้จักการปรับตัวในหลายๆเรื่องค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรงต่อเวลา เรื่องของระเบียบวินัย เรื่องของการเคารพสิทธิส่วนบุคคล เป็นต้นค่ะ

แต่หากวิเคราะห์สาวไทยหลายๆคน ที่มาอยู่ที่ประเทศเยอรมัน และต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับคนเยอรมันนั้น ส่วนใหญ่ที่ดิฉันเห็น จะเป็นเรื่องของภาษาค่ะ สาวไทยหลายๆคนที่ดิฉันรู้จัก คือ พวกเค้ามักจะพูดภาษาเยอรมันไม่ค่อยจะได้ค่ะ . ที่เยอรมันจะพูดภาษาเยอรมัน หรือ ภาษาด๊อยช์กันค่ะ หากใครที่มาอยู่ ไม่สามารถพูดภาษาในการสื่อสารได้นั้น จะมีผลตามมาหลายๆอย่างตามมาค่ะ เช่น การหางานทำ , การยื่นขอวีซ่าถาวร หรือ การยื่นขอสัญชาติเยอรมัน เป็นต้นค่ะ

และหากบางคนฟัง พูด อ่าน หรือเขียนภาษาเยอรมันไม่ได้ จะทำให้ยากและเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเยอรมันค่ะ เช่น หากวันหนึ่งไม่สบายและต้องไปหาหมอ ก็จะฟังที่หมอเค้าอธิบายไม่เข้าใจค่ะ และคำศัพท์ที่หมอใช้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคำศัพท์เฉพาะทางการแพทย์ค่ะ ดังนั้นจึงควรศึกษาเกี่ยวกับคำศัพท์ต่างๆ เพื่อจะได้นำไปใช้ได้อย่างถูกต้องค่ะ หรือหากวันหนึ่งจะต้องไปติดต่อสถานที่ราชการต่างๆ หากพูดหรือสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับเอกสารที่ทางรัฐบาลได้แจ้งไป ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันได้เช่นกันค่ะ หรือเวลาจะไปซื้อของ ไปจ่ายตลาด หากไม่สามารถสื่อสารภาษาเยอรมันได้ ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการเรียกชื่อของสินค้าที่ต้องการซื้อ หรือการเปลี่ยนสินค้า เป็นต้นค่ะ

เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน
เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นหรือเปล่าครับ

เมืองที่ดิฉันอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะมากๆค่ะ เดินไปทางไหนก็เจอแต่คนไทยค่ะ ชีวิตความเป็นอยู่ของสาวไทยส่วนใหญ่ อยู่ในระดับปานกลางค่ะ แต่ส่วนมากเท่าที่ดิฉันเห็น สาวไทยหลายๆคนต้องทำงานค่ะ น้อยคนค่ะที่จะใช้ชีวิตแบบสบายโดยที่ไม่ต้องทำงานค่ะ

สาวไทยส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ งานที่พวกเขาทำมักจะเป็นงานด้านทำความสะอาด หรือ ทำที่ร้านอาหารเอเชียค่ะ และก็ทำงานที่ร้านนวดค่ะ เพราะงานเหล่านี้ไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษาที่สูงค่ะ

แต่ก็มีสาวไทยบางคนก็มีชีวิตที่อยู่อย่างสุขสบาย เนื่องจากสามีของพวกเขาค่อนข้างจะมีฐานะ เป็นเจ้าของบริษัท หรือเป็นเจ้าของธุรกิจต่างๆ และเขาให้เงินใช้ทุกๆเดือน โดยที่ผู้หญิงไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปหางานทำค่ะ

แต่ก็มีสาวไทยกลุ่มหนึ่ง ที่ลำบากค่ะ ดิฉันเห็นแล้วเกิดความสงสาร เพราะเขาต้องมาทำงานค้าประเวณี หรือขายบริการทางเพศกันค่ะ ดิฉันเคยรู้จักกับผู้หญิงขายบริการทางเพศอยู่ 2 คนค่ะ เขาเล่าให้ดิฉันฟังว่า สามีของเขานั้นมีฐานะค่อยข้างจนและตกงาน เลยทำให้สาวไทยต้องมาขายบริการทางเพศ เพื่อแลกกับเงินที่จะส่งให้กับทางครอบครัวของเขาที่เมืองไทยค่ะ

ที่ประเทศเยอรมันเป็นประเทศเสรี เป็นประเทศเปิด การค้าบริการจึงดูเป็นเรื่องที่ไม่เสียหายของคนเยอรมันค่ะ เพราะคนเหล่านี้เขาทำงานเสียภาษีกันด้วยค่ะ

