ฟินแลนด์ ดินแดนที่ไม่เคยฟิน:จากนครศรีธรรมราชสู่เฮลซิงกิ

บทสัมภาษณ์ผู้หญิงไทยที่ย้ายไปอยู่ยังต่างประเทศ ครั้งนี้ผมอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับผู้หญิงไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยังประเทศฟินแลนด์ เธอได้ให้รายละเอียดอย่างมากมายกับการใช้ชีวิตในฟินแลนด์ เธอคือคุณ So Pornpaapat และนี่คือ มุมมอง ประสบการณ์ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตในฟินแลนด์

ผมอยากจะแนะนำคุณกับคุณ So Pornpaapat

Hel 4

รูปถ่ายเครดิต คุณ So Pornpaapat

เริ่มตั้งแต่แรกเลยคุณมาอยู่ประเทศ ฟินแลนด์ เพราะอะไรครับ

เริ่มแรกเลยดิฉันไม่ได้ตั้งใจมาอยู่ที่ประเทศฟินแลนด์หรอกค่ะ พอดีช่วงนั้นดิฉันกำลังเบื่องานที่เมืองไทย ดิฉันเป็นอาจารย์สอนแพทย์แผนไทยในมหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัยวิทยาเขตไสใหญ่ จริงๆก็เพิ่งทำได้แค่6เดือน แต่รู้สึกว่ามันไม่ไหวกับระบบเส้นสายในหน่วยงาน เราอยู่ยากถ้าไม่มีพรรคพวก ประกอบกับตอนนั้นเคยสมัครงานที่ฟินแลนด์ไว้ แล้วเอกสารการสมัครมันผ่าน วีซ่าดำเนินการได้ เงินเดือนก็ดูดี ก็เลยตัดสินใจลาออก เดินทางมาทำงานที่นี่เลยค่ะ

คุณอาศัยอยู่ที่เมืองอะไรในประเทศฟินแลนด์ และคุณอยู่ที่นั่นมานานแค่ไหนแล้ว

ดิฉันอาศัยอยู่ที่เฮลซิงกิค่ะซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์ อยู่ที่นี่มาประมาณ 5 ปีแล้วค่ะ

คุณเกิดและเติบโตที่ไหนที่ประเทศไทยครับ ช่วยบอกเราชีวิตนั้นเป็นเด็กเป็นอย่างไร

ดิฉันเป็นคนภาคใต้ค่ะ เป็นคนอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ชีวิตในวัยเด็กของดิฉันก็ค่อนข้างจะระเหเร่ร่อนพอสมควร

เริ่มจำความได้ก็อยู่ที่อำเภอทุ่งสงจนกระทั่ง ป.1 พ่อเสียชีวิต แม่จึงย้ายบ้านมาอยู่กับญาติที่อำเภอหัวไทร พอ ป.2 ดิฉันก็ได้ย้ายตามแม่มา

แม่มีลูกทั้งหมด 6 คน แม่ทำงานรับจ้างทั่วไป ทำทุกงานแล้วแค่คนจ้าง งานก่อสร้าง งานขนอิฐ งานแบกปูน ทำทุกอย่าง ตอนนั้นค่าแรงได้วันละ 80 บาท ลูก 6 คน บางครั้งมันก็ไม่พอที่จะกินกัน หลังจากพ่อเสียชีวิตไม่ทันครบปี พี่ชายคนโตก็ได้เสียชีวิตไปอีกคน แม่เสียใจอย่างมาก ใบหน้าของแม่มีแต่ความเศร้า ตั้งแต่วันนั้น แม่ไม่เคยมีรอยยิ้มอีกเลย แม่เหลือลูกๆอีก 5 คนที่ต้องดูแล แต่มันก็เป็นภาระที่หนักมาก พี่สาวคนโตจบ ม.3 ก็ออกหางานทำ พี่ชายคนรองจบ ป.5 ก็หยุดเรียน พี่สาวคนรองอยู่ ป.4 ก็ออกไปทำงานบ้านญาติ ดิฉันอยู่ ป.3 ก็ต้องย้ายมาเรียนบ้านน้าที่ชุมพร ที่บ้านเหลือแค่น้องคนสุดท้อง 2ขวบที่อยู่กับแม่ ดิฉันจำได้ดีว่า วันที่พวกเราทุกคนต้องจากแม่ พวกเรายังเด็กๆกัน ทุกคนร้องให้ ไม่มีใครอยากจากแม่ แต่ทุกคนก็ต้องไป เพื่อจะได้แบ่งเบาภาระของแม่ ชีวิตตอนนั้นไม่ต้องถามหาความรัก ความอบอุ่น มันไม่มี มีแค่เราทุกคนจะทำอย่างไรให้มีชีวิตรอด ดิฉันมาอยู่ชุมพร ป.3-ป.6 เป็นเวลา 4 ปี น้าดิฉันเป็นครู ท่านดูแลดิฉันเป็นอย่างดี ให้การอบรมเลี้ยงดู เอาใจใส่ แต่ท่านก็มีครอบครัวของตัวเอง บ่อยครั้งที่ดิฉันต้องอยู่บ้านคนเดียว ส่วนมากก็จะอยู่แต่ห้องสมุด อ่านหนังสือ อ่านจนหมดห้องสมุด เมื่ออ่านหนังสือเรียนจนหมดดิฉันก็เริ่มอ่านหนังสือนวนิยาย เรื่องแรกอ่านตอน ป.6 คือเรื่องเพชรพระอุมา ชีวิตมีแต่หนังสือ เพราะต้องอยู่คนเดียวไม่มีแม่ ไม่มีครอบครัว เลยใช้หนังสือเป็นคนในครอบครัวแทน

เฮลซิงกิ
เฮลซิงกิ

พอจบประถมดิฉันก็ย้ายกลับบ้านมาอยู่กับแม่ ด้วยความที่ไม่เคยอยู่กับแม่ เมื่อมาอยู่ด้วยกันก็ทะเลาะกันบ่อยเหมือนคนไม่รู้จักกัน แม่เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ไม่เคยไปโรงเรียน ไม่เคยรู้วิธีสอนใคร แม่รู้แค่ว่าจะทำอย่างไรเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูลูก ส่วนดิฉันโตมากับครูกับหนังสือ โตมาอย่างมีระบบระเบียบ ความแตกต่างของเราที่สุดขั้วทำให้ดิฉันไม่เข้าใจความเป็นตัวตนของแม่ แต่ก็แค่ช่วงแรกๆ พอเริ่มขึ้นมัธยมปลาย ความลำบากของแม่ ทำให้ดิฉันต้องหยุดเรียน 1 ปี เราไม่มีค่าเทอมที่จะจ่าย ไม่มีค่าอาหารที่จะไปกินที่โรงเรียน ดิฉันก็เลยต้องหยุดเรียน จริงๆแล้วมันก็ไม่มีค่าอาหาร ค่ารถโดยสารที่จะมาโรงเรียนตั้งแต่เรียนม.ต้นแล้วแหละ แต่เพราะอยากเรียน ก็ทนเอา กินบ้าง ไม่กินบ้าง เวลามาโรงเรียนก็เดินเอา ไปกลับก็ประมาณ 5 กิโมเมตร แต่พอขึ้น ม.ปลาย มันต้องจ่ายค่าเทอม มันไม่มีเงินจ่าย สุดท้ายก็ต้องหยุดเรียน ทำงานอยู่1ปี โชคดีคุณครูยินดีจะจ่ายค่าเทอมให้ทุกเทอม ให้เรารับผิดชอบแค่ค่าอาหารกับค่าเดินทาง จริงๆแม่ไม่ได้อยากให้เรียน แม่ถามคำถามหนึ่งว่า ถ้าเราไปเรียนแล้วใครจะช่วยแม่ทำงาน เงินค่ากิน ค่ารถ เราก็หาไม่พอหรอก แล้วเรียนไปเมื่อไหร่มันจะจบ คำถามของแม่ยังค้างคาใจอยู่เสมอ ดิฉันบอกแม่ว่า ดิฉันไม่กินทุกมื้อหรอก ไปโรงเรียนก็เดินเอาไม่ต้องนั่งรถ ถ้าเราไม่เรียน ทำงานเป็นลูกจ้างค่าแรง100บาทต่อวัน อีกสิบปีค่าแรงเราก็ยังเท่าเดิม แต่ถ้าเราเรียนอีก 10 ปีค่าแรงเราก็อาจจะได้วันละ 500 บาท ซึ่งมันแตกต่างกันมาก แม่ไม่ตอบโต้อะไรในคำพูดของดิฉัน จึงทำให้ดิฉันตัดสินใจกลับเข้าเรียนใน ม.4 ได้ ช่วงเรียน ม.ปลายดิฉันเริ่มเข้าใจชีวิตแม่มากขึ้น แม่ตื่นตี 5 ไปขุดดิน กลับบ้านค่ำทุกวัน เวลาเดินไปโรงเรียนดิฉันจะผ่านที่ทำงานของแม่ ทุกวันดิฉันหยุดมองแม่ทำงาน มองด้วยความสงสาร แม่ที่ไม่เคยยิ้ม ไม่เคยได้หยุด ไม่เคยได้พักผ่อน บางครั้งกลับมาบ้านมือเปื่อย เท้าเปื่อย แต่แม่ก็ต้องทำ แม่บอกว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเอาอะไรกิน

เวลาปิดเทอมดิฉันก็ไปช่วยแม่ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็ไปช่วย ไปโรงเรียนก็เดินไป ข้าวมื้อเที่ยงก็อดบ้างกินบ้าง ชุดนักเรียนก็รับบริจาคจากคนในหมู่บ้าน หนังสือเรียนก็รับมาจากเพื่อนบ้าน สมุดก็เอาเก่าที่เหลือๆมาเย็บติดกันทำเล่มใหม่ แทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายเลย แต่ค่าแรงแม่วันละ 80 บาท มันก็ไม่พออยู่ดี ดิฉันเรียนได้ที่ 1 ของรุ่น จึงทำให้ได้ทุนการศึกษามาช่วยแบ่งเบาบ้าง เราอยู่กันอย่างยากลำบากจนจบ ม.ปลาย

ดิฉันตัดสินใจเรียนต่อ ปวส. แม่ไม่มีเงินหรอก แต่ดิฉันก็ดันทุรัง หาค่าเทอมตอนปิดเทอม รับจ้างอาจารย์ทำงาน พี่ส่งให้บ้างเล็กๆน้อยๆ อดเอาบ้างทนเอาบ้าง จนจบปริญญาตรี ดิฉันจบตรีที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ความมุ่งมั่นในการเรียนมีเป้าหมายแค่อย่างเดียวคือ จบมาแล้วจะได้ทำงานหาเงินให้แม่ใช้ แม่จะได้ไม่ต้องเหนื่อย แต่ความฝันก็ไม่เคยเป็นจริง ปี 4 ปีสุดท้าย แม่ก็จากไป แม่ป่วยเพราะแม่ทำงานหนัก ไม่ได้พัก ไม่ได้เคยได้นอนอิ่ม ไม่เคยได้กินอาหารครบ แม่จากไปโดยที่ดิฉันยังไม่ทันจบการศึกษา ยังไม่ทันได้หาเงินให้แม่ใช้ คำถามที่แม่เคยถามเมื่อตอนจะเรียนต่อ ม.ปลายมันยังติดค้างคาอยู่ในใจเสมอ ถ้าวันนั้นเราไม่เรียนต่อ อยู่ช่วยแม่ทำงาน แม่ก็คงไม่เหนื่อยแบบนี้ และแม่ก็อาจจะอยู่กับเรานานกว่านี้

ชีวิตวัยเด็กเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความเศร้า แม่เป็นความยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้ชีวิตเดินไปข้างหน้าและเติบโตมาได้ ขอบคุณนะคะแม่ ขอบคุณที่เลี้ยงดูมา ขอบคุณที่เมตตาฟูมฟัก ขอบคุณที่รักเอาใจใส่ ขอบคุณที่ทนทุกข์เหนื่อยยากลำบากทั้งกายใจ จะขอบคุณสักแคไหนก็ไม่เพียงพอ

ตอนนี้คุณทำอาชีพอะไรที่ประเทศฟินแลนด์ครับ

ตอนนี้ดิฉันเปิดร้านนวดไทยค่ะ เปิดร่วมกับเพื่อน ดิฉันมาที่นี่เป็นพนักงานนวดไทยในสปา ทำงานได้ประมาณ 8 เดือน สปาก็โดนปิดจากคำสั่งของรัฐบาลเพราะขาดทุน เมื่อสปาปิดพวกเราประมาณ10คน ก็ต้องกลับเพราะไม่มีงาน วีซ่าก็กำลังจะหมด แต่ด้วยความตั้งใจในการมาครั้งแรกเราเซ็นสัญญาไป 2 ปี เราทิ้งงานจากเมืองไทยมา มุ่งหวังว่า 2 ปีเราจะมีเงินกลับไปแต่ถ้าเรากลับตอนนี้ เราก็ต้องกลับไปหางาน ใหม่อีก และเราก็ยังไม่มีเงินเลยสู้เราอยู่ที่นี่ ทำงานที่นี่น่าจะดีกว่า เพราะเราเสียเวลามาแล้ว พวกเราทั้งหมดจึงตัดสินใจหางานใหม่ แต่หายากมากค่ะ เพราะสปาที่นี่มีน้อย ร้านนวดไทยที่นี่มีเป็น 20 กว่าร้าน แต่ทุกร้านแอบแฝงขายตัวเกือบทุกร้าน เรียกจนคนที่นี่เหมารวมแข่งว่า ร้านนวดไทยที่นี่คือร้านขายตัว และด้วยสภาพเป็นอย่างนี้ทำให้พวกเราไม่มีใครกล้าเข้าไปสมัครเป็นพนักงานเลย สุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เราก็เลยเลือกที่จะเปิดร้านกันเองเพื่อความปลอดภัยในตัวเราและอาชีพของเรา ทุกคนก็เลยจับคู่กันเป็นร้านละ 2 คน ร้านเล็กๆ และก็อยู่กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ

