คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ:จากพิมายนครราชสีมาสู่บาร์โรว์อลาสก้าอเมริกา

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศอเมริกาเธอคือคุณ Somsri  และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในอเมริกา

ผมอยากจะแนะนำคุณกับคุณ Somsri Sonphimai

somsri

 เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศอลาสก้า เพราะอะไร และคุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศอลาสก้าครับ

อายุ 17 ปีค่ะ ตอนมาอยู่อเมริกา มากับครอบครัวคนไทย ตอนที่มาถึงก็มาอยู่ที่รัฐมิสซูรี่(Missouri) คุณผู้หญิงเขาเป็นหมอได้ทุนมาเรียนต่อที่อเมริกา เขามีลูก 3 คน อายุ 2 ปี  5 ปี  7 ปี  ระหว่างที่เขาเรียนเขาเอาครอบครัวเขามาอยู่ด้วย คือว่าตอนอยู่ประเทศไทยก็ทำงานเลี้ยงลูกให้เขาค่ะ เขาเลยชวนมาเลี้ยงลูกให้เขาที่อเมริกา รีบตกลงทันทีที่เขาชวน ตื่นเต้นดีใจใหญ่ที่จะได้มาอเมริกา ตอนมาใหม่ๆคิดถึงบ้านมากเลยค่ะ นอนร้องไห้ทุกคืน เพราะไม่มีเพื่อน ภาษาก็ไม่ได้ ทำทุกอย่าง เป็นคนใช้เขาค่ะ ทำงานบ้าน ซักผ้ารีดผ้า ทำกับข้าว เลี้ยงเด็ก 3 คน ทำทุกวันไม่มีวันหยุด อยู่กับเขา 8 ปีค่ะ ไม่เคยได้กลับประเทศไทยเลย แต่โชคดีมากที่เขาสามารถต่อวีซ่าให้ดิฉันได้อยู่ต่อถึง 8 ปี แล้วคุณหมอเขาเรียนจบปริญญาเอก ก็พาครอบครัวกลับประเทศไทย ดิฉันได้เจอกับหนุ่มอเมริกัน แต่งงานกับเขาแล้วก็อยู่ต่อที่อเมริกา แต่หย่ากับสามีแล้วค่ะ ปัจจุบันนี้อาศัยอยู่เมือง Barrow, Alaska USA ค่ะ

บ้านคนเอสกิโม
บ้านคนเอสกิโม

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราได้ไหมครับว่าชีวิตวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไรครับ

บ้านเกิดเมืองนอนอยู่ที่พิมายโคราชค่ะ ครอบครัวทำนาปลูกข้าว เป็นลูกสาวคนโต มีน้องสาว 2 คนน้องชาย 2 คน เห็นพ่อกับแม่ทำงานหนักก็สงสาร บอกตัวเองถ้ามีเงินจะไม่ให้พวกเขาลำบากอีกต่อไป ชีวิตชาวนาสมัยก่อนลำบากค่ะ จำได้ตอนอายุ 9-11 ปี พ่อปลุกตั้งแต่ตี 5 ให้ไปช่วยโลมข้าว ให้ไปช่วยกระจายกล้า ดำนา ช่วยทำจนถึงเวลาที่จะต้องที่จะต้องไปโรงเรียนก็ประมาณ 7 โมงเช้า สมัยนี้ง่ายมากเขามีรถไถนารถเกี่ยวข้าว ไม่ต้องดำนาถอนกล้า เขาหว่านเอา กลับจากโรงเรียนก็ต้องทำความสะอาดบ้าน หุงข้าว ตักน้ำ ล้างจาน รอแม่มาทำกับข้าวเพราะทำไม่เป็น สมัยนั้นไม่มีน้ำประปาไม่มีไฟฟ้าค่ะ ต้องไปหาเก็บฟืนมาก่อไฟทำอาหาร ต้องไปหาตักน้ำจากบ้านเพื่อนบ้านเพราะเขามีบ่อ จะมีโอ่งน้ำ 3ใบที่จะต้องมีน้ำเต็มเสมอ โอ่งน้ำสำหรับน้ำล้างผัก อีกโอ่งคือน้ำล้างเท้าก่อนขึ้นบ้าน และโอ่งน้ำในห้องน้ำ ก็แยกงานให้น้องๆช่วยกันทำ เสาร์อาทิตย์ก็ต้องไปนาไปช่วยพ่อกับแม่ค่ะ
พอจบป.6 พ่อกับแม่ก็ส่งดิฉันไปทำงานที่กรุงเทพ อายุ 11 ปี ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่แพ็คของแห้งแพ็คของดอง ตัดผ้า อบเบรครถยนต์ จนเป็นแผลเป็นเต็มแขนอยู่ทุกวันนี้ เพราะต้องอยู่หน้าเตาอบเวลาเอาเบรคเข้าเตาอบ ถ้าไม่ระวัง แขนจะถูกเตาแล้วไหม้ ผู้สูงอายุดิฉันก็เคยเลี้ยง(แม่ของคุณหมอที่พาดิฉันมาอยู่อเมริกา) ทำทุกอย่างป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขา เพราะเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไปนอนเฝ้าเขาอยู่ที่โรงพยาบาล 3 เดือนจนเขาเสียชีวิต ตอนนั้นก็อายุ 14 ค่ะ สุดท้ายอายุ 17 ได้มาเลี้ยงเด็กที่อเมริกา ลูกของคุณหมอ เขาได้ทุนมาเรียนต่ออเมริกา นี่แหละค่ะชีวิตตอนที่อยู่ที่ประเทศไทย หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกามาตลอดค่ะ