เพราะสามีของพวกเขาไม่สามารถช่วยเรื่องเงินที่จะส่งให้กับทางบ้านของพวกเขาได้ค่ะ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงต้องไปขายบริการทางเพศกันค่ะ ซึ่งสามีของพวกเขาก็รับได้ในจุดนี้ค่ะ แต่สำหรับคนไทยด้วยกัน มองแล้วดูแปลกๆค่ะ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะชอบเปรียบเทียบกันค่ะ ว่าสามีของฉันรวยกว่า ฐานะดีกว่า มีเงินเยอะกว่า มีทองก็เอามาโชว์กันค่ะ เลยทำให้สาวไทยบางกลุ่มนั้นเกิดความไม่พอใจ และเกิดปัญหาในการคบคนไทยด้วยกัน คือ แบ่งกลุ่ม แบ่งฐานะ แบ่งชนชั้นกันก็มีค่ะ

ดิฉันได้พบกับคนไทยที่อยู่ที่นี่ทุกวันค่ะ เพราะดิฉันพักอยู่ในตัวเมือง ใกล้ๆกับห้างสรรพสินค้าค่ะ เวลาดิฉันออกไปจ่ายตลาดหรือไปซื้อของตามที่ต่างๆ ก็มักจะพบเจอคนไทยในหลายๆที่ค่ะ และที่นี่มีวัดไทย ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยทุกๆคนค่ะ คนไทยที่นี่ชอบไปวัด ทำบุญกันค่ะ ไปร่วมทำบุญในเทศกาลสำคัญต่างๆค่ะ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ดิฉันนั้นภูมิใจ ถึงเราจะอยู่ไกลบ้าน แต่จิตใจของคนไทยนั้นรวมเป็นหนึ่งเดียวค่ะ

เบราน์ชไวก์ ประเทศเยอรมัน
เบราน์ชไวก์ ประเทศเยอรมัน

อะไรที่คนเยอรมันชอบและคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายเยอรมันเป็นอย่างไร ผู้หญิงเยอรมัน เป็นอย่างไรและครอบครัวของคนเยอรมันเป็นอย่างไร

คนเยอรมันส่วนใหญ่เท่าที่ดิฉันสังเกตุเห็น พวกเขาจะเป็นตัวของตัวเอง มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ก็เคารพความคิดเห็นของผู้อื่นค่ะ คนเยอรมันเป็นคนรักครอบครัว รักเพื่อนฝูง รักการทำงานแบบเป็นทีมค่ะ ซึ่งการทำงานแบบเป็นทีมนั้น ต่างคนต่างก็มีหน้าที่เป็นของตัวเอง เขาจะทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุดค่ะ พวกเขาจะไม่ก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคลค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น เวลาแปดชั่วโมงต่อวัน คนเยอรมันทำงานอย่างจริงจังในช่วงเวลาทำงานค่ะ พวกเค้าจะไม่เสียเวลาไปกับการพูดคุยเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงาน ซึ่งคนเยอรมันจะทราบดีว่าเรื่องของการเปิดอีเมล์ส่วนตัว การเล่น Facebook และ การใช้โทรศัพท์มือถือ คือเป็นที่รู้กันว่าไม่ควรใช้ในชั่วโมงทำงานค่ะ

คนเยอรมันจะเป็นคนตรงต่อเวลาค่ะ การมาทำงานสายจะถูกมองว่าเป็นคนไม่รักษาสัญญา จะมาทำงานสาย 5 นาที หรือ 30 นาที ก็ถือว่าเป็นคนที่ไม่มีคุณภาพค่ะ เพราะขาดความเคารพต่อตัวเอง และ องค์กรค่ะ

ผู้ชายเยอรมันส่วนมากเท่าที่ดิฉันเห็น เขาจะได้ภรรยาเป็นคนไทยนะคะ อาจจะเป็นเพราะคนเยอรมันชอบสาวไทยด้วยที่นิสัยของสาวไทยว่าสาวไทยเป็นคนเอาใจเก่ง เก่งในเรื่องของการทำอาหาร เก่งในเรื่องของเป็นแม่บ้านค่ะ ซึ่งต่างจากผู้หญิงเยอรมัน เพราะผู้หญิงเยอรมันส่วนมากจะตัวใครตัวมันค่ะ ไม่ค่อยมาดูแลครอบครัว ไม่ค่อยมาเอาใจใส่สามีเหมือนกับสาวไทยค่ะ

ส่วนผู้หญิงเยอรมัน ส่วนมากเท่าที่ดิฉันสังเกตุเห็น พวกเขาจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง จนบางครั้งพวกเขาเหมือนไม่แคร์ความคิดเห็นของคนต่างชาติค่ะ ผู้หญิงเยอรมันบางคนไม่ชอบสาวเอเชียก็มีค่ะ เพราะคนบางกลุ่มคิดว่าสาวไทยเข้ามาอยู่ที่ประเทศเยอรมันเพื่อมากินเงินจากรัฐบาลเยอรมันฟรีๆ งานการไม่ทำ คอยแต่กินเงินหลวง ซึ่งจริงๆ ก็อาจจะมีสาวไทยที่เป็นลักษณะแบบนั้นบ้างค่ะ แต่ก็มีสาวไทยอีกหลายคน ที่เขาทำงานจ่ายภาษีกัน แต่สาวเยอรมันบางคนพูดเหมารวมว่าสาวไทยทุกคนจะต้องเป็นแบบนั้น แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ค่ะ