เฮลซิงกิ
เฮลซิงกิ

อะไรคือสิ่งที่คุณรัก และอะไรคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่างของคุณ

ถามว่าอะไรคือสิ่งที่ดิฉันรักเหรอคะ ตอบยากมากเลยค่ะ เพราะคำว่ารักมันก็แล้วแต่ว่ามันอยู่ในหัวข้อไหน ดิฉันขอตอบในสิ่งที่รักและเป็นชีวิตของดิฉันก็แล้วกันนะคะ ดิฉันรักแม่ที่สุดค่ะ ทั้งชีวิตมีไว้เพื่อแม่เท่านั้น แต่ตอนนี้ไม่มีแม่แล้ว ความรักของดิฉันทั้งหมดจึงถ่ายเทมาที่ลูกๆของแม่ นั่นก็คือพี่ๆและน้องๆของดิฉัน ก่อนแม่จะจากไป แม่บอกว่า แม่ฝากน้องด้วยนะ ดูแลน้องด้วย นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่แม่ฝาก ดังนั้นความรักของดิฉันจึงมารวมอยู่ที่ลูกๆของแม่โดยเฉพาะน้องชาย ความรักมาพร้อมกับความเอาใจใส่ ช่วยเหลือแบ่งปัน และให้อภัยแต่ถึงจะรักแค่ไหน ทุกอย่างก็มีขอบเขต ความรักที่ดิฉันให้จะให้เฉพาะคนที่ทำสิ่งที่ดีเท่านั้น ขยันเรียน ขยันทำงาน ถ้าไม่มีความดี ความรักจะมีเหลือแค่ความเอาใจ ดูแลและให้อภัย แต่ไม่มีการช่วยเหลือใดๆ เพราะการช่วยใครต้องช่วยเฉพาะคนที่ทำสิ่งดี ที่ถูกต้องเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เรารักเสมอไป ส่วนรักอะไรอีกบ้างในเรื่องอื่นๆ ก็มีนะคะ รักสีเขียวของทุ่งนาและป่าเขา รักหมารักแมว รักเด็กๆ พอเริ่มแก่ก็เริ่มจะรักเด็ก 555 ตอบเหมือนนางงามเลยค่ะ รักความเป็นไทยทุกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย และก็รักเพลงลูกทุ่งค่ะ ความรักพวกนี้ เป็นความรู้สึกชื่นชม ยกย่อง และอยากเห็นมันดูดีตลอดไป ความรักพวกนี้มันไม่ใช่สิ่งที่กระตุ้นให้เราอยากจะทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับมันหรืออยากได้อะไรจากมัน แค่ความชื่นชม และความมุ่งหวังแต่สิ่งที่ดีๆเท่านั้นเองค่ะ

สำหรับยามว่างแล้วดิฉันชอบทำอะไร อันดับแรกชอบอ่านหนังสือ อ่านไปเรื่อยเปื่อยค่ะ อะไรใกล้มือก็จับมาอ่าน น่าจะเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ดิฉันเริ่มอ่านนวนิยายตั้งแต่ประถม เริ่มจากเล่มเล็ก จนเป็นเล่มใหญ่ ขยับเป็น 2 เล่มต่อหนึ่งเรื่อง สุดท้ายมาจบที่นวนิยายจีน 18 เล่มต่อกันในหนึ่งเรื่อง อ่านจนรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรให้น่าติดตามแล้ว พอจบ ม.6 ก็เลยเลิกอ่านนวนิยายไปเลย ข้อดีของนวนิยายคือมันเป็นครูชั้นเยี่ยม ดิฉันเรียนรู้หลักการคิด การดำเนินชีวิต การกระทำต่างๆผ่านตัวละครที่บรรยาย นวนิยายเล่มใหญ่ๆหรือที่เรียกว่าปกแข็ง ล้วนแต่งโดยนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง เช่น ทมยันตี สีฟ้า หรือดอกไม้สด เนื้อหาจากนิยายเหล่านี้ต่างมุ่งที่จะสอนให้คนเป็นคนดี มีศีลธรรม มีความมานะอดทน มีคำสอนมากมายที่แฝงไว้ในเนื้อหาเพื่อให้คนอ่านได้ซึมซับความดีเหล่านี้ ตอนเด็กจนถึงวัยรุ่น เมื่อมาอยู่กับแม่ แม่พูดน้อย เราไม่ค่อยคุยกัน แม่มีแต่ความเหนื่อยล้า ไม่มีคำพูด หรือคำสอนใดๆออกมาจากปากแม่มากมาย ตอนเช้าสวัสดี ค่ำๆแม่กลับบ้านกินข้าวแล้วนอน นิยายเลยกลายเป็นครูที่ดีที่สุดตั้งแต่นั้นมา แต่ตอนนี้อ่านทุกอย่างค่ะ ไว้เรียนรู้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

ยามว่างอีกอย่างที่ทำบ่อยที่สุดตอนนี้คือ ดูซีรี่ส์เกาหลี อินเทรนด์มากเลยค่ะ คนไทยชอบโอปป้าเกาหลี ตอนนี้ไม่ดูหนังไทยเลยค่ะ ดูแต่เกาหลี สาเหตุที่ไม่ดูหนังไทยคือ ดูมาเยอะแล้วค่ะ อายุ 43 แล้ว บางเรื่องนำกลับมาทำใหม่เป็นรอบที่ 3 แล้ว ดูจนเบื่อแล้วค่ะ ปล่อยให้เด็กรุ่นใหม่เขาได้ดูไปเพราะเขาเพิ่งโต เขาเพิ่งเห็น ส่วนเราคนแก่ก็หาดูสิ่งใหม่เช่นหนังเกาหลีนี่แหละค่ะ ไม่ได้ชอบนางเอกหรือพระเอกเลยค่ะ ไม่มีคนสวยคนหล่อเลยในเรื่อง พระเอกก็หน้าจะเหมือนคนเดินถนนทั่วไปในเมืองไทยเราเลยค่ะ ไม่ได้โดดเด่นเลย แต่ที่สุดๆของมันก็คือเนื้อหาของเรื่อง มันโอเว่อร์มากๆ สลับซับซ้อน เจ้าเล่ห์ ขี้โกง หักหลัง ไร้ศีลธรรมสุดๆ เป้าหมายแค่ต้องได้มา ต้องชนะ ต้องรวย ต้องเหนือคนอื่น ส่วนจะได้มาแบบไหนไม่สำคัญ เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่มีขอบเขต อยากเขียนอะไรก็เขียน ไม่ต้องอ้างอิงว่ามันต้องทำได้จริงในชีวิต มันการ์ตูนชัดๆเลยค่ะ มันต่างกับของไทยตรงนี้แหละ ของไทยมีกรอบกำหนดไว้ชัดเจนคือ ตัวเอกต้องเป็นคนดี เนื้อหาต้องพยายามสอนให้คนทำความดี สุดท้ายตอนจบของละครคือ ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหนแต่ถ้าคุณทำเลว ทำชั่วไว้ คุณจะต้องพ่ายแพ้ความดีเสมอ และนี่คือกรอบของละครไทย แต่เกาหลีไม่ใช่ ไม่สนใจดีเลว สนใจแค่สุดท้ายทำแบบไหนก็ได้ ขอแค่ให้ได้มันมา เกาหลีเลยดูตื่นเต้นตลอด ยากเกินคาดเดา ถ้าอยากให้ลูกหลานเป็นคนดีก็ให้ดูละครไทย แต่ถ้าอยากให้ลูกหลานมีชัยไม่สนใจอะไรก็ให้ดูละครเกาหลีไปนะคะ โชดดีของดิฉันที่มาดูละครเกาหลีตอนแก่ เลยยังเหลืออะไรดีๆจากละครไทยซึมซับไว้เต็มหัวใจค่ะ

ส่วนกิจกรรมอย่างอื่นเช่น ช้อปปิ้ง ก็มีน้อยมากเพราะของที่นี่แพงมากค่ะ หรือถ้าจะออกไปเดินเล่นก็เดินได้แค่เดือน 6,7,8,9 ประมาณ 4 เดือนที่พอจะมีแดดอยู่บ้าง ไม่หนาวมาก 20-25 องศาเซลเซียส กำลังดีสำหรับคนที่นี่ แต่สำหรับดิฉันมันก็ยังหนาวใส่เสื้อแขนยาวอยู่เลยค่ะ หนาวจนไม่อยากเดินเล่น จะมีอีกกิจกรรมหนึ่งที่พอจะทำได้คือการอบซาวน่าและว่ายน้ำ ราคาต่อครั้งก็ประมาณ 5 ยูโร ไม่แพง ไปนั่งเล่นในห้องอบให้หายหนาวแล้วก็ลงว่ายน้ำต่อในสระ แต่ปัญหาคือ เวลาเข้าห้องอบต้องแก้ผ้าหมด ห้ามมีติดตัวเลย แล้วก็อบรวมกันเป็น 10 คน โชคดีที่แยกชายหญิง ตอนมาใหม่ๆ ถึงจะหนาวแค่ไหนก็ไม่ยอมไปอบค่ะ อายที่ต้องแก้ผ้า ผ่านไป 1 ปี มันทนหนาวไม่ไหว แก้ก็แก้ค่ะ นั่งดูไปของป้าๆยายๆฟินล์แลนด์ ทำใจไปค่ะ

มันเป็นกฎของที่นี่ค่ะ เข้าห้องอบต้องถอดหมด เพื่อลดมลพิษที่อาจเกิดจากสารเคมีในเส้นใผของผ้าเมื่อโดนความร้อน การอบซาวน่าเป็นสิ่งที่คนที่นี่นิยมทำกันตั้งแต่เด็กจนแก่ค่ะ มีกันทุกบ้าน แถมยังมีให้บริการทั่วไปให้ใช้ได้ทั้งเมืองค่ะ ลืมบอกไปเลยค่ะ ว่าเหตุที่ทำให้เวลาว่างส่วนใหญ่ชอบดูหนังเกาหลีเพราะว่า ค่าอินเตอร์เน็ตมันถูกค่ะ เหมาจ่าย 10-15 ยูโรก็ดูหนังฟังเพลงได้ทั้งวันค่ะ ไม่มีลิมิตด้วยนะคะ ดูตั้งแต่เช้ายันเที่ยงคืนค่ะ ไม่มีติด ไม่มีดับ มันเป็นอินเตอร์รวมกับโทรศัพท์ ว่างปั๊บคว้าปุ๊บ กดดูง่ายๆ ได้ทุกช่องทีวี แถมถูกอีกต่างหาก เลยไม่อะไรกันแล้ว ดูโอปป้าทั้งวันทั้งคืนเลยค่ะ

น้ำพุเทพธิดาแห่งทะเลบอลติก
น้ำพุเทพธิดาแห่งทะเลบอลติก

คุณพูดภาษาฟินแลนด์ได้ไหม คุณคิดว่าภาษาฟินแลนด์ยากสำหรับคุณไหมและคุณใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าคุณจะพูดภาษาแล้ว เสร็จได้ พูดภาษาอื่น ไหม

ดิฉันพูดภาษาฟินแลนด์ไม่ได้ค่ะ แต่พอจะเข้าใจบ้างเล็กน้อย ถามว่าภาษาฟินแลนด์ยากไหม สำหรับดิฉันมันไม่ยากและไม่ง่ายค่ะ ถ้าเทียบกับภาษาอังกฤษ ก็ถือว่ายากกว่า แต่กลับง่ายกว่าถ้าเทียบกับภาษาฝรั่งเศสและเยอรมัน หลักไวยากรณ์ก็ไกล้เคียงกันนะคะกับภาษาอังกฤษ มีการแยกเอกพจน์และพหูพจน์ มีการเติมตัวอักษรข้างหลังคำนาม แต่ภาษาอังกฤษนั้นจะเติมแค่ตัวเอสที่คำนามตัวเดียว ประโยคก็เปลี่ยนจากเอกพจน์เป็นพหูพจน์แล้ว แต่ภาษาฟินด์ต้องเพิ่มทั้งที่คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คือต้องใส่เพิ่มให้ทุกตัวในประโยคเลยค่ะ ถึงจะทำให้ประโยคนั้นสมบูรณ์ได้ และไม่ใช่เติมกันง่ายๆตายตัวแบบภาษาอังกฤษนะคะ มันมีกฎการเติมการเปลี่ยนที่ยิบย่อยมากมายค่ะ ดิฉันให้คนฟินแลนด์ช่วยเขียนเมนูภาษาฟินด์ให้เมื่อตอนเปิดร้านใหม่ๆ ดิฉันแก้ไขประโยคและการสะกดคำประมาณ 5 ครั้งได้มั้งคะ เพราะว่าเมื่อเขียนนำมาใช้แล้ว ลูกค้าก็จะท้วงติงว่าผิดนะ แล้วก็ใจดีค่ะ แก้ให้เรียบร้อย หลังจากนั้นไม่นานก็จะมีลูกค้าคนใหม่มาก็จะท้วงติงแบบเดิมแหละค่ะ แล้วก็แก้ใหม่ให้อีก เป็นอยู่แบบนี้แหละค่ะ จนสุดท้ายเริ่มไม่ไหวแล้วค่ะ เมื่อไหร่มันจะถูกต้องเสียที มีแต่คนแก้อยู่นั่นแหละ อันไหนมันคืออันที่ถูกต้องล่ะเนี่ย ด้วยความสงสัยก็เลยตัดสินใจพูดแบบไม่เกรงใจเลยค่ะ ว่าประโยคต่างๆที่เขียนทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนเองเลยค่ะ คนที่นี่เขียนให้ แล้วก่อนที่คุณจะมาแนะนำเนี่ย มีคนแนะนำและแก้ไขมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง คำถามคือเมื่อไหร่มันจะถูกเสียทีคะ และอันไหนมันถูกต้องที่สุดคะ เงียบกันไปเลยค่ะ และสรุปว่าภาษาฟินแลนด์มันยังเป็นภาษาที่ใหม่ หลักไวยากรณ์ค่อนข้างซับซ้อน คนฟินแลนด์เองบางครั้งก็ยังเข้าใจไม่ถ่องแท้ หลังจากได้ฟังคำนี้แล้ว ดิฉันก็เลิกสนใจเวลาคนมาท้วงติงประโยคต่างๆที่เขียนไว้ในเมนูไปเลยค่ะ ทุกวันนี้เวลาลูกค้าผ่านหน้าร้านก็ยังชอบหยุดอ่านและชอบยืนถกเถียงกันเองอยู่เลยค่ะ