หมู่บ้านของเมืองที่อยู่ - บาร์โรว์
หมู่บ้านของเมืองที่อยู่ – บาร์โรว์

ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรที่ Alaska, USA ครับ

ขณะนี้ดิฉันทำงานให้วิทยาลัย(College) ที่เมืองที่อยู่ค่ะ ดิฉันมีตำแหน่ง Grants Administrator มีหน้าที่ดูแลเงินทุน/เงินบริจาคค่ะ

บ้านคนเอสกิโม
บ้านคนเอสกิโม

คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม คุณคิดว่าภาษาอังกฤษยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะเข้าใจจนสื่อสารได้ และพูดภาษาอื่นได้ไหม

ดิฉันพูดได้แต่ภาษาอังกฤษและภาษาไทยค่ะ สำหรับดิฉันภาษาอังกฤษจะยากมากๆค่ะ โดยเฉพาะการใช้กิริยาที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา(Past Tense) ดิฉันมักจะลืมอยู่เสมอว่าบางคำพูดต้องลงท้ายด้วย “ed” ตอนที่ดิฉันมาอเมริกา ดิฉันไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษมาก่อน เพราะดิฉันจบแค่ป.6 จากประเทศไทย ก็มาเริ่มเรียนภาษาอังกฤษด้วยการฟังเทปและดูหนังสือไปด้วย ไปเรียนที่โรงเรียนที่เขาสอนภาษาด้วยค่ะ (English as a Second Language หรือ ESL Class) เวลาดูทีวีก็จะเปิดแคปชั่น จะได้รู้ว่าคำพูดที่ออกมาเขียนแบบนี้ ช่วงที่อยู่กับครอบครัวคุณหมอก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ พูดแต่ภาษาไทยกันค่ะ 8 ปีแรกที่อยู่อเมริกาพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่พอแต่งงานกับสามีชาวอเมริกัน ก็ใช้แต่ภาษาอังกฤษ ประมาณปีกว่าๆก็พูดภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้น เข้าใจสื่อสารรู้เรื่อง ในขณะนี้ดิฉันได้อยู่ที่อเมริกามา 20 กว่าปี ดิฉันได้เรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยของรัฐมิสซูรี่(Missouri State University) ดิฉันก็ยังไม่มีความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษ มักจะมีความคิดอยู่เสมอว่าภาษาอังกฤษของดิฉันไม่ดีพอเหมือนชาวอเมริกันค่ะ ดิฉันก็ยังพูดภาษาอังกฤษผิดๆถูกๆพูดตะกุกตะกักอยู่ ยังมีสำเนียง(Accent)ของคนเอเชียพูดภาษาอังกฤษอยู่ แต่ดิฉันก็พยายามปรับปรุง เวลาดูทีวีหรือฟังวิทยุหรือพูดคุยกับคนอื่นก็จะสังเกตฟังสำเนียงเขาค่ะ เวลาพูดก็จะพยายามไม่ให้มีสำเนียงแต่ยากมากๆค่ะที่จะไม่ให้มีสำเนียงเวลาพูด ดิฉันเชื่อว่าถ้าหมั่นเรียนหมั่นฝึกฝนตัวเอง สื่อสารกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ภาษาก็จะดีขึ้นไปทุกวัน แต่ถ้าจะให้ดีพอเหมือนคนอเมริกัน ดิฉันคงต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิตค่ะ

