ส้มไกลสวน: เรื่องเล่าจากมาดามสวีเดน

ส้มสาวน้อยวัยเยาว์ในต่างแดน
เธอสู้ชีวิตมากมายสุดชีวิต ก่อนได้รับความสำเร็จ
เรื่องเล่ามาดามจากสวีเดน

photo

โดยคุณ Penpayom Poolkett  – ชื่อเล่น (ส้ม)

นี่คือเรื่องเล่าเรื่องแรกจากหลายๆเรื่อง จากเพจ เรื่องเล่าจากมาดาม(เมียฝรั่ง)

ตอนที่ 1 ส้มสาวเมืองนครสวรรค์

ส้มเกิดในครอบครัวที่ทำธุรกิจ พ่อมีเชื้อสายคนจีนที่มีพื้นฐาน ของความมุมานะ และช่วยเหลือตัวเอง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใครๆ ตามนิสัยของคนที่มีเชื้อสายจีนโบราณ ที่สั่งสอนกันมา  และปู่มีธุรกิจด้านภาพยนตร์ เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ส่วนแม่เป็นลูกของคนที่มีฐานะ และไม่ชอบคนจีนและยังเป็นคนจีนที่ทำงานบันเทิง เหมือนเป็นพวกเต้นกินรำกินไม่จีรังยั่งยืน
30 ปีที่แล้วและส้มอายุ 13 ปี ธุรกิจของพ่อย่ำแย่ และปู่ต้องการที่จะเข้ามาช่วยเหลือกู้บริษัท แต่พ่อมีทิฐิจึงปฏิเสธความช่วยเหลือนี้และทำให้บริษัทล้มละลายไป
ด้านตายายก็มีความสงสารที่พ่อแม่ต้องดูแลลูกๆหลายคนและมีหนี้สิน จึงรับส้มมาอยู่ด้วย
ทางด้านปู่ไม่ละความพยายามที่จะช่วยเหลือครอบครัวของส้ม และปู่มาขอส้มเพื่อไปเลี้ยงดูเพื่อส้มจะได้มีโอกาสเรียนจนจบมหาวิทยาลัยมีอาชีพที่ดีและต้องช่วยงานปู่ด้วย  แต่ตาไม่ชอบอาชีพที่ปู่ทำอยู่จึงไม่ยอมยกส้มให้ปู่ไปดูแล
หลังจากที่ปู่กลับไป ด้วยปัญหาสุขภาพ หรือความเครียดใดๆส้มไม่รู้และไม่นาน ปู่ก็เสียชีวิตและได้เขียนพินัยกรรมมอบสมบัติหุ้นในบริษัทและที่ดินบางส่วนของปู่ให้ส้ม
แต่ด้วยเหตุการณ์หลายประการในสมัยนั้นส้มไม่ได้ใช้นามสกุลของพ่อ จึงทำให้ลูกหลานของปู่แย่งและไม่ให้สมบัติ มีการขึ้นโรงขึ้นศาลแย่ง
”สมบัติของเจ้าคุณปู่”
หลายครั้งจนในที่สุดพ่อเบื่อปัญหาเลยยอมยกสมบัติให้คนอยากได้ไปทั้งหมด
จากนั้นก็”ตัดญาติขาดมิตร”กับญาติทุกๆคน
และยังมีญาติฝ่ายแม่ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกสองท่านที่ต้องการช่วยเหลือครอบครัวเรา ก็มาพูดขอตา จะเอาส้มเป็นบุตรบุญธรรม และตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ใครดีหรือใครที่เหมาะสมที่สุด
นี่แหละชีวิตของ”ส้ม” ใครๆก็อยากได้ไปดูแล
จนตาคิดทบทวนและยกส้มให้คุณน้าที่มีสามีเป็นสวีเดน น่าจะเหมาะสุดๆ สวัสดิการเขาดี ส้มมีที่เรียนที่เมืองนอก และได้ตาติดต่อกับน้าสาวและตกลงกันใด้
น้าดำเนินเรื่องขอส้มไปเป็นลูกบุญธรรมทันที ก่อนที่น้าจะไปไทย ๒-๓ เดือนก่อนส้มมาอยู่ต่างประเทศ  ตาก็เสียชีวิตลง น้ามาพาส้มบินกลับเพื่อให้ทันเปิดเทอมที่สวีเดน
“ส้มตื่นเต้นมาก”
นี่แหละชีวิตของส้มก่อนไปอยู่สวีเดน

อุทยานสวรรค์ - นครสวรรค
อุทยานสวรรค์ – นครสวรรค

ตอนที่ 2 ส้มและการเรียนภาษา

ดังนั้น  ส้มสาวน้อยวัยที่จบ ม.๓ ที่นครสวรรค์ จึงได้ออกไปเผชิญชีวิตในต่างแดนโดยได้มาเป็นบุตรบุญธรรมของน้าสาวฝั่งแม่ ซึ่งตายายที่ดูแลคิดว่าทางนี้แหละที่จะเป็นโอกาสและอนาคตที่ดีของส้ม
ถึงสวีเดนได้หยุดพัก ๑ สัปดาห์เริ่มเรียนภาษา ๒ เทอม ปีแรกส้มถูกเพื่อนร่วมห้องหลายคนดูถูก กลั่นแกล้งมาก
สาววัยรุ่นอายุ 15 ปี เข้าโรงเรียนและพยายามแค่ไหนออกเสียงไม่ชัดเจน พูดไม่ถูกหลัก สับหน้าสับหลัง เหมือนคนต่างชาติพูดไทยนั่นแหละ เพื่อนในห้อง กรี๊ดกริ้วโห่ “อายมากๆ”
จนไม่อยากอ้าปากถามหรือพูด แต่”ในใจ”นั้นพูดค่ะพูดตอบตลอด
รู้สึกว่าส้มเก่งกว่าเด็กฝรั่ง
การแก้ปัญหาในการเรียนรู้ภาษาตอนนั้นได้ทำหลายอย่าง ด้วยความขยันและสู้
ใช้วิธี”จดคำ”ที่ไม่เข้าใจ”ถาม”อาจารย์ หลังเรียน
และใช้ ดิกชันนารีไทย-อังกฤษ,สวิดีช-อังกฤษเปิดเมื่อไม่มีคนช่วย
ทั้งเรื่องในห้องเรียน เรื่องเพื่อนโห่ เรื่องพูดไม่ชัด ส้มได้เล่าให้มะม่าปะป๊าฟังท่านบอกว่า
“อย่าใส่ใจและต้องขยัน  มันเป็นปัญหาเล็กๆเท่านั้นปัญหาใหญ่ๆยังรออีกเยอะ”
สำหรับส้มมันเป็นปัญหาใหญ่ และท่านให้คำแนะนำหลายอย่าง พร้อมทั้งอาจารย์ในโรงเรียนให้คำแนะนำด้วย และให้ส้มคิดเองว่าจะทำยังไง
ส้มหาทางออกเพื่อที่จะฝึกการพูดคุยและเรียนภาษา โดยการไปสมัครเข้าฝึกบาสเกตบอลที่ทีมแถวๆบ้านเพราะเคยเป็นนักบาสของโรงเรียนที่ไทยมาตลอด
ถ้าอยู่ในสนามบาสแล้ว”ขลาดเขลา  เชื่องช้าหรือกลัว”จะหายไป
ส้ม”โชคดี”ที่ได้โค้ชที่ดีมาก ใจดีมาก สอนการบ้านให้ในขณะที่สอนบาสด้วย จากนั้นส้มเข้าทีมปิงปอง ทีมวอลเล่ย์บอลอีกเพื่อที่จะหาคนฝึกภาษาให้ ที่บ้านไม่มีเวลาสอนกัน  เขาทำงานกันเต็มที่จากจันทร์-ศุกร์  ส่วนวันหยุดก็พักผ่อนเต็มที่ อาจจัดงานสังสรรค์พบปะ หรือที่เรียกว่า ปาร์ตี้ หรือไปบ้านเพื่อน ส้มต้องไปด้วย และหลังจากที่ส้มมีซ้อมกีฬาๆจึงเป็นอิสระในการเข้าสังคม
จากนั้นเข้ามัธยมปลายโดยส้มเลือกเองซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ ๒-๓ ปี หลังพ่อมีปัญหาล้มละลาย ที่ส้มมีโอกาสออกความคิดเห็นเอง คณะสังคมศาสตร์ โดยเหตุผลที่ ว่าภาษาใช้ง่ายกว่าแผนกอื่นๆและสามารถที่จะต่อมหาวิทยาลัยได้อีกหลายๆคณะ ตอนนั้นจากที่ตัวส้มเองย้ายประเทศ มีปัญหาการเข้าสังคม จึงฝันอยากเป็นนักสังคมสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือคน

ตอนที่ 3 นักเรียนแลกเปลี่ยน

หลังจากมาอยู่ได้ปีกว่า การเรียนการพูดทุกอย่างก็ดีขึ้น เพราะได้เข้าสังคม ไปเล่นกีฬา ได้เรียนรู้จากครูอาจารย์และชีวิตนอกโรงเรียนเยอะ
“โชคของส้มและความภูมิใจ” อาจารย์สอนอังกฤษเห็นส้มขยัน พูดอังกฤษได้ดีด้วย จึงแนะนำให้ส้มหยุดเรียน 1 ปี
เพื่อให้ไปเรียนอังกฤษเป็นนักเรียนทุนแลกเปลี่ยนที่ The Queens college Cambridge
“ส้มดีใจมาก”แต่ส้มต้องออกค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายเอง  ส้มตัดสินใจไปค่ะ และอยากออกไปจากเพื่อนๆห้องนี้
นำเรื่องนี้บอกทางบ้าน และส้มจะหาเงินออกค่าใช้จ่ายนี้ช่วยกันหากอนุญาต
“อยากไปมาก”
ส้มไปขอทำงานเป็นคนทำความสะอาดกับคนรู้จักรุ่นพี่ระหว่างเรียน ตอนปิดเทอมส้มทำงานเต็มเวลา ๒ บริษัท จากตีห้าจนถึงตีหนึ่ง จันทร์-ศุกร์ วันเสาร์หยุด วันอาทิตย์ ๔ ชั่วโมง
ทำจนได้เวลาบินไปอังกฤษถึง เคมบริดจ์เข้าเรียนภาษาเทียบหนึ่งเดือน เรียนคอร์สของสายที่เรียนมาจากสวีเดนเพื่อเข้าคอลเลจ และในที่สุดสอบผ่านและเริ่มเรียนเต็มที่ โดยปรึกษากับอาจารย์ที่สวีเดนว่าถ้าส้มเรียนต่อที่ยูเคไม่ต้องกลับไปเรียนสวีเดนอีกจนจบ มหาวิทยาลัย
แต่ทางโรงเรียนที่สวีเดนไม่มีงบให้ ส้มจึงไปสมัครงานเป็นเด็กล้างจานให้กับร้านอาหารจีนในเมืองใกล้ๆกลับมหาวิทยาลัย
ทางมหาวิทยาลัยต้องการค่าเทอมก่อนเปิดเรียน
ใครล่ะจะช่วยส้ม โทรมาขอทางบ้านสวีเดน แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน และมีเหตุผลอื่นอีกหลายประการของผู้ใหญ่ที่ส้มไม่เข้าใจ
“บลาๆๆๆๆๆ”
และเพียงแต่ว่าไม่ได้สัญญากับตาว่าจะส่งเธอเรียน ตาขอให้พาไปอยู่ด้วยที่ประเทศสวีเดน นี่ทำตามสัญญาแล้ว
“ท้อ” ต้องกลับมาสวีเดน
ส้มได้หางานทำไปทำงานเป็นพนักงานในโรงพยาบาล
ทำความสะอาด รับจ้างเป็นเด็กเสิร์ฟในวงไพ่ของคนไทยในเมืองและอื่นๆที่หาเงินได้
“ส้มผิดหวังและท้อ”
สรุปทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้มีเวลาที่อยู่บ้านนั้นน้อยที่สุด
แต่ส้มสู้ หาเงิน เก็บเงิน ไม่ได้อยู่บ้านเยอะด้วย ไม่เสียเวลาว่างเปล่า  และอีกไม่นานโรงเรียนก็เปิด ยังคิดถึงดอกาสเรียนวันนั้น แต่ไม่ได้ ทั้งที่เหตุการณ์ผ่านมา ๓๐ กว่าปีแล้ว
การเรียนในโรงเรียนและเพื่อนใหม่ ห้องใหม่นี้เขาดีกับส้มมาก ผิดกันกับห้องเก่าจากดำเป็นขาว เพื่อนที่สนิทกันมากมีอยู่ ๕ คน ขณะนี้ส้มยังติดต่อกันอยู่  จึงทำให้เป็นช่วงเวลาเรียนที่สนุกที่สุดในเวลานั้น ตอนนั้นนับว่าส้มมีความสุขมาก เป็นผลให้เกรดออกมาดี ในฐานะที่ได้ไปเรียนเก็บวิชาคะแนนที่ยูเคมาแล้ว ทำให้ส้มได้คะแนนเพิ่ม ส้มมีสิทธิ์เปลี่ยนวิชาเรียนได้หลายอย่าง  ส้มไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษ(เป็นวิชาบังคับ) เพราะส้มได้เกรดจากยูเคซึ่งเทียบเท่ากับขั้นวิทยาลัย คณิตศาสตร์เช่นกัน
ส้มเลือกจิตวิทยา และการแพทย์เบื่องต้น เมื่อจบบรรจุเป็นผู้ช่วยพยาบาลด้านจิตวิทยา และส้มได้ทำงานทันทีที่จบ
“สำเร็จอีกแล้วนะส้ม” ทำงานที่ ร.พ.จิตเวชได้ ๒๐ ปีกว่า
ส้มไกลสวน ส้มสาวน้อยวัยเยาว์ในต่างแดน เธอสู้ชีวิตมากมายสุดชีวิต ก่อนได้รับความสำเร็จ เรื่องเล่ามาดามจากสวีเดน