ส่วนที่ว่าง่ายกว่าภาษาเยอรมันกับฝรั่งเศสก็คือการออกเสียง ภาษาฟินด์จะมี ร.เรือ และ ล.ลิง เหมือนของไทยเลยค่ะ สำเนียงการออกเสียงจะเหมือนกับภาษาไทยมากๆเลยค่ะ พูดง่าย ฟังง่าย ออกเสียงอะ อา อิ อี แบบสั้นๆง่ายๆเรียบๆแบบภาษาไทยเลยค่ะ ออกเสียง ร.เรือ และ ล.ลิง ชัดเจนมากค่ะ ไม่มีเสียงออกตามไรฟัน หรือเสียงเบลอๆขึ้นจมูกฟังไม่ชัดเหมือนของภาษาฝรั่งเศส คือสำเนียงของคนไทยเลยค่ะไม่ต้องดัดแปลงหรือเปลี่ยนอะไรเลย ถ้าจำได้ก็พูดได้สบายๆเลยค่ะ

ที่พูดๆมาทั้งหมดนี้นะคะ ตัวเองพูดไม่ได้หรอกค่ะ ชอบนะคะ เพราะพูดง่ายแต่ไม่มีเวลามาท่องจำคำศัพย์ ไม่มีเวลาไปเรียนค่ะเพราะต้องทำงานเกือบจะทุกวัน แถมไม่มีแฟนเป็นคนฟินด์อีก อีกอย่างหนึ่งคือคนที่นี่ 90% พูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ จะเด็กหรือคนแก่ก็พูดได้ค่ะ เป็นประเทศในยุโรปที่แปลกนะคะ คนฝรั่งเศส คนเยอรมัน คนสเปน หรือประเทศในยุโรปส่วนใหญ่จะไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่ที่นี่พูดได้เกือบทุกคนค่ะ ดิฉันจึงอยู่ที่นี่แบบสบายๆในเรื่องการติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเอกสารทางราชการ หรือเอกชน ทุกๆที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้หมดค่ะ คนที่นี่จะใช้ 2 ภาษาเป็นภาษาราชการก็คือภาษาฟินแลนด์และภาษาสวีเดน เด็กนักเรียนจะบังคับเรียน 2 ภาษาในโรงเรียน และเพิ่มภาษาอังกฤษในการเรียนเพิ่มเติม

ถ้าตั้งใจที่จะเรียนภาษาฟินแลนด์ก็ไม่ยากค่ะ เอาแค่พูดได้ เข้าใจเบื้องต้นและสอบผ่านระดับ 1 คือระดับทำงานเป็นลูกจ้าง โรงเรียนที่นี่เรียนอยู่ที่ 1 ปีค่ะ คนตกงาน คนแต่งงาน ย้ายถิ่นฐานมา รัฐบาลให้ไปเรียนฟรีค่ะ แถมเงินให้ด้วย เรียนจันทร์ถึงศุกร์ ก็ไม่เรียนทั้งวันนะคะ บ่ายๆก็เลิกแล้วค่ะไม่เต็มวัน ประมาณครึ่งปีก็พูดได้ สื่อสารได้แล้วค่ะ แต่ถ้าเรื่องไวยากรณ์อย่าไปยุ่งเลยค่ะ ส่วนมากเรียนแค่ระดับ 1 เพื่อทำงานกันทั้งนั้นค่ะ ส่วนดิฉันยังไม่ได้สักระดับเลยค่ะ ไม่มีเวลาตกงาน ไม่มีแฟนแต่งงาน อดเรียนฟรีไปเลยค่ะ จะจ่ายเงินเองไปเรียนก็ไม่มีเวลาว่างเลยค่ะ

ขอทำงานเก็บเงินก่อน ภาษาฟินด์ ขอยอมแพ้ค่ะ ภาษาอังกฤษช่วยชีวิตรอดไปก่อนค่ะ

คุณ So เฮลซิงกิ
คุณ So เฮลซิงกิ

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามันยากไหมสำหรับการที่คนไทยต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบคนฟินแลนด์แล้วถ้ามันยาก มันยากยังไง และอะไรเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด

ในมุมมองของดิฉันในเรื่องการปรับตัวของคนไทยที่จะมาอาศัยอยู่ในประเทศฟินแลนด์นั้น มันไม่ยากหรอกค่ะ ที่ไม่ยากเพราะว่าคนไทยเราปรับตัวเก่ง เข้าใจอะไรได้ง่าย ยอมรับอะไรได้เร็ว และก็ปล่อยวางได้เมื่อจำเป็น เหมือนสุภาษิตไทยที่ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ให้หลิ่วตาตาม ดังนั้นคนไทยไปอยู่ที่ไหนไหนก็ปรับตัวได้ไม่ยากค่ะ แต่ต้องอาศัยเวลา และการเรียนรู้นิดหน่อย

สิ่งสำคัญที่เราต้องปรับตัวก็คือ สภาพอากาศที่แตกต่างแบบสุดขั้วจากเมืองไทย เดือน 6 จนถึงเดือน 9 คือช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิ 15-25 องศา มีแสงแดดจนถึง 3-4 ทุ่ม ไม่ได้นอนดีเลยค่ะ แสงแดดมันแยงตา ส่วนเดือน 11-5 ก็จะหนาว มีหิมะตกประมาณ 2 เดือน ก่อนหิมะตกและหลังหิมะตกจะหนาวมากๆๆๆ เหมือนอยู่ในห้องแช่แข็งเลยค่ะ อุณหภูมิประมาณ -20 ถึง 10 องศาเซลเซียส และประมาณ 3โมงเย็นก็มืดแล้วค่ะ

มืดเร็วมาก แถมกลางวันก็ไม่มีแสงแดดอีก แบบนี้จะเป็นอยู่ 2-3 เดือนค่ะ อันนี้ก็จะนอนอย่างเดียวค่ะ ไม่อยากทำงานแล้ว มันหนาวๆ ผ้าห่มกับเตียงนอนสำคัญที่สุดเลยค่ะ

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติของเมืองนอกนะคะ หนาวเกือบทุกเมือง เพียงแต่ที่นี่หนาวไปหน่อย ปรับตัวง่ายค่ะ

ส่วนที่น่าจะยากสุด ที่ต้องทำใจคือ อุปนิสัยของคนฟินแลนด์ ที่แตกต่างจากคนไทยสุดๆ ข้อแรกนะคะ ผู้ชายจะขี้อาย อายหลบหน้าหลบตา ไม่กล้าสบตาเลยค่ะ ข้อสองนะคะ ชอบสันโดษคือชอบอยู่คนเดียว เงียบๆ ปลีกวิเวก ข้อสามนะคะ ไม่แบ่งปันค่ะ ซื้อกินคนเดียว กินกับเพื่อนนะคะแต่ซื้อกล้วยไปแค่ใบเดียว

นิสัยเหล่านี้มันขัดกับคนไทยมากค่ะ เราจะพูดคุยกันตลอด จัดปาร์ตี้ตลอด แถมกับเพื่อนฝูงแล้วไม่อั้นค่ะ เลี้ยงกันได้เสมอ แต่ถ้ามีมาอยู่ที่นี่แล้ว ต้องเปลี่ยนค่ะ ขึ้นรถโดยสารห้ามคุยค่ะ นั่งเงียบไปเลย คุยไม่ได้ค่ะ โดนจ้องหน้าทันที หรือเวลาอยู่บ้าน หลังสี่ทุ่มแล้วห้ามส่งเสียงดังเลยค่ะ ถ้าเสียงดังรบกวนข้างบ้าน ไม่นานเกินรอ ตำรวจมาถึงบ้านเลยค่ะ แจ้งความเลย และถ้าเรามีสามีฟินด์แล้ว ไม่ต้องคิดจะพาเพื่อนคนไทยไปสังสรรค์ที่บ้านนะคะ ไม่มีค่ะ ไม่อนุญาตให้พาเพื่อนเข้าบ้านค่ะ เลิกคิดไปเลยนะคะงานล้งงานเลี้ยง ยากค่ะ จะมีบ้างก็ตามเทศกาล แต่ต้องขออนุญาตกันนานเลยค่ะ

นิสัยโดยทั้งหมดนี้จะเป็นเหมือนๆกันเกือบทุกคนค่ะ แรกๆเราก็พอจะรับไหว นานๆไปเป็นปีๆเราจะอึดอัดค่ะ เพราะมันหนาว มันมืด มันเหงา เราอยากเจอเพื่อน อยากพูดคุย อยากสังสรรค์เพื่อคลายเหงา ให้อยู่แต่บ้าน เงียบๆ ไม่พูดไม่คุย มีหวังชักเหง็กๆตายพอดีค่ะ อันนี้แหละค่ะ คือสิ่งที่ปรับตัวได้ยากสุดของที่นี่

พวกเราตั้งฉายาคนเมืองนี้ว่า เมืองผีดิบ หน้าซีดๆ ตัวขาวๆสูงๆไม่มีสีเลือด หน้าบูด หน้าบึ้ง ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่มีน้ำใจ ไม่เป็นสุภาพบุรุษ เป็นเมืองของ แฟรงค์แกนด์สไตล์ค่ะ

โดยมากจะเป็นผู้ชายนะคะ ผู้หญิงช่างพูดช่างคุยอยู่คะ มีน้ำใจช่วยเหลือดี เมืองนี้ผู้หญิงเป็นใหญ่ค่ะ ผู้ชายเลยเก็บกดนิดนึงค่ะ

คุณ So เฮลซิงกิ
คุณ So เฮลซิงกิ

ที่ที่คุณอยู่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะไหม และพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่สบายดีไหม คุณได้คบกับคนไทยที่อาศัยอยู่หรือยังครับ

ที่นี่จะมีคนไทยอาศัยอยู่เยอะค่ะ จะ เดินตามถนนหรือนั่งรถโดยสารก็จะพบเจอคนไทยได้โดยทั่วไปค่ะ คนไทยในฟินแลนด์มีมากว่าสี่พันคนและครึ่งหนึ่งก็จะอาศัยอยู่ที่เฮลซิงกินี่ล่ะค่ะ ที่นี่มันเล็กขนาดเท่าๆกับตัวจังหวัดของประเทศไทยนี่แหละค่ะ เดินไปเดินมาก็จะเจอะเจอกันง่ายๆ

สำหรับดิฉันแล้วมีเพื่อนคนไทยไม่เยอะค่ะ คบหากันไม่ถึง10คนด้วยซ้ำ โดยมากจะเป็นเพื่อนที่ทำงานด้วยกันที่บริษัทเดิม ไม่มีเพื่อนใหม่เลยค่ะ สาเหตุที่ไม่มีเพื่อนใหม่เลยก็เพราะว่า ข้อแรกนะคะ ดิฉันไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ไม่ชอบงานสังสรรค์ ไม่ชอบดื่มเหล้า ไม่ชอบผับชอบบาร์ และไม่ชอบจับกลุ่มนินทาใคร คือ ทำงาน และก็กลับบ้าน พอเป็นแบบนี้ ใครๆก็ไม่อยากคบหาก็เราแล้วล่ะค่ะ มันไม่สนุก ชวนไปก็ไม่ไป ชวนกินก็ไม่กิน ชวนจับกลุ่มนินทาก็ไม่เอา เลยต้องอยู่แบบเดิมๆไป ข้อที่สองนะคะ ดิฉันชอบพูดอะไรตรงๆ คนไทยเรียกขวานผ่าซาก มีบ่อยค่ะที่เผลอตรงๆไป คนบางคนก็รับไม่ได้ ก็เลยอย่าไปยุ่งดีกว่า เดี๋ยวจะทำให้เขาไม่สบายใจเอา ข้อที่สามนะคะ ดิฉันแยกความดีกับความเลวออกจากกันอย่างชัดเจน และจะอยู่กับฝั่งที่ทำความดีเท่านั้น แต่คนโดยทั่วไปจะลื่นไหลไปตามกระแส ไม่แยกว่าอะไรควรทำหรืออะไรไม่ควรทำ ปะปนกันไปหมด ชื่นชมไปทั่วไม่แยกแยะ เพลียใจค่ะ อยู่ในมุมเราดีกว่า ไม่เหนื่อยค่ะ และข้อสุดท้ายนะคะ คนที่นี่ตีตราที่หน้าผากสาวไทยไว้เลยว่ามีอาชีพขายตัว และตัวดิฉันเปิดร้านนวดไทย ที่นี่ก็มองว่าร้านนวดไทยทุกร้านเป็นซ่องโสเภณี ขายตัวทุกร้าน ดิฉันเปิดร้านนวดไทยเพื่อต่อต้านกระแสของความเชื่อนี้ เพื่อจะบอกว่า ร้านนวดไทยไม่ใช่ร้านขายตัวทุกร้าน เพื่อให้นวดไทยมีที่ยืนอยู่ในสังคมอย่างภาคภูมิใจ ดังนั้นดิฉันจึงเลือกที่จะคบคนที่แน่ใจว่าไม่ขายตัว เพื่อป้องกันความเสื่อมเสียที่จะกระทบต่อชื่อเสียงของร้าน