ทำงานสอนการหั่นปลาวาฬ
ทำงานสอนการหั่นปลาวาฬ

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคน Alaska, USA แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

คิดว่าไม่ยากค่ะ ถ้าไม่แคร์อะไรมากมาย ผู้คนส่วนมากจะต่างคนต่างอยู่ ไม่สุงสิงกับใคร แต่ถ้ามีเรื่องเดือดร้อน ขอความช่วยเหลือเขาก็จะช่วยค่ะ แล้วถ้าได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนท้องถิ่น ก็จะเข้าใจพวกเขามากขึ้น การปรับตัวก็จะง่ายขึ้นค่ะ เมืองที่อยู่ในปัจจุบันนี้ จะเป็นถิ่นฐานของคนเอสกิโม(Eskimo) ส่วนมากพวกเขาจะดูเงียบไม่ทักทายเหมือนไม่เป็นมิตรค่ะ ใหม่ๆก็งงเหมือนกันค่ะว่าทำไมพวกเขาไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสไม่ทักทายเลย แต่ก็มารู้ว่าเขาเป็นอย่างนี้เองค่ะ ดิฉันต้องทักทายเขาก่อน เขาถึงจะพูดคุยด้วย มีคนเอสกิโมอาศัยอยู่ประมาณ 60% คนผิวขาวประมาณ 20% นอกนั้นก็มี คนเอเชีย คนฮิสแพนิค คนดำ คนชาวเกาะ( Islanders ) อาหารการกินก็แปลกค่ะ พวกเขาจะชอบล่าสัตว์ทั้งทางทะเลและทางบก สิ่งที่ยังรับไม่ค่อยได้คือพวกเขาจะมีประเพณีล่าปลาวาฬปีละ 2 ครั้ง สงสารปลาวาฬมากๆ เคยไปดูตอนที่เขาลากปลาวาฬขึ้นมาบนชายหาด (เมืองที่อยู่ติดทะเลค่ะ) ตัวใหญ่มากๆค่ะ แต่พวกเขาจะเอาเนื้อปลาวาฬมาแจกเพื่อนบ้านเขาค่ะ เคยลองทานแต่ทานไม่ได้ค่ะ ที่อลาสก้าจะหนาวมากๆค่ะโดยเฉพาะเมืองที่อยู่ หน้าหนาวอากาศติดลบตลอดเวลาค่ะ ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับอากาศ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ใส่เสื้อผ้ากันหนาวเวลาออกไปข้างนอก อยู่ในบ้านก็มีเครื่องปรับความอุ่น ก็อยู่ได้ค่ะ

เด็กๆเอสกิโมน่ารักชอบมาเล่นกับหมา
เด็กๆเอสกิโมน่ารักชอบมาเล่นกับหมา

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นหรือเปล่าครับ

มีคนไทยอยู่ไม่ถึง 50 คนค่ะ ส่วนมากจะเป็นผู้ชายที่มาอยู่ เขาจะมาขับแท็กซี่กัน เพราะว่ารายได้ดี ที่นี่หนาวมากๆค่ะ เวลาไปไหนมาไหนเขาจะใช้แท็กซี่ ถึงแม้ระยะทางจะใกล้ๆสามารถเดินได้ไม่ถึงครึ่งไมล์ แต่เพราะอากาศหนาวเดินไม่ไหว ก็เลยเรียกใช้แท็กซี่เอา บางคนก็พาครอบครัวจากเมืองไทยมาอยู่ด้วย ก็เห็นดูท่าทางเขาพอใจในชีวิตเขา เมื่อก่อนตอนที่มาอยู่ใหม่ๆยังไม่มีรถขับ ก็จะใช้แท็กซี่เวลาเดินทางไปทำงาน ก็ได้พูดคุยกับพวกเขาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกัน ช่วงสงกรานต์ก็จะมีการสังสรรค์ชวนกันมาทำอาหารไทยกินกันค่ะ แต่เดี๋ยวนี้มีรถขับไปทำงานเอง ไม่ได้ใช้แท็กซี่เลยไม่ได้พูดคุยหรือคบกับคนไทยมากนักค่ะ