วัดคลองคาง นครสวรรค์
วัดคลองคาง นครสวรรค์

ตอนที่ 4 บริจาคร่างกาย

อายุครบ 18 ปี ถือว่าบรรลุนิติภาวะ มีสิทธิ์บริจาคร่างกายหรืออวัยวะในร่างกายส้มได้โดยไม่ต้องมีผู้ปกครองรับรอง ส้มดีใจมากทันทีที่ได้รับบัตรประชาชน รีบไปร.พ.ในเมืองเพื่อทำบัตรบริจาคร่างกายแจ้งให้เคาท์เตอร์เพื่อที่จะขอใบกรอกสมัครการบริจาค เขาขอดูบัตร ส้มรีบยื่นให้ด้วยความภาคภูมิใจ เขามองดูหน้ามองส้มและบอกให้นั่งรอ
“เดี๋ยวมา” ในใจส้มแปลกใจนิดๆแต่คิดว่าเขาคงจะต้องไปปริ๊นซ์แบบฟอร์มใหม่
สักพักเขากลับบอกให้รออีกนิดเดี๋ยวมีคนมารับ
ตอนนี้ชักไม่เข้าใจ ถามว่าทำไมต้องรอแค่ขอแบบฟอร์ม เขาบอกเดี๋ยวมีคนมาช่วยตอบแทน โอเค ส้มตอบแบบไม่เข้าใจ สักพักมีบุรุษพยาบาล เข้ามาหาให้ส้มตามไปกับเขา เขาพาส้มไปอีกตึกนึง ยิ่งไม่เข้าใจเพิ่มขึ้น นั่งพักในห้องคนไข้ได้สักครึ่ง ชั่วโมง มีนายแพทย์ผู้มีอายุท่านหนึ่งเข้ามาสัมภาษณ์ การคุยของหมอ ซึ่งผ่านไปเกือบ ชั่วโมง
ส้มถึงบางอ้อ “ถุยชีวิต” ตูนึกในใจตูถูกนำมาตึกแผนกจิตวิทยาฉุกเฉินถามคุณหมอ
“คุณหมอคิดว่าฉันบ้าหรือ? “
เขาตอบว่า “จากที่สังเกตุดูปฏิกริยาหนูแล้วไม่มีอาการ”
”แล้วทำไมฉันถึงต้องมาพบเธอ?”
หมอตอบว่า “เคาท์เตอร์เขาเป็นห่วงหนู เพราะคิดว่าหนูจะฆ่าตัวตาย”
”ทำไมเขาคิดเช่นนั้น?”
ส้มเล่าให้หมอฟังว่า ที่เธอมาบริจาคร่างกาย เพราะเมื่อ เทอมที่แล้วเธอเข้ามาฝึกงานและได้ดูการผ่าศพที่โรงพยาบาลนี้ และทางอาจารย์แพทย์บอกว่ามีอาจารย์ที่ให้ผ่าน้อย จึงเป็นแนวคิดอยากบริจาคร่างกาย
“ฉัน 18 ปีแล้วฉันตัดสินใจเองได้ “
ฉันได้ไอเดียว่า ถ้าฉันอายุครบ18เมื่อใด สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ มาบริจาค”ครู” ส้มอธิบายจบ
คุณหมอปล่อยก๊ากกๆๆ ส้มเองหมดแรงเฮ่อ!!เกือบซวยเป็นคนบ้าเพราะต้องการเป็น”ครู” สรุปวันนั้นรอดตัวมาได้หวุดหวิด คุณหมอบอกว่า เขาเองเพิ่งจะพบเด็กเช่นเธอแหละ แนะนำให้ส้มไปสมัครเป็นอาสาสมัครของ กระทรวงกลาโหม และส้มทำตาม และได้งานหลังเรียนจบ จนปัจจุบันนี้
ความที่เป็นคนชอบเรียน จึงไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลป์ เรียนจนจบปริญาตรี ในขณะที่ทำงานโรงพยาบาลไปด้วย ทำงานกลางคืน เรียนกลางวัน
“ทำไมส้มไม่เรียนต่อด้านแพทย์พยาบาล “
ขอตอบง่ายๆค่ะ กลัวเข็ม กลัวเลือด กลัวผี จบด้านการศึกษาชีวิตด้านการเรียนจบแค่นี้
แต่”ชีวิตจริงชีวิตรัก ไม่ง่ายเลย”

ตอนที่ 5 นายแบบดัง

ส้มก็เคยมีแฟนเป็นคนไทยในสวีเดน แต่อยู่กันคนละเมืองจึงทำให้ความรักของเราไม่ราบรื่น ตอนนี้ก็อยู่ในเกณฑ์
“คนไม่มีแฟน”
31 ธันวาคม ส้มจำได้ดี ตอนนี้อายุ 22 ปี กำลังงามเลยแหละใสเหมือนดีดแก้ว “ปิ๊งๆๆๆ “
และวันแรกที่ได้มีโอกาสหยุดงาน ครั้งแรกเพราะตามปกติในชีวิตของส้ม วันหยุดคือวันทำงานและวันหาเงินเพราะเป็นวันที่ได้เงินเยอะกว่าปกติเท่าตัวทั้งที่เวลาทำงานเท่าๆกัน
“เงินเงินเงิน” สู้หาเงินเลี้ยงชีพ เก็บไว้บ้างเพื่ออนาคต
ตอนนี้หนุ่มสาวไม่หาเก็บตอนนี้จะเก็บตอนไหน
ส้มมีห้องเล็กๆในชานเมืองไปมาสะดวกเพราะตอนได้นั้นส้มคิดว่ามีไว้เพื่ออาศัยนอน และเปลี่ยนเสื้อผ้าและเอาไว้ให้เพื่อนๆใช้หรือพักค้างคืนเวลาเขาตกรถหลังเลิกงาน หรือหลังจากดิสโก้เทคปิด เพราะส้มเองทำงานเยอะมากจนแทบไม่มีเวลาอยู่บ้าน
จึงนัดเพื่อนมาฉลองส่งท้ายปีเก่า  ต้อนรับปีใหม่ สะใจวัยรุ่น ซึ่งอยู่ใกล้เมืองมากสะดวกกับทุกๆคน จากที่เชิญชวนมาประมาณ 10  กว่าคน มาจริงๆแล้ว กลายเป็น 30 มีแต่ที่ยืนไม่มีที่นั่ง  ห้องของส้มเป็นอพาร์ตเม้นท์ที่เล็กมาก
“ห้องสาวโสด”
คนเยอะและของก็หมด  ส้มจำเป็นที่ต้องไปซื้อที่ร้านที่ป้ายรถราง แล้วซื้อนิตยสาร ราคาถูก ๕ เหรียญเพื่ออ่านฆ่าเวลารอรถ มาอ่านตรงดูดวง
”อิอิ เพื่อต้อนรับปีใหม่”
แต่สังเกตุว่ามี”ผู้ชายรูปหล่อ มากๆๆๆๆๆ”ยืนข้างหลังเปลี่ยนไปอ่านรายการทีวีเนื่องจากรู้สึกอายเขา
เขาเห็นถามว่า”เธอไม่มีที่ไปฉลองปีใหม่หรือจึงมาหารายการทีวีดู เธอไปกับฉันได้นะ ฉันจะไปฉลองกับเพื่อนๆ”
ส้มตอบว่า”ไม่หรอกขอบใจแต่ฉันเองมีงานฉลองเหมือนกันที่บ้านมีเพื่อนมากันมากถ้าเธอไม่รังเกียจไปดริ๊งที่บ้านส้มก่อนแล้วค่อยไปต่อก็ได้”
เขาตามไปจริงๆ ถึงบ้านเพื่อนคนไทยด้วยกัน
”กรี๊ดกร๊าด”มาก เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อ  “อัพ “หล่อมากเพราะเขาเคยเป็นนายแบบชื่อดัง
ส่วนส้มเองไม่คิดอะไร
ห่วงแต่ว่าอาหารเครื่องดื่มจะไม่พร้อม คือตอนชวนเพื่อนๆมานั้น หลายคนที่เป็นลูกเจ้าของร้านอาหารทั้งจีน อิตเลี่ยนฯลฯ อาสาจะนำอาหาร พร้อมเครื่องดื่ม โดยส้มเองซื้อแค่ โค้ก แฟนต้าไม่ถึงสิบขวด ทานกันจนเหลือกินและเหลือทิ้ง

อุทยานสวรรค์ - นครสวรรค
อุทยานสวรรค์ – นครสวรรค

ตอนที่ 6 คนรัก

ดึกลงทุกคนเริ่มเมามี แต่ส้มในฐานะเจ้าภาพ จะดูแลทุกอย่าง มันเป็นหน้าที่ของส้มเวลาไปกับเพื่อนๆ ถ้าเพื่อนสนุก เพื่อนดื่ม ส้มไม่ดื่มและจะดูแลเพื่อนๆ ส่งกลับบ้าน เป็นอย่างนี้ประจำ  จนเป็นที่รู้กันในกลุ่มเพื่อนๆว่าคืนไหนใครอยากไปเที่ยว อยากสนุก อยากเมาต้องโทรหาให้ส้มไปด้วย หรือตามไปรับกลับบ้าน
ในงานวัยรุ่นทั้งนั้น เมากันแล้วชักจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ส้มต้องคอยไกล่เกลี่ย จนอยู่มีผู้หญิงแฟนเพื่อนในนั้นเมาแล้วด่าว่าส้ม พอส้มถามว่าทำไมพูดยังงั้น
อุ๊แม่เจ้า ! แขกก็ตีเจ้าบ้านซะแล้ว
ตีกันชุลมุน
นี่แหละชีวิตวัยรุ่น ในช่วงนั้น ส้มช็อกมากจนคนในห้องพากันออกมาดู  และแฟนชายเขาไม่ถามไถ่ก็เข้ามาตีส้มอีกจับหัวดึงผมส้มไปฟาดกับเครื่องทำความร้อนจนส้มสมองสั่นสะเทือน เพื่อนเขาห้ามตีกันไม่ได้ผลจน อัพ มาดึงตัวส้มไป
และบ้านส้มตอนนี้ชุลมุนเป็นสนามมวยไปแล้ว
“พังๆๆๆๆๆเป็นแถบ “จนตำรวจมา เรื่องจึงจบ และแยกย้ายกันกลับบ้าน
จะเหลือแต่ที่สนิทๆกันสิบกว่าคนนอนอยู่ในนั้น  และเขาด้วย
วันต่อมาส้มช่วยกันทำความสะอาดบ้านส้มกับเขา  จากที่เห็นเขาเป็นคนดีมีน้ำใจ และหลังจากวันนั้น อัพ ก็เทียวมาเทียวไป เทียวไล้เทียวขื่อ ตื๊อมาก อยากเป็นแฟนของส้ม และส้มกำลังเป็นโสดเลยรับพิจารณา และ 2 อาทิตย์ต่อมาจึงยอมคบเขาในฐานะ” แฟน”
คบกันได้สักพักเราเข้ากันได้ ดี เขาดูแลส้มดี มีน้ำใจ
อัพ ก็ขอ”หมั้น”แต่ส้มยังไม่ตกลงค่ะ หากส้มตกลงหมั้นแล้ว
“ชีวิตขาดอิสระทันที”นะ