ฟังดูแล้วเรื่องมากใช่มั้ยคะ จะคบเพื่อนแค่นี้เรื่องเยอะเหลือเกิน จริงๆไม่เยอะหรอกค่ะ ดิฉันเปิดรับทุกคนในเบื้องต้น ให้เกียรติทุกคนเท่ากันหมด แม้จะเป็นผู้หญิงขายตัว ดิฉันก็ชื่นชมเพราะเขาก็ทำงานเหนื่อยเหมือนกัน แต่เพราะอาชีพของเรา ทำให้เราต้องถอยห่างออกมา และระวังตัวมากขึ้นเท่านั้นเอง

คนไทยที่อาศัยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่นะคะ มีความสุขสบาย มากกว่าที่อาศัยอยู่ที่เมืองไทยเยอะเลยค่ะ ถ้าตกงาน รัฐบาลก็จ่ายเงินให้ ถ้าแต่งงาน แล้วยังไม่มีงานทำ รัฐบาลก็จ่ายเงินให้ ถ้าไปเรียนหนังสือ รัฐบาลก็จ่ายเงินให้ ไม่มีบ้านอยู่ก็ไปขอบ้านรัฐบาลอยู่ ไม่มีเงินพอ ก็ไปทำเอกสารขอเงินรัฐบาลช่วย สวัสดิการเพียบค่ะ ดูแลอย่างดี ดูแลยิ่งกว่าแม่เราที่บ้านอีก ดูแลจนไม่มีคนอยากจะไปทำงานกันเลยทีเดียว นั่งกินนอนกิน หาข้ออ้างไปเรื่อย รัฐบาลใจดีจัดให้ตลอดๆค่ะ สอนให้คนขี้เกียจได้จริงๆค่ะ จะคนชาติไหนๆคนที่นี่หรือคนไทย สำหรับรัฐบาลที่นี่แล้ว ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันหมด ได้สวัสดิการเท่ากัน อยู่อย่างไม่เดือดร้อน อยู่ได้เรื่อยๆ แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บเท่านั้นเอง เขาเลี้ยงดูไม่ให้อด แต่ไม่ได้ให้มากจนเหลือเก็บ แค่พออยู่พอกิน มีปัญหาอะไรก็แค่เดินไปหาสำนักงานของรัฐ ที่ไหนก็ได้ พูดไม่ได้ คุยไม่เข้าใจ เขาก็จัดล่ามให้เสร็จสรรพ บริการสุดยอดค่ะ

อะไรที่คนฟินแลนด์ชอบและคุณบอกผมได้ไหมว่าผู้ชายฟินแลนด์เป็นอย่างไร ผู้หญิงฟินแลนด์เป็นอย่างไรและครอบครัวของคนฟินแลนด์เป็นอย่างไร

ครอบครัวคนฟินแลนด์โดยปกติจะเป็นครอบครัวเล็กๆ มีพ่อแม่และก็ลูก ส่วนปู่ย่าตายายก็อยู่บ้านของตนเองไป ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันเหมือนครอบครัวคนไทย ลูกจะอยู่กับครอบครัวจนกระทั่งอายุ 18 ปี หลังจากนั้นก็จะนิยมแยกบ้านออกมาอยู่เอง รัฐบาลก็จะช่วยจ่ายค่าเช่าให้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้ายังอาศัยอยู่บ้านพ่อแม่ก็จะไม่ได้เงินช่วยเหลือในส่วนนั้น ในการดูแลลูกนั้นจะมีการผลัดเปลี่ยนวันกันดูแล ผู้หญิงกับผู้ชายจะตกลงกันว่าวันไหนจะเป็นวันของใครในการดูแลลูก ที่นี่ผู้ชายเลี้ยงลูกเองเป็นเรื่องปกติค่ะ เดินเข็นรถเข็นเด็กเดินเล่นตามท้องถนน แต่จะไม่ค่อยใส่ใจหรอกค่ะ เข็นไปแล้วก็โทรศัพท์คุยไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยหันมามองลูกหรอกค่ะ บางที ฝนตกลูกเปียก ก็ไม่ค่อยสนใจ เด็กก็นั่งเล่นในรถเข็นไปคนเดียว เป็นแบบนี้เห็นกันเป็นเรื่องปกติค่ะ

บางทีลูกหลับคารถเข็น ตัวเองก็เข็นไป ลูกหัวโยกหัวคลอน ก็ไม่สนใจหรอกค่ะ เลี้ยงไปตามประสา เด็กที่นี่ถ้าอายุต่ำกว่า18ปี ห้ามอยู่บ้านคนเดียวค่ะ ต้องมีคนอยู่ด้วย มันเหมือนกับว่า เขาดูแลอย่างดีแต่แค่ดูกับแล ไม่เอาใจไปใส่ในรายละเอียด เด็กๆก็จะมีเงินช่วยค่าเลี้ยงดูจากรัฐบาลส่วนหนึ่ง จนกว่าจะอายุ18 ปี เงินส่วนนี้พ่อกับแม่ก็รับไปค่ะ

หลังจากอายุ 18 ปี ก็จะเริ่มมาอยู่ด้วยตนเอง รับเงินเอง บ้านก็จะเหลือพ่อแม่ จะค่อนข้างเงียบ และเหงาค่ะ ทุกคนจะกลับบ้านก็ตอนวัน คริสมาสต์ จะมีวันหยุดอยู่ 5วัน ทุกคนจะไปเจอกัน และซื้อของขวัญให้พ่อแม่ เป็นวันครอบครัว รถโดยสารจะหยุดให้บริการหนึ่งวัน คริสต์มาสจะเป็นวันที่เงียบๆมากๆๆ ไม่มีงานเลี้ยงฉลองนอกบ้าน ไม่มีจุดพลุ ไม่มีงานรื่นเริง ทุกคนต้องอยู่ที่บ้าน ทำอาหารกินกันเอง คุยกัน ไม่มีออกมารื่นเริงข้างนอกค่ะ ปีแรกที่มาอยู่เมื่อถึงวันคริสต์มาส พวกเราก็คิดว่าจะมีงานรื่นเริงในที่สาธารณะ เราก็รีบเข้าเมืองกัน เหมาแท็กซี่ค่ะรถโดยสารไม่ทำงาน ตื่นเต้นค่ะ เมืองซานตาคลอส วันนี้ต้องมีงานใหญ่ ไปถึง จ๋อยสนิทค่ะ เงียบเหมือนป่าช้า ไม่มีคนเดิน ไม่มีรถวิ่ง เงียบสงบ 5555 ขำกันสุดๆค่ะ วันนี้คือวันครอบครัวของเขาค่ะ คนไทยเราก็ไม่รู้ ก็บ้านเราเขามีงานรื่นเริง เราก็นึกว่ามันจะเหมือนกัน อิๆ ปีต่อมา นอนค่ะ นอนแล้วก็นอนอย่างเดียวเลย

มหาวิหารเฮลซิงกิ
มหาวิหารเฮลซิงกิ

คนฟินแลนด์ชอบอะไร

1. ชอบของถูกค่ะ ของลดราคา ชอบมากๆค่ะ ทุกอย่างค่ะ อาหาร เสื้อผ้า หรือแม้แต่งานบริการค่ะ ค่าครองชีพที่นี่สูง ของทุกอย่างแพงค่ะ แพงกว่าปารีส และที่นี่ก็นิยมใช้วิธีลดราคาเพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน ลดกันทุกวันค่ะ มีบางเดือนเขาเรียก หู้หลู่ไป้หว่า ภาษาอังกฤษคือ เครซี่เดย์ มี 3 วัน ห้างใหญ่ๆ ของแบรนด์เนม จะลดราคากัน ลด 50-70% ในบางชิ้น คนจะมาต่อแถวตั้งแต่เช้า เดินกันเต็มห้างเลยค่ะ บางคนขนซื้อกันเป็นสิบชิ้น งงค่ะ ซื้อกันจนห้างแทบแตก ดิฉันก็ชอบเหมือนกันค่ะ แต่ปีละชิ้น อิๆ

2. คนฟินแลนด์ชอบเมืองไทยค่ะ ชอบมากๆ แต่ละคนจะมีความฝันว่า สักวันเขาจะต้องได้ไปเที่ยวเมืองไทย บางคนก็ไปแล้วไปอีก ก็งงอีกเหมือนกันค่ะ ทำไมชอบเอามากๆขนาดนั้น มันมีอะไรดีนักหนา เขาตอบว่า ที่นั่นอากาศร้อน ถ้าเขาไปเที่ยว แล้วเขาจะได้ร้อนแน่นอน 100% แต่ถ้าไปที่อื่น บางทีอาจจะไม่ร้อนในวันที่เขาไป เขาเดินทางไปตั้งไกล เขาไม่อยากผิดหวัง อีกอย่างคือ เมืองไทยของราคาถูก อาหารอร่อย บริการดี ทะเลสวย และคนไทยใจดี ปลื้มค่ะ ปลื้มมากกับความอยากมาประเทศไทยของคนที่นี่ อยากจนตั้งไว้เป็นเป้าหมายหนึ่งในชีวิตเชียวค่ะ 3. ต้องมีบ้านพักตากอากาศเป็นของตัวเองค่ะ บ้านไม้อยู่ในป่าหรืออยู่ริมทะเลสาบ ช่วงฤดูร้อน ทุกคนที่นี่ต้องไปซัมเมอร์เฮ้าส์ ดิฉันก็ถามนะคะว่า ทำอะไรกันที่นั่น เขาไปพักผ่อน นอนเล่น เก็บเห็ด เก็บบลูเบอร์รี่ ตกปลา ว่ายน้ำ ไม่มีน้ำ บางทีก็ไม่มีไฟ แต่ทุกคนก็จะไปกัน ไปอยู่กับธรรมชาติ

4. คนที่นี่ชอบซาวน่าค่ะ ห้องอบ ทุกบ้านจะมีซาวน่า ที่สาธารณะก็มีบริการซาวน่า เข้ากันตั้งแต่เด็กยันแก่ แก้ผ้ากันจนชินเป็นปกติค่ะ น่าจะเพราะหนาวมากเลยต้องเข้าอบให้มันอุ่นๆค่ะ ดิฉันก็ชอบนะคะ อบทุกอาทิตย์ค่ะ หายหนาวค่ะ

คนฟินแลนด์โดยทั่วไปในสายตาดิฉันแล้ว ดิฉันมองว่าเขาเป็นคนดี เป็นคนซื่อ ตรงไปตรงมา ปากตรงกับใจ ไม่เจ้าเล่ห์ ไม่เจ้ามารยา โดนหลอกง่าย และที่สำคัญคือ เคารพกฏหมาย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งดีๆที่คนไทยไม่ค่อยจะมี ส่วนที่แย่ๆที่ค่อยๆมีเพิ่มมากขึ้นก็คือ ความมีอิสระเสรีภาพที่มีมากมายจนเห็นแต่ตัวเอง เห็นแต่ประโยชน์ของตนเอง ลืมสิทธิของคนอื่น เรียกร้องในทุกๆเรื่องเพื่อให้ได้มาเป็นของตัวเอง เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักคำว่ามีน้ำใจ คนที่นี่รู้จักแต่กฏหมาย แต่ไม่รูจักคำว่า ศีลธรรมค่ะ ไม่รู้ว่าเมตตาคืออะไร น้ำใจคืออะไร ช่วยเหลือคืออะไร แล้วทำไปทำไม ไม่รู้คำว่ากตัญญู ลูกค้าดิฉันคนหนึ่งเป็นคุณหมอด้านผ่าตัด ถามดิฉันว่า คนไทยส่งเงินให้พ่อแม่ทำไม คนที่นี่ไม่ได้ให้ มีบ้างให้ของขวัญในวันสำคัญ ดิฉันอธิบายไปว่า พ่อแม่ให้กำเนิดเรามา ให้ชีวิต ให้การเลี้ยงดู เอาใจใส่ ท่านเหนื่อยมาก ที่ต้องเฝ้าดู หาข้าวหาน้ำให้กิน ไม่สบายก็เฝ้าดูแล เป็นสิบปียี่สิบปีที่ต้องเหนื่อยแบบนี้ เมื่อเราโตขึ้นหาเงินได้ เราก็ต้องดูท่าน ให้ในสิ่งที่ท่านเคยให้เรากลับคืนไปให้ท่านเรียกว่าการตอบแทน คนที่นี่ได้เงินจากรัฐบาลก็จริง แต่ก็ไม่ได้มากพอ พ่อแม่ก็ต้องหาเพิ่ม ต้องดูแล ไม่สบายก็ต้องเฝ้า ไม่ต่างกับพ่อแม่ที่เมืองไทย พ่อแม่ไม่ใช่คนงานที่รับจ้างรัฐบาลมาเลี้ยงดูลูก ท่านเลี้ยงมาด้วยความรัก เสียสละความสุขส่วนตัวมากมาย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนๆก็ต้องดูแล ตอบแทนต่อพ่อแม่ทั้งนั้น คุณหมอพยักหน้า แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนเดิมค่ะ อธิบายไปในเรื่องพวกนี่ยากจริงๆค่ะ ถ้าพูดถึงกฎหมายจะเข้าใจและตั้งใจทำตามทันทีค่ะ พูดถึงศีลธรรมเหมือนกับเราอยู่คนละโลกเลยค่ะ