บ้านคนเอสกิโม
บ้านคนเอสกิโม

อะไรที่คนอลาสก้าชอบ และคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชาย อลาสก้าเป็นอย่างไร ผู้หญิงอลาสก้าเป็นอย่างไร และครอบครัวของคนอลาสก้าเป็นอย่างไร

คนอลาสก้าชอบออกไปตกปลาล่าสัตว์ค่ะ อลาสก้าจะมีชื่อเสียงในเรื่องตกปลาล่าสัตว์ มีนักท่องเที่ยวมาจากทั่วโลกเพื่อมาตกปลาล่าสัตว์ที่รัฐอลาสก้าค่ะ พวกเขาชอบ outdoor living และชอบอากาศหนาว เวลาไปเที่ยวที่อากาศค่อนข้างอุ่นหรือร้อน พวกเขาจะไม่ชอบเอาเสียเลยค่ะ เพราะร่างกายเขาอาจจะยังปรับกับอากาศร้อนไม่ได้ ส่วนมากผู้ชายจะดูบึกบึนแข็งแรง ไม่พิถีพิถันในเรื่องการแต่งตัว เพราะอากาศหนาว จะให้มาแต่งตัวใส่กางเกง slack คงไม่ได้ค่ะ เขาจะเป็นหัวหน้าครอบครัว รักครอบครัว หาเลี้ยงและเอาใจใส่ครอบครัวของเขาดีค่ะ เขาพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น พวกเขาจะตรงต่อเวลา ดูเหมือนพวกเขาจะใช้ชีวิตความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ส่วนผู้หญิงก็เหมือนกันค่ะ ไม่พิถีพิถันเรื่องการแต่งตัว เขาดูแข็งแกร่งแต่ก็อ่อนหวาน รักลูกรักครอบครัว ชอบเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่ขี้อายเหมือนผู้หญิงไทย

ครอบครัวของคนอลาสก้าก็ไม่แตกต่างจากครอบครัวของคนอเมริกันค่ะ พวกเขาจะสอนลูกให้ช่วยตัวเอง มีความรับผิดชอบในการกระทำ กล้าพูดกล้าถาม กล้าแสดงออก พออายุ 18 ลูกๆของเขาก็จะย้ายออกจากบ้านไปใช้ชีวิตตามลำพังของเขา พ่อแม่จะสนับสนุนมากเลยเรื่องภาคภูมิใจในตัวเอง เขาจะพูดอยู่เสมอว่า “You should be proud of yourself and your accomplishment.” ภูมิใจในความประสบผลสำเร็จของตัวเอง อย่างเช่นเขาเก่ง เขามีความสารถ เขาทำได้ เขาจะให้กำลังใจและให้อภัยลูกเขาถ้าลูกเขาทำผิดพลาดอะไรมา สังเกตุดูความใกล้ชิดสนิทสนมกับครอบครัวออกจะดูห่างเหินไม่เหมือนกับครอบครัวคนไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รักกันดี แล้วก็มีน้อยมากๆค่ะที่จะเห็นปู่ย่าตายายอาศัยอยู่กับลูกกับหลานค่ะ

other-photo-2

 ค่าครองชีพที่อลาสก้าเป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพแพงมากๆเลยค่ะ โดยเฉพาะเมืองที่อยู่ เพราะเป็นเมืองที่เหนือที่สุดของอเมริกาค่ะ สินค้าจะแพงกว่าเมืองอื่นประมาณ 40-50% เพราะทุกอย่างต้องส่งมาทางเครื่องบินหรือไม่ก็มาทางเรือ ทำให้สินค้าราคาแพงมากขึ้นค่ะ สิ่งที่แพงมากก็คือ

1. ค่าที่อยู่ ค่าเช่าบ้านหรืออพาร์ทเม้นท์แพงมาก
2. ค่าอาหาร ผัก ผลไม้ แพงครึ่งต่อครึ่ง เมืองที่อยู่ไม่สามารถปลูกผักและผลไม้ได้ค่ะ
3. ค่าน้ำมันรถ ที่นี่น้ำมันแกลลอนละ $6.50 แต่ที่เมืองอื่นๆน้ำมันแกลลอนละประมาณ $2.30
ไม่มีอะไรที่เหมาะสมกับราคาค่ะ ทุกอย่างแพงมาก แต่ค่าจ้างแรงงานหรือรายได้ก็แพงค่ะ