สังคมและครอบครัวของคนเยอรมัน คือในวันอาทิตย์ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ จะปิดเงียบค่ะ ยกเว้นร้านอาหารและ ร้านขนมปังบางที่เปิดให้บริการค่ะ

ที่ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆปิดนั้น เพื่อให้ผู้คนส่วนใหญ่ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้นค่ะ เพื่อสถาบันครอบครัวจะได้มีความเข้มแข็ง และให้เกิดความรัก ความอบอุ่นของคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้นค่ะ

คนเยอรมันจะใช้ชีวิตแบบพอเพียง ประหยัด จริงจังในหน้าที่ มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง รักครอบครัว รักพวกพ้อง รักชาติค่ะ

เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน
เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน

 ค่าครองชีพที่เยอรมันเป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things)

ค่าครองชีพที่ประเทศเยอรมันค่อนข้างจะแพงค่ะเกือบทุกอย่างค่ะ

ยกตัวอย่าง เช่น

1. บ้าน หรือ อพาร์ทเม้นท์ค่ะ ที่เยอรมันค่าเช่าบ้านและบ้านจะแพงพอสมควรค่ะ ยิ่งหากเป็นบ้านหรืออพาร์ทเม้นท์ที่อยู่ในเมือง ที่คนส่วนใหญ่มีความต้องการมาก ราคาก็จะยิ่งแพงมากกว่าบ้านที่อยู่แถวชานเมืองค่ะ

2. ราคาของการนวดค่ะ ส่วนใหญ่คนเยอรมันจะนิยมไปนวดตามร้านนวดค่ะ และราคาของการนวดจะมีราคาที่แพงมากพอสมควรค่ะ เช่น นวดแผนไทย 1 ชั่วโมง ราคานวด 45 ยูโร หรือ คิดเป็นเงินไทย 1,800 บาทค่ะ หากนวดน้ำมัน ราคาจะแพงขึ้นมาค่ะ 1 ชั่วโมง ราคานวด 90 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทย 3,600 บาทค่ะ (สาวไทยส่วนใหญ่มีอาชีพหมอนวดกันค่ะ เนื่องจากรายได้ดีค่ะ)

3. อาหารไทย , ผัก และ ผลไม้ ที่นำเข้ามาจากเมืองไทยค่ะ เนื่องจากคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมันมีจำนวนมาก จึงทำให้ราคาของอาหารไทย ผักและผลไม้นั้นมีราคาค่อนข้างแพงค่ะ เช่น ส้มตำที่ร้านอาหารขาย 15 ยูโร (600 บาท) แต่ก่อนดิฉันทำส้มตำไม่เป็นค่ะ พอเห็นราคาแล้วตกใจ จากนั้นมาเลยหัดลองตำส้มตำรับประทานเองที่บ้านค่ะ

แต่ดิฉันก็เข้าใจว่าสินค้า ของนำเข้าจากเมืองไทยทุกอย่างนั้นมีราคาแพง และเขาบวกภาษีนำเข้าด้วย จึงทำให้วัตถุดิบต่างๆนั้นแพงตามมาด้วยค่ะ ซึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะไม่ให้ซื้อผัก หรือ ผลไม้ไทยค่ะ แต่อาหารไทยที่มีราคาแพง หากเราทำรับประทานเองได้ก็จะประหยัดไปเยอะค่ะ เพราะหากไปซื้อรับประทานทุกมื้อก็คงไม่ไหวค่ะ

อะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

1. ราคาของรถยนต์ค่ะ เนื่องจากประเทศเยอรมัน เป็นประเทศที่ผลิตรถยนต์หลายยี่ห้อค่ะ และดิฉันเห็นคนเยอรมันส่วนใหญ่ เวลารถเสีย หรือพังนิดหน่อย เขาจะไม่เสียเวลามาซ่อมกันค่ะ เค้าจะซื้อคันใหม่เลยค่ะ

2. อุปกรณ์มือถือ หรือ คอมพิวเตอร์ค่ะ ที่เยอรมันถือว่าราคาของใช้พวกนี้จะโอเคค่ะ ไม่แพงมากค่ะ เวลาเครื่องพัง เขาจะซื้อใหม่กันเลยค่ะ บางทีเครื่องเก่าหน่อยเขาก็ทิ้ง และ ซื้อเครื่องใหม่มาใช้กันค่ะ

3. ราคาของเสื้อผ้าค่ะ เสื้อผ้าที่เยอรมัน ดิฉันสังเกตุดูจะไม่แพงมากค่ะ หากเทียบกับเมืองไทยดูแล้ว ดิฉันว่าบางทีเมืองไทยราคาจะแพงกว่าด้วยซ้ำค่ะ เช่น เสื้อกันหนาว ชุดว่ายน้ำ รองเท้า เป็นต้นค่ะ