นิสัยของผู้หญิงกับผู้ชายก็ต่างกันนะคะ ผู้ชาย ขี้อายเป็นที่หนึ่งเลยค่ะ ตัวใหญ่ๆแต่หลบหน้า สนทนากันแต่หันหน้าหลบไปทางอื่นตลอด ดิฉันลองทดสอบความอายของผู้ชายที่นี่หลายครั้งค่ะ เหมือนกันหมด ดิฉันเคยทดลองกับช่างซ่อมไฟฟ้าที่มาซ่อมไฟที่ร้าน ดิฉันเดินไปถามเขาก็ตอบนะคะแต่ก้มหน้าตลอด ทำเสร็จก็รีบหลบไปทันที

ลูกค้าบางคน มานวดที่ร้านเป็นปีค่ะ กว่าจะกล้าพูดคุยมองหน้า สุดยอดของความขี้อายเลยค่ะ

ผู้ชายที่นี่จะแล้งน้ำใจมาก ไม่ต้องถามถึงคำว่าสุภาพบุรุษ ไม่มีค่ะ ไม่มอง ไม่ช่วย ไม่สน ชีวิตใครชีวิตมัน คนที่นี่มักจะบอกว่า ที่นี่ผู้หญิงกับผู้ชาย มีสิทธิเท่าเทียมกัน ต่างคนก็ต่างดูแลตัวเอง ไม่มีข้อแตกต่างใดๆ เลยกลายเป็นไร้น้ำใจไปเลยค่ะ ผู้ชายที่นี่พูดน้อย ไม่พูด ไม่ยิ้ม ชอบอยู่คนเดียวค่ะ แต่ถ้ากินเหล้าเมื่อไหร่นะคะ จะกลายเป็นคนละคนเลยค่ะ ช่างพูด ช่างยิ้ม อารมณ์ดีสุดๆ และผู้ชายที่นี่ก็ชอบดื่มค่ะ กินทุกวัน เมาหลับที่ป้ายรถเมล์มีให้เห็นทุกวันค่ะ กระป๋องเบียร์มีทิ้งตามถนนเกลื่อนกลาดทั้งเมือง ทุกวันค่ะ คนเมาเต็มไปหมด น่าเบื่อมากค่ะ แต่ไม่อันตรายนะคะ เมาได้ไม่นานค่ะ ถ้าเริ่มคลานเมื่อไหร่ ตำรวจก็จะมาหามไปส่งโรงพักทันที รวดเร็วทันใจไม่เกิน 5 นาที ตำรวจที่นี่ทำงานดีมากค่ะ มีหน้าที่มารับคนเมาไปนอน งานหนักจริงๆค่ะ

ผู้ชายที่นี่จะไม่จีบผู้หญิง หากผู้หญิงยิ้มให้ เขาจะทึกทักเอาทันทีว่าเราชอบ แล้วเขาก็จะถามเลยว่าชอบเขาเหรอ แล้วชวนขึ้นเตียงเลยค่ะ ไม่มีกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลงให้เสียเวลา 555 ถ้าไม่ชอบ อย่าได้มอง ได้ยิ้มให้นะคะ ผู้ชายจะเข้าใจผิดเอาค่ะ เรื่องนี้มันสุดยอดผู้ชายจริงๆค่ะ ที่ร้านก็มีบ่อยค่ะ ด้วยนิสัยคนไทย ยิ้มสยามค่ะ ยิ้มกับทุกคน ต้อนรับเพราะเป็นลูกค้าต้องยิ้มค่ะ เป็นเรื่องปกติ คุณผู้ชายคิดทันทีค่ะว่าเราชอบ ท่าจะบ้าจริงๆค่ะ จะให้หน้าบึ้ง หน้าบูดกับลูกค้าได้ยังไงล่ะคะ ตอนนี้เข้าใจผู้ชายที่นี่แล้วค่ะ เลิกยิ้มให้โดยถาวร 555 ถึงเป็นลูกค้าก็ไม่สนค่ะ

สำหรับผู้หญิงที่นี่ก็จะต่างกับผู้ชายค่ะ ผู้หญิงที่นี่มีความเป็นผู้นำสูง ช่างพูด ช่างคุย ไม่มีอายค่ะ มีลูกค้าผู้ชายท่านนึงค่ะ จะชอบบ่นเสมอว่าเมืองนี้มันอ่อนแอ นโยบายของรัฐบาลก็อ่อนแอ ใครขออะไรก็ให้หมด มาหลอกมาลวงว่าลำบาก ไม่ยอมทำงาน ขอแต่เงินช่วยเหลือ ขอเท่าไหร่ก็ให้อยู่นั่นแหละ เพราะรัฐบาลมันมีแต่ผู้หญิง ผู้หญิงเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า นโยบายต่างๆผู้หญิงก็ร่างขึ้นมา มันเลยอ่อนแอแบบนี้ นี่เป็นเสียงบ่นที่ผู้หญิงที่นี่ได้รับค่ะ

ผู้หญิงที่นี่จะแต่งตัวเก่งมากค่ะ ชอบแต่งหน้า เสริมสวย ทำผมทำเล็บ ร้านทำผมมีทุกหัวมุมตึกค่ะ เดินไปทางไหนก็จะเจอร้านทำผม ชอบทำสวยค่ะแต่แต่งไม่เป็นค่ะ เลยไม่โดดเด่นค่ะ ผู้หญิงจะจ่ายเงินซื้อเสื้อผ้า และเข้าร้านเสริมสวยเยอะมากค่ะ แต่แต่งออกมาแล้วก็ไม่สวย หุ่นดีนะคะ ผอมสูง แต่หน้าตาจืดซีด ไม่มีสีสัน เลยทำให้แต่งยากมั้งคะ

และผู้หญิงที่นี่หวงสามีเป็นที่สุดค่ะ ทั้งรัก ทั้งหวง มีสามีเมื่อไหร่ก็จะนำมาแนะนำ คอยเฝ้าตามทุกฝีก้าวค่ะ ชื้อของขวัญให้ ดูแลไม่ห่างเลยค่ะ ที่ร้านจะมีลูกค้าผู้หญิงมาซื้อบัตรของขวัญให้สามีบ่อยมากค่ะ และก็น้อยมากที่ผู้ชายจะซื้อให้เมียนะคะ ส่วนมากซื้อให้ตัวเองค่ะ และผู้หญิงก็ชอบให้สามีมานวดที่ร้านนะคะ คุณเธอบอกว่า สามีชอบนวดไทยมากๆเลยค่ะ เธอก็อยากเอาใจสามี เลยจองนวดให้ นวดเสร็จเธอก็จะทำอาหารรอค่ะ ให้สามีนวดคนเดียว คุณผู้ชายนวดเสร็จก็ถามหาชักว่าวเลยค่ะ ขอบริการเสริมเซ็กส์เซอร์วิสเพิ่มค่ะ เลยโดนไล่ออกจากร้านไป บอกเมียว่าชอบนวดไทย น่าสงสารผู้หญิงจริงๆเลยค่ะรักจนหน้ามืดตามัว

ผู้หญิงที่นี่จะนิยมมีสามีต่างชาติค่ะเช่นอเมริกา อังกฤษ หรือยุโรป ไม่ชอบแต่งกับคนชาติเดียวกัน ส่วนผู้ชายก็ชอบแต่งกับต่างชาติเหมือนกันค่ะ แต่จะนิยมเอเชีย ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และก็ไม่ชอบแต่งกับคนชาติเดียวกัน เหมือนกันค่ะ ตอนนี้ลูกครึ่งเต็มบ้านเต็มเมืองค่ะ ผสมกันมากมายน่าดูเลยค่ะ

คุณ So เฮลซิงกิ
คุณ So เฮลซิงกิ

ค่าครองชีพที่ฟินแลนด์เป็นอย่างไร อะไรที่คุณคิดว่ามันแพงเกินไป (3 things) และอะไรที่คุณคิดว่ามันมีคุณค่าเหมาะสมกับราคา (3 things)

ค่าครองชีพในฟินแลนด์ค่อนข้างสูง โดยเทียบจากเงินเดือนขั้นต่ำของที่นี่จะอยู่ที่ 1500-2000 ยูโรต่อเดือน ซึ่งรายได้พอๆกับฝรั่งเศส แต่ราคาค่าของใช้ในชีวิตประจำวัน ราคาผักผลไม้ ล้วนแล้วแต่แพงกว่า ลูกค้าที่เป็นคนฝรั่งเศสจะบอกว่า ของที่นี่แพงกว่าเกือบทุกอย่าง คนฟินแลนด์เองนิยมไปเที่ยวต่างประเทศ หรือไปพักร้อนอยู่ที่ประเทศในเขตยุโรปกันเองเช่นอิตาลี โปรตุเกส ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลคือ ค่าครองชีพที่นั่นจะถูกกว่า ทำให้อยู่ได้อย่างสบายกว่าอยู่ที่ฟินแลนด์

แต่คนสวีเดน หรือคนญี่ปุ่น จะบอกว่า ราคาของที่นี่พอๆกันกับที่บ้านของเขา

สิ่งที่มองว่ามันแพงไปสำหรับที่นี่นะคะ อันแรกคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT ซึ่งเป็นภาษีการค้า สูงสุด 24% โดยที่เมืองไทยเราอยู่ที่ 7%

เก็บลูกค้ามา 100 บาทเหลือที่เราแค่ 76 บาท ต่อมาเมื่อมีรายได้ก็ต้องจ่ายภาษีรายได้ซึ่งก็แพงมากๆเหมือนกันค่ะ เงินเดือน 1000 หัก 7% เงินเดือน 2000 หัก 15-20% เงินเดือน 3000 หัก 25-30% เงินเดือนยิ่งมาก ยิ่งหักแพงค่ะ บางคนโดนไป 60% ก็มีค่ะ น้ำตาแทบไหลก็อีตอนโดนหักภาษีนี่แหละค่ะ ยิ่งถ้าบริษัทได้กำไร ตอนสิ้นปีก็จะโดนหักที่ 24-40% อีกรอบ โอยๆเลยค่ะ ทำงานมาเท่าไหร่ภาษีเอาไปเกินครึ่งหนึ่งเลยค่ะ คนที่นี่เลยไม่นิยมทำงาน ทำไปก็ไม่เหลือ นั่งแบมือขอรัฐบาลดีกว่าไม่เหนื่อย 5555 ดิฉันก็เห็นด้วยนะคะ คนฟินแลนด์มีสถิติตกงานสูงมากเลยค่ะ ก็ทำไปก็ไม่เหลือ แต่ละคนก็เลยเลือกที่จะไม่ทำยังไงคะ

จริงๆของที่นี่ก็แพงทุกอย่างนะคะ เพราะมันบวกภาษี 24% ไปในราคาของ เลยแพงหูตูบค่ะ

ของแพงอันที่ 2 สำหรับดิฉันนะคะ ก็คือของที่ใช้แรงงานคนค่ะ เช่น ปั๊มกุญแจ 1 ดอก 30 ยูโรค่ะ หรือเปลี่ยนกุญแจประตูบ้าน1ชุด 300 ยูโรค่ะ หรือ ให้พนักงานร้านโทรศัพท์ช่วยเปลี่ยนโปรโมชั่นให้ใหม่ คิด 10 ยูโรค่ะ ค่าช่วยพิมพ์ข้อมูล ถ้าเราไปเปลี่ยนเองทางอินเตอร์เน็ต เราก็ไม่ต้องจ่ายค่ะ โดนบ่อยมากค่ะ ทีละ 10 ยูโร เพราะเปลี่ยนเองไม่ได้ อ่านภาษาเขาไม่ออก ก็ต้องทำใจ จ่ายให้เขาไปค่ะ

ส่วนของแพงชิ้นที่ 3 นะคะ คือค่าแอลกอฮอล์ค่ะ เหล้า เบียร์ หรือไวน์ ไม่นิยมดื่มนะคะ แต่นิยมชื้อค่ะ เพื่อนๆชอบดื่ม เราก็ซื้อไปแชร์ๆกันค่ะ กินร่วมกัน แล้วช่วยกันจ่าย เพื่อนกินไป 10 กระป๋อง เรากินไป 1 กระป๋อง แต่หารเท่ากันนะคะ เพื่อนเลยรักสุดๆค่ะตอนชวนกันกินเบียร์นี่แหละค่ะ สาเหตุที่แพงกว่าปกติน่าจะเป็นเพราะว่า ขวดหรือกระป๋องเบียร์ เราสามารถเอาไปหย่อนคืนที่เครื่องรับคืนกระป๋องในห้างสรรพสินค้าได้ค่ะ กินเสร็จก็เอากระป๋องเก็บกลับมารับเงินคืน. ใบละ 10-40 เซ็นต์ แล้วแต่ชนิดของกระป๋องค่ะ ที่นี่คนนิยมเก็บกระป๋องขาย เดินตามถนนจะมีกระป๋องตั้งอยู่ให้เห็นเรื่อยๆค่ะ เก็บกันเป็นอาชีพ คนกินแล้วส่วนมากก็โยนไว้แถวๆที่กินนั่นแหละค่ะ คนเขามาเก็บไปขายเอาเอง บางคนกินยังไม่ทันเสร็จ คนเก็บมายืนคอยขอกระป๋องแล้วค่ะ ดิฉันก็ชอบเก็บนะคะ ปีแรกไปเก็บทุกอาทิตย์ค่ะ คนชอบนั่งกินในสวนสาธารณะหรือไม่ก็ยืนกินกันบนถนน เราเก็บไปบางครั้งก็ไปเจอคนอื่นแก่ๆเดินเก็บ เราก็ยกของเราให้เขาไปด้วย ช่วยคนแก่ทำมาหากินค่ะ ตอนนี้ก็ยังเก็บอยู่นะคะ เห็นกระป๋องตั้งอยู่ริมถนนเมื่อไหร่ ต้องเดิ่นรี่เข้าไปหยิบทันทีค่ะ มันชินมือ