เด็กๆออกมาสังสรรค์งานประจำปี
เด็กๆออกมาสังสรรค์งานประจำปี

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในอลาสก้า ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในอลาสก้าครับ

ข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่อลาสก้าคือ

1.รายได้
2.ทิวทัศน์(landscape/scenery)สวยมาก
3. ไม่ต้องเสียภาษีรายได้ให้รัฐบาลอลาสก้า

ข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่อลาสก้าคือ

1. อากาศหนาว
2. ค่าครองชีพแพง
3. ความห่างไกล(remoteness) เวลาเดินทางกลับประเทศไทยรู้สึกมันไกลมากๆ

other-photo-1

อะไรคือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคน Alaska / USA ในเรื่องของความโรแมนติก

คิดว่าขนบธรรมเนียมและประเพณีทำให้ผู้หญิงไทยส่วนมากจะเงียบเรียบร้อย เหมือนดูออกมาไม่โรแมนติกค่ะ เพราะไม่ค่อยแสดงออกในเรื่องความรัก (such as not showing affection in public) เวลาออกไปข้างนอกจะไม่เดินจับไม้จับมือหรือกอดจูบคนรักให้คนข้างนอกเห็น คนไทยไม่ค่อยแสดงออกค่ะ คนไทยคิดว่าการกระทำสำคัญกว่าการแสดงออก เช่น ดูแลสามีเอาใจใส่ทำอาหารเลี้ยงลูกดูแลบ้าน ซื่อสัตย์ต่อสามี ไม่จำเป็นต้องบอกรักสามีว่ารักตลอดเวลา เพราะการกระทำมันบ่งบอกอยู่แล้วว่ารักขนาดไหน แต่ฝรั่งต้องการคำบอกรักตลอดเวลา คิดว่านี่คือปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ค่ะ เพราะคนที่นี่เขาจะชอบการแสดงออกค่ะ แล้วอีกปัญหาหนึ่งก็คือการสื่อสารความรู้สึกค่ะ (expression of feelings and emotions) คนไทยมักจะไม่พูดโดยตรง ชอบพูดอ้อมค้อม บางทีก็คิดและหวังจะให้สามีหรือแฟนฝรั่งเดาเอาเองว่ากำลังมีเรื่องไม่พอใจ ซึ่งอาจจะทำให้มีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ (relationship) คนที่นี่เขาชอบให้พูดตรงไปตรงมาค่ะ ต้องบอกให้เขารู้ถ้าเราชอบอะไรคิดอะไรไม่พอใจตรงไหนอย่างไร แต่คนไทยไม่ใช่แบบนั้นค่ะ บางทีก็โกรธสามีว่าทำไมถึงไม่รู้ว่าดิฉันไม่พอใจ ฝรั่งก็บ่นว่าจะไปรู้ได้ไงถ้าคุณไม่บอกผม

ทำงานสอนการหั่นปลาวาฬ
ทำงานสอนการหั่นปลาวาฬ

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหมและคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่าและสถานที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไปเที่ยวมาก

มีค่ะ พ่อแม่และน้องๆอยู่ที่เมืองไทยค่ะ คิดถึงและเป็นห่วงเป็นใยพวกเขามากๆ คิดถึงเมืองไทยด้วยค่ะ โชคดีที่น้องสาวและน้องชายเขาเล่นเฟสบุ๊ค พวกเขาก็ได้โพสต์ความเป็นไปเป็นมาของครอบครัวในเฟสบุ๊คให้เห็นตลอด ก็เลยได้รู้ความเป็นอยู่ของพ่อและแม่มากขึ้น ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลแต่ก็ดูเหมือนยังได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นค่ะ แต่ก็ทำให้คิดถึงพวกเขามากขึ้น ดิฉันเป็นคนที่ชอบชายหาด ลมทะเลและแสงแดด เวลากลับไปประเทศไทย เมื่อมีโอกาสดิฉันก็มักจะเลือกไปเที่ยวทะเลทางใต้ของประเทศไทยค่ะ