เบราน์ชไวก์ ประเทศเยอรมัน
เบราน์ชไวก์ ประเทศเยอรมัน

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมันตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมันครับ

ข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมัน

1. เป็นประเทศที่น่าอยู่ประเทศหนึ่งค่ะ ทั้งภาครัฐและเอกชน เขาทำงานตามหน้าที่ของแต่ละฝ่ายได้เป็นอย่างดีค่ะ มีการประสานงานกัน จะไม่มีการติดสินบน ไม่มีการกินนอกกินในกันค่ะ เพราะเค้าจะรับบุคลากรเข้ามาทำงานด้วยความสามารถจริงๆค่ะ

2. เป็นประเทศที่สงบเรียบร้อย ไม่วุ่นวาย ไม่มีความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันค่ะ เพราะที่เยอรมันใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ค่ะ ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำตามหน้าที่นั้นๆไปค่ะ จะไม่มีใครมาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกันและกันค่ะ เพราะคนส่วนใหญ่ให้เกียรติในเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลค่ะ

3. รายได้ค่ะ หากเปรียบเทียบกับเงินเดือนของเมืองไทย ที่เยอรมันค่าเงินดีกว่าเยอะค่ะ เช่น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ต่อชั่วโมง ของประเทศเยอรมัน ตอนนี้จะอยู่ที่ 8.50 ยูโรค่ะ (คิดเป็นเงินไทย ตกชั่วโมงละ 340 บาท) หากทำวันละ 8 ชั่วโมงต่อวัน คือ คิดแล้วได้เงินเดือนเยอะกว่าที่เมืองไทยค่ะ

ข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมัน

1. อากาศหนาวมากค่ะ และ ทุกๆปีเวลาที่มีหิมะตก มักจะเกิดอุบัติเหตุรถชนกันบนเส้นมอเตอร์เวย์ค่ะ เนื่องจากหิมะตก ถนนลื่น ส่วนมากจะเป็นรถบรรทุกชนกันบ่อยค่ะ ต้องคอยระวังค่ะ

2. ไม่มีญาติฝ่ายดิฉันอยู่ที่เยอรมันค่ะ มีแต่ญาติทางฝ่ายสามีค่ะ เวลาที่ดิฉันมีธุระจะต้องไปติดต่อกับทางราชการตามที่ต่างๆ คือไม่มีคนช่วยดูลูกหรือ เลี้ยงลูกให้ค่ะ จึงจำเป็นที่จะต้องพาลูกไปด้วยทุกที่ค่ะ หากเป็นที่เมืองไทยจะดีตรงที่มีญาติพี่น้องคอยช่วยเลี้ยงให้ ช่วยอุ้มให้เวลาที่ดิฉันไปทำธุระตามที่ต่างๆค่ะ และเวลาที่ดิฉันป่วยก็ไม่มีใครช่วยดูแล เพราะสามีดิฉันทำงานต่างเมืองค่ะ เขาจะกลับบ้านมาแค่เฉพาะวันหยุดค่ะ เลยทำให้ดิฉันต้องทำทุกอย่างเองคนเดียวทุกวันค่ะ โดยที่ไม่มีใครมาช่วยค่ะ

3. รัฐบาลเยอรมันได้ยื่นมือช่วยเหลือพวกอพยพเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากค่ะ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ความปลอดภัยของคนในประเทศนั้นมีน้อยลง เนื่องจากคนอพยพที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมันนั้น บางพื้นที่พวกอพยพได้ก่อเหตุอาชญากรรม , ขโมย , ข่มขืน และ ลักทรัพย์ค่ะ จนทำให้คนในประเทศเกิดความหวาดกลัวกัน ไม่กล้าที่จะออกไปไหนกันตอนกลางคืนค่ะ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้รัฐบาลเยอรมันนั้นนำเงินไปช่วยเหลือคนพวกนี้เยอะค่ะ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเยอรมันนั้นออกมาประท้วง เพราะคนที่ทำงานจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เพราะทางรัฐบาลได้นำเงินภาษีที่ประชากรเสียไปช่วยเหลือคนเหล่านี้ค่ะ

Schloss Arkaden (เบราน์ชไวก์ )
Schloss Arkaden (เบราน์ชไวก์ )

อะไรคือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนเยอรมันในเรื่องของความโรแมนติก

สำหรับปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนเยอรมันนั้น สิ่งที่ดิฉันสังเกตุเห็นเลยค่ะ ในเรื่องของการรักษาคำพูดค่ะ คนเยอรมันเวลาพูดเขาจะพูดกันแบบตรงไปตรงมาค่ะ สิ่งไหนดีหรือสิ่งไหนไม่ดี เขาจะพูดกันออกมาตรงๆค่ะ

แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่จะพูดแบบเกรงใจ พูดแบบรักษาน้ำใจซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่าง เช่น เวลาที่ดิฉันไปบ้านแม่ย่า หากแม่ย่าท่านไม่พอใจอะไร เค้าจะตำหนิดิฉันต่อหน้าสามีเลยค่ะ และเขาจะไม่เอาดิฉันไปพูดนินทาลับหลังค่ะ ซึ่งสำหรับคนไทยแล้วการพูดตำหนิใครต่อหน้านั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เขาคนนั้นรู้สึกผิด อาย หรือเสียหน้าได้ค่ะ คนไทยส่วนใหญ่มักจะไม่ทำกันค่ะ แต่จะเอาไปนินทาลับหลังแทนค่ะ

และปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนเยอรมันอีกเรื่องคือเรื่องของเวลาค่ะ คนเยอรมันจะเป็นคนตรงต่อเวลาค่ะ ยกตัวอย่างเช่น หากมีนัดหาหมอตอน 11:00 น.คือคนเยอรมันจะไปก่อนเวลานัด 10-15 นาที หรือไปอย่างช้าเลยคือเวลาตามนัดค่ะ น้อยมากที่จะไปช้ากว่าเวลานัดค่ะ

แต่สำหรับคนไทยเรา หากมีนัดตอนเวลา 11:00 น.คนไทยส่วนใหญ่จะมาช้ากว่าเวลาที่นัดไว้ 10-30 นาทีค่ะ บางคนมาช้ากว่าเวลาที่นัดไว้เกินเป็นชั่วโมงก็มีค่ะ บางคนอ้างว่ารถติด มีธุระ ฯลฯ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคนเยอรมัน หากรู้ว่ารถติด เราต้องรีบเผื่อเวลาไว้ก่อนล่วงหน้าค่ะ เพราะหากคนที่มาช้ากว่าเวลาที่กำหนด เขาจะถูกมองว่าคนๆนั้นไม่มีความรับผิดชอบค่ะ

อะไรคือปัญหาเรื่อง ของความโรแมนติก ของคนเยอรมัน

เท่าที่ดิฉันเห็นนะคะ ผู้ชายเยอรมันส่วนใหญ่จะติดดื่มเบียร์ค่ะ และหากคู่ไหนที่รับตรงนี้ได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะคะ แต่หากคู่ไหนที่ว่าสามีติดดื่มเบียร์กับเพื่อนๆมากไป จนทำให้เกิดปัญหากับครอบครัวตามมา เช่น บางคู่สามีติดดื่มมากเกินไป จนทำให้ไม่มีเงินเก็บเพียงพอที่จะส่งให้กับทางครอบครัวของภรรยา หรือบางคู่ภรรยาติดเพื่อน ติดดื่ม ติดเที่ยว ติดเล่นมากไปจนไม่มีเวลาให้กับครอบครัวหรือสามี อันนี้ก็ทำให้เกิดปัญหาชีวิตคู่ตามมาได้ค่ะ

ผู้ชายคนเยอรมันส่วนมากจะเป็นคนค่อนข้างอาย เขาจะไม่เข้าไปคุยกับใครก่อน หากไม่มีใครเข้าไปทักเขาก่อนค่ะ ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าหยิ่ง แต่จริงๆดูแล้วเขาไม่ได้หยิ่งค่ะ แต่จะเป็นลักษณะที่เขินอายและไม่กล้าที่จะเข้าไปคุยกับคนแปลกหน้าก่อนค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น คู่ของดิฉัน ดิฉันกับสามี เรารู้จักกันทางเว็ปหาคู่ ตอนนั้นดิฉันเข้าไปจีบเขาก่อนค่ะ เพราะเขาดูเป็นคนนิ่งๆเฉยๆ แต่หน้าตาดี ดิฉันเลยลองเข้าไปคุยทักทายเขาดู เผื่อเขาจะชอบดิฉันด้วยเหมือนกัน เพราะดูเขาเป็นคนไม่กล้า แต่ด้วยความที่ดิฉันมีความกล้า อยากจะรู้จักกับเขา ดิฉันเลยมีความมั่นใจเข้าไปจีบและคุยกับเขาก่อนค่ะ ซึ่งผลตอบรับกลับมาคือประสบความสำเร็จในการจีบเขาค่ะ และต่อมาเขาขอดิฉันแต่งงานค่ะ

family-3

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหมและคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่าและสถานที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไปเที่ยวมาก

ดิฉันยังมีครอบครัวอยู่ที่เมืองไทยค่ะ บ้านเกิดของดิฉันอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ค่ะ ดิฉันคิดถึงครอบครัวของดิฉันเสมอค่ะ สมัยนี้ถือว่ายังดีค่ะ ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ ทำให้ดิฉันได้โทรติดต่อกับคนในครอบครัว ผ่านทางกล้องฟรี เช่น Facebook , Skype , Line และ WhatsApp ค่ะ จากความคิดถึงจึงส่งผ่านไปทางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ผ่านไปทางกล้องเวลาที่เราคุยกันค่ะ ทำให้ดิฉันหายคิดถึงลงได้บ้างค่ะ