ตอนที่ 7 เหตุที่ครองรักเร็ว

อัพและส้มไปมาหาสู่ตามปกติของคนรัก สวีท ซื้อดอกไม้มาฝาก ชีวิตของส้มช่วงนี้ มีความสุขหอมหวานอบอวลไปด้วยไอรัก กับหนุ่มอัพรูปหล่อ อดีตนายแบบชื่อดังที่ใครเห็นทุกคนต้องอิจฉา
ฮา!!!!!สุขสุขสุข
มีคนรักพาไปเดินจูงมือกันเดิน
ช้อปปิ้ง
ไปเที่ยว
ไปดื่มด้วยกัน ตามประสาวัยรัก “จ้องตาก็รู้ใจ”
และอีกจุดหนึ่งส้ม มีงานทำและมีเงินเป็นของตัวเอง พึ่งตัวเอง  จากการทำงานของส้มเอง อยู่เอง รับผิดชอบตัวเองจึงเป็นความภูมิใจ ที่ส้มทำได้ และทำได้ดีกว่าคนหลายคนส่วนคุณน้านั้น ส้มก็ไปมาหาสู่ตามฤดูกาล เพราะส้มไม่มีใครในสวีเดน คุณน้า มะม่าผู้มีพระคุณและเราก็มีกันแค่นี้  มีแค่นี้จริงๆเป็นครอบครัวและเป็นที่พึ่งที่อาศัยว่าเป็นญาติ
ความสุขไม่ใช่จะอยู่กับเรานาน
ตัวส้มเองเคยมีคนหนึ่งที่ส้มรักและเป็นที่ปรึกษาคือ พี่เลียงสมัยอยู่กับพ่อแต่หลังจากนั้นส้มแทบจะไม่มีใครที่ส้มรักและไว้วางใจจริงๆๆ
สุขเอ๋ย สุขเอ๋ย!!!!
เข้ามาไม่ง่าย !!!
แต่โบยบินไปอย่างไว !!!
วันหนึ่ง มะม่ากับปะป๊ากลับมาจากฮอลลิเดย์เมืองไทย คุณน้ามะม่าเรียกส้มไปพบ ส้มก็ดีใจ กลับจากไทยคงมีข่าวดีๆและคิดถึงมะม่าปะป๊าด้วยไม่ได้เจอกันนานแล้ว คงได้กินอาหารไทยสุดอร่อยฝีมือของมะม่าด้วย ดีใจดีใจ
แต่ข่าวและความดีใจที่ได้พบกันมาเสริมด้วยข่าวหวังดีแต่ส้มว่ามันร้ายสำหรับส้มคนกำลังมีรัก  บอกว่าได้มองหาชายหนุ่มคนไทยที่มีความเหมาะสมให้นะ บอกว่าให้ส้มหมั้น แต่งงานกับคนไทยที่เป็นน้องชายของเพื่อนสาวไทยของน้ามะม่า และส้มรู้จักกับเขา แต่ไม่รู้จักกับผู้ชายคนนั้น และคิดจะคลุมถุงชนจับส้มแต่งงานเหรอ เพื่ออะไร????? ส้มอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว หาเงินได้ มีงานมีการทำและตอนนี้มีแฟนคนสวีดิชด้วย
“ส้มกำลังมีแฟน ส้มยอมไม่ได้ “
ส้มโมโหมาก ส้มพูดต่อหน้าทุกคนในนั้นว่าส้มจะหมั้นและที่นี่ไม่ใช่กับไทย ลำเลิกบุญคุณที่เลี้ยงส้มมา ให้กินให้นอนให้อยู่และทำให้ส้มมาอยู่ที่นี่ได้ ดังนั้นส้มต้องทำให้คนอื่นมาได้เช่นกัน
“กรี๊ด!!!ไม่ยอม”
ส้มเป็นคนนะไม่ใช่สัตว์จะมาคลุมยังงี้ได้ไง บุญคุณก็อยู่ส่วนบุญคุณ อนาคตและชีวิตนะเป็นของส้ม
“ส้มขอเลือกเอง”
ส้มขอน้อมรับด้วยความขอบพระคุณ และช่วยเหลือดูแล ให้เงินมะม่ากับปะป๊าใช้นะ ช่วยเหลือในยามมะม่ามีเงินไม่พอ และส่งให้ยายที่ไทยด้วย ส้มไม่เคยลืมหน้าที่ และไม่เคยลืมใครคือผู้มีพระคุณ  แต่ที่จะมาเอาชีวิตของส้มไปค้ำคนอื่นจับแต่งจับหมั้นส้มยอมไม่ได้
“มันชีวิตของส้ม”
“ส้มจะหมั้น”
ใช่ส้มจะหมั้นกับอัพชายสวีเดนที่เรารักกันพูดจบส้มออกไป แล้วรับหมั้นอัพและย้ายไปอยู่กับเขาง่ายๆเลย
นี่แหละชีวิตของส้มคนมีแฟน
“ส้มมีสามีแล้ว”

สวีเดน
สวีเดน

ตอนที่ 8 หนีเสือปะจระเข้

หลังจากเราย้ายไปอยู่ด้วยกัน เรามีความสุขเข้ากันได้ดี เขาก็ไปทำงานทำการ แชร์บ้าน แชร์ห้องกันอยู่ อยู่ด้วยกันมีความสุขกันดี
แต่ที่ทำให้ส้มไม่มีความสุขก็คือ อัพพาไปพบพ่อแม่พี่น้องเขา
ไม่รู้อะไร “ไฮโซ”หรือว่าดูถูกดูหมิ่นคนต่างถิ่น คงเข้าใจว่าเมืองไทยนะล้าสมัย
เขาสัมภาษณ์ประวัติส้มน่ะเอง กลัวว่าลูกชายตัวเองจะไปจะได้กับคนต่ำ ครอบครัวนี้ต่อต้านและไม่ชอบคนต่างชาติ ยิ่งคนเอเชีย คนไทย เขาจะคิดดูต่ำมาก หรือไม่เปิดหูเปิดตาเปิดใจรับ
สิ่งแรกที่พ่อเขาถามส้มคือ
“เมืองไทยมีรถยี่ห้อวอลโว่ไหม”
“ส้มรู้จักไหม…..”
” แล้วทางบ้านเธอที่ไทยเวลาไปซื้อกับข้าวต้องเดินสักกี่ชั่วโมง” ฯลฯ
ส้มตอบตามตรง เรื่องอาหารนั้นส้มไม่ทราบเพราะเป็นหน้าที่แม่ครัว ส่วนรถวอลโว่นั้นทางบ้านให้ขับไปรับส่งส้มไป ร.ร. ถ้าต้องออกงานพร้อมพ่อแม่ หรือแม่อยากพบจะส่งรถเบนซ์ประจำตัวมารับฯลฯ
ส้มจบ ป.ตรีที่นี่ ตอนนี้ทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลแผนกจิตวิทยา ร.พ.จิตเวชแห่งหนึ่ง และมีวุฒิการเป็นผู้คุมคนในคุกได้
ญาติทางฝ่ายอัพ ไม่ได้ดีเริ่ดกว่าส้มเลย
ลูกๆทุกคนจบ ม.๓ มีแฟนส้มจบ ม.๖ สายอาชีพ เพียงแต่
มีลูกสะใภ้คนหนึ่งที่มีร้านขายเสื้อผ้าระดับไฮโซ
แฟนส้มเป็นนายแบบพาสไทม์
ลูกเขยคนหนึ่งเป็นนายธนาคาร แต่ทุกคนทำตัวไฮโซ
เชอะ!!!!แต่สมองว่างเปล่า ประตูใจปิดสนิท
รู้กันแต่แค่ว่าดาราคนนี้คนนั้นทำะไรกันบ้าง ส้มคิดว่าไร้สาระมาก
แต่เกรงใจแฟน จึงไม่ค่อยพูดนอกจากยิ้ม หากันว่าส้มไม่รู้ภาษาสวีดิชดี(โธ่ถัง ส้มทำพาสไทม์เป็นล่าม และฟังสำเนียงออก) จากนั้นมาส้มถือโอกาสที่ทำงานหลายที่ จึงไม่มีเวลามากที่จะไปมาหาสู่ แต่ไม่ขัดที่แฟนจะไปหาพ่อแม่พี่น้อง

ตอนที่ 9 “ข้าวใหม่ปลามัน”

ส้มอยู่อย่างมีความสุข “ข้าวใหม่ปลามัน” พร้อมทั้งส้มทำงานสามที่ นอกเหนือจากงานประจำแล้ว เป็นล่ามซึ่งช่วงนั้นงานล้นมือมาก ส้มเป็นล่ามภาษาไทยคนแรกที่เรียนจบหลักสูตร แต่ยังไม่มีใบประกาศให้เป็นล่ามวุฒิได้เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยในสวีเดน แต่ทางบริษัทซึ่งสมัยก่อนขึ้นอยู่หน่วยงานของรัฐบาลจะส่งส้มไปสอบที่เดนมาร์ก แต่ส้มไม่มีเวลา จึงได้เป็นแค่ล่ามอาวุโสแต่ได้รับการรับรองจากองค์การล่ามให้สามารถแปลได้ทุกแผนก
จากนั้นส้มทำงานกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งแผนกประชาสัมพันธ์ ดังนั้นเวลาที่เหลือว่างจากที่เคยให้กับเพื่อนๆต้องนำมาให้แฟน จนเพื่อนๆโกรธหาว่าส้มมีแฟนแล้วลืมเพื่อน กับมีผู้ใหญ่ที่ส้มเคยนับถือคล้ายกับแม่ และเป็นที่เคารพของเด็กๆรุ่นส้มมาก ไปบอกกับเพื่อนๆส้มว่าส้มติดอัพ จนส้มจึงลืมเพื่อน จากนั้นเพื่อนๆหายกันไปหมด
อยู่มาได้ ๔ เดือนส้ม
”ตั้งท้อง”
เรา ดีใจกันมาก
แต่ความสุขนั้นหายไป!!!!
ทันใดเมื่อวันหนึ่งส้มกลับเข้าบ้าน อาบน้ำเตรียมตัวเข้าครัว มีคนมากดกริ่งส้มคิดว่าแฟนลืมกุญแจ เปิดประตูออก มีผู้ชายสวีดิช ๓ คนผลักส้มเข้าบ้านแล้วบังคับให้ส้มไปเอายาเสพติดที่แฟนส้มไปขโมยมา ไม่เข้าใจมากส้มบอกไม่รู้เรื่อง
“ไม่รู้ด้วยว่าแฟนติดยา”
ไปค้นกันเอาเอง มันค้นไม่พบมันใช้ปืนมาจ่อหัวส้มและขู่ต่างๆนานา
นึกถึงคุณพ่อแม่ตายาย ถ้าดวงส้มจะตายตอนนี้ขอให้มันยิง เงยหน้ามองมันบอกว่า”อยากยิงยิงเถอะฉันไม่รู้เรื่องพวกเธอ”ได้โอกาสใช้จิตวิทยาและประสบการณ์ที่เรียนมา นอกสถานที่ทำงาน
จนมันยอมกลับไป พอมันกลับส้มเข่าอ่อนทรุด เครียด กังวล ผิดหวัง สับสัน
อัพกลับมา เห็นท่าทางท้อแท้สับสนเลยถามว่าเกิดอะไรขึ้น ส้มบอกมีคนเอาปืนมาจ่อหัวเพราะเธอไปขโมยยาเสพติดเขามา มันจริงไหม ทำไมถึงทำอย่างนี้ ส้มสอบถามจนสามียอมรับ
โอ้ยบักห่าเอ้ย!!! ตูเกือบจะตายกับลูกในท้อง!!!