เด็กๆเอสกิโมน่ารักชอบมาเล่นกับหมา
เด็กๆเอสกิโมน่ารักชอบมาเล่นกับหมา

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในอลาสก้าครับ

อยู่ที่นี่รู้สึกปลอดภัยดีค่ะ ไม่ค่อยมีข่าวเรื่องอาชญากรรมหรือข่าวร้ายที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยค่ะ

บ้านคนเอสกิโม
บ้านคนเอสกิโม

สถานที่ไหนในอลาสก้าที่คุณชอบไปเที่ยวมาก – อลาสก้าสวยไหมครับ

ชอบไปเที่ยวเมือง Homer ค่ะ จะอยู่ทางใต้ของอลาสก้า ขับรถประมาณ4ชั่วโมงจากเมือง Anchorage เป็นเมืองที่สวยมากๆ วิวสวยมีต้นไม้ ภูเขา หิมะ ทะเล ยิ่งช่วงหน้าใบไม้ผลิหิมะยังไม่ละลาย จะเห็นหิมะคลุมยอดภูเขา สวยมากๆค่ะ อธิบายไม่ถูกต้องมาเห็นเองค่ะว่ามันสวยขนาดไหน แล้วมีทะเลล้อมเมือง หมายถึงไม่มีถนนไม่มีเมืองอื่นต่อจากเมืองนี้ค่ะมีแต่ทะเล (“the end of the road and the cosmic hamlet by the sea”) เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องการตกปลา คือสามารถล่องเรือตกปลาได้ด้วย มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเหมือนเมืองอื่นๆ แต่ดูเป็นธรรมชาติ แล้วยังมีร้านอาหารไทยด้วยค่ะ

other-photo

 อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

รักครอบครัว รักความสงบ รักความเป็นอิสระ สิ่งที่ชอบทำในยามว่างก็มีหลายอย่างค่ะ ถ้าอากาศดีก็ออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้านรับอากาศปลอดโปร่ง ออกกำลังกาย ดูทีวีช้อปปิ้ง

ไปเดินเล่นที่ชายหาดกับหมา
ไปเดินเล่นที่ชายหาดกับหมา

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ยุโรป /อเมริกา จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม

อยากจะแนะนำว่าเปิดใจให้กว้างค่ะ เพราะว่ามันอาจจะไม่ใช่อย่างที่คาดหวังไว้ค่ะ บางคนมาแล้วก็ลำบากมาก ถูกสามีกดขี่ข่มเหง ต้องอยู่ในข้อบังคับของสามี มาอยู่ต่างประเทศเช่นอเมริกา ชีวิตอาจจะดีขึ้นในด้านสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตจะดีกว่าเมืองไทยค่ะ กฎหมายของเขาจะหนักแน่นเคร่งครัดและมีระเบียบ เราต้องเคารพกฎหมายของเขาค่ะ แต่ค่าครองชีพที่อเมริกาจะแพงกว่าเมืองไทย ถ้าไม่มีเงินไม่มีงานทำจะลำบาก เพราะฉะนั้นถ้ามาแล้วก็ควรพยายามหาทางพึ่งตัวให้ได้มากที่สุดค่ะ ก่อนอื่นต้องรีบเรียนภาษาเอาให้อ่านออกเขียนได้ หลังจากนั้นก็หัดขับรถถ้าขับรถไม่เป็นนะคะ อเมริกาเป็นประเทศที่ใหญ่มากๆ เวลาเดินทางไปไหนถ้ามีรถยนต์จะทำให้เดินทางสะดวกมากขึ้นค่ะ จะได้ไม่ต้องคอยพึ่งใคร อยากไปไหนก็ขับรถไปไม่ต้องรอสามีไปส่ง ซึ่งจะทำให้มีอิสระมากขึ้นค่ะ หลังจากนั้นก็หางานทำค่ะ เพราะฝรั่งน้อยมากๆค่ะที่เขาจะเลี้ยงดูครอบครัวที่เมืองไทยด้วยน่ะค่ะ ส่วนมากเขาจะเอาแต่ภรรยา ไม่เอาครอบครัวของภรรยาด้วยค่ะ ถ้าอยากช่วยเหลือทางบ้านก็ต้องทำงาน ถ้าเรามีงานทำมีเงินใช้เราก็สามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้นค่ะ

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

บ้านคนเอสกิโม
บ้านคนเอสกิโม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s