เพราะสมัยตอนที่ดิฉันอยู่ที่เมืองไทย ดิฉันอาศัยอยู่กับครอบครัว ซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ค่ะ คืออยู่กันหลายคนไม่เหงาค่ะ ผิดกับที่เยอรมันค่ะ สังคมที่นี่คือต่างคนต่างอยู่ค่ะ บ้านใครบ้านมัน จะไม่มายุ่งวุ่นวายกันค่ะ ทุกบ้านจะเงียบ บางทีเลยทำให้รู้สึกเหงาและคิดถึงบ้านที่เมืองไทยค่ะ ดิฉันคิดถึงเมืองไทยเสมอค่ะ เพราะที่นั่นอากาศไม่หนาวเหมือนที่เยอรมันค่ะ

สถานที่ ที่ดิฉันชอบไปเที่ยวมากที่สุด คือ ทะเล น้ำตก ไปทำบุญไหว้พระ ขอพรจากพระตามวัดต่างๆค่ะ เช่น ทะเลที่ดิฉันชอบ และเคยไปฮันนีมูนกับสามี ก็จะเป็นทะเลที่จังหวัดชุมพรค่ะ ที่นั่นทะเลสวย น้ำใส เป็นธรรมชาติมากๆค่ะ ผู้คนไม่เยอะมาก คือเป็นส่วนตัวมากๆค่ะ หากจะไปฮันนีมูนกันค่ะ

และดิฉันชอบพาสามีและ ครอบครัวไปไหว้พระตามวัดต่างๆค่ะ เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตค่ะ ตามความเชื่อของชาวพุทธค่ะ ตอนแรกสามีของดิฉันนับถือศาสนาคริสต์ค่ะ ตั้งแต่เราแต่งงานกันไป สามีดิฉันเห็นดิฉันกราบไหว้พระทุกๆคืน และดิฉันชอบฟังธรรมะ จากนั้นสามีดิฉันจึงสนใจ และให้ดิฉันเล่าถึงความเชื่อของศาสนาพุทธ

ซึ่งดิฉันมีความเชื่อที่ว่า ทำดี ย่อมได้ดีค่ะ เชื่อเรื่องบาปบุญ คุณโทษค่ะ เพราะคนที่จะดี อย่างน้อยควรที่จะรักษาศีล ๕ ได้บ้างค่ะ และดิฉันก็เล่านิทานธรรมะสอนลูกๆและสามีค่ะ จนทำให้สามีเกิดความเลื่อมใส และศรัทธาในพระพุทธศาสนาค่ะ

ทุกวันนี้สามีของดิฉันเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธเหมือนกับดิฉันค่ะ และเขาก็ห้อยพระที่คอของเขาเพื่อเป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ ของศาสนาพุทธค่ะ อันที่จริงแล้วทุกๆศาสนาสอนให้ทุกๆคนเป็นคนดีค่ะ

พอถึงเทศกาลสำคัญต่างๆของไทย เช่น วันสงกรานต์ ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน หรือหากมีกิจกรรมของทางวัด ดิฉันจะพาสามี และ ลูกๆไปทำบุญกันทุกๆครั้งค่ะ ไม่ว่าจะเป็นที่เยอรมัน หรือที่เมืองไทยค่ะ เพราะวัดเปรียบเสมือนที่พึ่งทางจิตใจของดิฉันค่ะ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทุกๆคนค่ะ

family-2

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในเยอรมันครับ

เคยค่ะ แต่ก็เป็นช่วงแต่ก่อน ตอนที่ดิฉันมาอยู่ที่เยอรมันแรกๆค่ะ คือเมืองที่ดิฉันอยู่ อยู่ในเขตตัวเมืองค่ะ ไปไหนมาไหนคือสะดวกสบายค่ะ แต่ก่อนเวลาเดินกลับบ้านในช่วงเวลากลางคืน ดิฉันไม่รู้สึกกลัวค่ะ เพราะคนเยอรมันส่วนใหญ่เขาจะรักษากฏระเบียบได้เป็นอย่างดีค่ะ เพราะมีกฎหมายที่เข้มงวด และมีบทลงโทษที่เอาจริงเอาจัง ในการจับผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายค่ะ

แต่ปัจจุบันทางรัฐบาลเยอรมัน ได้ให้ความช่วยเหลือกับชาวต่างชาติ พวกอพยพจึงมีมากขึ้น และคนอพยพที่เข้ามาอยู่ในประเทศเยอรมันมักจะสร้างความเดือดร้อนให้กับกลุ่มคนเยอรมันที่ต่อต้านชาวต่างชาติค่ะ

ตั้งแต่มีพวกอพยพเข้ามาอาศัยกระจายตามเมืองต่างๆของเยอรมัน บางครั้งทำให้ดิฉันรู้สึกไม่ปลอดภัยค่ะ ยิ่งดิฉันมีลูกด้วย เลยทำให้ดิฉันต้องระวังมากยิ่งขึ้นค่ะ แต่อย่างไรก็ดีจะต้องมีสติอยู่เสมอค่ะ เพราะอะไรก็สามารถเกิดขี้นได้อยู่ตลอดเวลาค่ะ ไม่ควรประมาทดีที่สุดค่ะ

เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน
เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน

สถานที่ไหนในเยอรมันที่คุณชอบไปเที่ยวมาก – เยอรมันสวยไหมครับ

สถานที่ไหนในเยอรมันที่ดิฉันชอบไปเที่ยวมาก ที่ดิฉันชอบ และพาลูกๆไปบ่อยเลยก็จะเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองที่ดิฉันอยู่ค่ะ ชื่อ Schloss Arkaden ค่ะ หลายคนมองจากด้านนอก คิดว่าเป็นพระราชวัง แต่ไม่ใช่ค่ะ ด้านในคือห้างสรรพสินค้าค่ะ และตรงกันข้ามก็จะเป็นตึก Happy RIZZI House ที่เป็นจุดเด่นประจำเมืองค่ะ หากแวะมาที่เมืองนี้ จะต้องมาถ่ายรูปที่นี่ค่ะ เพราะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ค่ะ

และดิฉันก็ชอบไปเที่ยวเมืองเบอร์ลินค่ะ เพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์และมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมายค่ะ อยากจะแนะนำให้มาเที่ยวที่เยอรมันกันเยอะๆค่ะ

ดิฉันชอบประเทศเยอรมันค่ะ เพราะเป็นประเทศที่สวยน่าอยู่ค่ะ ประทับใจกับทุกๆฤดูของประเทศเยอรมันค่ะ ที่เยอรมันมีทั้งหมด 4 ฤดูค่ะ มีฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วงค่ะ ทั้ง 4 ฤดูต่างก็มีความงามของธรรมชาติที่ลงตัวน่าท่องเที่ยวอีกประเทศหนึ่งค่ะ อยากจะแนะนำให้หลายๆคนได้มาสัมผัสความงามจริงๆค่ะ

Happy Rizzi House (เบราน์ชไวก์ )
Happy Rizzi House (เบราน์ชไวก์ )

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

สิ่งที่ดิฉันรัก ส่วนใหญ่จะเป็นการที่ได้อยู่ดูแลลูกๆ และ ครอบครัวค่ะ และนอกจากนั้น ดิฉันก็ชอบทำอาหารไทยและหัดเรียนทำอาหารฝรั่งเพื่อทำให้กับสามีทานค่ะ จะได้มีเมนูหลายๆอย่างตามที่เขาชอบค่ะ

family

สำหรับยามว่างของดิฉัน หลังจากที่ลูกๆของดิฉันได้เข้านอนแล้ว ดิฉันจะมานั่งตอบข้อความทางเฟสบุ๊คค่ะ เพราะมีสาวไทยหลายๆคนให้ความสนใจในบทความที่ดิฉันได้เขียนแชร์ไป และพวกเขาก็เขียนมาปรึกษาและขอคำแนะนำจากดิฉัน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการคบกับแฟนชาวต่างชาติ , การหาคู่ชาวต่างชาติ , การเรียนภาษา , การเรียนต่อ และ เรื่องของการทำวีซ่าค่ะ

ทุกๆวัน ดิฉันจะมานั่งทยอยตอบคำถามจากทุกๆคน ที่เขียนมาปรึกษาดิฉันค่ะ และดิฉันก็ยินดีและดีใจที่หลายๆคนไว้วางใจดิฉัน ที่กล้าเล่าเรื่องราวต่างๆให้กับดิฉันฟัง เพราะพวกเขาเห็นดิฉันประสบความสำเร็จในเรื่องของความรักกับชาวต่างชาติ ดิฉันยินดีให้คำแนะนำเพื่อเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางในการนำไปปรับใช้ในชีวิตของพวกเขาค่ะ

tan-2

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ยุโรป / เยอรมัน จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

อยากจะให้สาวไทยหลายๆคนได้เปิดใจกว้างในเรื่องของการคบกับชาวต่างชาติค่ะ “ชาวต่างชาติ” หรือ ที่หลายๆคนเรียกติดปากว่า “ฝรั่ง” มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไปค่ะ บางคนดวงดีอาจจะเจอคนดี แต่บางคนดวงไม่ดีก็อาจจะเจอคนไม่ดีได้เช่นกันค่ะ

สาวไทยหลายคนอาจจะเห็นหลายๆคู่ที่เค้าประสบความสำเร็จ ได้เจอฝรั่งที่รวย มีเงิน และช่วยปลดหนี้ให้กับทางบ้านของสาวไทยได้ บางคนจึงอยากได้แฟนฝรั่งแบบนั้นบ้าง เพื่อจะได้มาช่วยให้ชีวิตดีขี้น

แต่อย่าลืมค่ะ ฝรั่งมีทั้งคนดีและ คนที่ไม่ดีค่ะ บางคนใจดี บางคนขี้งก และสาวๆหลายคนอาจจะตั้งความหวังไว้สูงว่าจะต้องได้ฝรั่งที่หล่อๆ รวยๆ เพื่อที่จะได้มาช่วยทำให้ชีวิตของคุณนั้นดีขึ้น สบายมากยิ่งขึ้น เพราะคิดว่าฝรั่งนั้นมีเงินกันทุกคน