สวีเดน
สวีเดน

ตอนที่ 10 ตำรวจคุ้มครอง

อัพเล่าว่าเขาเป็นแบบนี้ ที่สำคัญคือเขาต้องการประชดแม่ตัวเอง เพราะแม่ไม่ให้ความอบอุ่น คิดแต่เรื่องเงิน เงิน เงิน และให้ลูกหากินเอง
แม่ของอัพ จะเป็นคนนิสัยชอบบงการคนอื่นๆ ที่ไม่ให้ความอบอุ่น และอยากให้ดูแลตัวเอง
วันแรกที่เรียนจบ ให้ไปหางานหน้าร้อนทำ ฉันอายเขา เรื่องนั้นเรื่องนี้ สารพัด ฯลฯและเมื่อเข้าไปในวงการนายแบบเขาจะการกินเลี้ยงบ่อยมาก คือต้องเข้าสังคมเพื่องานแสดงแบบด้วย จากแค่เหล้า มากัญชา และที่สุดลงด้วยยาบ้า ก่อนที่จะมาเจอกับส้ม
ฝรั่งก็มี”ยาบ้า”นะ และแพงมากๆด้วย ขอเตือนใครไปอยู่เมืองนอก อย่าหลงไปติดยา พาชี กีฬาบัตรเด็ดขาด หาได้เท่าไหร่ไม่มีเหลือและจะเป็นหนี้อีกต่างหาก
นี่แหละนะ”ยัยส้มหล่น” ด่วนตัดสินใจจนไม่ได้ตรวจสอบว่าที่สามี มีพฤติกรรมยังไงจนเจ๊อะจนเจอ
ถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่!!!!เลยแหละส้ม
ส้มถามว่าตอนนี้เธอใช้อะไรอยู่ และของที่เขามาทวงคืนนั้นอยู่ไหน แล้วจะจัดการกับชีวิตเธอเช่นไร
“คุณต้องรักษา เรามีลูกและเราต้องปลอดภัยด้วย”
ส่วนตัวส้มนั้นไม่ต้องห่วง ส้มเอาตัวเองรอดได้ ลูกส้มเลี้ยงเองได้ อัพขออยู่กับส้มต่อและเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษา ตอนนั้น
”ส้มรักเขาและสงสารด้วย” ก็เป็นพ่อของลูกนะต้องรักกัน ต้องอยู่ด้วยกันยามสุข ยามทุกข์ยามโศกและยามมีปัญหา
ส้มบอกให้โอกาสเธอสักครั้ง และเพื่ออนาคตของเรา เพื่อลูกของเรา
หลังจากที่ส่งเขาเข้าโรงพยาบาลแล้ว ส้มไปหาเพื่อนเป็นตำรวจ ที่โรงพักที่บ้านเก่า เล่าให้เขาฟังทุกอย่าง และขอคำแนะนำและความช่วยเหลือด้านการคุ้มกัน
ส้มได้รับความช่วยเหลือในวันนั้นจะมีตำรวจนอกเครื่องแบบ คอยขับรถเวียนดู ทุกๆคืน อย่าว่าแต่ไทยที่ต้องเล่นเส้นสาย สวีเดนก็มี
แฟนอยู่โรงพยาบาล ๑ เดือน ๒ สัปดาห์

แรกเข้านั้นที่โรงพยาบาล เขาห้ามเยี่ยม
ส้มเป็นญาติคนไข้จึงมีสิทธิ์โทรสอบถามอาการได้ตลอด และโชคดีที่หมอคุมไข้เขาเป็นหมอที่ทางโรงพยาบาลมาช่วยงานแผนกที่ส้มทำ จึงได้พบกันบ้างได้มีโอกาสสอบถามอาการเขาโดยที่ตัวหมอเองไม่ต้องเสียจรรยาบรรณแพทย์ หมอบอกส้มว่าแฟน”หยุดยาเสพติดและเหล้ากะทันหัน “ จึงทำให้เขามี”อาการวิกลจริต”และ มีแนวโน้มอีก 90% ที่จะเป็นโรค
” paranoid schizofreni”จากการสอบประวัติไข้แล้วว่าย่าของแฟนเป็นโรคนี้อยู่ โรคนี้เป็นกรรมพันธุ์ หมอถามส้มว่าจะทนไหวไหม ส้มบอกว่าทนได้เพราะส้มทำงานด้านจิตเวชนี้มาเกือบสิบปี ส้มไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา กลัวแต่ลูกจะเป็นเพราะกรรมพันธุ์แต่ไม่เสมอไป
ส้มจึงดูแลลูกๆอย่างใกล้ชิด ดูแลทุกอย่างเป็นพี่เป็นเพื่อนเป็นแม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกได้ผลกระทบนี้ จนกลายเป็นแม่งูจงอาง
ส้มเริ่มมีปัญหากับแม่แฟน เพราะตอนแฟนเข้าโรงพยาบาล เขาสั่งห้ามคนอื่นๆเยี่ยมนอกจากส้ม แม่เขาชักเริ่มไม่ไว้ใจ หาว่าส้มใช้เส้นในโรงพยาบาลบ้าง ส้มทำให้ลูกเขาตีตัวออกห่างบ้าง
“บลาๆๆๆๆ” แต่เขาไม่ยอมรับว่าลูกเป็นโรคจิต ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่ได้รักษา ทิ้งไว้ก็จะเรื้อรังและไม่มีทางรักษา หากใครมีคนรู้จักมีปัญหานี้จงระวัง หากรักษาแต่แรก เขาเป็นเพียงโรคเครียดค่ะ รักษาให้หายได้
ส่วนแม่ของอัพนั้น ได้เข้ามา ก้าวก่ายในชีวิตครอบครัวเรา โดยทำให้เกิดปัญหามากขึ้นในความคิดของส้ม ดังนั้นบางเรื่องส้มไม่ฟังและพูดตรง เพื่อตัดความรำคาญของส้มปล่อยๆบ้างยังไงเขาก็เป็นแม่ของอัพ ย่าของเด็กๆ
อัพได้กลับบ้านเขาเป็นปกติทานยาหมอสั่งตลอด ทุกอย่างเหมือนเดิม
ครอบครัวส้มเหมือนครอบครัวธรรมดาทั่วๆไป จนวันลูกลืมตาดูโลก
เขาขอเข้าไปห้องคลอดด้วย ลูกคลอดมา” เขาเกิดอาการเครียด หงุดหงิด จากการเห็นเลือด”
แต่ยังพอคุมตัวเองได้ จนส้มกลับบ้านพร้อมลูก นั่นแหละ ปัญหาหนักจึงเกิด

ตอนที่ 11  นรกบ้าน หลังปิดประตู สังคมไม่รู้

ตกนรกอีกแล้วส้ม
อัพเริ่มอาการหวาดระแวง  และหลังคลอดก็มีเพื่อนคนไทยที่รักห่วงใยกันมาเยี่ยมชื่นชมหลานกัน
เพื่อนคนที่มาเยี่ยมส้มที่เป็น คนไทย เขาจะบังคับให้ส้มแปลที่เราคุยกันส้มไม่ได้สนใจฟัง แต่รู้ว่าเขาพูดเรื่องคนอื่น บอกตามตรง เขาไม่เชื่อ ส้มเดินหนีเข้าห้องนอน(ลูกอยู่ใน เตียงเด็กในห้องส้ม)
เขาตามเข้ามาตาขวาง โกรธส้มมาก
ส้มคิดว่าถ้าส้มไม่พูดมากเขาจะดีขึ้นเอง
แต่คาดเหตุการณ์ผิด กลับเป็นไปว่าส้มไปกระตุ้นอารมณ์ของเขา เขากระชากส้มลงเตียง
“ช่วยด้วย!!!!ผัวข่มขืน”
แล้วทำการข่มขืน ต้องใช้คำนี้เพราะการกระทำเขารุนแรง มือหนึ่งบีบคอส้มไว้อีกมือจับส้มกระทำ
นี่คือการเริ่มต้นของการตกนรกในชีวิตรักของส้ม
“ปัญหามีสามีผิดคิดจนสามีตาย ปัญหาเกิดแล้วเกิดอีกเกิดซ้ำเกิดซ้อนหนักขึ้นทุกวัน”
วันต่อมาส้มตกเลือดมากจากการกระทำรุนแรงทางเพศในวันนั้น
ไปหาหมอนรีแพทย์ ที่อนามัยใกล้บ้าน เขาตกใจมากถามว่าส้มถูก”รุมข่มขืน”มาหรือ ส้มตอบไม่ใช่ มาจากสามีคนเดียว เย็บแผลเสร็จหมอบอกว่ามันเป็นกฏบังคับ ถ้ามีกรณีปัญหาแบบของส้มนี้เขาจะต้องแจ้งตำรวจ
จากนั้นมาก็มีใบเรียกตัวให้ส้มไปให้การที่สถานี เสร็จมีใบเรียกตัวแฟน จากนั้นส้มจับเขาเข้าโรงพยาบาลอีก และถอนแจ้งความ ส้มเห็นว่าการที่เขาเข้าคุกมันไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา โรงพยาบาลยังช่วยได้มากกว่า
ส้มหนีความร้ายกาจของเขาไปอยู่บ้านหญิงฉุกเฉิน ลูกสาวได้หกเดือนส้มกลับไปทำงานต่อส่วนลูกเข้าเนอสเซอรี่ดูแล
นี่แหละชีวิตส้มไกลสวน ช่วงนี้ปัญหาชีวิตหนักมาก สำหรับคน 23 พร้อมกับลูกหกเดือนและสามีมีปัญหาทางจิต ใครช่วยส้มได้ล่ะ ก็มีแต่ส้มเท่านั้นที่ต้องดูแลตัวเอง พ่วงลูกเล็กๆและสามีที่ควบคุมตัวเองไม่ได้
“มันก็นรกดีๆนี่แหละ”
เขาอยู่โรงพยาบาลได้สองเดือนก็ออก และกลับเป็นพ่อและสามีที่ดี ตอนเขาไม่มีอาการกำเริบเขาเป็นคนดีมาก เขาหายป่วยจึงไปรับลูกส่งลูกได้พร้อมกับไม่มีอาการของโรค
ส้มจึงสบายใจ หลายคนคงสงสัยทำไมส้มไม่เลิกกับเขาตอนที่เขาร้าย ส้มเองตอบไม่ได้เหมือนกัน ถ้าโรคไม่แสดงออกมาคนอื่นจะไม่ทราบว่าเขาเป็นโรคจิตเภท