สำหรับของที่คุ้มค่าคุ้มราคาน่าซื้อที่นี่นะคะ อันแรกน่าจะเป็นเครื่องสำอางค์ค่ะ ไม่ใช่เครื่องสำอางค์แบรนด์เนมชื่อดังนะคะ อันนั้นแพงสุดๆค่ะ อย่าไปหยิบเลยค่ะ ดิฉันหมายถึง พวกนีเวีย รอลิอัล ของยี่ห้อธรรมดาของคนธรรมดานะคะ อย่างนีเวียที่นี่กระปุกละ 10 ยูโร ก็ประมาณ 350-400 บาท ถ้าซื้อที่เมืองไทย ก็ราคาใกล้เคียงกันค่ะ น่าซื้อกว่าเมืองไทยมากค่ะ

ชิ้นที่ 2 นะคะ เป็นของที่ต้องซื้อทุกอาทิตย์ ไข่ไก่ค่ะ ของกินประจำบ้าน ขาดไม่ได้ค่ะ เขาขายเป็นกิโลกรัม 1.80-2.50 ยูโรต่อกิโลกรัม เอามาใส่แผง ลูกขนาดกลาง ไม่เล็กไม่ใหญ่ แผงละ 1.90- 2.30 ยูโร ประมาณ 80 บาทค่ะ มี 12 ลูก ที่เมืองไทย ลูกละ 3-4 บาท 12 ลูก ประมาณ 40 บาท เงินเดือนที่นี่ หกหมื่นบาทไทย ชื้อไข่ลูกละ 7บาท คนไทยเงินเดือน หนึ่งหมื่นบาท ซื้อไข่ลูกละ 4 บาท ไข่เมืองไทยแพงกว่าเยอะเลยค่ะ

ของที่ราคาน่าซื้อชิ้นที่ 3 นะคะ คือ เนื้อไก่ค่ะ เนื้อไก่ในตลาดสดนี่แหละค่ะ ไก่ที่มีเนื้อกับน่องกระดูก กิโลละ 2 ยูโรค่ะ ประมาณ 80 บาท เนื้อไก่เมืองไทย ก็อยู่ที่ 60-70บาท ราคาใกล้เคียงกันมากมากเลยค่ะ แต่เงินเดือนพื้นฐานต่างกันอย่างกับฟ้ากับเหวเลยค่ะ

โดยส่วนมากของก็แพงทุกอย่างค่ะแต่ที่นี่นิยมลดราคากันทุกห้าง มีลดทุกวัน สลับกันไปมา ของที่ลดราคาก็คือของปกติ มีคุณภาพดี แต่แค่เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อดึงดูดลูกค้า เราก็ต้องเลือกเอา อันไหนแพงก็อย่าชื้อ ซื้ออันที่มันถูกไป พรุ่งนี้มันก็มีลดราคาเรื่อยๆ ลดทุกชิ้น เพียงแต่ลดวันไหน หรือที่ห้างไหน เท่านั้นเอง ตาดีได้ ตาร้ายเสีย รีบนัก คอยไม่ได้ก็ซื้อของแพงไปนะคะ

คุณ So เฮลซิงกิ
คุณ So เฮลซิงกิ

บอกข้อดี 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในฟินแลนด์ตามความคิดเห็นของคุณ – บอกข้อเสีย 3 ข้อของการใช้ชีวิตอยู่ในฟินแลนด์ครับ

ข้อดีของการใช้ชีวิตในฟินแลนด์

ข้อแรกคือ ปลอดภัย ใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องมีความกังวลใดๆ ไม่มีโจร ไม่มีขโมย ไม่มีคนขี้โมโห ไม่มีคนพาลต่อยตีกัน ไม่มีคนทะเลาะวิวาท อยู่ในบ้านคนเดียว ก็ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวขโมยจะขึ้นมาปล้นจี้ในบ้าน ออกไปเดินเล่นบนท้องถนน ก็ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวขโมยวิ่งราว กระเป๋า เดินค่ำๆมืดๆ ก็ไม่ต้องกลัวจะมีคนมาข่มขืน ขับรถก็ไม่ต้องกลัวคนในรถคันอื่นจะลงมาตีหัวเอา ชื้อของก็เลือกของได้สบายใจไม่ต้องกลัวแม่ค้าจะมาด่าเอา จะเลือกจะลองสวมใส่ตัวไหนก็ได้ ไปเที่ยวก็ไม่ต้องกลัววันรุ่นจะตีกันเพราะคนที่นี่เขาไม่ทะเลาะต่อยตีกัน ชีวิตประจำวันที่นี่ มันปลอดภัยสุดๆเลยค่ะ

ข้อดีข้อที่สองนะคะ ก็คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบ้านเราเรียกว่า ข้าราชการ จะให้บริการดีมากๆค่ะ มาขอความช่วยเหลือก็จะรีบดูแลให้ ไม่มีความรู้เรื่องอะไรก็จะรีบค้นหา มายื่นเรื่องสมัคร หรือขออะไร ถ้าคุณเตรียมเอกสารครบตามที่เขากำหนด ทุกอย่างก็จะผ่านค่ะ ไม่ต้องกลัวเรื่องคอรัปชั่น ไม่ต้องกลัวต้องจ่ายเงินเพิ่ม ตรงไปตรงมา ง่ายๆ ทำตามขั้นตอน เอกสารพร้อม ผ่านฉลุยทุกอย่างค่ะ แต่ทุกอย่างจะใช้เวลาค่อนข้างนานค่ะ เวลาไปนะคะต้องนั่งคอยคิวกันนานมากๆค่ะ เพราะช่างละเอียดทุกเรื่อง มีอันนั้นหรือยัง รู้อันนี้มั้ย ไม่มีเดี๋ยวหาให้ ปริ๊นซ์รายละเอียดให้ ไปแต่ละครั้งจะได้เอกสารแถมมาเพียบเลยค่ะ คอยนานแต่ดูแลดีมากค่ะ

ข้อที่สามนะคะ ดีมากเลยค่ะ นั่นก็คือคุณตำรวจเรียกปุ๊บก็มาปั๊บทันที ไม่นานเกิน 15 นาที มีปัญหาอะไรก็ไปโรงพัก แจ้งความดูแลได้ทุกเรื่อง ตำรวจที่นี่เป็นสุดที่รักของทุกคนค่ะ เห็นตำรวจแล้วมีความสุขค่ะ อยู่เมืองไทย พอเห็นตำรวจทีไร ตกใจ หัวใจแทบวายเชียวค่ะ กลัวขึ้นมาทันทีทำไมตำรวจอยู่แถวนี้ มาหาอะไร เราจะโดนอะไรมั้ยเนี่ย ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนะคะ เราก็รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยทันทีค่ะ แต่ตำรวจที่นี่ เห็นแล้วอยากจะวิ่งไปกอดเชียวค่ะ แต่เกรงใจ ตัวใหญ่ๆ ใหญ่มาก หน้าดุๆ แต่น่ารักค่ะ ดุแค่หน้า แต่ดูแลทุกคนเต็มที่ค่ะ

สำหรับข้อเสียของการใช้ชีวิตในฟินแลนด์นะคะ ข้อแรกก็คือมันหนาวๆๆๆมากค่ะ อยู่ติดกับรัสเซียเลยหนาวตามๆกันไปมั้งคะ ที่ฝรั่งเศส เยอรมัน เขายังไม่หนาวขนาดนี้เลยค่ะ ฤดูร้อนมีแค่3เดือน ที่เราพอจะออกไปนั่งตากแดดได้บ้าง แต่บางปีมันกลับมีฝนตกจนดวงอาทิตย์ไม่โผล่มาให้ชื่นใจเลยค่ะ อย่างตอนนี้ก็เป็นเดือนสิงหาคม ปกติต้องมีแดด อากาศสัก 20 องศา มีแดดอุ่นให้นั่งเล่น แต่ตอนนี้มีแต่ฝนค่ะ แดดก็หาย อากาศ 14 องศา มันเย็นๆหนาวๆ หาแดดไม่เจอเลยค่ะ เพิ่งมีแดดดีแค่กรกฎาคมเดือนเดียวเอง หน้าหนาวจะเริ่มมาอีกแล้ว นี่แหละค่ะคือข้อเสียของที่นี่ มันเป็นธรรมชาติของที่นี่ คนฟินแลนด์เลยหน้าบูดบึ้ง อารมณ์บ่จอยตลอดเวลาเพราะไม่ได้เดินเล่นผ่อนคลายนี่แหละค่ะ

ข้อที่สองนะคะคือ เรายังโดนหลอกลวงจากคนที่นี่อยู่เสมอๆ คือคนที่นี่ทั่วไปเป็นคนดี หน่วยงานราชการดีมาก แต่พวกงานธุรกิจ งานเอกชน เชื่อถือไม่ได้ค่ะ จะติดต่อทำอะไรกับใคร ถ้าไม่ใช่หน่วยงานราชการจะต้องระมัดระวังสุดๆ ทุกๆเรื่องนะคะ โกงได้เขาจะโกง ต่อให้เราจับได้คาหนังคาเขา แต่เขาก็ไม่รับ หน้าด้าน หน้าทนมาก ดิฉันโดนบ่อยมาก ตัวอย่างเริ่มแรกนะคะ บริษัทที่ดิฉันมาทำงานด้วยครั้งแรก ที่ดิฉันมาเพราะในสัญญาเขียนค่าเงินเดือนบวกคอมมิชชั่น รวมๆสามพันยูโร มาทำแล้ว ได้แค่ 1400-1700 ยูโร ก่อนมาไม่ได้ยอมบอกหรอกค่ะว่าลูกค้าไม่ได้มีมากมาย ก็มาแล้วทำใจไป พอจะปิดบริษัทก็ไม่ยอมให้เงินชดเชย อยากได้ให้ไปฟ้องเอาเอง แถมปิดบริษัทตอนที่วีซ่าเราจะหมดอายุ เตรียมถีบหัวเราส่งกลับบ้านอย่างเดียวค่ะ พอปิดบริษัทปุ๊บไล่เราออกจากบ้านพักทันที จะออกไปอยู่ไหนก็เรื่องของเธอ ฉันไม่ให้อยู่แล้ว เดือดร้อนมากค่ะ ที่นี่หาบ้านเช่ายากมาก หาเป็นเดือนๆยังไม่ได้ แล้วมีเวลาแค่อาทิตย์เดียวเราจะไปอยู่ที่ไหน มีอยู่กัน 6 คนค่ะ ที่เป็นเด็กใหม่ ที่เหลือเขามาอยู่ก่อน เขามีครอบครัวกันเลยไม่เดือดร้อน วันสุดท้ายวันนั้นที่เราต้องออกจากที่พัก มี 2 คนที่เป็นฟิลิปปินส์ เขาไปขอความช่วยเหลือจากสมาคมแม่บ้านฟิลิปปินส์ให้หาบ้านให้ คืนนั้นเที่ยงคืน เราได้บ้านกัน เราจ่ายค่านายหน้าเป็นค่าบ้านหนึ่งเดือน ดิฉันกับเพื่อน 2 คน ฟิลิปปินส์ 2 คน พวกเราลากกระเป๋ากันเที่ยงคืน ตี 2 คืนนั้นหิมะตกหนักทั้งคืน ท่วมถนน พวกเราขนกระเป๋าใบใหญ่ๆ ลากขึ้นรถไฟ เราใช้เวลาขน ลากทั้งคืนท่ามกลางหิมะ ตี 4 กว่าจะเสร็จ เรานอนในบ้านใหม่ที่ไม่มีไฟ เราหนาวจนเล็บเขียว เพื่อนที่เหลืออีก 2 คน ก็ไม่ต่างจากเรา ลากกระเป๋าออกกลางดึก ไปอาศัยนอนบ้านเพื่อนของเพื่อนที่ไม่รู้จัก ความเจ็บปวดในวันนั้นของทุกคน มันจำกันขึ้นใจค่ะ