จริงๆฝรั่งเขาก็ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำเหมือนกับคนไทยเรานี่แหละค่ะ เพียงแต่เขารู้จักใช้ รู้จักเก็บ เลยมีเงินพอที่จะช่วยเหลือสาวไทยได้บ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่ทุกๆคนค่ะ ที่เขาจะมาช่วยเหลือคุณได้เสมอไปค่ะ

สาวไทยบางคนเจอฝรั่งไม่ดี ถูกไล่ให้ไปทำงาน ส่งเงินให้กับทางบ้านของเขาเองก็มีค่ะ หรือฝรั่งบางรายมีรายได้ไม่มาก จึงยอมให้แฟนหรือ ภรรยาของตนออกไปขายบริการทางเพศ เพื่อที่จะได้เงินมาจุนเจือครอบครัวก็มีค่ะ

ดังนั้นหากจะเลือกคบฝรั่งก็ควรที่จะเลือกศึกษาดูใจกันให้ดีๆ ก่อนที่จะตกลงใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันนะคะ ยังไงดิฉันก็ขอเป็นกำลังใจให้กับสาวไทยหลายๆคนได้เจอฝรั่งที่นิสัยดี รัก จริงใจต่อกันค่ะ

ส่วนหัวข้อนี้ จะเป็นการแนะนำ “การเตรียมตัว(เรียนฝึกอาชีพ)” ก่อนที่จะมา ใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศค่ะ

สาขาวิชาด้านสายอาชีพที่ดิฉันอยากจะแนะนำให้กับเพื่อนๆ ได้ไปเรียนก่อนที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ ดิฉันขอแนะนำมีดังนี้ค่ะ

– เรียนนวด
– เรียนตัดผม
– เรียนเพ้นท์เล็บ ทำเล็บ
– เรียนทำอาหารไทย
– เรียนทำอาหารฝรั่ง
– เรียนทำขนมไทย
– เรียนทำเบเกอรี่
– เรียนตัดเย็บผ้า
– เรียนแกะสลัก พวกร้อยมะลัย เป็นต้นค่ะ

ทั้งหมดนี้เพื่อนๆสามารถไปเรียนได้ที่สารพัดช่างหรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานค่ะ จะมีอยู่ทุกๆจังหวัดค่ะ และหลังจากเรียนจบคอร์สแล้ว เจ้าหน้าที่จะออกใบประกาศนียบัตรให้เป็นภาษาอังกฤษอีกด้วยค่ะ คุณจะได้นำไปเป็นเอกสารประกอบการในการสมัครงานตามที่ต่างๆได้ค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น :

หากคุณไปเรียนนวดมา และ วันนึงคุณได้มาทำงานร้านนวดที่ต่างประเทศ ราคาค่านวดแพงมากๆค่ะ เช่น นวด 45 นาที ราคา 39 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ 1,560 บาทค่ะ

หรือหากคุณตัดผมเป็น ไปตัดผมให้ฝรั่งผู้ชายนะคะ ตัดผมรองทรงธรรมดานั่นล่ะค่ะ ราคา 25 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ 1,000 บาทค่ะ

หรือส่วนการเพ้นท์เล็บที่นี่ได้เงินดีมากๆค่ะ และเพ้นท์เล็บทีก็แพงมากๆค่ะ ทำทีนึง ประมาณ 30-45 นาที ได้เงินละ 30-45 Euro หรือ คิดเป็นเงินไทยก็ 1,200 ถึง 2,000 บาทต่อการทำเล็บหนึ่งครั้งค่ะ เพราะฝรั่งที่นี่เขานิยมทำเล็บ เพ้นท์เล็บกันค่ะ

วันหนึ่งเพ้นท์เล็บได้สัก 4-5 คน ทำแค่ 4-5 ชม.ต่อวัน ก็ได้วันละ 8,000-10,000 บาทต่อวันแล้วค่ะ เงินดี ใครอยากเรียน ดิฉันแนะนำเลยค่ะ เพราะดิฉันมีเพื่อนคนเวียดนามคนหนึ่ง เขาเป็นลูกจ้างที่ร้านทำเล็บ เขามาบอกเรา เขาได้เงินเดือน 3,000 Euro (120,000 บาทต่อเดือน) เพราะฝรั่งเขานิยมทำเล็บกันค่ะ พอเล็บเค้ายาวประมาณ 1-2 สัปดาห์ เขาก็จะกลับมาให้เราทำเล็บอีกค่ะ

หรือหากคุณเย็บตัดเสื้อผ้าเป็น ราคาค่าตัดขากางเกง (เฉพาะตัดขากางเกง) ราคา 5-8 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ 200-320 บาท หรือราคาแก้ทรงเสื้อผ้า หรือ ฝกางเกง ราคา 15-80 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ราคา 600-3,200 บาทค่ะ

2

 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s