สวีเดน
สวีเดน

ตอนที่ 12 ส้มคนบ้าในสายตาของสังคม

สามีติดยา รักษาบ่อยๆ
ส้มทำงานโรงพยาบาลบ้า
มีลูกเล็ก คนก็เครียดบ้างแหละ ไม่ใช่พระอิฐพระปูนจะได้ยิ้มอยู่ได้ทั้งวัน ส้มต้องทำมาหากินและดูแลครอบครัว แต่ส้มก็ยังทำงานได้ปกติ นี่คือการปรับตัวเพื่อให้ชีวิต การทำงาน และปัญหาครอบครัวที่พยายามแก้ และหนักหน่วง นั้นไม่ให้ทำลายชีวิตของเรา
“สังคมรู้ไหมว่าชีวิตช่วงนี้ของส้มมันหนักหนามาก  มีใครสักคนอยากช่วยส้มไหม!!!!”
สังคมเขาว่าส้มเป็นคน “บ้า”
วันนั้นส้มได้ไปงานศพป้าคนไทย มีพระมาจากเดนมาร์กมาสวดอภิธรรมศพ ส้มเข้าไปนมัสการ พระท่านหนึ่ง
ท่านถามส้มว่า นี่หรือส้มที่เขาว่าโยมส้มบ้า หายหรือยังล่ะโยม?
ส้มตอบไม่ถูกเพราะไม่เข้าใจกับคำพูดของพระ “สามีส้มป่วยเจ้าค่ะ ไม่ใช่ส้ม”
จากนั้นจึงได้ทราบกลุ่มคนไทยคิดอย่างไร สังคมไทยในต่างแดนมองส้มอย่างหยามหยัน คนที่เราต้องการให้เกื้อหนุนมองเราในช่วงชะตาตก ช่วงมีปัญหามักเป็นอย่างนี้ และไม่ได้ช่วยให้ขวัญและกำลังใจเลย
หากเป็นคุณถูกมองอย่างนี้คุณจะทำยังไง ช่วยบอกส้มที
“ใช่ส้มมีภาวะเครียดแต่ยังไม่บ้า ยังหากินเอง มีงานทำ “
และส้มยังโชคดีที่ทางโรงพยาบาลดูแลส้มโดยให้ส้มไปคุยกับนักจิตวิทยาทุกอาทิตย์ เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงจากภาวะเครียดไม่ให้บ้า ให้ผ่อนคลาย  และเพื่อนร่วมงานใจดีเข้าใจ คอยถามตลอดว่าส้มจะไปไหวไหม เพราะส้มจะต้องเจอกับคนไข้แบบนี้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน
ส้มไม่เคยนำเรื่องงานไปปะปนกับเรื่องส่วนตัว
เมื่อครั้งที่เรียน ไม่ว่าจะเรียนโรคใด พวกเรานักเรียน และอาจารย์รวมทั้งส้มเป็นกันมันทุกๆโรค  อาจารย์ที่สอนบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาแต่อย่านำ เรื่องไม่เข้าใจกลับบ้านและเรื่องส่วนตัวไปที่ทำงาน เมื่อพบและได้งานทำ
ส้ม 28 และเราอยู่มากันแบบนี้จนลูกได้ 6 ขวบ เขาเทียวเข้าเทียวออกโรงพยาบาล ภายในหนึ่งปีเขาจะเข้าโรงพยาบาล ๑ ถึง ๒ เดือน
“ส้มท้องอีกแล้ว”
พลาดๆๆๆๆจริงๆค่ะ จริงๆหากใครๆอยู่ในสภาพนี้ต้องคุมกำเนิด และถามว่าอ้าวแล้วผัวเป็นบ้าให้มันนอนด้วยเหรอ ทำไมๆๆอะไรหลายคำถาม ก็อัพเป็นสามี  และเราอยู่บ้านหลังเดียวกันและเรามีรักค่ะ ของวัยยี่สิบจะสามสิบเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปกติชีวิตครอบครัว
ช่วงนั้นส้มกำลังตื่นเต้นและภูมิใจมากที่มีงานใหม่ คืองานวิจัยและส้มเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือก  มันเป็นเกียรติของชีวิตค่ะ และมันมีเหตุหลายประการเลยทำให้ส้มไม่ได้คุมกำเนิด
ในช่วงที่เขาออกจากโรงพยาบาล  ทางโรงพยาบาล ได้เปิดแผนกใหม่ เป็นกึ่งโรงพยาบาลกึ่งคุก คือรับเด็กอายุระหว่าง ๑๔-๑๗ปี ที่กำลังอยู่ในการสอบสวนคดีความจากการตัดสินของศาลแพ่งในข้อหาข่มขืนผู้อื่น และได้รับมอบหมายจากกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นโรงพยาบาลแรกที่ทำวิจัยและค้นหาสาเหตุของโรคนี้ โดยทางสวีเดนถือว่านักโทษจำพวกนี้เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง มีเพียงทีมงานส้มแค่ทีมเดียวที่มีคุณวุฒิที่จะไปทำได้ ขาดวิชาการด้านเป็นผู้คุมนักโทษ ส้มจึงถูกย้ายแผนกหลังจากที่ได้การอบรมแล้ว
“เลื่อนตำแหน่ง”จากที่เป็นผู้ช่วยพยาบาลส้มเลื่อนขึ้นเป็นผู้ช่วยแพทย์ งานใหม่นี้ทั้งสนุกทั้งตื่นเต้น และเป็นเรื่องท้าทายกำลังกายและใจมาก ทั้งแผนกมีส้มเป็น ผญ คนเดียว บ่อยครั้งที่คนไข้”ลองของ”(เสียดายที่ไม่สามารถนำมาเล่าได้ จรรยาบรรณแพทย์และกฏหมายห้าม)

ตอนที่ 13 สอนลูก

ปีต่อมานั้นเป็นปีที่สับสนวุ่นวายมากปัญหาหลายๆอย่าง แฟนขอเลิกและย้ายออกไป ส้มไม่ได้ขอเลิกนะคะ ส้มก็ยังรักเขาอยู่เหมือนเคย
ส้มทั้งดีใจและเสียใจ
ดีใจที่จะได้หมดทุกข์ มีโอกาสหลุดพ้นกับสิ่งเลวร้ายที่ต้องเผชิญแทบทุกคืน
เสียใจที่นึกถึงเวลาดี ความเอาใจใส่ ปกป้องส้มเวลาโดน พ่อแม่เขารังแกส้ม
ตื่นเต้นและสนุกกับงานใหม่
และช่วงนั้น เจ้าตัวเล็กก็คลอด “ลูกคลอดก่อนกำหนด”อีกต้องดูแลตัวเองและสุขภาพของลูก
ลูกสองอยู่ในอ้อมกอด หนึ่งกำลังเล่น สองสุขภาพไม่ดี จะทำยังไง ไม่มีสามีอยู่เคียงข้าง ข้างนอกบ้านก็หิมะขาวโพลน หากเป็นคุณจะทำยังไง เหงา เศร้า ท้อ ใช่ไหม?? แต่ส้มไม่คะ ส้มมองหน้าลูกกอดลูก นั่นคือกำลังใจและสู้ๆๆ

ถึงแม้เขาจะย้ายไป แต่ยังมาหา มาช่วยเลี้ยงลูกตอนกลางวัน
ส้มหยุดงานดูแลลูกหนึ่งปีเพราะเขาเป็นเด็กขี้โรคมาก จากที่มีรายได้สองคน อัพและส้ม ตอนนี้เหลือแค่ของส้ม พร้อมกันนั้นส้มได้แค่ ๘๐% ของเงินเดือน เงินเดือนช่วยเหลือเด็กไม่ถึงพันซึ่งรวมเด็ก ๒ คนแล้ว
ส้มจึงไปของานมืดกับร้านขายของชำใกล้บ้าน มีเด็กรุ่นน้องคนไทยเป็นเจ้าของ ได้ค่าจ้างชั่วโมงละ ๒๕ โครน(๑๐๐บาท)
ส้มทำเขาให้เอาลูกไปเลี้ยงได้ เพราะเพิ่งได้หกเดือน
ทำวันละสี่ห้าชั่วโมง และเขาใจดีที่ยกของที่หมดอายุให้ส้มไปกินที่บ้านได้ แต่มันยังกินได้ ใช้ได้สำหรับเรา สำหรับฝรั่งนะเขาทิ้งอย่างเดียวค่ะ แค่หมดอายุที่ติดไว้
“ผักที่เกือบเน่า” ผักเน่า เหลืองเหี่ยวนั้น ส้มเอามาคัดออกเอาที่มันกินได้มาใช้ บางครั้งได้มามาก ส้มจะนำที่ดีมาต้มแล้วเก็บเข้าตู้แช่แข็งไว้ ขอบคุณเจ้าของร้านเจ้าของงานใจดีที่ช่วยเราแม่ลูกให้มีกินในตอนนั้น
ชีวิตช่วงนี้มีแต่ตัวเองกับลูก มีปัญหา มีเงินไม่พอ แต่ไม่ท้อค่ะ ท้อทำไม ถึงจะท้อปัญหาก็ไม่หมดไป ยิ่งท้อปัญหายิ่งมากขึ้น
“เรากอดกัน เรายังมีกัน”
เวลาเลิกงานส้มไปรับลูกคนโตจะพากันไปเก็บกระป๋องแล้วนำไปแลกเป็นเงิน ข้างหนึ่งลูกอยู่ในรถเข็น อีกข้างจูงลูกคนโต หาเดินไปเก็บกระป๋อง หากเป็นคุณคุณทำได้ไหม? เพราะอะไรส้มถึงทำ ทำไมไม่นอนขดร้องไห้ เพราะส้มคิดเสมอชีวิตเราต้องมีโอกาสสักวันแต่ไม่ใช่นอนรอโอกาส ต้องสู้เพื่อรอโอกาส และโชคชะตามันอยู่ในมือเรา
ส้มไม่เคยลืมที่บางเวลาอยากกินขนมที่ร้านแม่ทำแต่ต้องเก็บกระป๋องให้ครบราคาขนม ส้มเองเคยบอกลูกว่าสักวันจะมีร้านขายขนมเองแล้วลูกจะกินอะไรได้ทุกอย่าง ส้มคอยสอนลูกตลอดเวลาว่า อย่านำตัวเองไปเปรียบกับคนอื่น
พึงใจในสิ่งที่มี
และอย่าคิดถึงแต่อดีตตลอดเวลา
สำคัญห้ามขออะไรจากใครทั้งนั้นนอกจากเขาอยากให้ด้วยตัวเขาเอง
อยากได้อะไรให้พยายามหาเอง
และให้ทานอาหารที่โรงเรียน(ฟรี)ให้อิ่มไม่ให้เลือกกิน มีอะไรให้กิน
ระหว่างนี้อีกปี”เดียวมะม่ากลับไปทำงานทุกอย่างดีขึ้นเอง”
“ ก่อนนอนให้จดไว้ว่าอยากได้อะไร อยากกินอะไรที่ส้มไม่มีโอกาสตอนนี้ เมื่อมะม่าทำงานแล้วจะซื้อให้หมด”
เป็นการใช้จิตวิทยาอย่างหนึ่งซึ่งได้ผล โชคดีที่ส้มมีปัญหาชีวิต แต่ลูกสาวของส้มไม่เป็นเด็กที่มีปัญหา
๕-๖ปีต่อมา ส้มทำให้ฝันของการอยากมีร้านเป็นความจริง นี่คือ”ความภูมิใจ”หนึ่ง
“หากเราพยายาม หากเรามุ่งมั่น สักวันต้องสำเร็จ”
จนทุกวันนี้ลูกคนโตเวลาเขาซื้อโคล่ากระป๋องต้องนำกลับมาให้ จะพูดว่าถึงแม้ตอนนี้เขาจะเป็นนักศึกษามหาลัยที่อเมริกา และฐานะของส้มดีขึ้นมามากเขาไม่เคยลืมปีนั้น

สวีเดน
สวีเดน

ตอนที่ 14  เหตุแห่งชีวิต

เหตุการณ์ เมื่อลูกคนเล็กได้ครบขวบ ส้มกำลังจะกลับเข้างาน แฟนส้มซึ่งอยู่คนละบ้าน เขามาอาละวาดที่บ้านโดยไม่มีสาเหตุ ส้มส่งลูกคนโตให้หนีพาน้องขึ้นไปหลบอยู่กับป้าคนข้างบ้านให้บอกอย่าเปิดประตูจนกว่าส้มจะไปรับ ให้โทรหาปู่ย่ามารับพ่อไป จากนั้นส้มกลับเข้าบ้านเพื่อเจรจากับแฟน
แต่เขาอาการหนักมาก เข้ามา”บีบคอ”และพูดจาฟังไม่รู้เรื่องจนส้มเกือบสลบถึงปล่อย ให้มีอิสระ
ส้มรีบโทร ๑๑๙ เพียงตะโกนเข้า”เครื่อง”ว่า
”เขาจะฆ่าฉัน”
แค่นั้นแหละ ตำรวจมาภายถึงในเวลา๕นาที นี่คือระบบการเฝ้าระวังเหตุของสวีเดน และเพราะเราเสียภาษีแพง การบริการต่างถึงดี หากที่เมืองไทยเสียภาษีสูงเหมือนที่สวีเดนคงมีระบบนี้แน่นอน
จากนั้นปู่ย่ามาถึง ตร. รับคำฟ้องส้มแล้วพร้อมทั้งถ่ายสภาพบ้านและตัวส้ม เขาให้ปู่ย่าพาแฟนไป พร้อมกันนั้นเรียกจิตแพทย์มาคุยกับส้ม และตรวจสอบร่างกาย
เหตุที่ส้มเปิดประตูรับเขาเข้ามา พร้อมกับย่าเด็กให้การกับตำรวจว่าเป็นภายในครอบครัว การดำเนินคดีจึงช้า มาทราบทีหลังว่าเขาเริ่มดื่มเหล้าและกลับไปใช้ยาเสพติดอีกเพราะเขาอาศัยอยู่คนเดียวและหลังจากเราแยกทางกัน
หลังจากที่ส้มเริ่มทำงานอีก ส่วนพ่อแม่เขาโทษเป็นความผิดของส้มที่ส้มฟ้องศาลเพื่อขอเรียกกรรมสิทธิ์ในการเลี้ยงลูกคนเดียว
ช่วงดำเนินเรื่องนี้จึงได้รู้จักนิสัย สันดานของมนุษย์สวีดิชรอบๆข้างเรา ที่อยู่รอบๆตัวส้ม แม้แต่พ่อบุญธรรม”อดีตสามี”น้าที่ไปรับส้มมาเป็นลูก”ให้การกับศาล”เป็นฝ่ายโน้น  ทั้งที่อัพไม่มีงานทำ ติดยา ติดเหล้างอมแงม  พยานฝ่ายส้มไม่มีผู้ที่เป็นญาติส้มเลย
ที่มีอยู่ก็จะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติ คือผู้อำนวยการโรงพยาบาล,เพื่อนที่ทำงาน,เพื่อนสนิท(ทนายความ,อัยการ ตำรวจ)และครูๆของลูก ศาลใช้เวลาตัดสินเพียงวันเดียวยกกรรมสิทธิ์ฯลูกให้ส้มดูแลแต่เพียงผู้เดียว
“ขอยกความดีความเก่งให้กับทนาย”
ทนายดีมีชัยไปกว่าครึ่งตัวนี้ให้ทุกคนตระหนักหากคุณมีปัญหาอยู่ต่างประเทศ
เพื่อความปลอดภัยส้ม จึงขอไปอยู่กับพ่อ(ทูลหัว) (ไม่ใช่ปะป๊ะ)เพราะแฟนกลัวท่านมาก ภรรยาพ่อเป็นคนไทยเป็นผู้ที่ส้มนับถือมากๆ ส้มและลูกไปอยู่กับท่าน ไปๆมาๆ
จนเป็นหลายคนคิดว่าส้มเป็นลูกท่านกันจริงๆ อยู่ได้สักสัปดาห์ท่านบังคับพาส้มและลูกๆไปเที่ยวเดนมาร์กโดยที่พ่อเป็นคนขับ ไปอยู่ ๑ สัปดาห์กลับบ้าน
“บ้านถูกค้น”
มาถึงบ้าน ๔-๕ ทุ่ม มาพบบ้านของพ่อทูลหัวถูกทำลายเหมือนมีคนค้นบ้าน หน้าต่างแตก เศษแก้วกระจกเต็มไปหมด
ลูกคนโตกลัวมากจน”ตัวสั่น “ น่าสงสาร
ส้มพูดออกมาคำแรกคือ
“นี่ฝีมือแฟนส้ม ไม่ใช่ใครแน่นอน”
พ่อโมโหส้มมากที่พูดพล่อยๆให้ลูกได้ยินว่าใครทำ ก็มันโมโหนะ จะอดได้ไง จริงๆส้มก็ลืมจริง ว่าบางอย่างเราควรพูดบางอย่างเราควรอดทนอดกลั้นและพูดในเวลาที่เหมาะสมแล้ว