นี่แค่เริ่มต้นความชั่วร้ายของคนทำธุรกิจนะคะ มีภาคต่อค่ะ เราเริ่มไปจดทะเบียนเปิดษริษัทกัน จดเสร็จก็จะมีโทรศัพท์มาสัมภาษณ์เรานะคะ ถามชื่อ สกุล รายละเอียดของเรา ถามว่าเราไปจดทะเบียนเปิดบริษัทหรือเปล่า เราก็ตอบเยสๆทุกคำถาม ไม่นาน ก็มีบิลมาเก็บเงิน 300 ยูโร บิลเป็นภาษาฟินแลนด์ อ่านไม่ออกค่ะ ที่นี่นะคะเมื่อบิลมาคุณต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายโดนฟ้องขึ้นศาลค่ะ ดิฉันก็รีบจ่ายเพราะคิดว่าเป็นบิลค่าโทรศัพท์ แต่ไม่ใช่ค่ะ ทุกคนได้บิลมาหมดทุกคน เราไม่รู้จะทำยังไง เลยไปหาตำรวจ ตำรวจโทรไปสอบถามให้ เขาบอกว่าเป็นค่าบริการที่เขาจะโฆษณาบริษัทเราให้ และเราก็ตอบเยสๆ เขาบันทึกการสนทนาไว้ เขาจะไม่คืนเงินให้ เพราะถือว่าเราได้ทำสัญญากันทางโทรศัพท์แล้ว ตำรวจเลยบอกให้เขายกเลิกบิลทั้งหมดของทุกคนที่ยังไม่ได้จ่าย เพราะไม่มีใครรู้จักเขาและไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด ตำรวจบอกว่า ต้องระวังให้ดี มันจะมีพวกนี้เยอะ ที่โทรศัพท์ไปหลอกถาม แล้วให้เราพูดเยสๆ หลังจากนั้นก็บันทึกไว้ ว่าเราตกลง จากนั้นเราก็ต้องจ่าย เซ็งมาก โดนไป 300 ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ดีที่คนอื่นตำรวจคุยให้เลยรอดไป มีเยอะค่ะ วีรกรรมของคนทำธุรกิจที่นี่ เอาที่เพิ่งโดนมานะคะ สดๆร้อนๆ ผ่านมา3เดือนเองค่ะ อันนี้งานใหญ่ ว่าจะชื้อบ้าน ดูบ้านกับบริษัทชื้อขาย ทำสัญญาเสร็จ เงินไม่ครบ เลยขอยกเลิกสัญญา แต่…มีแต่อีกแล้วค่ะ มันยกเลิกไม่ได้ ถ้ายกเลิกต้องจ่าย ประมาณหนึ่งหมื่นยูโร โอ้โห มันบ้าไปแล้ว เป็นไปได้ยังไงเนี่ย เขาบอกว่าในสัญญามันเขียนไว้แบบนี้ เขียนเป็นภาษาฟินแลนด์ค่ะ แต่ดิฉันถามหมดแล้ว ถามว่าในสัญญานี้เขียนอะไรไว้ อธิบายให้ฟังหน่อย มีอะไรสำคัญที่ดิฉันต้องรู้ คนขายบอกไม่มีอะไรสำคัญ เป็นรายละเอียดทั่วๆไป ดิฉันก็เลยเซ็นสิคะ ก็ไม่คิดว่าจะตุกติก ในสัญญา คนขายเขียนเพิ่มเติมเองเลยว่า ต้องจ่าย 10000 หากยกเลิก ดิฉันไม่ยอมจ่ายค่ะ เขาจะฟ้อง เลยต้องจ้างทนาย ทนายบอกว่าอาจจะต้องจ่ายเขาสักครึ่งหนึ่ง แต่ดิฉันยืนยันไปว่า จะยังไงดิฉันก็ไม่จ่าย ดิฉันเชื่อมั่นในความยุติธรรมของศาลที่นี่ เพราะเขาตั้งใจโกงเรา ไม่บอกรายละเอียดกับเรา ให้เราเซ็นโดยเห็นว่าเราหลอกง่าย สุดท้ายทางนั้นก็เลยยอมยกเลิก เราไม่ต้องจ่ายอะไร แต่โดนค่าทนายไป 2000 จริงๆเลย โดนอีกแล้ว ยังดีที่โดนแค่นั้น ถ้าเป็นหมื่น คงต้องกลับมานอนร้องไห้ที่เมืองไทยแล้วล่ะค่ะ ที่นี่น่ากลัวจริงๆค่ะ ไปเปิดใช้โทรศัพท์ หรือไปติดต่ออะไรกับใคร ต้องระวังให้มากค่ะ ชอบเขียนตัวเล็กๆ และไม่ยอมบอกรายละเอียด งุบงิบๆ แล้วก็ส่งบิลมาเก็บเงิน ด่าไปก็เฉย ไม่สน ไม่แคร์ จะเอาอย่างเดียวค่ะ

หน่วยงานราชการดีมาก คนทั่วไปที่ไม่ทำธุรกิจก็เป็นคนดี แต่คนที่ทำธุรกิจต่างๆให้ระวังคนพวกนี้ไว้ให้มากๆค่ะ

ข้อสุดท้ายที่ดิฉันมองว่า อยู่ฟินแลนด์แล้วไม่ดีคือ ยิ่งทำงานมาก ก็ยิ่งลำบาก ยิ่งเหนื่อย แล้วก็ได้เงินน้อย ไม่มีหนทางรวยค่ะ ก็เหมือนที่เคยพูดค่ะ ภาษีแพง ยิ่งทำงานมาก เงินเดือนมาก ก็จ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ขยันไปก็ไม่ได้มีเงินเพิ่มขึ้นมามากมาย ทำงานทั้งวัน หักแล้วเหลือเดือนละ 2000 ทำงานครึ่งวัน เหลือเดือนละ 1500 ไม่มีงานทำได้เดือนละ 1300 ทุกคนเลยเลือกที่จะทำงานแค่ครึ่งวัน หรือก็ตกงานไปเลย สบายดีกว่าเยอะ ฟังแล้วมันก็ดูดีนะคะ แต่ไม่ใช่กับดิฉัน ดิฉันมาต่างประเทศ เป้าหมายคือ ทำงาน หาเงิน เก็บเงิน กลับบ้านเมืองไทย ไม่ได้มีเป้าหมายมานั่งเล่น นอนเล่น ใช้ชีวิตสบายๆเรื่อยๆ ไม่อดไม่อยาก แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ ที่นี่ไม่ใช่ที่ของคนเก่ง ไม่ใช่ที่ของคนขยัน และไม่ใช่ที่ของคนที่จะมาหางานและหาเงิน

ทำไปเท่าไหร่ ยิ่งทำมาก รัฐก็เก็บมากเท่าตัว เอาไปช่วยคนไม่ทำงาน คนที่นี่ 10% ตกงาน ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ทำงานก็มีอยู่มีกินมีใช้สบายๆ ทำงานเหนื่อยไปก็ได้ไม่มากมายต่างกันไปเท่าไหร่ นอนเล่นคุ้มกว่า นี่เป็นข้อที่ย่ำแย่ที่สุดที่ดิฉันหนักใจ ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร คิดอยู่ตลอดเวลา คิดว่า เราทำงานหนักมาก ทำทุกวัน ทำไม่มีวันหยุด ทำเพื่อหาเงินกลับบ้าน แต่ทำยิ่งมาก ยิ่งเหนื่อย ยิ่งได้เงินน้อยลง แล้วเราจะทำทำไม ถ้าเราจะอยู่ที่นี่ให้มีความสุข เราต้องเปลี่ยนตัวเองหรือเปล่า ทำงานให้น้อยลง หรือตกงานบ้างก็ได้ ขี้เกียจบ้างก็น่าจะดี จะได้ไม่เหนื่อย สบายๆ มีเงินใช้ไปวันๆ แต่ไม่มีเงินกลับบ้าน

ดิฉันคิดและก็คิดอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่ แต่ก็ยังทำงานทุกวัน หวังอยู่ว่าสักวันฉันอาจจะได้ตกงาน นั่งเล่นๆ สบายๆ ให้เหมาะกับบ้านนี้เมืองนี้ เมืองนี้เขาชอบคนขี้เกียจค่ะ คนขยันเลิกฝันที่จะมาไปเลยค่ะ

ตลาดสดกลางแจ้ง
ตลาดสดกลางแจ้ง

คุณเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยบ้างไหมขณะที่คุณอาศัยอยู่ในฟินแลนด์ครับ

ไม่เคยเลยค่ะที่จะรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่อาศัยในฟินแลนด์ ไม่เคยกังวลเรื่องความปลอดภัยเลย ไม่ว่าจะค่ำมืดดึกดื่นแค่ไหน หรือจะเดินในที่เปลี่ยว ไปหลงทางในที่ที่ไม่รู้จัก จะไม่เคยกังวลหรือกลัวเลยค่ะ ที่นี่ปลอดภัยมากค่ะ กลับเมืองไทยจะรู้สึกอบอุ่นแต่กังวลมากในเรื่องความปลอดภัย แต่เมื่อเหยียบเมืองฟินแลนด์เมื่อไหร่มันช่างหนาวใจ แต่ชีวิตปลอดภัย มั่นใจไร้กังวลเลยค่ะ

คุณยังมีครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้ามี….คุณคิดถึงครอบครัวของคุณมากไหมและคุณคิดถึงเมืองไทยหรือเปล่าและสถานที่ไหนในประเทศไทยที่คุณชอบไปเที่ยวมาก

ดิฉันคิดถึงเมืองไทยมากเลยค่ะ คิดถึงความอบอุ่นของอากาศ คิดถึงรอยยิ้มของผู้คน คิดถึงอิสระเสรีที่เราจะทำอะไรก็ได้ เราได้ใส่ชุดสวยๆ สบายๆ ใส่รองเท้าแตะเดินเล่นในสวน หรือเบื่อๆก็ขับรถชมวิว แวะหาของกินริมถนนเรื่อยๆ แวะตลาดสดริมทาง หาชื้อผักสดที่ชาวบ้านปลูกในท้องถิ่นมาขาย เดินไป กินไป ขับไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุดพักก่อนแถวปั๊มน้ำมัน ง่ายๆสบายๆ ลั้ลลาไปเรื่อยเปื่อย แค่คิดก็สุขใจแล้วค่ะ ดิฉันรักทุกที่ของเมืองไทย ไม่มีที่ไหนพิเศษ รักทุกอย่าง ธรรมชาติ ศิลปะที่อ่อนช้อย งดงาม พริ้วไหว ความอ่อนโยนของวัฒนธรรม ความมีเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และก็ความรักที่อบอุ่น อ่อนโยน พูดไปมันเหมือนกับภาพฝันมากๆเลย แต่นี่คือเมืองไทยจริงๆนะคะ เสน่ห์เมืองไทย และเสน่ห์ของคนไทย ที่คนไทยเองก็ไม่ค่อยจะรู้ว่าตัวเองมีดีอะไรที่แท้จริง

คนไทยมีดีที่หัวใจ

ดิฉันไม่ชอบไปเที่ยวไหนเป็นพิเศษ ที่ไหนๆในเมืองไทยก็สวยหมด ไม่เคยมีความคิด มีความฝันที่อยากไปเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษ ขอเป็นเมืองไทยก็พอ ภาคใต้ก็ดีจะได้กลับบ้านไปเยี่ยมญาติ ได้แวะหาครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ ได้แวะกินขนมจีนแกงไตปลา กินสะตอกินลูกเนียง กินผักเหรียงที่เราชอบ ไปภาคกลาง ก็ดีจะได้แวะดูวัดเก่าๆ แวะดูประวัติศาสตร์ แวะซื้อของในท้องถิ่นที่เราไม่คุ้นเคย ไปภาคอีสานก็ดี แวะกินข้าวเหนียวไก่ย่างริมทาง ซื้อผ้าทอมือ ซื้อของท้องถิ่น ไปภาคเหนือก็ดี มีภูเขา ดอกไม้ มีของใช้ ของกินราคาถูก กรุงเทพก็ดี อยากได้อะไร อยากกินอะไร ของภาคไหนๆก็มีหมด ครบทุกอย่างในที่เดียว สุดคุ้ม ที่ไหนๆก็ดี ก็สวยทั้งนั้นในสายตาดิฉัน ขอแค่เป็นเมืองไทย ความอบอุ่นมันอยู่ที่หัวใจค่ะ

ในเมืองไทย ดิฉันไม่ได้มีพ่อแม่แล้ว แต่ดิฉันยังมีลูกของแม่อยู่ พวกเขาคือครอบครัวที่ดิฉันยังต้องไปหาทุกปี พี่สาวเริ่มดูแลตัวเองได้แล้ว ลูกๆโตเป็นหนุ่มเป็นสาว มีงานทำช่วยเหลือครอบครัว พวกเขาเข้มแข็งขึ้น ดูแลกันเองได้โดยที่ดิฉันไม่ต้องคอยกังวลเหมือนเมื่อก่อน จะยังมีเหลือแค่น้องชายสองคน คนเล็กเขาก็ทำมาหากินตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว ไม่มีอะไรต้องกังวล คนกลางมีลูก 8 ขวบ กับ 10 ขวบ ซึ่งกำลังจะโต ดิฉันเป็นคนติดหลานผู้ชาย 2คนนี้มากค่ะ เริ่มแก่เริ่มหลงเด็กมั้งคะ จริงๆก็รักหลานทุกคนนะคะ แต่คนอื่นเขาโตหมดแล้ว เหลือ 2 คนนี้แหละค่ะที่ยังเด็ก ก็เลยหลงเด็กค่ะ โดยปกติตอนอยู่เมืองไทย ดิฉันก็อยู่ด้วยกันกับน้องชายคนนี้ ดิฉันเปิดร้านนวดที่เมืองไทย ตอนนั้นน้องชายทำงานที่เกาะสมุย ทำงานกลางคืน มันเหนื่อย ไม่ได้พักผ่อนเป็นเวลา แล้วต้องดูแลลูกอีก เลยให้น้องชายกับครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน พอดิฉันมาฟินแลนด์ ร้านก็เลยยกให้น้องชายทำต่อไป เวลากลับเมืองไทย ก็คือกลับมาบ้านน้องชายนี่แหละค่ะ

น้องดิฉันเป็นคนซื่อ พูดน้อย ไม่ทะเลาะกับใคร โดนคนเอารัดเอาเปรียบอยู่รำ่ไป มีเมียก็พอๆกัน เลยไปกันได้ หลาน 2 คน ก็เหมือนพ่อกับแม่ ตาใสๆ ตอนนี้เด็กกำลังโต และกำลังเรียนรู้ พ่อแม่ก็ให้โรงเรียนเป็นคนสอน ตัวเองทำแต่งาน ดิฉันจึงค่อนข้างห่วงและกังวลกับหลาน หลานเป็นคนเรียนรู้เร็ว ช่างคิด มีเหตุมีผล เข้าใจอะไรเร็ว หากเขาได้รับการชี้แนะที่ดี ส่งเสริม และดูแลอย่างเต็มที่ เขาจะเติบโตอย่างมีศักยภาพ แต่หากปล่อยให้เขาโตเองตามสภาพ แน่นอนว่าเขาเป็นคนดี แต่ศักยภาพมันจะลดลง ดิฉันก็เลยกังวล อยากกลับเมืองไทยวันละหลายๆรอบ อยากอยู่กับเขาช่วงที่เขาโต อยากเห็นเขาเรียนรู้สิ่งต่างๆตามความสามารถ เราจะเก่งแค่ไหนก็ตาม ถ้าไม่มีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกฝน มันก็ไร้ค่า ไร้ประโยชน์ คิดถึงพวกเขาทุกวัน แต่กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะเราอยู่ไกลเกินไป ทำไิด้ก็แค่คิดเท่านั้นแหละค่ะ

คืนวันคริสมาส
คืนวันคริสมาส

อะไรคือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนฟินแลนด์ในเรื่องของความโรแมนติก

ปัญหาของการอยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยา หรือการเป็นแฟนกันของคนไทยและคนฟินแลนด์นั้นก็มีให้พบเห็นบ่อยนะคะ ดิฉันไม่เคยมีแฟนเป็นคนฟินแลนด์นะคะ แต่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนิดหน่อยค่ะ เลยมีข้อมูลของชาวบ้านมาพูดคุยให้ฟัง มันมีหลายคู่เลยค่ะที่ดิฉันเจอ บางคนเพิ่งมาอยู่ด้วยกันไม่ถึงปี บางคนอยู่กันจนลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว บางคนก็เลิกกันจนมีแฟนใหม่เป็นชาติอื่นไปแล้วก็มี แต่ปัญหาก็คล้ายๆกันนะคะ ที่เพิ่งมาอยู่ ปัญหาก็เพิ่งเริ่มต้น ยังไม่หนักหนา แต่คนที่อยู่กันจนแก่ปัญหาก็คาราคาซัง จนกลายเป็นชาชิน

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่เป็นปัญหาที่เห็นชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นก็คือ

คนไทยขี้เกรงใจ กลัว กังวล ไม่กล้าพูด ส่วนคนที่นี่ ไม่มีคำว่าเกรงใจ ไม่รู้จัก คิดอะไรเองไม่เป็น ต้องพูด ต้องบอกอยากได้อะไร ต้องบอกออกไป ถ้าไม่พูดคนที่นี่จะคิดว่าเราพอใจ เราชอบ และเรามีความสุขแล้วในสิ่งที่เป็นอยู่ มีสาวไทยเพิ่งมาอยู่กับสามีได้หกเดือน มาสมัครงานที่ร้าน บอกว่าไม่มีเงิน สามีซื้ออาหารให้ ซื้อเสื้อผ้าให้ พาเที่ยว พากิน แต่ไม่ให้เงิน ก่อนมาเขาบอกว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย แต่ไม่คิดว่าเขาจะไม่ให้ถือเงินจะขอก็ไม่กล้า เกรงใจตัวเองอยากมีเงินติดตัวบ้าง เลยจะมาหางานทำ

ดิฉันค่อนข้างแปลกใจมากว่า ไม่ให้เงินแล้วจะอยู่อย่างไร มันไม่จำเป็นต้องขอหรือพูด เพราะเงินทุกคนต้องใช้ จะมานั่งขอเหมือนขอทานทุกๆวันมันก็ไม่ใช่ ปัญหานี้เป็นกับทุกๆคู่ ผู้ชายจะไม่ให้เราใช้เงินเอง เขาจะซื้อทุกอย่างให้ ถ้าเราอยากมีเงินเราต้องไปหาเอง มีเพื่อนของเพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกว่า ก่อนแต่งงานเขาบอกสามีเลยว่าเธอต้องจ่ายให้ฉันเดือนละ 1000 ยูโรเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน หลังแต่งงาน สามีก็ให้ทุกเดือนไม่มีปัญหา

ทุกอย่างที่นี่ต้องขอเอง ต้องบอก นิสัยขี้เกรงใจ คอยให้เขาคิดเอง ใช้ไม่ได้กับคนที่นี่ค่ะ

พูดถึงคำว่าโรแมนติก ก็มีนะคะ ทานอาหารในโรงแรมหรู แต่ปีละครั้ง ในวันสำคัญนั่นแหละค่ะ วันธรรมดา ไม่ต้องหวังอะไรมาก อยากได้อะไร ขออย่างเดียวเลยค่ะ หน้าไม่ด้านพอ ก็อดไป ด้านได้ อายอด คำนี้เหมาะกับชีวิตคู่ที่นี่มากค่ะ

อีกหนึ่งปัญหาที่พบบ่อยก็คือ การส่งเงินกลับบ้าน หรือการช่วยเหลือญาติพี่น้องเมื่อเกิดปัญหา การช่วยเหลือทั้งการเงินการงาน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของคนไทย เขาเรียกว่ากตัญญูกตเวทีตอบแทนช่วยเหลือผู้ที่เคยดูแลช่วยเหลือเรามา เป็นคุณธรรมธรรมดาที่คนไทยโดยทั่วไปยึดถือ แต่เป็นปัญหาหนักของหนุ่มฟินแลนด์ เพราะเขาไม่เคยให้เงินพ่อแม่ เขาไม่เคยต้องตอบแทนคนที่เคยช่วยเหลือเขา ใครช่วยเหลือใครนั้นเป็นเพราะเขาอยากช่วยเอง ไม่ต้องตอบแทนอะไรแค่ขอบคุณก็พอ จบกันแค่นั้น เลยไม่เข้าใจว่าต้องส่งเงินกลับบ้านทำไม ส่งทุกเดือน ส่งทุกปี มีเพื่อนบอกว่า ตอนปีแรกๆก็ยังพอจะขอเงินได้บ้าง ผ่านมา 18 ปี ตอนนี้สามีแยกห้องกันนอนไปนานแล้ว เบื่อที่ต้องมาคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด

ดิฉันก็เข้าใจหนุ่มฟินแลนด์นะคะ มันเยอะไปก็ไม่ไหว ไม่ช่วยเหลือเลยมันก็ไม่ได้ สรุปก็คือต้องอยู่ที่การทำความเข้าใจกันตั้งแต่แรก เพื่อจะได้ไม่เป็นปัญหาในอนาคต

ปัญหาอันสุดท้ายนี้ได้ยินบ่อยมาก จากทุกๆคนที่ชอบนินทาสามี เหมือนหุ่นยนต์ ไร้อารมณ์ ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ พูดเสียงดังก็ไม่ได้ ชวนเพื่อนมาบ้านก็ไม่ได้ ไปบ้านเพื่อนก็ต้องขออนุญาต แถมขอยากอีกต่างหาก ปัญหานี้เป็นปัญหาที่สะสมอยู่ทุกครอบครัว ความรักสันโดษของคนที่นี่ กับความชอบเฮฮาสนุกสนานของคนไทย มันเป็นสิ่งที่เข้ากันไม่ได้เลยค่ะ

หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ในยุโรปจะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณมีคำแนะนำที่จะบอกผู้หญิงไทยที่คิดแบบนี้อย่างไร และคุณมีคำแนะนำอะไรที่จะแนะนำให้พวกเขาต้องระมัดระวังบ้างไหม และคุณช่วยบอกผมมาสัก 3 ข้อสิครับว่าอะไรที่พวกเขาควรจะคิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาอยู่ยังต่างประเทศ

ผู้หญิงไทยบางคนคิดว่าการย้ายมาอยู่ยุโรปจะทำให้ชีวิตดีขึ้น

ความคิดนี้มันก็ไม่ถูกต้องเสมอไปหรอกค่ะ แต่ดิฉันสนับสนุนความคิดนี้นะคะ การย้ายถิ่นฐานอาจจะหมายถึงมาชั่วคราว มาทำงานเก็บเงินหรืออาจจะมาถาวร โดยแต่งงานมีครอบครัว การย้ายมาอยู่ที่ยุโรปทั้ง 2 แบบ จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นแน่นอน เพียงแต่เราต้องมีความอดทนเป็นเลิศ ทั้งอดทนทั้งทนอด พม่ามาอยู่บ้านเรา เขามีสภาพแบบไหน กินอยู่อย่างไร เมื่อเรามาอยู่ต่างประเทศ ให้ทำใจไว้เลยค่ะว่า ต่อไปนี้เราก็จะเป็นเหมือนกับพม่าที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยนั่นแหละค่ะ เราก็จะมีสภาพไม่ต่างจากเขา ไม่ว่าโลกจะศิวิไลซ์แค่ไหน เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด คนก็ยังเป็นคนที่พร้อมจะเหยียบย่ำคนที่ด้อยกว่าอยู่เสมอ ในยุโรปก็ไม่ต่างกัน ถ้าคุณทำใจรับกับมันได้ คิดว่าคุณทนกับมันได้ ทุกอย่างก็ผ่านฉลุยค่ะ

นอกจากอดทนเป็นเลิศแล้ว ต้องขยันค่ะ แต่งงานไปต่างถิ่นต่างภาษา แน่นอนค่ะว่าเราต้องทำให้เขารัก เราต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาใจเขา อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น สุภาษิตคำนี้ ดิฉันมั่นใจว่าทุกคนรู้ความหมายของมันดี

ถ้าเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อมาอยู่ในยุโรป เราต้องมีทั้งสองข้อนี้ให้ได้ค่ะ ถ้าเรายอมรับมันไม่ได้ หรือเราคิดว่าเราทำไม่ได้ โอกาสที่เราจะอยู่อย่างสุขสบายในอนาคตก็เป็นไปได้ยากเหมือนกันค่ะ

ไม่มีคำว่าสุขสบายสำหรับกรรมกรค่ะ จะทำงานหรือจะแต่งงาน มันก็มีค่าไม่ต่างกัน มันก็คือผู้ใช้แรงงานนั่นแหละค่ะ ต้องอดทนและขยัน ถ้าเราผ่านได้ ชีวิตก็จะเป็นของเรา มันไม่ยากและมันก็ไม่ง่าย นี่เป็นหลักคิดง่ายๆก่อนตัดสินใจนะคะ

สิ่งที่จะต้องระวังก่อนการตัดสินใจย้ายถิ่นตามใครมานะคะ ข้อแรก การหลอกลวง ทั้งการทำงานและการมีคู่ วิธีแก้ง่ายๆนะคะคือ อย่าใจร้อน อย่ารีบ โอกาสไม่ได้มีหนเดียว ดวงอาทิตย์มีขึ้นและก็มีตกทุกวัน โอกาสก็มีมาเรื่อยๆเหมือนกันนั่นแหละค่ะ ถ้าเราไม่รีบ เราก็จะมีสติ ทุกอย่างเราต้องตรวจสอบ ง่ายๆค่ะ เล่าให้เพื่อนฟัง เล่าให้พ่อแม่ฟัง เล่าให้ผู้ใหญ่ที่เรานับถือฟัง และก็รับฟังความคิดเห็นของพวกเขา ทุกคนคือคนที่ช่วยเราตรวจสอบได้ดีมากๆค่ะ เอกสารทุกใบ เอาให้ทุกคนดู เปิดเผย อย่าอาย อย่างุบงิบ อาจจะวุ่ยวายไปบ้างแต่เพื่อความปลอดภัย เราต้องทำค่ะ

สิ่งที่ต้องระมัดระวังข้อที่สองนะคะ อย่าเซ็นเอกสารอะไรง่ายๆ เอกสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย หรือภาษาต่างด้าว อ่านออก หรืออ่านไม่ออกก็ตาม เมื่อเราเซ็นไปแล้ว มันจะมีผลผูกมัดเราทางกฎหมายในทันที ต่อให้เราอ้างว่าอ่านไม่ออก มันก็ช่วยอะไรไม่ได้

วิธีแก้นะคะ ต้องเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่าเอกสารทุกใบที่เป็นลายลักษณ์อักษร มันเป็นเอกสารที่อันตราย เราไม่สามารถจะเข้าใจมันได้ในระยะเวลาอันสั้น เราต้องใช้เวลาค่ะ ต้องเอามาอ่าน มาทบทวน มาอ่านทุกข้อ หาคนช่วยอ่าน โดยเฉพาะการทำสัญญาต่างๆซึ่งมีเอกสารหลายใบมาก มันมีข้อฉ้อฉล กลโกงแอบช่อนอยู่ข้างใน บางครั้งมันเป็นภาษากฏหมายที่อ่านเข้าใจยาก

อย่ารีบเซ็นอะไรโดยเด็ดขาด จนกว่าจะมั่นใจว่าเข้าใจทุกอย่างในกระดาษที่เราเซ็นนะคะ และที่สำคัญสุด หากเซ็นไปแล้ว เอกสารทุกใบต้องมีเก็บไว้ที่เราหนึ่งชุดเสมอ และควรถ่ายรูปเอกสารพวกนั้นเก็บไว้ด้วยค่ะ

ข้อควรระวังข้อสุดท้ายนะคะ ห้ามไว้ใจใครค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยกันเอง เป็นต่างชาติ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อะไรก็ตามแต่ อย่าไว้ใจใครเด็ดขาด อย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน อย่าคิดว่าคนอื่นๆจะเหมือนเรา อย่าเชื่อใจใคร เราไม่ได้คิดว่าใครในแง่ร้ายนะคะ แต่การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าค่ะ

มันไม่เสียหายอะไรที่เราจะรอบคอบไว้ก่อน

จะทำอะไร อย่าไปคนเดียว อย่าทำคนเดียว ต้องมีคนที่เราไว้ใจได้ไปด้วยเสมอทุกครั้ง ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนหลายขั้นตอน โอกาสโดนหลอกลวงโดนโกง มีสูงมากกว่าบ้านเราหลายเท่านัก เราคนไทย ชอบง่ายๆ สบายๆ ทำอะไรไม่ยุ่งยาก แต่ถ้าคิดจะมาต่างประเทศเมื่อไหร่ ต้องเปลี่ยนนิสัยทันทีค่ะต้องรอบคอบและระมัดระวังในทุกๆเรื่อง และกับทุกๆคนค่ะ

ดิฉันอยากจะบอกทุกคนว่า ถ้าเรามีความฝัน ขอให้เราตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน พยามเรียนรู้ เข้าใจ และทำมันไป ทำไปเรื่อยๆ ทำไปทุกวัน ทำอย่างมุ่งมั่น สักวัน ฝันนั้นย่อมเป็นจริง คนอื่นทำได้ เราก็ย่อมจะทำได้เช่นกันค่ะ

Hel 11

ติดต่อ Khun So

 

โปรดลงทะเบียนเพื่อรับThai Women Living Abroad ข่าวสารใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s