ตอนที่ 15  ลางสังหรณ์

เราพบจดหมายจากตำรวจที่มาตรวจก่อนที่เราจะมาถึงว่า เมื่อคุณกลับมาให้ไปให้การแก่ตำรวจ
เราสำรวจทั่วๆบ้านและช่วยกันเก็บของไม่ให้ระเกะระกะ และพาลูกๆเข้าไปในห้องนอนที่เราพอนอนได้ ไม่ถูกค้นมากมาย
นอนคิดทั้งคืน
ส้มตื่นแต่เช้า ต้องหาที่ปรึกษาใครล่ะที่จะพอช่วยส้มได้ เพื่อทำอะไรสักอย่างหนึ่งและป้องกันเหตุเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น
ส้มโทรหาเพี่อปรึกษาเพื่อนตำรวจ แต่เหมือนโชคร้าย เขาไปแข่งกีฬาต่างประเทศ ได้คุยกับตำรวจคนอื่น เล่าเรื่องให้ฟังและขอร้องให้เขาจับแฟนให้ได้ภายในวันนี้ เพราะส้มสังหรณ์ใจว่าจะมีเหตุการณ์ไม่ดีแน่ๆ ส้มทราบว่าเขาอยู่ที่บ้านตากอากาศอีกเมืองหนึ่งไม่ห่างนัก
ตำรวจคนนั้นตอบว่าโรงพักไม่มีงบประมาณ เมืองห่างไป ไม่ได้อยู่ในความดูแลของเรา และอื่นๆ
“ปัดสวะ ปัดสวะ”
โมโหโว้ย!!!!! ตอนนี้ของขึ้นจึงขู่ไปว่า ถ้าฉันหรือคนในครอบครัวเป็นอะไรไป ฉันจะดึงตัวเธอและตำรวจทั้งก๊ก ทั้งโรงพักให้ลงนรกกับฉันด้วย ทางตำรวจจึงตอบกลับงั้นฉันต้องดำเนินเรื่องเธอ
ส้มตอบว่าเชิญถ้ามีงบประมาณพอ แล้ววางหู แล้วโทรหาเพื่อนทนายให้เตรียมหาทนายเก่งๆไว้จะสู้กับตำตรวจอีก
สู้แค่ไหน มีเรื่องกับครอบครัว กับอัพ และขุ่นมัวไปถึงตำรวจ
“ เพราะลางสังหรณ์ค่ะ”
ใครไม่เชื่อก็อย่าหมิ่น ทุกคนมีความเชื่อแต่เป็นความเชื่อที่แตกต่าง
และเล่าเรื่องให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าทนายเป็นเพื่อนกับใครไม่สามารถมาเป็นทนายแก้ต่างเพื่อนได้
จ้าละหวั่น!!!!!
ในวันนั้นในชีวิตของส้ม วุ่นวายไปหมด
จบจากทนายก็โทรไปบอกน้องสาวแฟนให้ช่วยกันพาแฟนเข้าโรงพยาบาลทันที และเล่าเรื่องที่เกิดกับบ้านพ่อส้ม
น้องสาวของอัพย้อนส้มว่า”อย่าไปยุ่งกับอัพ”
ตอนนี้น้องสาวของอัพอยู่บ้านตากอากาศกับพ่อแม่เราไม่ต้องการให้ใครมารบกวนนะ วุ่นวายจุ้นจ้านอยู่ได้
”เวลาพักผ่อนของเรา”
ส้มบอก”นั่นแหละอันตรายมาก”  ไปกองอยู่บ้านหลังเดียวกัน และอัพกำลังคลั่งให้ระวังตัวด้วย
แม่คุณ!!!!สาด ด่าส้มเป็นชุดๆแล้วโยนหูโทรศัพท์
ด้านพ่อทูลหัวเห็นส้มเช่นนั้นบอกให้ส้มไปพักก่อนถ้าไม่มีใครไปท่านจะพาส้มไปเองเมื่อส้มตื่น ลูกไปกับยายทูลหัว ส้มจึงผ่อนคลาย ว่าลูกปลอดภัยและหลับไป

สวีเดน
สวีเดน

ตอนที่  16 ฆาตกรคนนั้น

“ตื่นๆๆส้มตื่น”
ส้มมาตื่นอีกครั้ง เมื่อพ่อมาปลุกและถามว่าบ้านตากอากาศอยู่เมืองนี้แถวชายหาดชื่ออะไร
แค่นั้นส้มเหมือนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและและร้องถามไปว่า
“ตายกี่คน “
จากนั้นครอบครัวเราพากันนั่งดูข่าวที่ทุกสถานีทีวีสวีเดนติดตามเรื่องนี้ตลอดเป็นพิเศษเรื่องนี้โดยเฉพาะเพราะเป็นข่าวใหญ่ ข่าวสะเทือนขวัญของ
”ชายที่บ้าคลั่งทำร้ายพ่อแม่และฆ่าผู้สูงวัย “
ซึ่งเหตุการณนี้เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในสวีเดนนี้ เป็นข่าวใหญ่มาก นสพ. ติดตามรายงานข่าวนี้ เป็นเดือนๆจนจบคดี
เรื่องมีว่าแฟนไปฆ่าคนสูงอายุข้างบ้านเกิดเหตุตายสาเหตุที่โทรแจ้งตำรวจ เพราะก่อนหน้านี้ได้พยายามฆ่าพ่อแม่ตัวเอง โดยแม่โดนแทงกระหน่ำไป ๒๐ กว่าแผล
พ่อโดนแทงไป ๑๗ แผล
ลุงของเขาที่เป็นสามีป้า โดนแทงไป ๒ แผล
จากคำให้การของพยานที่เห็นเหตุการณ์ ว่าขณะที่เขาแทงแม่นั้นเขาตะโกนว่า
“แม่!!!!ทำให้ครอบครัวฉันแตกร้าวและหย่าร้าง”
ระหว่างนั่งดูข่าวส้มโทรหา ตำรวจคนนั้น คนที่ส้มโทรคุยด้วยตอนเช้า บอกไปว่าเตรียมตัวลงนรก และวางสาย โทรหาเพื่อนทนายให้จัดการหาทนายให้ส้มจะสู้โรงพักนี้  ปรึกษาเพื่อป้องกันเหตุร้ายนะไม่ใช่จะก่อเหตุร้าย

“กริ๊ด กรี๊ด!!!”อยากทำ แค่คิดแต่ไม่ได้ทำ
มันอึดมันอัด มันรู้สึกแค้นมาก
เหตุมันเกิดแล้ว !!!!!
น้องสาวแฟนโทรมาเล่าเหตุการณ์!!!!!
แต่ส้มตัดคำและบอกว่าพวกเธอนั่นแหละที่เป็นฆาตกร
ส้มไม่ฟังโยนหูโทรศัพท์กลับเช่นกัน
แล้วส้มวางสาย จำได้ว่าความรู้สึกตอนนั้นสับสนมาก!!!
แค้นใจอึดอัด แน่นอกที่ตำรวจที่ไม่ฟังส้ม
เชอะ!!! ส้มรู้สึกสมน้ำหน้าครอบครัวแฟนที่ไม่ฟังคำพูดของส้ม
สงสารป้าลุงผู้บริสุทธิ์ ไม่น่าจะได้รับรู้เหตุการนี้
สงสารลูกๆโดยเฉพาะคนโตที่เขาเข้าใจรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว ลูกส้ม 7 ขวบ เป็นช่วงที่ความจำดีกำลังเรียนรู้
แค้นระบบการแพทย์ ที่ทำไมไม่รักษาอัพให้ดีจนเขาอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข
และสุดๆของความแค้นคือตัวส้มเอง ว่าทำไมไม่ไปที่นั่นทันทีหลังจากที่เรื่องศาลเรื่องลูกพิจารณาให้ส้มดูแลลูกเพียงคนเดียว และทำไมยอมตามญาติๆไปเดนมาร์ก ก่อนที่ตัวเองจะสะสางปัญหาชีวิตครอบครัวให้เคลียร์ ก็รู้อยู่ว่าพ่อของลูกเป็นโรคจิตเภทที่อาจเป็นอันตรายต่อสังคม
ถ้าส้มอยู่หรือส้มไปพูดคุยกับอัพให้เข้าใจเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดแน่
“โชคร้ายสุดๆแค่ส้มคนเดียวที่โดนฆ่า”

ตอนที่ 17  ได้รับการช่วยเหลือ

หลังจากเหตุการณ์นั้น ได้มีหน่วยงานต่างๆเข้ามาพบและเพื่อช่วยเหลือเราแม่ลูก เช่น มี นักสังคมสงเคราะห์แผนกเด็กและเยาวชน นักจิตแพทย์ และตำรวจ จากกองการวิกฤตการณ์ มาหาเพื่อ
๑ แจ้งข่าวร้าย
๒ ยื่นแสดงความช่วยเหลือ ต่างๆ
“อึดอัด อั้นอก คลั่งแค้นปนเศร้า”
ส้มบอกว่าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ไล่ให้
“ออกไป!!!!!!”
และหลังจากนั้นส้มไม่ยอมพูดกับใครอีกแล้ว
และเป็นลมสิ้นสติ ไม่รู้สึกตัวอีก มาตื่นอีกครั้งในห้องโรงพยาบาล มีบุรุษพยาบาลเฝ้า ตลอด
และรู้สึกว่าสมองไม่ทำงานมึนงง
และสิ่งที่ส้มอ้าปากถามคือ
“ลูกของส้มอยู่ไหน”
ถามหาลูกๆเขาบอกว่าอยู่กับตายายทูลหัว แล้วส้มหลับ เป็นเช่นนี้จนสองสัปดาห์จึงรู้สึกจำเหตุการณ์ย้อนหลังได้
นี่คือจุดเริ่มต้นของโรคซึมเศร้า หรือโรคคนบ้า ดั่งที่คนไทยในสวีเดนพูด ส้มอยู่โรงพยาบาลได้สักเดือน พ่อเอากระดาษหรือจดหมายที่ลูกคนโตเขียนโดยท่านไปพบโดยบังเอิญ มีใจความว่าลูกส้ม
”อยากตาย”
ส้มจับกระดาษแผ่นนั้นใจสั่นระริก ปวด เจ็บปวดมากๆ
เพราะถูกเพื่อนๆ ในโรงเรียน แสดงความรังเกียจ ล้อและรังแกเพราะลูกสาวส้มเจ็ดขวบ เขาเป็น
“ลูกไอ้!ฆาตกร”

อ่านจบส้มเจ็บแปลบๆ ที่หัวใจ  แน่นอก อึ้งมากและไม่มีคำพูดใดๆออกมา
ส้มคิดถึงตัวเองเมื่อครั้งที่ย้ายเข้ามาโรงเรียนที่สวีเดนใหม่ๆ นั้น
การที่ถูกเพื่อนในโรงเรียนล้อแต่เพียงพูดไม่ชัดเท่านั้นยังคิดว่าเรื่องมันใหญ่มากไม่อยากจะไปโรงเรียน
แต่นี่ลูกของส้มถูกหมิ่น ถูกรังเกียจเหยียดหยามว่าเป็นลูกฆาตรกร
“มันแปลบลึก อัดเขาไปในอกของส้ม”
วันนั้น ส้มขอแพทย์ไปโรงเรียนของลูกเพื่อพบผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมยื่นจดหมายให้เขาอ่านว่าอะไรเกิดขึ้นกับลูกส้ม ทำไมเขาไม่ดูแลจิตใจของนักเรียนที่มีปัญหารุนแรงเกิดขึ้นและถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก
“ให้ลูกพักเรียน”
บอกว่า ส้มจะให้ลูกหยุดเรียน จะไม่ให้กลับมาที่โรงเรียนนั้นอีก จนกว่าทางโรงเรียนจะเคลียร์ปัญหาเรื่องนี้ ถ้าผู้อำนวยการโรงเรียนทำไม่ได้แล้วส้มพบกันในศาล
แน่ะ!!!คนมีปัญหามามากมายอะไรคุยกันไม่รู้เรื่องอะลุ่มอล่วยกันไม่ได้ ใครจะให้ความยุติธรรมเราได้ หากไม่ใช่ศาล

สวีเดน
สวีเดน

ตอนที่ 18 คลี่คลาย

“ลูกคือหัวใจของส้ม”
“ลูกคือขวัญและกำลังใจของส้มที่ทำให้ฮึดสู้ทุกๆครั้งที่มีปัญหา”
ตอนนี้ลูกถูกทำร้ายจิตใจ แล้วส้มล่ะ ส้มเจ็บมากกว่าลูกหลายร้อยหลายพันทวี
จากนั้นส้มกลับโรงพยาบาล วันรุ่งขึ้นส้มเขียนตัวเองออกไม่ขออยู่โรงพยาบาลต่อ เพราะห่วงลูก ห่วงปัญหาที่ต้องเคลียร์อีกมากมาย ตายไม่ได้ต้องสู้
กลับบ้านแต่อยู่บ้านตัวเองไม่ได้  จึงอาศัยพ่อก่อนแล้วไปหา
หน่วยงานสงเคราะห์ให้หาบ้านและไกลจากบ้านเก่า เพราะเพื่อนบ้านรู้ประวัติส้ม อะไรบ้างเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรานั้นเขารับรู้ตั้งแต่เกิดเรื่องแล้ว  และสังคมบ้านเขาก็ไม่แตกต่างจากบ้านเรามาก พูดนินทา รังเกียจเช่นกัน ยิ่งคนไทยไกลบ้านยิ่งหนัก
ส่วนส้มจะทำยังไง เหตุก็เกิดแล้ว ยังเหลือแต่ส้มกับลูกสองคนที่ต้องเผชิญปัญหาชีวิตและเป็นปัญหาใหญ่มากมาย ถั่งโถมถล่มเข้ามา
หากเป็นคุณพบปัญหาหนักหน่วงอย่างส้ม คุณจะพอยืนหยัดได้ไหม
สำหรับส้ม ส้มต้องยืน ส้มต้องเผชิญ
”ส้มและลูก”ต้องเผชิญลูกต้องมีอนาคต และปลอดภัย
10 วันต่อมาส้มได้บ้านใหม่ที่ห่างจากบ้านเดิมหลายกิโลเมตร เพื่อสังคมใหม่ๆเพื่อชีวิตใหม่
ในตอนนั้นหลังจากเรามีปัญหาที่รุนแรงนั้นมีความรู้สึกว่า ทุกๆหน่วยงานที่ส้มติดต่อ ได้ให้ความสะดวกสบาย ดำเนินเรื่องให้อย่างรวดเร็วมาก กระแสแรงที่เกิดเวลามันจะได้อะไรก็ได้ อะไรๆก็มีคนช่วย
หลังเกิดเหตุ แม้แต่ตำรวจที่โรงพัก ได้นำดอกไม้มาเยี่ยมและส่งการ์ด สคส.ให้ทุกปีจนถึงปัจจุปันนี้
3 วันหลังจากที่ไปพบผู้อำนวยการโรงเรียน  เขาพาแม่ๆของเด็กๆที่ล้อและรังแกลูกส้มมาขอขมาแล้วขอร้องให้ส้มอนุญาตให้ลูกกลับไปเรียนต่อ เขาให้สัญญาว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนั้น
หลังจากนั้นส้มให้ลูกไปโรงเรียน แล้วเป็นจริงลูกส้มกลับเป็นเด็กร่าเริงอีกครั้ง ถึงแม้เขาจะต้องไปทำจิตบำบัดกับนักจิตวิทยาทุกๆสัปดาห์
ตัวเขาเองตอนนี้จะสอนน้องตลอดเวลาไม่ให้กลัวใคร ถ้ามีคนมารังแกให้บอกแม่ๆจัดการได้ทุกเรื่อง ให้คิดตลอดเวลาว่าแม่อยู่ด้วยตลอดเวลา ไม่ว่าแม่อยู่ที่ใดแม่ช่วยได้เสมอ นี่คือหนึ่งกำลังใจของส้ม
ส่วนพ่อเขาถูกศาลตัดสินจำคุกในโรงพยาบาลตำรวจ ไม่มีกำหนดออก จนทุกวันนี้

ตอนที่ 19  อวสานด้วยสุข

ส้มสาวน้อยจากเมืองนครสวรรค์คนนั้น กลายมาเป็นส้มสาวแกร่งและมีประสบการณ์ที่สวีเดน
หลายสิ่งหลายอย่างที่เข้ามาในชีวิตของส้มตั้งแต่เริ่มแรกอายุ 13 ปี ที่เมืองไทย ออกจากประเทศมาเป็นบุตรบุญธรรมของน้า เพียงเพราะครอบครัวคิดว่าจะเป็นอนาคตที่ดีในชีวิตที่สวีเดนเมื่ออายุ 15 ปี
ช่วงนั้นชีวิตในความรู้สึกของส้มเองมันเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่มากในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่
การเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม การบากบั่นไม่ท้อ
การหาช่องทางให้มีการเรียนรู้การปรับตัว มีหลายๆอย่างที่ไม่เหมือนที่เมืองไทย มีเยอะแยะมากมายที่ส้มไม่ชอบ ไม่อยากปรับตัว
“แต่เพื่อความอยู่รอดส้มจำเป็นต้องทำ “
และก้าวได้ในช่วงแรกเพราะพรสวรรค์ด้านกีฬาพาช่องทางชีวิตและแสวงหาเพื่อน หาครู
ไปแล้วจะอยู่ในสังคมในบ้าน ครอบครัวตัวเองไม่ได้ เราจะพูดแต่ไทย จนไม่ได้ ภาษา ไม่ได้ฝึกพูดจะอาย ยิ่งอายยิ่งไม่พัฒนา เพราะฉะนั้นพูดผิดพูดถูกต้องพูด ผิดสิบครั้งและมันจะพูดได้เอง
ไม่มีใครสู้ได้ เราต้องสู้เองทำเองพิจารณาเอง
ไม่มีคนอุ้มชูเหมือนที่อยู่เมืองไทยแน่นอน
หลังจากนั้น มีปัญหาร้ายๆเข้ามาแทบจะเจอทางตัน แต่ปัญหาก็มลายไปสิ้นเพราะส้ม
”ขยันสู้ทน ไม่ท้อและไม่ถอย”
“ข้อคิด “
หากคุณคิดจะเอาลูกในช่วงวัยรุ่นมาอยู่ต่างประเทศขอให้คุณพูดคุยจนเขามั่นใจจะออกมาเผชิญโลกกว้างเพราะหากเขาไม่พร้อมใจคนที่เสียใจที่สุดคือตัวคุณเอง ต้องซักซ้อมต้องสอนต้องให้ความอบอุ่นอยู่ข้างๆลูก เอาเขามาแล้วไม่ปล่อยให้เขาเผชิญโลกกว้างที่ไม่มีใครสักคน สอนให้ ลูกเรียนรู้  หากลูกขยันบากบั่นชีวิตนี้ประสบผลสำเร็จแน่และก้าวหน้ามากกว่าฝรั่งด้วย เพราะเราถูกสอนระบบระเบียบชีวิตและความขยันรวมทั้งการประหยัดอดออมมา

“ทำวันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า”
“คุณทำเพื่อตัวคุณหรือยัง”

สวีเดน
สวีเดน

บทที่ 20 “ความภูมิใจ”

เรื่องของส้มเป็นเรื่องหนึ่งที่ผลักดันกฎหมายครอบครัวที่สามีได้ทำร้าย ภรรยาให้มีกฎหมายใหม่ออกมา
จากเหตุส้มแจ้งความอัพแล้วถอนเเจ้งความหลังจากนั้นแล้ว ก็เกิดเหตุร้ายนั้นขึ้น ทนายของส้มและเพื่อนๆในพรรคการเมือง จึงนำเรื่องนี้เข้าสภาฯ ในที่สุดก็ลงมติกันว่าให้เปลี่ยนกฏหมายครอบครัวใหม่ คือ หากผู้หญิง แจ้งความสามีว่ามีการทำร้ายร่างกายใดๆเกิดขึ้น  หากภรรยาและสามีตกลงกันได้แล้วและถอนแจ้งความไป    ไม่มีโจทย์ แต่ทางตำรวจและ อัยการจะเป็นโจทย์แทนในการดำเนินคดีจนสิ้นสุด นี่คือความภูมิใจหนึ่งที่ความทุกข์ของส้มเป็นแรงกดดันให้สิ่งดีๆเกิดขึ้นกับสตรีและเด็กในส่วนกฏหมายครอบครัว
ส้มได้รับความสำเร็จในด้านการเรียนและก้าวหน้าในการทำงาน แทบทุกเรื่องที่ลงมือทำและอีกหนึ่งของความภูมิใจคือการเรียนจนได้รับอนุญาตเป็นผู้ขายฉลากรัฐบาลซึ่งรัฐจะเคร่งครัดหากเรียนไม่ได้ใบประกอบอาชีพจะทำงานนี้ไม่ได้และเมื่อทำร้านส้มประสบผลสำเร็จการขายได้เป็นห้าหกเท่าของคนขายเดิม และเป็นที่รู้จักของคนในวงการ
ชีวิตของส้มขณะหน้าที่การงานสำเร็จทุกเรื่อง ด้านความรักในครั้งแรกไม่สำเร็จแต่ส้มมีลูกที่น่ารักและชีวิตรักในปัจจุบันนี้หวานชื่นค่ะ
“เมื่อมีปัญหา และเราหาช่องทางนั่นคือ การทำวิกฤตชีวิตให้เป็นโอกาสของชีวิต”
ส้มขอขอบพระคุณทุกๆคนที่ติดตามและให้กำลังใจพร้อมกับคำแนะนำ กำลังใจ ที่ให้ค่ะ ถ้าใครที่กำลังพบสิ่งเลวร้ายอยู่ขณะนี้ หรือกำลังท้อแท้ ขอให้นำเรื่องส้มนี้เป็นอุทาหรณ์และเป็นกำลังใจ ที่จะต่อสู้สิ่งร้ายๆให้หมดสิ้นไป
คราใดที่ท่านๆผู้อ่านท้อกับชีวิต ขอให้นึกถึงส้มและเรื่องที่เล่า ” ส้มคนบ้าคนนั้นที่ประเทศสวีเดน” เป็นบ้าในสายตาสังคมสวีเดน สังคมคนไทยในสวีเดน ยังสู้อุปสรรคเพื่อให้มีชีวิตที่ดี เพื่อลูกที่รัก และเพื่อความสุข และอยู่มาได้จนปัจจุบันนี้ และประสบผลสำเร็จหลายอย่างที่ตั้งไว้ เพราะความตั้งใจและสู้ๆๆไม่มีถอย
“ส้มผู้ไม่ยอมแพ้ เหมือนคนบ้าและลุกขึ้นมาสู้”
“ทุกอย่างอยู่ที่กำมือของคุณ” ลุกขึ้น ต่อสู้ ทำๆๆๆขอให้มีขวัญ กำลังใจ สู้ไม่ถอย และยังมีหน่วยงานของรัฐและของสังคมเยอะแยะ ที่ให้ความช่วยเหลือเมื่อคุณมีปัญหา อย่าท้อ คุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกกว้าง
ส้มขออวยพรให้แฟนคลับ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแบบไม่ท้อถอยทำด้วยสติและชนะ ส่วนท่านที่ไม่มีปัญหาขอให้พบสิ่งสำเร็จตามมุ่งหวังทุกครั้งไป หากใครมีปัญหาอยากได้กำลังใจมาปรึกษาส้มได้ด้วยความยินดี  และขอพรให้ส้มและลูกสุดที่รักทั้งสองของส้มมีสุขประสบผลสำเร็จ หากมีเหตุการณ์ใดๆเกิดส้มจะกลับมารายงานค่ะ
“อวสาน สุขสวัสดีทุกท่าน”

ตอนที่ 21  รักใหม่

หลังจากที่ส้มออกจากโรงพยาบาล เธอและลูกๆยังอยู่กับครอบครัวของพ่อแม่ทูลหัว โดยทั่วไปแล้ว ส้มเหมือนคนสติแตกคิดมาก พะว้าพะวัง  ห่วงแต่ลูกๆ ส้มยังไม่ได้ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ทางการหาให้
ส้มคิดโทษตัวเองตลอดเวลาว่าเราเป็นคนที่ทำให้ ทุกคนเดือดร้อน
“อยากตายแต่ตายไม่ได้”
แต่ห่วงลูกๆส้มไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง โดยได้งานกะวันธรรมดาเฉพาะตอนกลางวัน ศุกร์-เสาร์ จาก10.00น-16.00 น เงินเดือนพอใช้ และได้ทิปดีมาก
กำลังใจส้มเริ่มกลับคืนมา และกลับคืนมาเรื่อยๆ ส้มจำที่จำได้ไม่มีวันลืมในวันนั้นส้มได้ทิปที่เยอะมาก และยังรู้สึกขอบคุณกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 4-5 คนที่ให้ทิปส้ม 829 โครนคนขาดที่พึ่ง มีแต่ลูกเป็นที่ยึดเหนี่ยว เขาบอกว่า
”ส้มเก่งทั้งภาษาและทำหน้าที่ได้ดีมาก”
“ขอบคุณกำลังใจที่คุณมอบแก่ส้มค่ะ”
ในที่ทำงานร้านอาหารนั้น เจ้าของร้านใจดีและเห็นปัญหาของส้ม ดังนั้นบางวันหอบเอาลูกๆไปที่ทำงานด้วยกัน พอได้ทิปมาส้มจะวิ่งลงเอาไปให้ลูกๆเก็บไว้เป็นค่าขนม
”ลูกจ๊ะ แม่ได้ทิปเก็บเงินลูก เราไม่ต้องไปเก็บกระป๋องแล้วลูก “
ในช่วงนี้ มีชายคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต ”แฮรี่”เคยมีภรรยาไทยและเลิกร้างไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน เราเคยรู้จักกันในฐานะลูกค้าล่ามของส้ม แฮรี่รู้เรื่องราวทั้งหมดของส้ม แฮรี่เห็นส้มทำงานแล้วเอาลูกไปด้วยเลยสงสารส้มและเด็กๆ บางทีมารับลูกๆส้มไปสวนสนุกบ้างแล้วกลับมารับส้มกลับบ้าน แฮรี่นี่ช่วยส้มย้ายบ้าน
“ซึ้งใจกลายเป็นชอบและรัก”
ที่ส้มซึ้งใจมากที่เขาโทรมาอวยพรวันปีใหม่ แฮรี่ถามต่อว่า
”ไม่ไปกินเลี้ยงกับเพื่อนหรือ”
“ ส้มบอกว่าต้องทำความสะอาดบ้านเก่าให้เสร็จภายในวันนี้”
อีก20นาที แฮรี่มากดกริ่งบ้าน แล้วแฮรี่ช่วยส้มจนเสร็จตีหนึ่งตีสองแล้วเลยขับรถไปส่งส้มบ้านพ่อแม่ จากนั้นคบกันในฐานะเพื่อนที่เขาไม่เคยล่วงเกินส้มเลย  ได้ 6-7 เดือน จึงย้ายมาอยู่บ้านเดียวกัน

สวีเดน
สวีเดน

ตอนที่ 22 แต่งงานใหม่

ในช่วงนั้น ลูกคนโตอายุ 10 ขวบ ไม่ชอบแฮรี่มาก ทั้งๆที่แฮรี่เอาใจแฮรี่มาใส่ใจทั้งครอบครัวดีมาก เพราะมีญาติๆคนใกล้ชิดมาล้อว่า
“แม่เธอมีผัวใหม่จะไม่รักเธอแล้วนะ เดี๋ยวเขาก็มีลูกใหม่ เขาจะไม่รักเธอกับน้องสาวแล้ว”
เอ้อ!!!!นะครอบครัวๆเด็กจะไปรู้อะไร หากผู้ใหญ่ไม่เอาขยะมาใส่สมองและความคิด
คนเล็กอายุประมาณ3-4ขวบ ติดแฮรี่มากกว่า แฮรี่จะทำทุกอย่าง เปลี่ยนแพมเพิร์สให้ นอนร้องเพลงกล่อม เวลาจะเข้านอนลูกคนเล็กจะต้องร้องหาแขนแฮรี่ ฯลฯ
แฮรี่เคยเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ เขารักและเอาใจใส่ลูกของส้มอยากให้มีอนาคต เขาได้พาลูกของส้มไปเรียนกีฬาหลายชนิดโดยไม่บังคับจนลูกคนโตเลยกลายเป็นนักกีฬาอีกคน
ผ่านไปเป็นปีลูกสาวคนโตจึงเปิดใจยอมรับแฮรี่เพราะเขาดูแลดีและเอาใจใส่เธอไม่มีท่าทางจะเป็นอย่างญาติๆสอน
หลังจากสร้างครอบครัวใหม่ได้ปีกว่า ส้มได้หาบ้านใหม่เพื่อให้ไกลจากในตัวเมืองเพราะ 1. ลูกๆเป็นผู้หญิง ในเมืองใหญ่อันตรายมาก 2. แถบบ้านที่อยู่มีแต่คนกินเหล้า ทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยๆสิ่งแวดล้อมทางสังคมไม่ดี  3. อยากให้ลูกๆเติบโตขึ้นมาเหมือนเด็กครอบครัวอื่นๆ ซึ่งแฮรี่เห็นด้วยทุกอย่าง
“แฮรี่ ส้มรักคุณมาก”
ในปี 2003 เราได้บ้านหลังใหม่ที่ทุกคนชอบ
ในปีที่ 2004 เราแต่งงานกัน เพราะหากอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่มีการสมรสตามกฎหมาย หรือจดทะเบียน เมื่อแฮรี่มีปัญหาอะไรมา ส้มและลูกจะไม่ได้อะไรเลย เงินไม่เข้าใครออกใคร ส้มจึงจดทะเบียนเพื่อให้ชีวิตครอบครัวและลูกๆมั่นคงมากขึ้น  ทั้งครอบครัวทางแฮรี่ก็ยอมรับส้มและลูกๆเขาดีกับส้ม
ปี 2006  ลูกๆโตขึ้น ส้มอยากมีกิจการ จึงได้ขายบ้านเก่าแล้วมาซื้อบ้านหลังปัจจุบันที่ทำเป็นร้านขายของชำและขายหวยออนไลน์ ขายม้าแทงออนไลน์ ฯลฯ
ลูกคนโตอายุได้ 16 คนเล็กสัก 8 ขวบ คนโชคดี ดวงขึ้นทำอะไรเงินก็ไหลเข้ามา เพียงปีเดียวส้มสามารถส่งลูกคนโตไปเรียนที่เบลเยี่ยม 1 ปี พอกลับมาเรียนมัธยมปลายจนจบ

ตอนที่ 23 ชีวิตที่พอเพียง

ปี 2010 ขณะทำร้านอยู่ ส้มเกิดเป็นลม ไปฟื้นอีกทีอยู่ในห้องไอซียู ไม่รู้สึกตัว 2อาทิตย์  ผลการวินิจฉัยบอกว่า
”ส้มเป็นเส้นเลือดในสมองอุดตัน”
จากนั้นอยู่ต่ออีกอาทิตย์กว่าๆ กลับบ้านได้ ตอนนั้นความจำไม่ดีเลยหลงๆลืมๆทำอาหารลืมปิดแก็ส ฟังคนพูดไม่นานก็ลืม  สามีต้องทำงานบ้าน ทำงานประจำและแถมยังต้องดูแลร้าน ฯลฯ
แฮรี่เลยบอกเลิกปิดร้าน จนปัจจุบันนี้ แต่ตอนนั้นส้มคิดที่จะสู้กับโรคนี้ ส้มจะไม่ยอมเป็นคนพิการเด็ดขาด เลยออกไปเดินกับ ลูกชายสี่ขา”สุนัขไม่ลืมนาย” ทุกวันเพราะเขาจำทางกลับบ้านได้
หลังจากนั้นส้มยังไม่เคยถอย ได้ไปสมัครงานเป็นแม่ครัวที่ โรงพยาบาลสำหรับคนชรา ในหมู่บ้านที่อยู่ และพยายามหัดอ่านภาษาไทยทางเน็ต
ปี 2012 เพื่อนร่วมงานเดิมศาสตราจารย์ที่เคยทำวิจัยด้วยกันมาก่อน ได้ติดต่อให้ส้มเข้าทีมวิจัยโรคทางจิตเภท ส้มตกลงทำงานนี้ และทำงานแม่ครัวแต่เป็นที่โรงเรียนอีกแห่งหนึ่งแทน ตอนนี้ยังมีอาการหลงๆลืมๆบ้างแต่ ดีกว่าเดิมมาก
ถึงแม้ฐานะส้มจะดีกว่าเก่าแต่ส้มไม่เคยลืมความลำบากยากเย็นที่เคยผ่านมา  ดังนั้นส้มจึงดำเนินชีวิตอยู่อย่างเพียงพอและพอเพียง ” ตามรอยของในหลวง “ อยู่อย่างไม่ประมาท  รถยนต์ใช้คันเก่าๆ มีงานประจำทำและมีงานเสริมคืองานล่ามและแปลโดยที่เธอทำงานทุกอย่างที่จะได้เงินมาแต่ ยิ่งรวยยิ่งหนี้แยะ ภาษียิ่งเยอะกว่า
สิ่งที่ทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นมีลมหายใจ เธอมีความภูมิใจที่ เธอมีงานทำ ลูกรักกันดี ลูกของเธอประสบผลสำเร็จ คนโตไปเรียนอเมริกาและจะต่อโทที่นั่น ลูกคนเล็กมีงานนางแบบเจริญตามรอยพ่อ
ส้มมีความเพียร ถึงจะถูกสังคมใส่ร้ายหรือประณามจนเกิดภาวะเครียดจะเป็นบ้า แต่เธอยืนหยัดสู้เพื่อชีวิตและเพื่อลูกของเธอ จนลูกๆเข้าใจวิถีชีวิตเธอมากขึ้น ส้มสอนให้ลูกตระหนักว่า
“ถึงแม้ว่า ประวัติครอบครัวเราจะไม่สมบูรณ์อย่างครอบครัวอื่นๆเขา แต่เราสามารถทำดีและบรรลุเป้าหมายสุขในชีวิตได้ “
“คนไม่เห็น สังคมไม่เห็น แต่เทวดาจะเห็นและส่งเสริมเราให้สำเร็จสักวัน”
ความจริงคือความจริง ลูกๆรักแฮรี่มาก
“ครอบครัวเต็มสุข”
อวสานสุขสวัสดี
ขอให้แฟนคลับมีสุขและสำเร็จเช่นส้มค่ะ ขอบคุณแฟนคลับอีกครั้ง

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

2 Comments Add yours

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s